ภายในห้องทำงานของหลิวขวง ณ สมาคมนักสู้เมืองเหิงเฉิง
ซูอวี่ยืนรออยู่อย่างเงียบเชียบ ส่วนอู๋ิดูเหมือนจะมีธุระรัดตัว จึงขอตัวกลับไปก่อนแล้ว
"ขอแสดงความยินดีด้วย ตอนนี้เธอคือ 'นักสู้' เต็มตัวแล้ว และนี่คือสัญลักษณ์ยืนยันสถานะ!"
หลิวขวงยื่นเข็มกลัดเหรียญตราวงกลมส่งให้ซูอวี่
ด้านหลังเข็มกลัดสลักลวดลายดาบ กระบี่ และดอกท้อไขว้ประดับกัน ส่วนด้านหน้าสลักตัวอักษรเด่นหราว่า 'นักสู้ขั้นต้น'
หลิวขวงเอ่ยต่อ "ในเมื่อกลายเป็นักสู้แล้ว ฉันจะอธิบายเื่การแบ่งระดับให้ฟังแบบละเอียดเลยก็แล้วกัน"
ซูอวี่หูผึ่งทันที ในโรงเรียนมักสอนแค่วิธีการปลุกพลังเป็นักสู้ แต่แทบไม่เคยลงลึกเลยว่าเส้นทางหลังจากนั้นเป็อย่างไร
หลิวขวงอธิบาย "เมื่อค่าปราณโลหิตแตะ 1 จะถือว่าเป็นักสู้อย่างเป็ทางการ ระดับขั้นถูกแบ่งคร่าวๆ คือ ขอบเขตปราณโลหิต, ขอบเขตหลอมโลหิต, ขอบเขตหลอมภายใน, ขอบเขตกายาทองคำ, ขอบเขตเหินเวหา และตัวตนที่อยู่เหนือเหินเวหา... ขอบเขตปรมาจารย์! ส่วนสูงกว่านั้นคืออะไร รอให้เธอแข็งแกร่งพอก่อนเดี๋ยวก็รู้เอง"
"ทั้งหมดนี้เรียกรวมๆ ว่านักสู้ อย่างฉันตอนนี้ก็คือ... ขอบเขตหลอมภายใน!"
"แก่นแท้ของนักสู้คือการฝึกฝนปราณโลหิต! เมื่อปราณโลหิตถึง 10 จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมโลหิต ทะลวงถึง 100 คือขอบเขตหลอมภายใน และถ้าแตะ 1,000... นั่นคือขอบเขตกายาทองคำ! แน่นอนว่านี่แค่ตัวเลขประเมินคร่าวๆ เท่านั้น"
"ขอบเขตปราณโลหิตคือการสะสมพลัง เป็เพียงรากฐานขั้นต้น พอขึ้นสู่ขอบเขตหลอมโลหิต จะเป็การควบแน่นและชำระล้างคุณภาพเื พูดง่ายๆ คือ ปราณโลหิต 1 หน่วยของขอบเขตหลอมโลหิต อาจทรงพลังเทียบเท่า 2-3 หน่วยของขอบเขตปราณโลหิต! ถัดขึ้นไปคือขอบเขตหลอมภายใน ชำระล้างอวัยวะทั้งห้าและหกกลวง เพื่อปูทางสู่กายาทองคำ... ระดับนั้นแหละคือความแข็งแกร่งที่แท้จริง!"
"ส่วนขอบเขตเหินเวหาที่อยู่เหนือขอบเขตกายาทองคำ... ตัวเลขปราณโลหิตใช้วัดอะไรไม่ได้อีกแล้ว พลังของพวกเขาหนาแน่นจนเครื่องมือตรวจสอบไม่ทำงาน ยอดฝีมือระดับนี้สามารถรีดเร้นปราณโลหิตอันน่าสะพรึงกลัวเพื่อเหาะเหินเดินอากาศได้ดั่งใจนึก ในมณฑลเจียงหนานของเรา พวกเขาคือตัวตนระดับจุดสูงสุด!"
พูดถึงตรงนี้ แววตาของหลิวขวงฉายความปรารถนาอันแรงกล้าออกมา
ซูอวี่เองก็อดใจเต้นแรงตามไม่ได้ ผู้ชายหน้าไหนบ้างไม่อยากเหาะเหินเดินอากาศ? ใครบ้างไม่อยากยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดประดุจเทพเซียน?
หลิวขวงหัวเราะร่วนพลางส่ายหน้า "ขอบเขตระดับนั้นยังห่างไกลจากพวกเรามาก ตอนนี้ตั้งใจฝึกฝนไปก่อน อย่าเพิ่งทะเยอทะยานเกินตัว"
ว่าแล้วเขาก็ดันกล่องไม้ใบหนึ่งมาตรงหน้าซูอวี่
"ข้างในนี้คือ 'โอสถปราณโลหิต' สิบเม็ด หลังจากนี้ทุกๆ เดือน เธอสามารถมารับโควตายาฟรีได้จากสมาคม ส่วนพวกเคล็ดวิชาหรือเครื่องทดสอบต่างๆ ทิ้งที่อยู่เอาไว้ เดี๋ยวจะมีคนเอาไปส่งให้ถึงหน้าประตูบ้าน"
ซูอวี่พยักหน้ารับ แต่กลับยืนนิ่งอึกอักเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
"มีอะไรอีกล่ะ?" หลิวขวงถามยิ้มๆ สำหรับอัจฉริยะหน้าใหม่ที่น่าจับตามองอย่างซูอวี่ เขาย่อมเต็มใจให้เวลาพูดคุยด้วยเป็พิเศษ
ซูอวี่เกาหัว แสร้งทำหน้าซื่อตาใส "คือว่าท่านประธานหลิว... ไม่ใช่ว่ามีรางวัลเป็เงินสดด้วยเหรอครับ?"
หลิวขวงชะงักกึก ก่อนจะหลุดหัวเราะลั่น "ไอ้เด็กนี่! เป็นักสู้แล้ว ของนอกกายพวกนี้มันไม่นับเป็อะไรหรอกน่า เอาเถอะ เดี๋ยวฉันให้คนโอนเข้าบัญชีให้สักหนึ่งแสน พอใจไหม?"
ซูอวี่ตาเป็ประกาย รีบโค้งตัวตอบรับทันที "ขอบพระคุณมากครับท่านประธานหลิว!"
หลิวขวงยิ้มบาง โบกมือไล่เบาๆ "เอาล่ะ หมดธุระแล้วก็กลับไปเถอะ บางทีอีกไม่นาน... พวกเราคงได้เจอกันอีกแน่"
หลิวขวงจ้องมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มด้วยสายตาแฝงความนัย
ซูอวี่พยักหน้ารับคำ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานไป
ทันทีที่ประตูปิดลง รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวขวงก็เลือนหายไป ชายวัยกลางคนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา จ้องมองเบอร์โทรศัพท์หนึ่งในรายชื่อติดต่อด้วยความลังเลอยู่นาน
ก่อนจะตัดสินใจกดโทรออก
"ฮัลโหล ฉันหลิวขวง..."
......
ซูอวี่ก้าวเท้าออกจากสมาคมนักสู้ มุ่งหน้ากลับบ้าน
ทว่าในมุมมืดที่สายตาเขาจับจ้องไม่ถึง ร่างเงาสายหนึ่งกำลังยืนนิ่งกลืนไปกับความมืด ร่างเงานั้นยกนิ้วแตะหูฟังบลูทูธ กระซิบเสียงเหี้ยม
"เป้าหมายออกจากสมาคมนักสู้แล้ว จะให้ลงมือเลยไหมครับ?"
ปลายสายตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและเยือกเย็น
"ไม่ต้องรีบ หาโอกาสตอนที่มันออกนอกเมืองแล้วค่อยเก็บมัน ลงมือในเมืองเอิกเกริกเกินไป"
ร่างเงาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรับคำเด็ดขาด
"รับทราบ!"
......
ตัดกลับมาที่ห้องเช่า ซูอวี่ปิดประตูล็อกกลอนอย่างแ่า สีหน้าเบิกบานสุดขีด
ชายหนุ่มไม่รอช้า เรียก [ช่องสังเคราะห์] ขึ้นมาตรงหน้าทันที
เขาโยนโอสถปราณโลหิตทั้งหมดลงไปคราฟต์รวดเดียวจนกลายเป็ 'โอสถหลอมโลหิต' จากนั้นก็นำโอสถหลอมโลหิตไปคราฟต์ต่อจนได้ 'โอสถชำระกาย' มาสองเม็ด
ชายหนุ่มลังเลอยู่เสี้ยววินาที ก่อนจะตัดสินใจโยนโอสถชำระกายทั้งสองเม็ดลงช่องสังเคราะห์อีกครั้ง
แสงสว่างวาบขึ้น กลายเป็ 'โอสถชำระกระดูก' หนึ่งเม็ดถ้วน!
สรุปแล้ว ตอนนี้ซูอวี่มีของล้ำค่าระดับสูงในมือคือ โอสถชำระกระดูกสองเม็ด กับโอสถหลอมโลหิตอีกหนึ่งเม็ด
"ฟู่..." ซูอวี่พ่นลมหายใจยาว "โอสถชำระกระดูกสองเม็ด น่าจะดันปราณโลหิตของเราทะลวงไปแตะระดับ 3 ได้สบายๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าโอสถระดับนี้จะช่วยเพิ่มพละกำลังพื้นฐานให้โหดขึ้นแค่ไหน?" ชายหนุ่มเลียริมฝีปากด้วยความคาดหวัง
เมื่อปรับลมหายใจจนร่างกายพร้อม ซูอวี่ก็โยนโอสถชำระกระดูกเม็ดแรกเข้าปาก
ตู้ม!
พลังงานอันบ้าคลั่งสายหนึ่งะเิพล่านดั่งคลื่นั์กวาดทะลักเข้าสู่เส้นประสาททุกเส้นในพริบตา!
ชั่วอึดใจนั้น ซูอวี่รู้สึกเหมือนกระดูกทุกชิ้นในร่างกำลังถูกทุบให้แหลกละเอียดแล้วหลอมขึ้นมาใหม่ ความเ็ปบัดซบนี่ไม่ต่างอะไรกับคนกระดูกหักร้อยท่อนที่ถูกหมอเถื่อนจับดัดสดๆ โดยไม่ฉีดยาชา!
"อึก!"
ซูอวี่กัดฟันกรอดจนเืซิบ ข่มเสียงครางอู้อี้ไว้ในลำคอ เพียงไม่กี่วินาทีใบหน้าก็ซีดเผือดไร้สีเื หยาดเหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก
"โคตร... เจ็บ..."
ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวสุดขีด ถึงช่องสังเคราะห์จะมีคำอธิบายผลข้างเคียงเตือนไว้แล้ว แต่ใครจะไปคิดวะว่ามันจะทรมานเหมือนตกนรกทั้งเป็ขนาดนี้!
เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า...
หนึ่งชั่วโมงเต็มๆ ซูอวี่ถึงเพิ่งรู้สึกว่าความเ็ปเจียนตายเริ่มทุเลาลง
สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือกระแสพลังงานอันอบอุ่นที่ไหลเวียนหล่อเลี้ยงไปทั่วทุกอณูขุมขน นั่นคือความผันผวนของปราณโลหิตที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าเดิม!
ซูอวี่เบิกตาโพลง ั์ตาฉายประกายปีติยินดีอย่างปิดไม่มิด
"ปราณโลหิตทะลวงถึงระดับ 2 แล้ว!"
เขาตื่นเต้นจนเืลมสูบฉีด
ต้องเข้าใจก่อนว่า หลังจากตื่นรู้เป็นักสู้แล้ว หากยังไม่ได้รับ 'เคล็ดวิชาชักนำพื้นฐาน' อย่างเป็ทางการ การจะบ่มเพาะปราณโลหิตให้เพิ่มขึ้น 1 หน่วยนั้นยากเย็นแสนเข็ญและกินเวลานานมหาศาล
ต่อให้เป็อัจฉริยะที่ได้เคล็ดวิชามาฝึกแล้ว ก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยสิบกว่าวันเป็อย่างต่ำ!
แต่ซูอวี่... อาศัยความโกงของโอสถชำระกระดูก ใช้เวลาแค่หนึ่งชั่วโมงถ้วน! ก็ดีดปราณโลหิตขึ้นมา 1 ระดับเต็มๆ!
"สมแล้วที่เป็โอสถระดับ 4 สรรพคุณโหดจริงๆ!"
ชายหนุ่มพึมพำ ก่อนจะหันไปมองเม็ดยาที่เหลือ
"ยังเหลืออีกเม็ด..." ซูอวี่กัดฟันกรอด แววตาฉายความเด็ดเดี่ยว "กินให้หมดรวดเดียวไปเลยก็แล้วกัน! โลกนี้คนแข็งแกร่งคือพระเ้า มีแต่ต้องทะลวงขีดจำกัดตัวเองเท่านั้น ถึงจะแย่งชิงทรัพยากรมาได้มากขึ้น!"
ซูอวี่ตระหนักดีว่าในโลกที่หมื่นเผ่าพันธุ์จ้องจะกลืนกินมนุษย์ การลงทุนกับผลตอบแทนแปรผันตรงกันเสมอ มีแต่กำปั้นที่แข็งกว่าเท่านั้นที่จะไขว่คว้าทรัพยากรชั้นยอดมาครองได้
และตราบใดที่เขามีระบบช่องสังเคราะห์ การปั๊มทรัพยากรให้ทวีคูณก็เป็แค่เื่หมูๆ!
เมื่อพักหายใจหายคอจนได้ที่ ชายหนุ่มก็โยนโอสถชำระกระดูกเม็ดที่สองเข้าปากทันทีโดยไม่ลังเล
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมงเต็ม ในที่สุดซูอวี่ก็หลอมรวมฤทธิ์ยาระดับ 4 เม็ดสุดท้ายจนหมดจด!
ผ่านการชำระล้างกระดูกและเส้นเอ็นถึงสองรอบติด ตอนนี้ค่าปราณโลหิตของซูอวี่พุ่งพรวดทะลวงขีดจำกัดไปหยุดอยู่ที่ 3.1 เรียบร้อยแล้ว!
ด้วยสถิตินี้ ต่อให้เอาเขาไปโยนดงนักสู้ขอบเขตปราณโลหิต ซูอวี่ก็ไม่ใช่หมูให้ใครมาเคี้ยวเล่นอีกต่อไป
"ด้วยความเร็วระดับบั๊กแบบนี้ รอให้เคล็ดวิชานักสู้ส่งมาถึงมือเมื่อไหร่ ฉันการันตีเลยว่าทะลวงขึ้นขอบเขตหลอมโลหิตได้ภายในครึ่งเดือนแน่นอน!"
ขอบเขตหลอมโลหิตเชียวนะ!
อย่าลืมว่าในเมืองเหิงเฉิงเล็กๆ แห่งนี้ แค่เป็นักสู้ขอบเขตหลอมโลหิตก็สามารถเดินกร่างยืดอกได้อย่างสบายใจแล้ว กระทั่งพวกประธานบริษัทหรือชนชั้นสูงที่มีหน้ามีตา ก็ยังกระจุกตัวกันอยู่ที่ขอบเขตหลอมโลหิตเสียส่วนใหญ่
อย่างหลิวขวง รองประธานสมาคมนักสู้ที่มีอำนาจล้นฟ้าชี้เป็ชี้ตายในเมืองเหิงเฉิง ก็ยังเป็แค่นักสู้ขอบเขตหลอมภายใน!
ส่วนขอบเขตกายาทองคำน่ะหรือ... ต่อให้กวาดสายตาไปทั่วทั้งมณฑลเจียงหนาน นั่นก็คือระดับบอสใหญ่ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดอยู่ดี!
ซูอวี่เรียกหน้าต่างระบบขึ้นมาเช็กสถานะอีกครั้ง ก่อนที่สายตาจะไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างที่มุมจอ...
เกจ [ค่าความโชคดี] ที่อยู่ด้านข้าง ะโพรวดไปแตะที่ 95 แต้มแล้ว!
"เชี่ย! เกจความโชคดีใกล้จะเต็มหลอดแล้วนี่หว่า!"
หัวใจของเด็กหนุ่มเต้นระรัวอย่างห้ามไม่อยู่ เขาเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อว่าหากค่าความโชคดีทะลวงถึง 100 แต้มเต็มเมื่อไหร่... ไอเทมแรร์ชิ้นแรกที่จะดรอปออกมา มันจะทรงพลังโคตรพ่อโคตรแม่ขนาดไหน!
ของที่ระบบระดับพระเ้ากล้าการันตีว่า 'แรร์'... มันต้องเป็ของวิเศษที่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้แน่!
"เอาล่ะ... ลำดับต่อไป ก็คือการเปิดซิงวิชายุทธ์!"
ซูอวี่ดึงตำราหนังแกะเก่าแก่ที่คราฟต์เก็บไว้ออกมาจากมิติ
[หมัดไทเก๊กหยินหยาง]!
ตัวอักษรสีทองอร่ามเปล่งประกายสะท้อนเข้าสู่ั์ตาดุดันของเด็กหนุ่ม ซูอวี่สูดลมหายใจลึก พลิกเปิดหน้ากระดาษแผ่นแรกด้วยสีหน้าจริงจังสุดขีด
นี่คือครั้งแรกในชีวิตสองภพ... ที่เขาจะได้ก้าวเท้าเข้าสู่โลกแห่ง 'วิชายุทธ์' ของจริง!