เด็ก ๆ ที่เหลือพยักหน้าหงึกหงัก อย่างไรเสียหลายวันมานี้ล้วนเป็สะใภ้สามที่เป็คนหาเสบียงและทรัพย์สินเข้ามา อีกทั้งเด็กและสตรีที่ถูกจับตัวก็เป็สะใภ้สามที่ช่วยชีวิตเอาไว้
นางซุนพินิจสิ่งที่อยู่ในมืออย่างถ้วนถี่ จนมั่นใจว่านี่คือตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งร้อยตำลึงสองใบจริง …ยามนี้หญิงชรารู้สึกกระดากกระเดื่องยิ่งนัก เมื่อครู่เพิ่งจะตำหนิสะใภ้สามไป
แต่พอคิดอีกทีก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ผิดเสียหน่อย ใครใช้ให้อีกฝ่ายไม่พูดั้แ่แรกกันเล่า!
“ได้เงินมาแล้วก็เก็บไว้ดี ๆ ล่ะ วันหน้ายังมีค่าใช้จ่ายอีกมาก”
นางซุนคืนตั๋วเงินให้เหอจิ่วเหนียง นางไม่คิดจะเก็บเอาไว้เอง
เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ท่านแม่ เงินเหล่านี้เก็บเอาไว้ที่ท่านเถอะเ้าค่ะ ให้ท่านแม่เก็บแปดส่วนเหมือนเดิม”
“เ้าเก็บเอาไว้เองเถอะ เงินกองกลางยังมีอยู่อีกเยอะ”
หญิงชรายัดตั๋วเงินกลับไปไว้ในมือลูกสะใภ้พร้อมตั้งท่าปฏิเสธหนักแน่น กลัวว่าสะใภ้มือเติบจะเอาเงินให้กองกลางหมดจนไม่คิดถึงตัวเอง
แม้นางซุนจะมีอารมณ์ฉุนเฉียวไปสักหน่อย แต่นางนับว่ามีความยุติธรรมต่อลูก ๆ เพียงแต่ในใจมนุษย์นั้นล้วนมีความลำเอียง ในบุตรชายทั้งสามนางยอมรับว่าเป็ห่วงครอบครัวของเ้าสามที่สุด จากนี้ไปเหอจิ่วเหนียงต้องดูแลโก่วเอ๋อร์เพียงลำพัง นางซุนกังวลข้อนี้มาก กลัวว่าเหอจิ่วเหนียงจะไม่มีเงินจนส่งผลให้ตัวเองกับลูกต้องลำบากในอนาคต
อย่างไรเสียครอบครัวของเ้าใหญ่และเ้ารองก็มีพวกเขาเป็หัวหน้าครอบครัวอยู่ จะให้สะใภ้สามเอาเงินที่นางหาได้มาเลี้ยงดูพวกเขาได้อย่างไรกัน
ทว่าเหอจิ่วเหนียงกลับไม่ยอม “เราเป็ครอบครัวเดียวกัน เงินนี้ควรเก็บเอาไว้เป็กองกลางถูกแล้วเ้าค่ะ ข้าจะเก็บไว้เองสองส่วนเหมือนเดิม ท่านแม่ ท่านเอาให้ข้าแค่สี่สิบตำลึงก็พอเ้าค่ะ”
นางซุนคิดว่าตนแสดงท่าทีเข้าข้างสะใภ้คนนี้อย่างเห็นได้ชัดแล้ว และคิดว่าสะใภ้สามจะฉลาดกว่านี้สักหน่อย แต่ไม่อยากเชื่อเลยว่านางจะสมองทึบได้ขนาดนี้!
สายตาหลายคู่กำลังมองอยู่ คนนั้นก็ลูก คนนี้ก็ลูก หญิงชราไม่สามารถลำเอียงมากไปกว่านี้ได้แล้ว สุดท้ายจึงพยักหน้ายินยอม เก็บตั๋วเงินสองใบนั้นไป แล้วนำก้อนเงินจำนวนหกสิบตำลึงมอบให้เหอจิ่วเหนียง
ก่อนหน้านี้ฉินเจียนให้มาสี่สิบตำลึง และเมื่อครู่ได้ส่วนแบ่งอีกคนละสามตำลึง ซึ่งก้อนเงินเ่าั้อยู่ที่นางซุน ดังนั้นการที่หญิงชราผู้เป็กระเป๋าเงินของบ้านจะมีก้อนเงินอยู่ในมือถึงหกสิบตำลึงจึงไม่ใช่เื่แปลก
ครั้งนี้เหอจิ่วเหนียงไม่ปฏิเสธ แต่ทันทีที่รับเงินมานางก็แบ่งให้กับครอบครัวของพี่ใหญ่และพี่รองครอบครัวละยี่สิบตำลึง
ทุกคนเห็นดังนั้นก็ตกตะลึง
“ครั้งนี้พี่ใหญ่กับพี่รองก็มีส่วนช่วยด้วย นี่เป็สิ่งที่พวกท่านควรได้รับอยู่แล้ว พวกท่านเก็บเอาไว้ใช้ส่วนตัวนะเ้าคะ”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มตาหยี
ทว่าในสายตาของคนในครอบครัว ยามนี้เหอจิ่วเหนียงไม่ต่างอะไรกับคนโง่คนหนึ่งเลย เงินมากมายเช่นนี้คิดจะให้ก็ให้ง่าย ๆ ช่างไม่ฉลาดเอาเสียเลย!
“น้องสะใภ้สาม ข้ารู้ว่าเ้าหวังดี แต่เงินนี่พวกข้ารับไว้ไม่ได้หรอก”
คนที่เอ่ยปากคือนางฉิน ชีวิตนี้นางไม่เคยได้รับเงินจำนวนมากขนาดนี้มาก่อน ตอนนี้กลับมีเงินยี่สิบตำลึงอยู่ในมือ นางรู้สึกร้อนมือเล็กน้อย
ความหมายที่นางฉิน้าจะสื่อคือ ‘เ้ากับพี่ใหญ่เป็คนบุกเข้ามาในหมู่บ้านโจรเร่ร่อน พี่รองของเ้าก็แค่รอพวกเ้าอยู่ในป่าโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลย ดังนั้นพวกข้าจะรับเงินส่วนนี้เอาไว้ไม่ได้!’
นางหยูเองก็รีบออกปาก “น้องสะใภ้สามเป็คนบุกเข้ามาในรังโจรคนเดียว อุโมงค์ใต้ดินน้องสะใภ้สามก็เป็คนเจอ อีกอย่างเ้าให้เงินกับกองกลางเยอะแล้ว พวกเราเองก็ได้รับผลประโยชน์ด้วยเหมือนกัน ไม่ต้องเอาเงินส่วนนี้ให้พวกเราอีกหรอกนะ!”
“ใช่ ๆ!”
พี่สะใภ้ทั้งสองพยักหน้าเห็นพ้องต้องกัน แสดงชัดเจนว่าพวกนางไม่สามารถรับเงินจำนวนนี้เอาไว้ได้
ตลอดหลายวันมานี้ ยามที่ประสบเหตุการณ์ต่าง ๆ น้องสะใภ้สามก็เป็คนออกหน้าจัดการ เมื่อได้ประโยชน์มาก็ยังคิดแบ่งให้พวกเขา น้ำใจของน้องสะใภ้สามพวกเขารับเอาไว้แล้ว แต่เงินก้อนนี้ไม่อาจรับเอาไว้ได้จริง ๆ มิเช่นนั้นก็เท่ากับว่า พวกเขาเอาเปรียบครอบครัวน้องสามทั้ง ๆ ที่ครอบครัวน้องสามขาดบุรุษผู้เป็หัวหน้าครอบครัว
นางซุนกับผู้เฒ่าลู่เพียงนั่งมองโดยไม่ออกความเห็น นี่เป็เื่ระหว่างลูก ๆ ทั้งสองจะไม่แทรกมือเข้าไปยุ่ง ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็ว่าทำให้สะใภ้อีกสองคนรู้สึกไม่สบายใจ
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางอธิบาย “พี่สะใภ้ทั้งสอง เงินนี่พวกท่านต้องรับไว้ พี่สะใภ้รอง ท่านบอกว่าพี่รองไม่ได้บุกรังโจรกับพวกข้านั่นก็จริง แต่พี่รองก็อยู่ปกป้องทุกคนในป่า ข้ากับพี่ใหญ่ถึงบุกรังโจรได้อย่างหายห่วงไงล่ะ ใช่หรือไม่เ้าคะ?”
นางฉินได้ยินดังนั้นก็นิ่งงันไป “...”
สามีนางที่รออยู่กับพวกนางเฉย ๆ เช่นนี้ก็นับว่ามีความชอบแล้วอย่างนั้นหรือ?
เหอจิ่วเหนียงหันไปกล่าวกับนางหยูต่อ “ส่วนพี่สะใภ้ใหญ่ ท่านบอกว่าพี่ใหญ่ไม่ได้บุกเข้ามาในรังโจรกับข้า แล้วโจรสองคนที่เฝ้าประตูนั่นใครเป็คนจัดการล่ะเ้าคะ? หากไม่ใช่เพราะพี่ใหญ่ช่วยดูต้นทางให้ ข้าจะบุกเข้ามาอย่างง่ายดายเช่นนี้ได้อย่างไร พี่ใหญ่ก็เป็วีรบุรุษปราบโจรเหมือนกัน จะบอกว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องได้อย่างไรเ้าคะ ข้าพูดถูกหรือไม่?”
สองสะใภ้ใหญ่รองไม่อาจสรรหาข้อแก้ต่างได้เลย ด้านพี่ใหญ่กับพี่รองถูกน้องสะใภ้สามชื่นชมจนหน้าแดง เห็น ๆ อยู่ว่าไม่ได้ทำอะไรเลยกลับได้เป็วีรบุรุษ พวกเขาเก่งกาจถึงเพียงนั้นจริง ๆ หรือ
“ท่านอาสะใภ้สามพูดถูกเ้าค่ะ ท่านพ่อกับท่านลุงเป็วีรบุรุษ!”
ในฐานะผู้คลั่งไคล้ตัวยงของเหอจิ่วเหนียง โยวยาโถวออกความเห็นเป็คนแรก จากนั้นเด็กคนอื่น ๆ ก็ะโคำว่า ‘วีรบุรุษ’ กันเจื้อยแจ้ว
โก่วเอ๋อร์ที่อายุยังไม่ถึงสามขวบไม่เข้าใจว่าทุกคนพูดอะไรกัน แต่เขาก็ตบมือด้วยความตื่นเต้น ะโคำว่า ‘วีรบุรุษ’ ตามพวกพี่ ๆ หัวเราะจนน้ำลายไหลย้อยลงมา
นางซุนยืนขึ้นในที่สุด “สะใภ้สามพูดถูก ครั้งนี้เ้าใหญ่กับเ้ารองก็ออกแรงช่วยเหมือนกัน เงินนี่เป็น้ำใจจากนาง พวกเ้ารับไว้เถอะ พวกเ้าทุกคนมีเงินติดตัวเอาไว้บ้างก็ดีเหมือนกัน เ้าสามไม่อยู่ พวกเ้าในฐานะพี่ ต่อไปต้องช่วยดูแลพวกนางสองแม่ลูกด้วยนะ”
“ท่านแม่ ท่านวางใจเถอะ พวกเราจะดูแลน้องสะใภ้สามและเสี่ยวโก่วเอ๋อร์เป็อย่างดี!”
ลู่จิ้งซวนเอามือตบหน้าอกพร้อมให้คำมั่น ส่วนคนน้องก็พยักหน้าสำทับ
สุดท้ายครอบครัวสองพี่น้องลู่ก็ยอมรับเงินส่วนนี้ ใบหน้าของทุกคนยิ้มแป้น บอกชัดว่ามีความสุขยิ่งกว่าครั้นฉลองเทศกาลปีใหม่เสียอีก
มามั่งมีเอาตอนลี้ภัยเช่นนี้ ช่างพิลึกจริง ๆ!
…
ในยามรัตติกาล ชายหนุ่มผลัดกันทำหน้าที่เฝ้าเวรยามป้องกันผู้บุกรุก เพราะไม่แน่ว่าอาจมีโจรเร่ร่อนจากที่อื่นบุกมาก็เป็ได้
ส่วนเด็กและสตรีก็นอนหลับอย่างสบาย
เข้าสู่เช้าวันใหม่ ทุกคนกินอาหารรองท้องเล็กน้อย นำสิ่งของที่รีดไถมาได้ทั้งหมดขนขึ้นเกวียน จากนั้นทั้งคณะก็ออกเดินทาง
จากตรงนี้ยังห่างไกลจากเฉียนโจวมาก แม้การเดินทางจะราบรื่น แต่อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลากว่าสิบวันหรือไม่ก็ประมาณครึ่งเดือน
เกวียนทั้งสองเล่มของครอบครัวลู่ถูกใช้บรรทุกสิ่งของ ส่วนคนก็เดินเท้ากันไป แต่ครั้งนี้ไม่ต้องกังวลปัญหาเสบียงอาหารและน้ำดื่มเหมือนที่ผ่านมาแล้ว ใบหน้าของทุกคนล้วนมีรอยยิ้มแห่งความสุข
เพื่อปกป้องเสบียงที่มีค่าเหนือสิ่งอื่นใดในยามนี้ เกวียนทั้งสองจึงถูกจัดให้อยู่ตรงกลางขบวน
ในบรรดาคนที่ถูกช่วยชีวิต มีจำนวนเก้าคนที่ไม่ใช่คนในหมู่บ้านตระกูลลู่ ครอบครัวหนึ่งเป็สามสาวพี่น้อง อีกครอบครัวเป็พี่น้องผู้ชายสามคน เด็กหนุ่มที่มาตัวคนเดียว และอีกครอบครัวเป็สองพี่น้องวัยสาว
พวกเขาถูกจับตัวมาก่อนคนหมู่บ้านตระกูลลู่สองวัน ไม่รู้ว่าคนในครอบครัวของพวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และพวกเขาก็ไม่กล้าแยกตัวออกไปเดินทางเพียงลำพัง ดังนั้นจึงขออาศัยร่วมทางกับชาวหมู่บ้านตระกูลลู่ ระหว่างทางจะได้คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้
หลังออกเดินทางมาได้ไม่นานนัก เหอจิ่วเหนียงก็สังเกตได้ว่ามีเด็กผู้หญิงอายุประมาณสิบสามสิบสี่ปีสองคนเดินอยู่ข้าง ๆ คนในครอบครัวนาง เด็กสาวทั้งสองก็คือครอบครัวแซ่หลิวที่มีกันอยู่สองคนพี่น้องนั่นเอง
คนอื่น ๆ ต่างรักษาระยะห่างในการเดินทางเล็กน้อย ให้พื้นที่ความเป็ส่วนตัวกับครอบครัวลู่ ดังนั้นจึงน่าประหลาดใจไม่น้อยที่เด็กสาวแซ่หลิวทั้งสองกล้าเข้ามาเดินใกล้ชิดกับพวกโยวยาโถว แต่อาจเป็เพราะสองพี่น้องคู่นี้อายุยังน้อย ยังไม่รู้ความนักก็เป็ได้
เมื่อเห็นเหอจิ่วเหนียงมองมาอย่างจดจ้อง สองพี่น้องจึงก้มหน้าอย่างหวาดกลัวไม่กล้ามองตอบ แต่ก็ยังไม่ตีตัวออกหากแต่อย่างใด
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกสงสัย แต่นางจะยังไม่สร้างความแตกตื่นให้กับอีกฝ่ายในตอนนี้ เพียงเดินทางต่อโดยแบกโก่วเอ๋อร์ไว้บนหลัง
เมื่อมาถึงจุดนั่งพัก นางหยูกับนางฉินก็เตรียมทำอาหาร
ส่วนด้านสองพี่น้องแซ่หลิวก็ยังไม่ไปไหน สายตาจับจ้องหม้ออาหารของครอบครัวลู่ไม่กะพริบ
นางซุนสังเกตได้ถึงพฤติกรรมไม่ปกติของสองพี่น้องคู่นี้จึงจะออกปากไล่ แต่ขณะนั้นเอง จู่ ๆ เด็กสาวทั้งสองก็คุกเข่าลงตรงหน้าหญิงชรา
.
.
.