ความโศกเศร้าที่ผ่านเข้ามาในชั่วข้ามคืน ช่างทำให้สุราตรงหน้าหอมหวานราวดื่มน้ำตาล “เสียใจไปก็เท่านั้นอาซุนไม่ฟื้นกลับมาหรอก” เสียงิ่หลางดังมาจากประตูที่เปิดทิ้งไว้ วันนี้พวกเขากลับมาพักที่โรงเตี๊ยมเฟิงหลินเหมือนเดิม เขาเลือกห้องที่อาซุนเคยพัก เพื่อรำลึกถึงนาง อย่างน้อยจะได้จดจำไว้ว่า่ชีวิตหนึ่งเคยมีสหายร่วมตายชื่ออาซุน...ไป่หยางยิ้มบางๆ ให้ิ่หลางพลางก้มหน้าลงเล็กน้อย “ข้ารู้...” ไป่หยางเงยหน้าขึ้นกระดกเหล้าหนึ่งครั้ง “เพียงแต่ข้ากำลังสมเพชมนุษย์ธรรมดาอย่างพวกเรา” ไป่หยางถอนหายใจเดินเข้ามาแย่งเหล้าในมือิ่หลางออก “เ้าเมามากแล้ว ทั้งาแเ้ายังสาหัส ดื่มมากไปไม่ดี” ไป่หยางหัวเราะน้อยๆ ให้กับเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ทำตัวเป็คนแก่เต็มที “สำหรับอาซุนแล้ว ชาตินี้นางคงมีกรรมหนัก เกิดมาถึงได้ผิดแปลกจากมนุษย์ทั่วไป ต่อให้นางพยายามทำดีกลบเกลื่อนชาติกำเนิดแค่ไหน คนก็รังเกียจนางอยู่ดี ดังนั้นเป็เช่นนี้ดีที่สุดสำหรับนางแล้ว” ิ่หลางกล่าวด้วยใบหน้าเรียบๆ ต่อให้เสียใจไปก็เท่านั้น เขาคิดว่าการจากไปของอาซุนอาจดีที่สุดสำหรับนางก็ได้ หากชาติหน้ามีจริงหวังว่านางจะได้เกิดมาเป็ปกติเหมือนคนทั่วไป และหวังว่าเธอกับพวกเขาจะได้เจอกันอีกครั้งในภพหน้า “ท่านพี่เฟิงล่ะ” ิ่หลางลุกขึ้นไปนอนบนเตียงของไป่หยางหน้าตาเฉย “หมอนั่นไปแก้คำสาปของเยี่ยนฝานน่ะ” ไป่หยางมองเด็กหนุ่มั้แ่หัวจรดเท้า เด็กคนนี้ไม่เห็นเขากับเฟิงอี้เป็ผู้าุโกว่าเลยแม้แต่น้อย “นั่นเตียงข้า” ไป่หยางทักท้วง เขาไม่ได้หวงหรอกแต่อยากแกล้งเด็กหนุ่มตรงหน้าก็เท่านั้น ิ่หลางเหยียดยิ้มไม่รู้ร้อนรู้หนาวอย่างสบายใจ ไป่หยางส่ายหัวยิ้มเบาๆ เอนหลังหลับตาลง สงบจิตใจ สลัดทิ้งเื่ราวที่พึ่งพบเจอมาออกไป
“ศิษย์พี่ขอรับ คำสาปนี้จะแก้อย่างไร” ศิษย์น้องเอ่ยถามเฟิงอี้เมื่อมองไปยังกลุ่มชาวบ้านที่โดนคำสาปของเยี่ยนฝานจนป่วยหนัก มีแผลพุพองเต็มลำตัว เฟิงอี้เดินเข้าไปใกล้กลุ่มคนป่วยที่เขาสั่งให้เหล่าศิษย์น้องไปพามารวมตัวกันที่นี่เพื่อรักษา เฟิงอี้ส่งกระบี่ให้ศิษย์น้องถือก่อนจะหลับตาลงใช้วิชาสยบมาร แผ่ให้เห็นรังสีแสงสีฟ้าปกคลุมเรือนร่างของบรรดาผู้ป่วย ผ่านไปกว่า1ชั่วยามเขาจึงหยุดวิชานี้ลง “พวกเ้า นำยาของท่านอาจารย์ไปแจกจ่ายให้ชาวบ้านพวกนี้ ให้พวกเขาต้มกินจนกว่าจะหายดี ระยะนี้สั่งให้พวกเขาละเว้นการทำบาปเพื่อรักษากายของเขาให้พ้นจากคำสาปพวกนี้เร็วขึ้น” ศิษย์น้องน้อมรับคำสั่งแล้วเดินแยกออกไปทำหน้าที่ของตนทันที เฟิงอี้เดินสำรวจไปรวบๆ ตัวผู้ป่วยเขาได้กำราบคำสาปพวกนี้ไว้ไม่ให้ร้ายแรงมากกว่านี้แล้ว แต่ชาวบ้านพวกนี้จะหายช้าหายเร็วก็สุดแล้วแต่ตัวพวกเขาเอง เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าััได้ถึงดาวส่งสารของท่านอาจารย์ วิชาส่งสารที่สืบทอดกันในตระกูลของเขา ‘อิ๋งอี๋กำลังมีเคราะห์หนัก’ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย บ้านเมืองของไป่หยางจัดว่าเป็เมืองที่ร่ำรวยที่สุด เหตุใดจึงมีเคราะห์ได้ อีกทั้งพ่อของไป่หยางยังเป็เทพเซียนที่ปราบมารมาแล้วนับไม่ถ้วน ฝีมือเก่งกาจยากจะหาคู่ต่อกร “เกิดอะไรขึ้น” เขาพึมพำหันหน้ามองไปยังโรงเตี๊ยม เวลานี้ไป่หยางาเ็หนัก เกรงว่าอาจจะเดินทางไปไม่ไหว “อาผิง เ้ากลับโรงเตี๊ยม แจ้งสองคนนั้นว่าข้าเดินทางไปสำรวจเมือง ให้พวกเขาพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมจนกว่าข้าจะกลับมา ห้ามไปไหนเด็ดขาด” แม้จะไม่ใช่บ้านเมืองของตนแต่ก็เป็เมืองของ ‘สหาย’ บางทีอาจเป็เื่ที่พ่อของไป่หยางสามารถจัดการได้ เขาควรเดินทางไปดูสักหน่อยเผื่อจะพอช่วยเหลืออะไรได้บ้าง “ขอรับ” ศิษย์น้องน้อมรับคำสั่ง พักนี้เกิดความวุ่นวายมากมายทั้งในเมืองของเขา และเมืองอื่นๆ จะเกิดอะไรขึ้นกันแน่ก็ไม่มีใครอาจรู้ได้ เฟิงอี้เดินมาหยุดอยู่หน้าโรงเตี๊ยมเงยหน้าขึ้นมองไปยังห้องพักของไป่หยาง “วางใจ” เฟิงอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบาถึงบุคคลที่นอนพักอยู่ข้างบนนั้น แล้วออกเดินทางไปยังเมืองอิ๋งอี๋ทันที จากที่นี่แล้วคงใช้เวลาหนึ่งวันเต็มๆ หากเดินทางโดยไม่หยุดพักเลย บุรุษสวมชุดสีขาวรูปร่างสูงสง่างาม ถือกระบี่คู่กายมุ่งหน้าไปเพียงหนึ่ง ไม่เกรงกลัวภัยอันตรายใดๆ ราวกับว่าร่างกายเขาเป็เพียงแค่ของขวัญเล็กๆ จาก์เท่านั้น จิติญญาของเขาต่างหากที่ยิ่งใหญ่เหนือภูตผีปีศาจและมารทุกตน แม้ตัวตายก็ไม่ยอมแพ้พ่ายสยบแทบเท้าใคร นี่คือเส้นทางของเขา...
“หยุด” ฝีเท้าของเฟิงอี้หยุดชะงักตามคำห้ามปรามของทหารยามหน้าประตูค่ายตระกูลลู่ “ข้าเป็ศิษย์ในสำนักเฟิง เป็สหายของไป่หยาง เดินทางมาจากเฟิงหลิน เพื่อขอเข้าพบประมุขลู่” เฟิงอี้กล่าวด้วยท่าทีนิ่งสงบ เหล่าทหารเมื่อได้ยินว่าเป็สหายของทายาทประมุขจึงก้มหัวคำนับและนำไปรายงานแก่ประมุขทันที “รายงาน” ประมุขลู่ลืมตาขึ้นมองศิษย์ที่นั่งคุกเข่าอยู่บริเวณประตูตำหนักของตน “มีเื่อะไร” ศิษย์ลุกขึ้นพร้อมกล่าวคำรายงานเื่ที่มีชายหนุ่มอ้างว่าเป็สหายของไป่หยางแก่ประมุข “ให้เข้ามา” ในที่สุดก็หมดเวลาของคนชรารุ่นเขาแล้วสินะ ประมุขลู่ยิ้มบางๆ หลับตาลงราวกับว่ารับรู้ได้ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น...
“ข้าน้อยเฟิง อี้ฟาน ศิษย์มือขวาของท่านอาจารย์เฟิง สำนักเฟิงแห่งเฟิงหลิน ได้รับสารจากท่านอาจารย์ว่าอิ๋งอี๋กำลังมีภัย เวลานี้ไป่หยางาเ็จากการออกไปช่วยเหลือชาวบ้าน ข้าน้อยจึงเดินทางมาดูเหตุการณ์ก่อนเพียงลำพัง” ประมุขลู่โบกมือส่งสัญญาณเชิญให้เฟิงอี้นั่งตามสบาย “ข้าน้อยเรียนถามว่าพักนี้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นหรือไม่” ประมุขลู่ยิ้มตอบเบาๆ ด้วยท่าทีนิ่งสงบ “บุคคลในตำนานที่โด่งดังเมื่อ16ปีก่อน ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในเมืองอิ๋งอี๋เมื่อสามวันก่อน ่ชิงเสบียงออกปล้นชาวบ้านและได้สังหารชาวบ้านไปนับสิบ” ประมุขลู่เดินมาส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้แก่เฟิงอี้ด้วยท่าทีนิ่งสงบราวแม่น้ำที่ไร้คลื่นแต่ไหลลึก ยากจะคาดเดา ...คนตรงหน้าน่าเกรงขามยิ่งนัก ช่างแตกต่างจากไป่หยางโดยสิ้นเชิง...
“ตาเฒ่ากินคน” เขาเงยหน้าขึ้นมองประมุขลู่หลังอ่านสารในกระดาษ พลางขมวดคิ้ว ทำไมอยู่ๆ ตาเฒ่าคนนี้ถึงได้ปรากฏตัวขึ้นทั้งยังสังหารชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อีก “ข้าได้ยินว่า เผ่าผีสิงมีอาหารมากมาย ทั้งยังมีสมบัติมหาศาล เหตุใดต้องออกปล้นชาวบ้าน” ประมุขลู่ส่ายหัวเล็กน้อยกับคำถามของเฟิงอี้ “ตาเฒ่าผู้นี้มีบริวารมากมาย ทั้งยังเป็เหล่าภูตผีปีศาจ มารวิชาแกร่งกล้า ออกปล้นเองด้วยเหตุผลอันใด” เฟิงอี้ยังคงวิเคราะห์ปะติดปะต่อเหตุการณ์ต่างๆทั้งในเมืองของเขา ภัยพิบัติในเมืองอินทรีย์ เหตุการณ์สังหารชาวบ้าน อีกครั้งข่าวการตายปริศนาของนักพรตตระกูลต่างๆ อีกมากมาย “หรือว่าเภทภัยทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเมืองต่างๆ จะเป็ฝีมือของตาเฒ่าผู้นี้ แต่จะทำไปด้วยเหตุผลอันใดกัน” เฟิงอี้ยังคงวิเคราะห์ต่อเป็เื่เป็ราว “เปรียบดังแขนขวา รูปงามดังเทพ์ ฉลาดหลักแหลมราวคมกระบี่คู่กาย เฟิง อี้ฟาน วันนี้ได้พบสมคำร่ำลือจริงๆ ข้าขอคารวะ” เฟิงอี้รีบลุกขึ้นคำนับตอบคำของผู้าุโ “ผู้าุโกล่าวเกินไปแล้ว ข้าน้อยเป็เพียงเซียนฝึกหัด” ประมุขลู่ยิ้มกับคำถ่อมตนของเด็กหนุ่มตรงหน้า...ไป่หยางช่างรู้จักเลือกสหายจริงๆ ... “ข้าเองก็กำลังสืบหาที่มาที่ไปเื่นี้อยู่ แต่ชายชราอย่างข้าช่างจนปัญญาจริงๆ” เฟิงอี้มองหน้าประมุขพลางคิดวิเคราะห์เื่ราวต่างๆ ต้องมีเลศนัยอะไรเป็แน่ เหตุการณ์ทั้งหมดต้องไม่ใช่เื่บังเอิญแน่นอน เมืองอินทรีย์มีความแค้นต่อตาเฒ่าผาง เป็ไปได้ที่จะเกิอาเพศก่อนเมืองอื่นๆ แต่ตาเฒ่าผู้นี้จะบุกรุกเมืองอื่นด้วยเหตุผลอะไรกัน ทั้งยังพรากชีวิตนักพรตตระกูลน้อยใหญ่รวมถึงชาวบ้านพวกนั้นอีก “ข้าน้อยมีคำถามวอนประมุขลู่โปรดชี้แนะ” ประมุขลู่พยักหน้ารับด้วยใบหน้าเป็มิตร “สหายของข้าผู้หนึ่งถูกมารแฝงร่างมาั้แ่ยังเยาว์ ภายนอกดูเหมือนคนปกติ ข้าน้อยมิอาจััถึงพลังของมันได้ เพียงแต่บังเอิญเห็นแววตาของเขาเปลี่ยนเป็สีแดงอยู่ครู่หนึ่งก็หายไป ทั้งยังเป็จังหวะเดียวกันกับที่หินปราบมารของข้าน้อยส่งความเคลื่อนไหว จึงสรุปได้ว่าในร่างของสหายข้าผู้นี้ยังคงมีมารอยู่ มิทราบว่าท่านพอจะชี้แนะวิธีรับมือกับข้าน้อยได้บ้างหรือไม่” ประมุขลู่ขึ้นนั่งแท่นประจำตำแหน่งด้วยสีหน้าท่าทางหนักใจอย่างเห็นได้ชัด “สองวันก่อนข้าได้รับสารจากไป่หยางเื่สหายน้อยผู้นั้นแล้ว ข้าเองก็จนปัญญาจะชี้นำ แล้วเช่นกัน 16ปีก่อนลูกชายคนโตของข้าก็ถูกมารชนิดนี้ทำร้าย จนสุดท้ายก็ไม่รอด ข้าเดินทางไปทั่วทุกสารทิศอยู่แรมปี ก็ไร้ผู้สามารถ” เฟิงอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อยกับคำกล่าวของท่านประมุขตรงหน้า ...ลูกชายคนโต พี่ของไป่หยาง? ... “ข้าน้อยไม่เคยได้ยินว่าไป่หยางมีพี่ชายด้วย” ประมุขลู่ส่งยิ้มบางๆ แต่ทว่าแววตากลับเศร้าหมอง “ข้าปิดบังไป่หยางมาตลอด ข้าไม่อยากให้เขาเติบโตมาด้วยความแค้น และความเกลียดชัง แต่จนแล้วจนรอดวันนี้ก็มาถึง วันที่เขาต้องเข้ามาพัวพันกับมารร้ายผู้นี้” ประมุขลู่หลับตาลงถอนหายใจเบาๆ สิ่งที่เขาพยายามป้องกันมาตลอด วันนี้คงสิ้นสุดลงแล้ว ไป่หยางโตแล้ว โตพอที่จะตัดสินใจทำอะไรด้วยตนเอง ชายแก่อย่างเขาคงยากจะเข้าไปก้าวก่าย “ถึงเวลาที่ข้าต้องวางมือแล้ว ต่อไปคงต้องพึ่งพาบารมีเด็กหนุ่มจากพวกเ้า” ประมุขกล่าวยิ้มๆ เฟิงอี้ยังคงสีหน้าที่นิ่งสงบไม่แสดงความรู้สึกใดๆ “ท่านหมายถึง...” ประมุขพยักหน้าเบาๆ “หลังจากไป่หยางฝึกจบ เมื่อเขากลับมา ข้าคงจะมอบบัลลงนี้ให้เขาสืบทอดต่อไป ยุคนี้เป็ยุคของพวกเ้า คนแก่อย่างข้ามีหรือจะสู้ไหว” ว่าจบก็หัวเราะเบาๆ บ่งบอกถึงความจริงใจในวาจาที่เปล่งออกมาไม่มีความเสแสร้งใดๆ เฟิงอี้คำนับท่านประมุขตอบรับไมตรีตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทำไมเขาถึงรู้สึกไม่สบายใจแปลกๆ อย่างไรก็ไม่รู้ บางทีเขาอาจคิดมากไปเอง “เ้าตามข้ามา” เฟิงอี้พยักหน้าตอบรับลุกขึ้นเดินตามผู้าุโไปอย่างไร้ข้อสงสัยใดๆ ‘ตำหนักต้องห้าม’ เฟิงอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย ผู้าุโพาข้ามาที่นี่ด้วยเหตุผลอันใดกัน เขาไม่ใช่ไป่หยางนะ เหตุใดจึงไว้ใจขนาดนี้ “ท่านพาข้ามาที่นี่ทำไม” เฟิงอี้เอ่ยถามด้วยความสงสัยแต่ยังคงตีหน้าตายไม่ส่งอารมณ์ใดๆ ให้อีกฝ่ายรับรู้ “เดิมทีข้าจะพาไป่หยางมาค้นคัมภีร์ที่นี่ไม่แน่อาจจะพอได้ความอะไรมาปะติดปะต่อเื่ราวได้บ้าง เสียดายที่วันนี้ไป่หยางไม่สามารถมาได้ด้วยตนเอง อย่างไรเสียเ้าก็เป็สหายเขา บอกเ้าไปก็เหมือนได้บอกเขา” ประมุขลู่กล่าวยิ้มๆ แม้พึ่งพบกันแต่เขากลับรู้สึกถูกใจเด็กหนุ่มตรงหน้า ทั้งยังมีความรู้สึกไว้ใจมากราวกับว่ามีเขาอยู่ก็เหมือนมีไป่หยางอยู่ “ท่านไว้ใจข้า” เฟิงอี้หยั่งเชิงดูท่าทีของผู้าุโ “ข้าเชื่อว่าไป่หยางดูคนไม่ผิด” เฟิงอี้พยักหน้าตอบรับเล็กน้อย “ในนี้มีคัมภีร์มากมาย ข้าเองั้แ่ประมุขรุ่นก่อนสิ้น ก็ยังไม่เคยเข้ามาที่นี่ คัมภีร์เหล่านี้มีเื่ราวมากมายก็จริง แต่หากไม่ระวังจะให้โทษอย่างแสนสาหัส ข้าจึงแยกมาไว้ในตำหนักต้องห้ามแล้วผนึกเอาไว้ห้ามผู้ใดเข้าออกตลอดมา” ประมุขลู่หยิบคัมภีร์เล่มหนึ่งยื่นให้เขา สภาพเก่าราวผ่านมาหลายร้อยปี ไร้การซ่อมแซม “คัมภีร์กำราบมาร” เฟิงอี้รีบเปิดดู เพราะคิดว่าในนี้อาจมีวิธีปราบมารแฝงร่างที่อยู่ในกายของิ่หลางได้ “สิ่งที่เ้าหาไม่มีหรอก” ประมุขลู่รีบบอกดูเหมือนเขาจะดูออกว่าเด็กหนุ่มผู้นี้กำลังหาอะไรอยู่ “แล้วท่านมอบมันให้ข้าด้วยเหตุผลอะไร” เฟิงอี้ถาม เขาคิดว่ามารชนิดอื่นเขายังพอรับมือได้ ไม่จำเป็ต้องพึ่งคัมภีร์ใดๆ ลำพังวิชาที่ท่านอาจารย์เฟิงสั่งสอนมาก็มากพอแล้ว “นำมันไปมอบให้อาจารย์ของเ้า” เฟิงอี้พยักหน้าตอบรับ มองดูคัมภีร์เล่มเก่าในมือด้วยสายตาที่ส่อแววผิดหวังเลช้กน้อย เขาจะหาวิธีช่วยิ่หลางได้ไหมนะ ช่างอยู่เหนือความสามารถของเขามากเหลือเกิน “ท่านคิดจะบอกไป่หยางเื่พี่ชายหรือไม่” เฟิงอี้เอ่ยถามหลังจากเดินออกมาจากตำหนักต้องห้ามแล้ว ความจริงเขาคิดว่าเื่พี่ชายไป่หยางควรมีสิทธิ์รับรู้ เขาคิดว่าไป่หยางมีสติพอไม่น่าจะวู่วามทำอะไรโดยพลการ ประมุขลู่ส่ายหัวเล็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า หลับตาลงผ่อนคลายความกังวลเล็กน้อย ...ผู้าุโตรงหน้า สมัยยังหนุ่มคงน่าเกรงขามกว่าเขาในตอนนี้ไม่น้อย แม้ในตอนแก่ชรายังแอบซ่อนเขี้ยวเล็บไว้มากมาย ช่างน่านับถือยิ่ง...เฟิงอี้นึกชื่นชมบิดาของไป่หยาง ร่ำรวย เก่งกาจ เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมสมกับที่ไป่หยางคุยโม้โอ้อวดเสียจริง “ดวงเนตรเปลี่ยนสี แดงก่ำดังโลหิต อีกไม่นานแล้วสินะ” ประมุขลู่หันมองหน้าเฟิงอี้ ด้วยความกังวล เด็กหนุ่มพวกนี้เมื่อเห็นว่าผู้ใดเป็สหายย่อมหาวิธีช่วยอย่างถึงที่สุด “อย่าให้เขาจมอยู่กับความเกลียดชังมากจนเกินไป” เฟิงอี้พยักหน้าตอบรับ แค่ก! แค่ก! “ประมุขท่านไม่สบายหรือ” เฟิงอี้ทำท่าจะเข้าไปพยุงประมุขลู่เมื่อเห็นมาผู้าุโตรงหน้าเริ่มไอ ประมุขลู่ยกมือขึ้นปรามหัวเราะเล็กน้อยกับท่าทีเป็ห่วงเป็ใยของเด็กหนุ่มตรงหน้า “สุขภาพข้าก็ตามประสาคนแก่นั่นแหละ ไม่มีอะไรน่ากังวล” เฟิงอี้ก้มหัวเล็กน้อยเชิงบอกว่ารับรู้แล้ว “วันนี้ประมุขใหญ่จะเดินทางมาหารือเื่จัดงานขอขมาฟ้าดิน เ้าอยู่ร่วมหารือด้วยคนสิ” ประมุขลู่กล่าวเชื้อเชิญ แม้ในใจจะรู้ว่าคนจากสำนักเฟิงไม่ให้ความสนใจกับเื่พวกนี้ พวกเขาส่งเทียบเชิญไปหลายสิบ ก็ไม่เคยได้รับการตอบรับเลยแม้แต่ครั้งเดียว “ข้า...” ชายแก่ยกมือขึ้นปรามตบไหล่เด็กหนุ่มเบาๆ “เ้าเป็คนรุ่นใหม่ อยู่ช่วยข้าวางแผนงานแทนไป่หยางสักคราเถิด อีกทั้งเ้ายังเป็คนจากสำนักเฟิง อาจทำให้พวกเรามีความคิดใหม่ๆ มากขึ้น” ชายแก่พูดดักทางทำให้เฟิงอี้จำใจตอบรับไว้หนทางปฏิเสธ “เชิญ” ชายแก่หัวเราะพอใจที่ตะล่อมเด็กหนุ่มสำเร็จพลางผายมือเชื้อเชิญไปยังห้องโถงรับรองแขกของตระกูลลู่ ภายในห้องโถงตกแต่งแบบจีนโบราณ โทนสีขาวนวลๆ อลังการน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ทว่าไม่สามารถดึงความสนใจของชายหนุ่มได้เลยแม้แต่น้อย “รายงาน ประมุขใหญ่เดินทางมาถึงแล้วขอรับ” ประมุขลู่พยักหน้ายิ้มๆ ส่งสัญญาณให้เข้ามาได้ ปรากฏให้เห็นเป็ชายาุโรูปร่างสูงสง่าน่าเกรงขาม ใบหน้าแปดเปื้อนด้วยรอยยิ้มเป็มิตรที่ชวนขนลุกแปลกๆ ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกไม่ค่อยไว้ใจประมุขใหญ่ตรงหน้านัก “เส้าฟาน ไม่พบกันนานเลยนะ” ประมุขลู่หัวเราะทักทายสหายเก่า ประมุขลู่กับประมุขใหญ่เดิมทีเคยเป็สหายร่วมตายกันมา ความสัมพันธ์แน่นแฟ้น เป็สหายร่วมศึกที่ใครๆ ต่างก็เกรงกลัว จนกระทั่งิ่ เส้าฟานขึ้นรับตำแหน่งประมุข ทั้งคู่จึงไม่ค่อยได้พบกัน นานๆ ทีพบในโอกาสต่างๆ เท่านั้น เส้าฟานยิ้มตอบรับ พลางหันหน้าไปมองเด็กหนุ่มที่นั่งดื่มชาอยู่ด้านข้าง เฟิงอี้ก้มหัวคำนับตามมารยาท “อ้อ นี่เฟิง อี้ฟาน เป็สหายของไป่หยาง กับลูกชายเ้าด้วย” ประมุขลู่กล่าวยิ้มๆ เส้าฟานหันมองเฟิงอี้อีกครั้งด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยอะไรบางอย่าง “เปรียบดังแขนขวา รูปงามดังเทพ์ ฉลาดหลักแหลมราวคมกระบี่คู่กาย เฟิง อี้ฟาน รูปโฉมสง่าจริงด้วย” สองเฒ่าหัวเราะชอบใจชื่นชมชายหนุ่มเพียงคนเดียวในห้องโถงนี้ เฟิงอี้ก้มหัวน้อมรับ “นึกอย่างไรถึงอยู่ร่วมหารือกับพวกข้าได้ล่ะ” เส้าฟานถามยิ้มๆ อย่างเป็มิตร “ข้าน้อยเพียงทำธุรแทนไป่หยาง” ประมุขลู่ยิ้มรีบเชิญเส้าฟานนั่งก่อนจะเสียบรรยากาศ เพรานิสัยเ็าของเด็กหนุ่มตรงหน้า แม้จะเป็มิตร แต่เกรงว่าจะไม่ถูกจริตกับเส้าฟานสักเท่าไหร่ “ตามความเห็นข้าปีนี้ข้าเตรียมเครื่องสังเวยพิเศษกว่าทุกปี ไม่ทราบว่าท่านประมุขลู่และคุณชายเฟิงท่านนี้จะเห็นดีเห็นงามด้วยหรือไม่” เส้าฟานสาธยายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและมองมาที่เฟิงอี้ “เชิญกล่าวมาเถิดประมุขใหญ่” ประมุขลู่เอ่ยเปิดทาง เส้าฟานเหยียดยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะอธิบาย “สังเวยชีวิตมนุษย์” เพียงประโยคสั้นๆ ทำให้เฟิงอี้และประมุขลู่ใหันมองหน้าเส้าฟานด้วยสีหน้าที่ไม่ยินดี แต่เส้าฟานยังคงปั้นหน้ายิ้มราวกับว่าเื่ที่พูดออกมานั้นไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไร “ผิดวิถีนักพรต” เส้าฟานหัวเราะเบาๆ กับคำพูดของเฟิงอี้ “คนที่ข้าจะนำมาสังเวยเป็พวกโจรปล้นเสบียง ถือเป็การไถ่โทษของพวกมันด้วย ก่อนตายก็ได้สร้างประโยชน์ได้บ้านเมืองไม่ทราบว่ามีอะไรไม่เหมาะหรือ”
โรงเตี๊ยมเฟิงหลิน
“เมื่อไหร่เ้าน้ำแข็งนั่นจะกลับมา” ไป่หยางหันไปมองหน้าิ่หลางที่ตั้งฉายาให้เฟิงอี้ยิ้มๆ “เ้าไม่กลัวโดนอัดหรือไง” ไป่หยางแซวิ่หลางเล่นๆ นับวันพวกเขาก็ยิ่งสนิทกันมากขึ้น ไม่น่าเชื่อว่าเื่ของอาซุนจะทำให้มิตรภาพของพวกเขาเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างไม่รู้ตัว “ข้าเบื่อที่นี่เต็มทน อาหารก็เดิมๆ” ิ่หลางยังคงบ่นงอมแงมแม้จะว่าอย่างนั้นแต่ใจจริงคงเป็ห่วงเพราะเกรงว่าจะเกิดเื่ไม่ดีขึ้นกับเฟิงอี้เนื่องจากเดินทางคนเดียว ไม่มีแม้แต่ศิษย์ในสำนักติดตามเลยสักคน “พรุ่งนี้กระมัง” ไป่หยางกล่าวยิ้มๆ แล้วหลับตาลงทำสมาธิไม่สนใจเด็กหนุ่มที่วันๆ เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องเขาทั้งๆ ที่เช่าไว้คนละห้องแท้ๆ ิ่หลางทำท่าทางล้อเลียนไป่หยางก่อนหยิบน่องไก่ขึ้นมากินต่อบนเตียงของไป่หยางอย่างไม่เกรงใจเ้าของห้อง
อิ๋งอี๋...
“เอ่อ...เส้าฟาน เ้าคิดให้นักโทษทำประโยชน์ก่อนตายเป็เื่ดี แต่นักโทษพวกนั้นทำผิดเพียงแค่ขโมยเสบียงกลับต้องกลายเป็เครื่องสังเวย ข้าว่าไม่ค่อยเหมาะกระมัง” ประมุขลูกล่าวไปขำกลบเกลื่อนไป “ขโมยเสบียงหรือไม่ใช่เื่ใหญ่ ปีนี้พืชพรรณหายากยังกล้าขโมย จักทำให้ผู้อื่นอดตายหรือไง” เส้าฟานยังคงกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มไม่รู้ร้อนรู้หนาวจนน่าหมั่นไส้ “ได้ยินว่าเสบียงพวกนั้น ทหารของท่านก็ไปรีดไถมาจากชาวบ้านอีกทีไม่ใช่หรือ พวกเขาจะชิงคืนผิดตรงไหน” เฟิงอี้กล่าวหน้าตาย ทำให้เส้าฟานชักสีหน้าไม่พอใจใส่ทันที “ไม่คิดว่าสำนักเฟิงของพวกเ้าจะสอดรู้เื่ชาวบ้านกับเขาก็เป็ด้วย” เส้าฟานกลับมาทำสีหน้าเหยียดยิ้มตามเคย “ข้าไม่เห็นด้วยกับการสังเวยชีวิตคน” เฟิงอี้ยังคงยืนยันคำพูดของตนเองด้วยสีหน้าราบเรียบไร้ความรู้สึก “ประมุขลู่ ใกล้พลบค่ำแล้วข้าขอตัวก่อน” เฟิงอี้ลุกขึ้นคำนับสองประมุขตามมารยาทแล้วเดินออกไปทันทีโดยที่ยังไม่มีผู้ใดได้กล่าวอะไร เขามีเส้นทางของเขา เมื่อเห็นว่าไม่ถูกต้อง ก็ไม่จำเป็ต้องเสียเวลาต่อปากต่อคำ...
“อ๊ะ!” ไป่หยางอุทานเมื่อรับรู้ถึงความเ็ปบริเวณาแเมื่อขยับตัว “ได้ยินว่าเ้าไม่ยอมให้หมอใส่ยาให้” ไป่หยางเงยหน้าขึ้นมองเฟิงอี้ที่ยืนถือขวดยาสมานแผลอยู่หน้าประตู “เ้ากลับมาั้แ่เมื่อไหร่” เฟิงอี้ไม่ตอบแต่เดินเข้ามานั่งตรงข้ามกับไป่หยางในระยะกระชั้นชิด เขาเกิดเสื้อของไป่หยางออก หยิบขวดยาสมานแผลมาเทใส่ให้ไป่หยางแล้วพันแผลให้อย่างเบามือ “เ้าเป็อย่างไรบ้าง” เฟิงอี้เงยหน้าขึ้นมองไป่หยางแต่สันจมูกโด่งได้รูปของเขาสองคนกลับชนกันเพราะอยู่ใกล้เกินไป ไป่หยางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยสบตากับเฟิงอี้อย่างไม่ได้ตั้งใจ ไป่หยางก้มหน้าลงต่ำ ทำให้เฟิงอี้ขยับออกห่างเล็กน้อย “ข้าไม่เป็ไร ได้ยาดีของท่านพี่เฟิงไม่กี่วันคงหายดี” ไป่หยางหัวเราะกลบเกลื่อน เขารู้สึกประหม่าแปลกๆ จนน่าหงุดหงิด อยู่ๆ เฟิงอี้ก็ยื่นมือมาจับมือเขา “เรียกข้าอาฟานเถอะ” ไป่หยางมองมือของตนที่ถูกเฟิงอี้กุมอยู่สลับกับเงยหน้าขึ้นมองเ้าของเสียง ราวโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ สายตาของชายหนุ่มตรงหน้าช่างน่าหลงใหลราวมีมนต์สะกดเขาเอาไว้...
เอออ!!! เสียงเรอปริศนาทำให้ทั้งคู่รีบถอยห่างออกจากกัน ไป่หยางจับชายเสื้อของตนขึ้นมาปิดหน้าท้องของตนไว้ดังเดิม “ทำไมิ่หลางมาอยู่ที่นี่” เฟิงอี้หรี่ตามองร่างเด็กหนุ่มที่นอนพุงกางอยู่บนเตียง “มารอเ้านั่นแหละ ั้แ่เ้าเดินทางออกไปปจากเมืองก็ก่อกวนข้าไม่หยุด ไล่ยังไงก้ไม่ไป” ไป่หยางกอดอกพิงผนังหมั่นไส้หนุ่มน้อยผู้นอนหลับไม่สนใจชาวบ้านชาวเมืองอยู่บนเตียงของเขา...น่าจับไปโยนให้เสือกินเสียจริงๆ ...