หลายวันมานี้อริสารู้สึกขอบคุณต่อความมีน้ำใจของกฤษณะเป็นอย่างมากที่เขายอมเสียสละเตียงนอนนุ่มๆ ผ้าห่มอุ่นๆ ให้กับเธอ แต่ทว่า
“พี่กฤษนอนที่ห้องนี้เถอะค่ะลูกหว้าไปนอนอีกห้องหนึ่งเอง”
พอนึกถึงสภาพห้องที่แอบเข้าไปเห็นมีแต่ผ้าปูที่นอนกับหมอนใบใหญ่แล้วก็อดที่จะสงสารไม่ได้ยิ่งย่างเข้าหน้าหนาวเช่นนี้ไม่มีผ้าห่มสักผืน แถมยังต้องนอนบนเตียงแข็งๆ อีกร่างกายที่เหนื่อยล้าจากงานจะนอนหลับผ่อนคลายได้อย่างไรกัน
“ไม่ต้องหรอกพี่จะไปนอนอีกห้องเองลูกหว้านอนในห้องนี้ไปนั่นแหละ”ร่างสูงใหญ่พูดขณะสวมกางเกงชุดนอนพร้อมที่จะนอนเต็มที่เพราะถึงช่วงเก็บเกี่ยวทีไรเป็นต้องยุ่งทุกทีทำให้เหนื่อยเป็นพิเศษ
“ถ้าอย่างงั้นพี่กฤษเอาผ้าห่มไปนะคะ” ใบหน้าหวานแดงนิดๆเมื่อสายตาปะทะเข้ากับแผงอกเปลือยเปล่าที่ไม่ยอมสวมใส่ท่อนบนให้เรียบร้อยสักที
“ไม่ต้อง ลูกหว้าเอาไว้ห่มเองเถอะ”ความจริงแล้วยังมีผ้าห่มนวมสำรองอีกสองชุดเก็บไว้ในตู้ แต่เขาก็ไม่ได้บอกกับเธอได้แต่ปล่อยให้เธอเข้าใจผิดคิดว่ามีผ้าห่มเพียงผืนเดียว
“แต่ว่าตอนดึกอากาศจะหนาว ถ้าเกิดพี่กฤษไม่สบายจะแย่เอานะคะ”
เสียงเจือความห่วงใยและมีความดื้อรั้นให้เห็นนิดๆถ้าหากเขายังปฏิเสธอยู่แบบนี้ต่างฝ่ายต่างไม่ต้องนอนกันพอดีกฤษณะส่ายหัวด้วยความอ่อนใจ หากทว่ารอยยิ้มเจ้าเล่ห์กลับปรากฏให้เห็น
“เอางั้นก็ได้ พี่จะนอนห้องนี้เองผ้าห่มก็เอาไว้ที่นี่ด้วย” เขาว่าพลางพาร่างสูงใหญ่ของตัวเองไปนั่งลงที่ปลายเตียง
“ถ้าอย่างงั้นฝันดีนะคะ ลูกหว้าขอตัวละค่ะ”
อริสาหมุนตัวกะจะเดินออกไปจากห้องเธอไม่ได้นึกน้อยใจสักนิดที่เขาพูดราวกับไม่ใส่ใจว่าเธอจะหนาวรึเปล่าหากไม่มีผ้าห่มเพราะเธอเป็นคนเสนอให้เขาทำแบบนั้นเอง
“จะไปไหน หืม”
ร่างบางถูกดึงแขนให้หันกลับมาอีกครั้งเขากระตุกเบาๆ เธอก็ลงไปนอนแอ้งแม้งบนตัวแล้วโอบรัดเอวบางไว้แน่นจนร่างทั้งสองแนบชิดมากขึ้นกว่าเดิม
“ลูกหว้าจะไปนอนอีกห้องค่ะพี่กฤษต้องการอะไรอีกรึเปล่าคะ” เธอใจดีสู้เสือเอ่ยถามเขาทั้งที่ใจเต้นไม่เป็นส่ำกอปรกับมือเรียวพยายามดันอกแกร่งหมายยันตัวเองออกจากลำแขนของเขา
“พี่บอกแล้วไม่ใช่หรอว่าให้ลูกหว้านอนห้องนี้ในเมื่อลูกหว้าอยากให้พี่นอนพี่ก็จะนอน สรุปจะไม่มีใครไปห้องไหนทั้งนั้นนอนด้วยกันที่นี่แหละ และถ้าลูกหว้าไม่อยากให้พี่หนาว พี่ก็จะนอนกอดลูกหว้าแทน เอาละทีนี้ก็นอนได้แล้ว”
“แต่ว่า เดี๋ยวก่อนค่ะลูกหว้าไม่ได้หมายความแบบนี้” ร่างบางดิ้นขลุกขลักภายในอ้อมแขนหากแต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมปล่อยเธอออกไปง่ายๆ อย่างที่คิดจนเธอจนปัญญาไม่รู้จะทำอย่างไรดี
“นอนเถอะ พี่ง่วงแล้ววันนี้เหนื่อยมาทั้งวัน”คนที่กำลังนอนกอดเธอพูดเชิงบอกว่าจะหยุดการสนทนาแต่เพียงเท่านี้ จากนั้นเสียงลมหายใจของเขาก็เริ่มสม่ำเสมอ
อริสาจึงได้แต่นอนนิ่งไม่กล้าขยับตัวมากนักเกรงว่าเขาจะตื่นขึ้นมาหลังจากนั้นไม่นานเธอก็รู้สึกได้ถึงเปลือกตาที่หนักอึ้งและหลับคาอกของอีกฝ่าย
ด้านคนที่คิดว่าหลับไปแล้ว เมื่อสัมผัสได้ถึงความเงียบก็ลืมตาจากการแกล้งหลับขยับตัวจัดท่าให้หญิงสาว ได้นอนในท่าที่สบายโดยให้เธอหนุนแขนเขาต่างหมอน จากนั้นจัดการกดรีโมตปิดไฟในห้องแล้วใช้แขนอีกข้างกอดกระชับร่างบางอีกครั้งก่อนที่ตัวเขาเองจะเข้าโหมดหลับสนิทตามหญิงสาวไปอีกคน...
ฟากฝั่งกรุงเทพมหานคร เวลาใกล้จะห้าทุ่มแล้วหากแต่เสียงเพลงในผับยังคงเปลี่ยนเป็นจังหวะมันๆ ให้แขกได้สนุกสนานชั้นลอยของผับมีแก๊งสามหนุ่มกำลังนั่งอยู่ ทำให้มองเห็นเวทีที่อยู่ด้านล่างได้ถนัด
บนเวทีมีสาวสวยหน้าหวานกำลังเต้นยั่วยวนไปมาดูเหมือนว่าเธอกำลังสนุกไปกับเสียงเพลงใบหน้าหวานฉีกยิ้มอย่างกับเชิญชวนเหล่าชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านล่างอย่างมีชั้นเชิงและเชี่ยวชาญ
“เมารึเปล่าวะไอ้จี ดูทำหน้าเข้าสิแกไม่ใช่ไอ้กฤษนะโว้ย!! ได้โปรดอย่าเลียนแบบมันเลยว่ะ” กรวิทย์เอ่ยแซวนานๆ ครั้งจะเห็นใบหน้าตึงเครียดของเพื่อนคนนี้กับเขาสักที
“เปล่าฉันไม่ได้เมา”หนุ่มเจ้าของผับหันมาบอกเพื่อนทั้งสองที่กำลังมองมาด้วยความสงสัยจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุยแทน“ว่าแต่ว่าอาทิตย์หน้ามีงานเลี้ยงประจำปีที่ไร่ไอ้กฤษมันใช่ไหมวะ”
“อื้ม!! เลื่อนมาเป็นเดือนแล้วหนิ จัดงานก่อนปีใหม่พอดี”หมอหนุ่มกล่าวเสริม
“จริงสินะฉันว่าจะชวนพวกแกอยู่ นัดแต่เนิ่นๆ จะได้เตรียมตัวกันทัน” อนุรักษ์บอกหลังจากดื่มบรั่นดีเข้าไปเล็กน้อย
“ดูท่าปีนี้ฉันคงต้องขอโทษพวกแกล่วงหน้าอีกนั่นแหละ”
ถึงกรวิทย์ไม่บอกก็พอจะเดาได้ เพราะทุกปีเขามักจะไปกับจีระยุสองคนอยู่แล้วยกเว้นปีที่แล้วที่อนุรักษ์ต้องไปคนเดียวเพราะจีระยุไปต่างประเทศ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะได้ยินคำตอบแบบเดิมๆก่อนหันไปเอาคำตอบกับจีระยุ
“ส่วนฉันว่างตลอด ไปได้ทุกเมื่ออยู่แล้ว”
เป็นดังที่คาดเมื่อมันตอบรับแทบจะทันที คราวนี้เขาก็กะว่าจะไปอยู่ที่โน่นสักอาทิตย์เพื่อเป็นการพักผ่อนไปในตัวทว่าอีกคนกลับคิดต่างไปจากอนุรักษ์อย่างสิ้นเชิง และไหนจะรอยยิ้มแอบแฝงนั่นอีกซึ่งเป็นรอยยิ้มอันตราย (รองลงมาจากเขา) ในหมู่เพื่อนๆ ที่รู้กัน
“ยิ้มอะไรของแกฮะไอ้จี”กรวิทย์อดสงสัยไม่ได้จึงเอ่ยถาม
“ไม่มีอะไร...กะว่าไปคราวนี้จะอยู่เที่ยวไร่ไอ้กฤษมันสักพักน่ะ”
น่าน...สังหรณ์ชอบกล
กรวิทย์กับอนุรักษ์หันมามองหน้ากัน“หวังว่าคงไม่ทำอะไรให้พวกฉันเดือดร้อนหรอกนะ”
เพราะในกลุ่ม...หากกฤษณะได้ชื่อว่าเป็นคนเคร่งขรึมพูดน้อยกรวิทย์ก็ต้องเป็นคนใจดีอบอุ่น และอนุรักษ์ก็คงจะเป็นคนขี้เล่นอารมณ์ดี...ส่วนจีระยุนี่สิ!!คงจะเป็นบุคคลเดียวของกลุ่มที่ชอบนำพาเรื่องปวดหัวมาให้เพื่อนๆ อย่างแน่นอน
‘ไอ้หอยหลอด’ใครจะไปคิดล่ะ ตอนแรกๆ ที่รู้จักกันก็เห็นว่าน่าจะเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูงแต่พอสนิทเท่านั้นแหละ เมิงเล่นเอาโลกส่วนตัวของพวกกูไปหมดเลย
“นี่พวกแกสองคนเห็นฉันเป็นคนยังไงกันแน่วะ”
“ก็เห็นพอๆ กับที่แกเห็นฉันนั่นแหละ”อนุรักษ์ตอบ
จีระยุส่งยิ้มแห้งๆ ให้ไปกับความคิดที่รู้ทันของเพื่อนทั้งสอง
“เอาน่า..งานนี้ไม่ต้องเป็นห่วงรับรองว่าไม่เดือดร้อน ถึงพวกแกแน่” ถึงเจ้าตัวจะบอกไม่ต้องเป็นห่วงแต่สองหนุ่มก็หันมามองหน้ากันอย่างไม่ไว้วางใจตัวมันอยู่ดี