วิชาคลำกระดูกเป็สาขาที่แยกออกไปจากนรลักษณ์ศาสตร์มีประวัติความเป็มายาวนาน ล้ำลึกพิสดาร ในปัจจุบันแทบจะสูญหายไปแล้ว มีเพียงหมอดูตาบอดจำนวนน้อยอาศัยคำนี้มาหลอกลวงหากิน
นิ้วโป้งมือขวาของถังหว่านเกี่ยวที่จุดม่ายเหมิน(จุดประตูชีพจร) ที่ฝ่ามือซ้ายของผม นิ้วชี้ นิ้วกลางนิ้วนางและนิ้วก้อยงอเป็เหมือนคราดกวาดขึ้นไปบนปลายแขนซ้ายของผมไปถึงข้อศอกอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็พลิกข้อมือ กลายเป็ท่าที่นิ้วโป้งอยู่ข้างบนอีกสี่นิ้วอยู่ข้างล่าง แล้วกวาดครั้งที่สองกลับมาหยุดที่ข้อมือ
“ฉันตรวจพบว่าคุณรู้สึกว่าอนาคตมืดมนคุณไม่พอใจสภาพปัจจุบันมากแต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่อีกไม่นานเพราะงานพิธีศพจะทำให้คุณได้พบกับบุคคลที่ยิ่งใหญ่หลายคนจากนั้นโชคชะตาจะพลิกไปหน้าใหม่...” เธอสำรวจกระดูกแขนผมแล้วอธิบายเสียงเบา
นี่คือวิชาคลำกระดูก ผมเคยอ่านเจอในตำราโบราณหลายเล่มวันนี้ได้พบเห็นครั้งแรก
“ที่พูดมาล้วนได้มาจากที่คุณใช้วิชาคลำกระดูกหรือครับ”ผมถาม
ถังหว่านพยักหน้า “ใช่ค่ะ นรลักษณ์ศาสตร์แต่ละประเภทล้วนมีเื่ที่ล้ำค่าเข้าใจวิชาหนึ่ง ก็เข้าใจวิชาที่เหลือ”
จุดหนักที่ผมถามไม่ใช่ที่นี่ แต่เป็...“หมอถัง ก่อนหน้านี้คุณเคยคลำกระดูกปู่ผมใช่ไหม”
ครั้งแรกที่ถังหว่านเข้ามาในห้องผู้ป่วยเคยแตะแขนปู่
ตอนนั้นผมยังคิดว่าเธอเอาใจใส่คนป่วยคิดไม่ถึงว่าตอนนั้นเธอกำลังใช้วิชาคลำกระดูกเพื่อตรวจสอบความเป็มาของปู่
“ใช่ค่ะ” ถังหว่านยอมรับตามตรง
ผมถอนหายใจยาว “ช่างเถอะ ไม่พูดถึงแล้ว”
เธอเปิดเผยและสวยอย่างนี้ต่อให้เธอเคยแอบใช้ฝีมือกับปู่ผม ผมก็ไม่สะดวกที่จะพูดตำหนิเธอ
“ภายในเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงอย่างมากไม่เกินเจ็ดสิบสองชั่วโมง ท่านผู้เฒ่าเซี่ยจะจากเราไปดังนั้นคุณคงต้องเตรียมรายละเอียดบางด้านของพิธีศพแล้ว” เธอเตือนผมอีกครั้ง
ผมยืนพิงขอบประตูถอนหายใจยาว “เอาละขอบคุณมากที่เตือน ผมจะจำไว้”
ขณะที่ถังหว่านหมุนตัวพุ่งเข้าหาคนชุดดำท่าทางว่องไวมาก หวังเล่นงานอีกฝ่าย ผมรู้ว่าเธอไม่ใช่คนธรรมดาแต่ยังรู้สึกประหลาดใจ “ยอดฝีมือทางไสยเวท (ศาสตร์เร้นลับ) อย่างคุณทำไมจึงยอมเป็หมอพื้นๆ ในโรงพยาบาลระดับเมืองแบบนี้ล่ะ”
แน่นอนว่าผมรู้ดีว่าจี่หนานเป็ที่รวมของยอดฝีมือไม่รู้ว่ามียอดคนมากมายแค่ไหนซ่อนเร้นอยู่ เพื่อรอวันที่ัทะยานฟ้า
ผมคาดหวังที่จะกลายเป็ยอดฝีมือที่แท้จริงที่สามารถสั่นะเืฟ้าดินได้ยังหวังว่าโชคชะตาจะเปลี่ยนเพื่อพลิกหน้าใหม่ แต่ต้องรอไปถึงเมื่อไหร่
เราเข้ามาในห้องผู้ป่วยพยาบาลหลี่ปรับออกซิเจนเต็มที่แล้ว เธอกำลังก้มลงเปิดหนังตาปู่
ปู่นั่งตัวแข็งทื่อ สองมือกำผ้าห่มผืนบางไว้แน่นเส้นเอ็นที่หลังมือโป่งออกมา
“หมอถังคะ ฉีดยากระตุ้นหัวใจแล้ว แต่เมื่อกี้กล้ามเนื้อคนป่วยเกร็งสุดขีดตอนที่ฉันดึงเข็มฉีดยาออกทำให้หัวเข็มหลุดออกมาค่ะ” ใบหน้าพยาบาลหลี่ไม่มีรอยยิ้มแล้วใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากไร้สีเื
“ไม่เป็ไรหรอก” ถังหว่านพูดอย่างเคร่งขรึม“เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
พยาบาลหลี่รับคำสั่งแล้วรีบถือถาดยาเดินเร็วออกไปจากห้อง
“ปู่ผม...” ผมถามถังหว่านเบาๆ
“ไม่เป็ไร ไม่เป็ไรค่ะ” เธอบอกว่า“ไม่เป็ไร” สองครั้ง รอจนพยาบาลหลี่ออกไป เธอก้าวพรวดมาที่ข้างเตียงผมดูแผ่นหลังของเธอ จากที่หัวไหล่สั่นเล็กน้อยก็มองออกว่าเธอพยายามหายใจเข้าลึกๆเต็มที่ ข่มใจให้สงบลง
อาการปู่ไม่ดีนัก แม้ปู่จะลืมตาอยู่แต่มองดูแล้วแบ่งตาดำตาขาวไม่ชัดเจน กลายเป็สีน้ำตาลเทาขุ่นมัวไม่ต่างจากคนตาบอดนัก
ผมเดินมา วางสองมือลงบนหลังมือปู่รู้สึกได้ว่าิัปู่ไม่อุ่นอย่างคนปกติแล้ว
ถังหว่านยื่นมือออกไป มือซ้ายกดหน้าผากปู่มือขวาประคองท้ายทอยปู่ไว้
ผมถอนหายใจลึกๆ ในใจ รู้ว่าเธอกำลังใช้วิชาคลำกระดูกเพื่อวิเคราะห์สภาพปู่
“ถ้าพี่ใหญ่ยังมีชีวิตการดูแลปู่คงไม่ต้องพึ่งคนนอกแล้ว” พอมีความคิดเช่นนี้ ผมก็รู้สึกหดหู่
ตามข้อมูลที่ผมเคยอ่านได้บันทึกว่าวิชาคลำกระดูกเป็ความรู้แขนงหนึ่งในนรลักษณ์ศาสตร์
นรลักษณ์ศาสตร์ทั่วไปอาศัยตา ใช้การมองเห็นสังเกตลักษณะพิเศษที่โดดเด่นของรูปลักษณ์ภายนอกของคนคนหนึ่งจากนั้นจึงคาดการณ์การเคลื่อนไหวของลมปราณภายใน หรือใช้วิธีประสานระหว่างการสังเกตกับการคิดวิเคราะห์ว่าอนาคตของผู้รับการตรวจสอบจะดีหรือร้ายแต่หลักการของวิชาคลำกระดูกนั้น เป็การทิ้งการมองเห็นใช้การััไปทำการวิเคราะห์วัตถุหรือคนแทนนรลักษณ์ศาสตร์สองประเภทที่ใช้ตาสังเกตกับใช้มือัั ใครเหนือกว่าหรือด้อยกว่านั้นไม่มีข้อสรุปก็แค่ปัญหาเดียวกัน ต่างคนย่อมต่างความคิด ย่อมมีความเห็นต่างกัน
อีกประการหนึ่งนรลักษณ์ศาสตร์เป็หนึ่งในห้าศาสตร์ใหญ่ของจีนประกอบด้วยวิชาเซียน วิชาแพทย์ โหราศาสตร์ นรลักษณ์ศาสตร์และวิชาเสี่ยงทายจึงจัดเป็เพียงหนึ่งในห้าของความรู้ห้าศาสตร์ใหญ่ที่แปลกพิสดาร ยอดฝีมือไม่ว่าสำนักนรลักษณ์ศาสตร์สายใดล้วนไม่กล้าอวดอ้างว่ามีความสามารถทำนายอนาคตได้อย่างสมบูรณ์ห้าศาสตร์ใหญ่เป็วิชาแปลกพิสารที่ผู้ทรงภูมิปัญญาในยุคโบราณสร้างขึ้นโดยอิงคัมภีร์อี้จิงมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน นั่นคือช่วยให้มนุษย์พบกับสิ่งมงคลหลีกเลี่ยงสิ่งชั่วร้ายความรู้ที่เกิดล้อมรอบห้าศาสตร์ใหญ่นั้นมีมากมาย ทั้งอดีตและอนาคต ไร้ขอบเขตเหมือนดวงดาวในจักรวาลผู้ที่เริ่มศึกษาย่อมไม่สามารถรู้ลึกซึ้งได้ทันที
ผ่านไปนานถังหว่านจึงคลายมือออกคิ้วขมวดแน่น ไม่พูดไม่จา
“ปู่ครับ ผมประคองให้ปู่นอนลงนะ”ผมถามที่ข้างหูปู่
ปู่ไม่ขยับเขยื้อน เหมือนลืมตาหลับไปตื่นหนึ่ง
ผมรองหลังของปู่ไว้ ประคองให้ปู่นอนลงช้าๆจากนั้นห่มผ้าให้
พอผมทำทุกอย่างเสร็จจึงเงยหน้ามองถังหว่านเธอยังคงอยู่ในท่าเดิม
“ยังไงหรือครับ” ผมถามเธอเบาๆ
“แปลกมาก แปลกมากจริงๆ” เธอยังคงขมวดคิ้วขยับริมฝีปาก มีรอยยิ้มเจื่อนๆ
“นั่งก่อน ค่อยๆ พูด”ผมตระหนักว่าเื่คงไม่ธรรมดาแน่
ถังหว่านไม่นั่ง แต่เดินไปที่ริมหน้าต่าง
ม้านั่งสี่เหลี่ยมอยู่ใต้หน้าต่างผมใช้มันฟาดนกฮูก แล้ววางลงตรงนั้น
นกฮูกใบินไปแล้วคืนนี้คงจะไม่ได้ยินเสียงร้อง “ฮูกๆ” แปลกๆ นั่นอีกแล้ว
“คนคนหนึ่งมีิญญาได้เพียงดวงเดียว ดวงิญญาซ่อนอยู่ในตัวทำให้คนพูดได้ เดินได้ คิดได้ กินดื่มได้ มีสติแจ่มใสได้ มีชีวิตอยู่ได้ขอเพียงคนที่พอมีความรู้ด้านแพทย์แผนจีนบ้างจะรู้ว่าจะรับรู้ได้ด้วยการตรวจชีพจร เมื่อคนตายชีพจรขาดลงดวงิญญาจะออกไปจากร่าง...คุณเห็นด้วยกับทัศนะนี้ไหม” เธอหันหน้าไปนอกหน้าต่างถามโดยหันหลังให้ผม
บ้านเก่าเก็บรักษาตำราโบราณเกี่ยวกับนรลักษณ์ศาสตร์ไว้หลายเล่มผมพลิกอ่านคร่าวๆ แล้ว ดังนั้นจึงพอเข้าใจเื่ราวเหล่านี้บ้าง
ที่ถังหว่านพูดนั้นตรงกับหลักการในตำราโบราณที่ว่า“คนตายเหมือนตะเกียงดับ เนื้อหนังเน่าเปื่อย”
คนมีชีวิตเป็เหมือนตะเกียง เผาไหม้ตัวเองส่องสว่างให้คนอื่น มีทั้งการมอบให้และการรับต่อโลกอันกว้างใหญ่ที่เราอาศัยอยู่คนนับไม่ถ้วนมีชีวิตอยู่ ตะเกียงนับไม่ถ้วนส่องสว่างอยู่โลกใบนี้ก็จะสดใสสวยงามยิ่งขึ้น เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น
อะไรที่ช่วยยืนยันว่าคนยังมีชีวิตแน่นอนว่าคือหัวใจเต้นและชีพจร
คนตายตะเกียงดับ หลังจากหัวใจหยุดเต้นจะจับชีพจรทั่วร่างกายไม่ได้ ศัพท์ทางการแพทย์ก็คือคนคนนี้“เสียชีวิตอย่างเป็ทางการ” แล้ว
ผมคิดตรองคำพูดของถังหว่านแล้วนึกออกทันที รีบจับที่ข้อมือปู่
ผมสับสนจนจับสะเปะสะปะห้าหกครั้งจึงหาจุดม่ายเหมิน[1]ของปู่เจอ
“ชีวิตสำหรับมนุษย์แล้วมีได้ครั้งเดียว คนคนหนึ่งมีิญญาเพียงดวงเดียว...พูดอีกอย่างก็คือคนคนหนึ่งตายได้ครั้งเดียวเท่านั้น ตายแล้วฟื้นไม่ได้ ฉันเป็หมอไม่ว่าในห้องเรียนวิชากายวิภาคศาสตร์หรือในโรงพยาบาล ฉันเคยเห็นคนตายนับไม่ถ้วนย่อมสันทัดมาตรฐานการวิเคราะห์คนเป็กับคนตาย แต่ครั้งนี้แปลกมากจริงๆฉันไม่สามารถตัดสินว่าท่านผู้เฒ่าเซี่ย...” ถังหว่านหันมามองดูผมคิ้วยังคงขมวดแน่น
แน่นอนว่าปู่ยังมีชีวิตเพราะผมจับชีพจรปู่ได้แล้ว
ผมถอนหายใจยาว แล้วปาดเหงื่อบนหน้าผาก
“ผมคลำเจอแล้ว คุณทำให้ผมใแทบแย่”ผมพูดเสียงเบา จากนั้นจึงวางมือปู่ลง
“คลำเจอชีพจรเต้นหรือคะ”คิ้วถังหว่านยังคงไม่คลายออก
“อืม” ผมพยักหน้า
“ถ้างั้น คุณลองพูดมา ท่านผู้เฒ่าเซี่ยจริงๆแล้วยัง...มี ชีวิต อยู่ หรือ จาก ไป แล้ว” คำพูดตอนท้ายถังหว่านพูดช้าๆ ทีละคำจ้องตาผมเขม็ง
ผมพยักหน้า “แน่นอนว่ายังมีชีวิตคุณล้อเล่นหรือไง”
ในความคิดผมนั้นแม้ชีพจรของปู่จะอ่อนมากแต่ขอเพียงชีพจรเต้น หัวใจก็ยังเต้นอยู่ ปู่ย่อมยังมีชีวิต
ถังหว่านถอนหายใจ แล้วตบมือเบาๆเหมือนปลดภาระหนักออกไป แต่ก็เหมือนกำลังใจลอยจมลงสู่ห้วงคิดระดับลึกอย่างสิ้นเชิงเป็ครั้งที่สอง
คืนนี้เกิดเื่ราวมากมายเหลือเกินแต่เมื่อปู่ไม่มีปัญหาอะไร ผมก็คลายความกังวล
ผมหยิบกาแฟสองซองออกจากลิ้นชักที่หัวเตียงใส่ลงในถ้วยสองใบ แล้วเทน้ำร้อนลงไป
ไม่รู้ั้แ่เมื่อไหร่ที่ผมกลายเป็คนติดกาแฟอย่างหนักทุกวันดื่มอย่างน้อยห้าแก้ว เวลาที่อารมณ์แปรปรวนหนักจากที่ลุกจากเตียงจนเข้านอนรวมสิบกว่าชั่วโมง เฉลี่ยแล้วจะดื่มกาแฟทุกสองชั่วโมง
กาแฟรสเข้มละลายเร็วที่ผลิตในเวียดนามถูกปากผมที่สุดผมจะเตรียมไว้เสมอไม่ว่าไปที่ไหน
ผมยกกาแฟให้ถังหว่าน เธอย่อมรับไว้แต่ไม่ได้พูดตามมารยาทอย่างไม่จำเป็
“หมอถังครับ ยินดีที่ได้รู้จักคุณ คืนนี้รบกวนคุณแล้ว”ผมยกถ้วยขึ้น ใช้กาแฟแทนเหล้า เป็การขอบคุณเธอ
ถังหว่านยิ้ม “ฉันก็เช่นกันค่ะเรียกฉันว่าถังหว่านเถอะ ดูเป็กันเองหน่อย”
ผมผงกหัว “ดีครับงั้นคุณก็เรียกผมว่าเทียนสือเถอะ ที่จริงเพื่อนๆ ต่างเรียกผมว่าสือโถว ก้อนหินแห่งฤดูใบไม้ร่วง[2]”
ชื่อเป็เพียงคำแทนผมไม่ใส่ใจว่าเพื่อนจะเรียกผมว่าอะไร
ชื่อเรียกต่างๆ ของชาวจี่หนานขนานแท้นั้นถ้าชื่อท้ายเป็คำว่าสือ (石) มักจะถูกเรียกว่าสือโถว (石头 แปลว่าก้อนหิน) เป็เื่ที่เป็ปกติจนรู้กันทั่วไป
“ไม่ ไม่ใช่หรอกน่าจะเป็ศิลาฟ้าที่หนี่ว์วาใช้ปะชุนท้องฟ้าต่างหาก” ถังหว่านสั่นหัวพลางพูด
ปัญหาที่เดิมง่ายมากนี้กลับดึงดูดความสนใจของเธอเธอพูดเสริมว่า “ในหนังสือเลี่ยจื่อ บททังปุจฉามีข้อความว่าก้งกงสื้อกับจวนซวีแย่งกันเป็จักรพรรดิ ด้วยความพิโรธชนเข้ากับเขาปู้โจว ทำให้เสาค้ำฟ้าหักลง เชือกที่ยึดแผ่นดินขาดออกผลคือท้องฟ้าเอียงไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ตะวันจันทราและดาราประจำตำแหน่งที่นั่นแผ่นดินใหญ่ทรุดลงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แม่น้ำทุกสายไหลเทไปทางนั้นขณะนั้นฟ้ายุบลงเกิดเป็รูใหญ่ หนี่ว์วาใช้ศิลาเบญจรงค์ปะชุนฟ้า...”
“สุดท้ายเหลือหนึ่งชิ้น เลยกลายเป็เจี่ยเป่าอวี้(หยกล้ำค่า) ในเื่ความฝันในหอแดง” ผมช่วยเธอพูดเสริม
เธอสามารถท่องข้อความในหนังสือเลี่ยจื่อ บททังปุจฉาได้อย่างขึ้นใจแสดงให้เห็นว่าเธอเป็เด็กสาวที่มีความรู้กว้างขวาง
ผมไม่เคยเอาเทียนสือ (ศิลาฟ้า) โยงเข้ากับเื่ที่หนี่ว์วาหลอมศิลาเพื่อปะชุนท้องฟ้าเพราะอย่างไรชื่อนี้ก็เป็ชื่อที่พบเห็นได้ทั่วไปในครอบครัวคนจีน
“ความฝันในหอแดงยังไงก็เป็แค่วรรณกรรมเื่หนึ่ง”ถังหว่านสั่นหัวอีก “นั่นเป็นิยายที่เฉาเสวี่ยฉินประพันธ์แต่เราคุยกันเวลานี้เป็เื่ที่เกิดขึ้นจริง”
ผมสั่นหัวอย่างเธอบ้าง “อย่าคิดมาก ผมเป็คนโง่เขลาไม่อาจโยงเข้ากับศิลาเบญจรงค์ที่หนี่ว์วาใช้ปะชุนฟ้าหรอก”
แม้ว่าที่โถงทางเดิน เธอจะกล่าวถึงอนาคตผมอย่างเติมแต่งให้ยิ่งใหญ่แต่ผมไม่เชื่อทั้งหมด
ปีนี้ผมอายุยี่สิบสามแล้ว ในวัยเด็กไม่เคยแสดงออกถึงความสามารถที่แปลกพิสดารอะไรจนเดี๋ยวนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จอะไรดังนั้นไม่ว่าคนอื่นจะวาดภาพผมให้เป็ผู้ยิ่งใหญ่ที่เหนือกว่าใครก็ตามผมควรจะรู้ตัวเองจึงจะถูก ยิ่งกว่านั้นจี่หนานในฐานะเมืองหลวงของมณฑลซานตงเต็มไปด้วยอัจฉริยะเสือสิงห์แย่งชิงกัน เป็ที่รวมของยอดฝีมือสายต่างๆ อยู่แล้วจะมีโอกาสให้ผมได้โงหัวขึ้นหรือ
ถังหว่านถอนหายใจยาว“ทุกอย่างย่อมเป็ไปได้ จำคำพูดฉันไว้”
เรายืนดื่มกาแฟกันเงียบๆแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไม่ได้นัดหมาย
“เร็วๆนี้คนป่วยคงจะไม่ได้ยินเสียงนกฮูกแล้วละ” ผมพูด
ถังหว่านแปลกใจ เลิกคิ้วขึ้นเหมือนถามว่าเพราะอะไรหรือ
“เมื่อกี้มีนกฮูกตัวหนึ่งเกาะที่ขอบหน้าต่างผมยกม้านั่งฟาดใส่มัน ฟาดไม่ถูก มันกางปีกบินไปแล้ว” ผมตอบ
นี่ไม่ใช่เื่ดีอะไรแต่ผมคาดไม่ถึงว่าพอพูดออกไป มือถังหว่านจะสั่น ทำให้ถ้วยกาแฟสั่นจนกาแฟกระฉอกออกมา
“ทำไมคุณไม่บอกแต่แรกทำไมคุณไม่บอกแต่แรก” เธอยัดถ้วยกาแฟใส่มือผม รีบล้วงหูฟังออกจากกระเป๋าแล้วไปที่ข้างเตียงผู้ป่วยทันที
ผ้าห่มผืนบางคลุมถึงคอปู่ถังหว่านดึงผ้าห่มออก วางหูฟังลงบนอกปู่ทันที จากนั้นใน่ครึ่งนาทีต่อมา ย้ายจุดไปอย่างน้อยสิบกว่าครั้ง
ปู่อยู่ในท่านอนนิ่งแข็งทื่อไม่ขยับเขยื้อน ลืมตาครึ่งหนึ่ง มองตรงไปที่เพดานห้อง
“ปู่ยังมีชีวิต อย่าคิดมากเลย”ผมยืนพิงหน้าต่าง มองดูถังหว่าน
ถังหว่านไม่ใส่ใจผม ไม่เงยหน้าขึ้นยังคงทำซ้ำอีก
ผมหวนนึกถึงคำที่ปู่พูดถึง กระจกวารีโหรเทพหมากรุกโอรส์ชนะพนัน สมาคมเจ็ดอ๋อง...
จำได้ว่าในคืนที่พี่ใหญ่ถูกฆ่าตายนั้นคนร้ายก็ถามถึงกระจกวารีโหรเทพ แต่จนตายพี่ใหญ่ก็ไม่ปริปากแม้แต่คำเดียว
“สิ่งเหล่านี้คืออะไรสกุลเซี่ยเรามีความแค้นอะไรกับคนพวกนั้น ถึงกับลงมือกับพี่ใหญ่แบบนั้นคนร้ายหนีไปไหน แม้แต่เครือข่ายของตำรวจก็สืบหาเบาะแสไม่ได้...” ปัญหาเหล่านี้รุมเร้าผมมานานมากทำให้ทุกครั้งที่นึกถึงก็จะรู้สึกปวดหัวแทบจะะเิ
“ท่านตายแล้ว” ถังหว่านลุกขึ้นยืนหันมาหาผม แล้วพูดด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
ผมใก่อน จากนั้นก็สั่นหัว “คุณล้อเล่นหรือ”
จากมุมที่ผมยืนอยู่สามารถมองเห็นทรวงอกปู่กระเพื่อมขึ้นลงเบาๆได้ นั่นเป็ท่าทางปกติที่ต้องเป็เวลาคนที่มีชีวิตนอนราบลง
ปู่กำลังหายใจ ทรวงอกขยับขึ้นลงแน่นอนว่าปู่ยังมีชีวิต ข้อนี้ไม่มีใครปฏิเสธได้
“ฉันไม่รู้ว่าคุณมีความรู้ด้านการแพทย์มากน้อยแค่ไหนตั้งใจฟังนะ แต่ละคนจะมีลักษณะชีพจรต่างกันแพทย์แผนจีนที่ประสบการณ์สูงสามารถจำแนกความแตกต่างเพียงเล็กน้อยได้ต่อให้อยู่ในสภาพถูกปิดตาก็จะไม่สับสนระหว่างผู้ป่วยสองรายยกตัวอย่างที่ชัดเจนกว่านี้ ยอดหมอในสมัยโบราณล้วนสามารถตรวจชีพจรผ่านเส้นด้ายอาศัยการสั่นของเส้นด้ายที่ถ่ายทอดมาจากการสั่นไหวของชีพจรก็สามารถวิเคราะห์อาการป่วยของผู้ป่วยได้อย่างแม่นยำ เวลานี้ฉันจำเป็ต้องบอกคุณว่าก่อนคืนนี้ฉันเคยจับชีพจรท่านผู้เฒ่าเซี่ยอย่างน้อยสิบกว่าครั้งแล้วลักษณะชีพจรของท่านเต้นชัดเจนและมีแบบแผน เหมือนเปียโนไฟฟ้ากำลังเล่นเพลงเวลานี้ฉันรู้สึกว่าชีพจรอ่อนและเลือนราง เหมือน...เหมือนเสียงคนโบราณดีดพิณ”ทุกคำพูดเปรียบเทียบของถังหว่านล้วนแยบคาย โดยเฉพาะสุดท้ายที่พูดว่าเสียงดีดพิณพูดได้ตรงกับความรู้สึกตอนที่ผมจับชีพจรปู่
ผมวางถ้วยลง เดินไปที่เตียง
“ที่พูดเมื่อกี้คงแปลกมากแต่ฉันรู้ว่าคุณต้องเข้าใจแน่” ถังหว่านมองสบตากับผม พลางอธิบายเสียงเบา
ผมยิ้มเจื่อนๆ ก้มมองใบหน้าปู่
เห็นชัดว่าปู่หายใจปกติ ปีกจมูกสั่นไหวทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลง เส้นเืแดงที่ข้างคอและที่จุดชีพจรตรงข้อมือสั่นเล็กน้อยถ้าระบุว่าคนแก่ที่นอนสงบแบบนี้ว่าตายแล้ว เป็เื่ที่น่าหัวเราะโดยแท้
“ท่านผู้เฒ่าเซี่ยจากไปแล้วิญญาที่มีชีวิตอยู่นี่...ิญญาที่มีชีวิตอยู่นี่...” ถังหว่านพูดซ้ำสองครั้งคำพูดต่อมาไม่ได้ออกจากปาก
“พูดเถอะผมรับเื่แปลกประหลาดได้ทุกเื่” ผมพูด
ถังหว่านหายใจเข้าลึกๆการหายใจที่เร็วและแรงจึงค่อยสงบลง “เทียนสือ ฉันขอบอกตรงๆเวลานี้เราทิ้งชื่อและคำจำกัดความของการแพทย์สมัยใหม่ไปก่อน ทั้งไม่ต้องใส่ใจว่าจะเป็การแพทย์แผนตะวันตกหรือการแพทย์แผนจีนและมาตรฐานการตัดสินของเครื่องมือวัดทั้งหลายพูดแต่ความจริง...เราพูดแต่ความจริงเท่านั้นฉันตัดสินว่าท่านผู้เฒ่าเซี่ยจากไปแล้ว ในร่างท่านที่มีชีวิตเป็ิญญาคนอื่น เรายังไม่ต้องใส่ใจว่าิญญานี้มีอยู่เดิมหรือมาใหม่ฉันสามารถพูดด้วยความรับผิดชอบว่าิญญานี้ไม่ใช่ของท่านผู้เฒ่าเซี่ยเด็ดขาดเป็ของอีกคนที่แปลกหน้าอย่างสมบูรณ์ จากความหมายนี้แล้วที่เราเฝ้าดูแลอยู่ขณะนี้ไม่ใช่ท่านผู้เฒ่าเซี่ย แต่เป็คนแปลกหน้า”
ขณะที่เธอพูดอยู่ ผมก้มลงจับข้อมือปู่ไว้รู้สึกถึงการสั่นของชีพจรที่แห้งกระด้าง แข็งทื่อและขาดๆ หายๆ
[1]จุดประตูชีพจรเป็จุดที่ข้อมือฝั่งฝ่ามือด้านนิ้วโป้ง เป็จุดที่ใช้ตรวจชีพจร
[2] เซี่ยเทียนสือ 夏天石 นั้นแซ่เซี่ย夏 ชื่อเทียนสือ天石 (แปลว่าศิลาฟ้า)แต่อาจพูดว่าเซี่ยเทียน夏天 หมายถึงฤดูใบไม้ร่วง และสือ石แปลว่าก้อนหิน