เมื่อได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมด้านนอกและใครบางคนตะโกนว่า ‘คนร้าย’ ดังสุดเสียง หลงเฉินและอีกสามคนก็รู้สึกตกใจขึ้นมาทันที อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขา เมื่อนั้นเองที่พวกเขารู้สึกโล่งใจเมื่อตระหนักได้ว่าคนที่ถูกจับได้ไม่ใช่พวกเขา
“ออกไปดูกันหน่อยเถอะ!”
หลีจิ้ง ผู้มีนามที่มีความหมายว่าความเงียบสงบ แต่ความจริงกลับตรงไปตรงมาและแน่วแน่ก็พุ่งตัวนำออกไปนอกห้อง หลงเฉินและคนอื่น ๆ ไม่มีทางเลือกนอกจากตามนางไป
“ในห้องโถงโลหิต เจ้าต้องระวังทุกการกระทำของเจ้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เจ้าจะต้องไม่ทำร้ายคนอื่นเด็ดขาด!”
คำพูดของหลีจิ้งนั้นพุ่งเป้ามาที่หลงเฉินโดยเฉพาะ เป็นเพราะเขายังเด็กและมีประสบการณ์เพียงน้อยนิด และอาจถูกผู้อื่นทำให้หวาดกลัวได้โดยง่าย หากเขาพลาดพลั้งแสดงตัวออกมา ภารกิจนี้ก็เป็นอันจบสิ้น
ไม่นานทุกคนก็มาถึงบริเวณห้องโถงโลหิต มีผู้คนมากมายเบียดเสียดกันอยู่ที่นั่น พวกเขาส่วนมากจะอยู่ที่ราวบันไดบนชั้นสองและมองลงมา จากบรรดาสาวกนับพันของลัทธิเซียนโลหิต มีสาวกราวร้อยคนรวมตัวกันอยู่ที่นี่!
คนส่วนมากกำลังเฝ้ามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เมื่อมองไปตามสายตาของพวกเขา หลงเฉินก็มองลงไปและเห็นผู้คนมากมาย ณ จุดศูนย์กลาง ชายร่างสูงใหญ่และดูบ้าคลั่งกำลังต่อสู้กับชายชุดแดงสองคน
‘นั่นมันคนที่เพิ่งคุยกับข้าไม่ใช่รึ? จริง ๆ แล้วเขาแอบแฝงตัวเข้ามาเหมือนกันหรือนี่?’
ชายร่างใหญ่ผู้นั้นคือผู้ที่ตบหลังหลงเฉินที่ห้องโถงโลหิต
‘คลื่นพลังที่โหดเหี้ยมนั่นทำให้ข้าเชื่อว่าเขาเป็นสาวกจริง ๆ ไม่คิดเลยว่าเขาจะถูกพบตัวเข้าจนได้’
ผู้ที่กำลังต่อสู้กับเขาคือผู้คุมกฎสองคนของลัทธิเซียนโลหิต ทว่าชายร่างใหญ่น่าจะทะลวงผ่านเพียงเส้นชีพจรมังกรเส้นที่เก้า แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของผู้คุมกฎทั้งสอง ไม่นานเขาก็ได้รับบาดเจ็บอย่างหนักและใกล้จะก้าวข้ามประตูปรโลกเต็มที
“ลัทธิเซียนโลหิตรึ น่าจะเป็นลัทธิมารโลหิตเสียมากกว่า! พวกเจ้าทั้งชั่วช้าและทำเรื่องเลวทรามไร้หัวใจ สวรรค์จะต้องลงโทษพวกเจ้าไม่วันใดก็วันหนึ่ง!”
ดวงตาและร่างท่อนบนของชายผู้นั้นเต็มไปด้วยคราบเลือด คลื่นพลังเหี้ยมโหดปะทุออกมาจากร่างของเขา เขายังคงต่อสู้ทั้ง ๆ ที่บาดเจ็บ แม้ว่าผู้คุมกฎทั้งสองจะแข็งแกร่งกว่าแต่พวกเขาก็ยังไม่ลงมือสังหารชายผู้นั้น
“สวรรค์รึ? ลงโทษรึ? นี่คือโลกที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด มนุษย์และสัตว์อสูรนั้นล้วนไม่ต่างกัน แล้วเจ้าจะพูดพล่ามถึงสวรรค์และการลงโทษไปไย?”
ผู้คุมกฎผู้หนึ่งเย้ยหยัน
“เจ้ากล้าก่อเรื่องขึ้นก่อนจะเริ่มพิธีสังเวยโลหิตในลัทธิของพวกเรา เจ้าหนุ่ม ช่างกล้าหาญนัก ถ้าข้ากะซวกเจ้าจนไส้ไหลออกมา ดูสิว่าเจ้าจะยังปากเก่งอยู่อีกไหม?”
“หากเจ้าต้องการจะฆ่าข้า ข้าก็จะลากพวกเจ้าลงนรกไปด้วย!”
ตอนนั้นเอง เลือดสด ๆ ก็สาดกระเซ็นไปทั่วห้องโถงโลหิต
“ท่านจ้าวลัทธิมา!”
จู่ ๆ ใครบางคนก็ร้องตะโกนขึ้น ทางเดินถูกแหวกออกท่ามกลางความสับสนวุ่นวายนั้น ชายหนุ่มในชุดหรูหราปักลวดลายสีขาวแดงและมีสีแดงจาง ๆ ปรากฏบนร่าง เขาหัวเราะอย่างชั่วร้ายราวกับปีศาจ เขาดูอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบปีและเดินมาพร้อมกับผู้คุมกัน ตรงไปยังคนทั้งสามที่กำลังต่อสู้
“คารวะท่านจ้าวลัทธิ!”
นอกจากผู้คุมกฎที่กำลังต่อสู้อยู่นั้น ทุกคนต่างโค้งคำนับด้วยความเคารพ
เมื่อจ้าวลัทธิมาถึง สีหน้าของหลีจิ้งก็เปลี่ยนไป ในขณะที่ทุกคนคุกเข่า นางก็รีบดึงหลงเฉินทันที
ในความคิดของนาง เด็กหนุ่มอย่างหลงเฉินอาจจะทำอะไรหุนหันพลันแล่นและไม่ยอมคุกเข่า ทว่าหลงเฉินกลับรีบคุกเข่าลงอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าเขาเป็นสาวกที่เคร่งครัดพลางมองไปยังจ้าวลัทธิราวกับมองผู้เป็นบิดา
ขณะกำลังสวมบทบาท หลงเฉินมองไปยังจ้าวลัทธิ
‘เขาดูไม่ได้มีอายุมากนักแต่คลื่นพลังของเขากลับรุนแรงเหลือเกิน ดวงตาของเขาเป็นประกายชั่วร้าย คนเช่นนี้ย่อมมีเบื้องหลังที่ทรงอิทธิพลนัก หลิวหลานเคยบอกว่าเขาเป็นหลานชายของประมุขเยวี๋ยน และดูเหมือนที่นางว่าไว้ไม่ผิด’
เมื่อสัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของจ้าวลัทธิ หลงเฉินก็ตระหนักว่าการรับมือกับผู้ที่อยู่ในระดับแก่นปฐพีนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด
‘ข้ามีทั้งสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่และแก่นโลหิตของสัตว์อสูรกร่อนจิต ไม่รู้เลยว่ามันจะเพียงพอให้ข้าบรรลุถึงระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์หรือไม่ แต่ตราบใดที่ข้าบรรลุถึงระดับนั้น คงพอเป็นไปได้ที่จะสู้กับเขา’
หลังจากใคร่ครวญเรื่องนี้ หลงเฉินก็สงบจิตใจของตนเอง
เวลานี้ สีหน้าของจ้าวลัทธินั้นเรียบเฉยขณะกวาดตามองไปรอบบริเวณ ในที่สุดก็เลื่อนสายตามาหยุดลงที่คนทั้งสามซึ่งกำลังต่อสู้กัน ในสายตาของเขา หลงเฉินเห็นร่องรอยของความใจร้อน
“เศษสวะทั้งสอง”
เสียงเย็นชาของจ้าวลัทธิดังขึ้นพร้อมกับที่ทุกคนมองเห็นเงาปีศาจสีแดงตนหนึ่งลอยผ่าน ทันใดนั้นเอง ร่างทั้งสองก็ลอยกระเด็นไปด้านหลังพลางกระอักเลือดออกมาก่อนจะตกลงสู่พื้นด้วยเสียงดังลั่น
ณ บริเวณที่ต่อสู้กันมีเพียงจ้าวลัทธิซึ่งยังคงยิ้มอย่างอ่อนโยนและชายร่างใหญ่ ในตอนนี้ร่างของเขาชุ่มโชกไปด้วยเลือด คลื่นพลังของเขาอ่อนแรงลงขณะที่ถูกจ้าวลัทธิบีบคอไว้ และไม่สามารถขยับเขยื้อนได้แม้แต่นิดเดียว
แววตาของเขายังเต็มไปด้วยความเกลียดชังแม้ว่าเขาใกล้จะตายเต็มที
เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีใครกล้าส่งเสียงใด ๆ โดยเฉพาะหลีจิ้งและคนอื่น ๆ ที่ตกอยู่ในความพรั่นพรึงและตกใจ หลงเฉินหรี่ตามอง
‘คนผู้นี้รับมือได้ยากจริง ๆ ข้าจะช่วยหลิงชิงได้อย่างไรกัน...’
เมื่อคิดเช่นนั้น หลงเฉินก็ตกอยู่ภายใต้ความกดดันมากขึ้น
สองคนที่กระเด็นไปข้างหลังคือผู้คุมกฎของลัทธิ เวลานี้พวกเขาไม่สนใจอาการบาดเจ็บของตนเองด้วยรู้สึกหวาดกลัวขณะคุกเข่าให้จ้าวลัทธิ อ้อนวอนให้ได้รับการอภัย
“ข้าน้อยไร้ประโยชน์ที่ไม่สามารถจัดการกับผู้ที่อยู่ในขอบเขตชีพจรมังกรได้ ได้โปรดเห็นแก่ความภักดีของข้าน้อยที่มีต่อลัทธิเซียนโลหิตมานานหลายปีและไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถอะ!”
จ้าวลัทธิจ้องเขม็งมาที่พวกเขาและพูดออกมาเพียงสามคำ --- ‘ไสหัวไป’ ทั้งสองรีบลุกขึ้นและหายตัวไปในฝูงชนทันที
ความแข็งแกร่งของจ้าวลัทธิเพียงพอที่จะทำให้ผู้คุมกฎของเขาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
“พี่หลี ในเมื่อจ้าวลัทธิอยู่ที่นี่แล้ว พวกเราควรถือโอกาสนี้ไปที่ตำหนักโลหิตหรือไม่?”
ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ หลงเฉินรีบเอ่ยถาม
หลีจิ้งตกใจและรีบกระซิบทันที
“อย่าเพิ่งพูดไป ยังมีผู้อาวุโสของลัทธิอีกห้าคนที่อยู่ในตำหนักโลหิต เป็นไปไม่ได้หรอกที่พวกเราจะไปที่นั่นในตอนนี้”
ขณะที่นางกำลังพูด สถานการณ์ข้างหน้าก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
เวลานี้จ้าวลัทธิกำลังลากร่างของชายผู้นั้นและยกเขาขึ้น เมื่อจ้าวลัทธิไม่ได้มีรูปร่างสูงใหญ่เท่า ขาของชายผู้นั้นจึงห้อยลงมาระพื้นและไม่สามารถพยุงร่างของตนเองได้อีกต่อไป
“เจ้ากล้าแฝงตัวเข้ามาในลัทธิของพวกเรา...”
ผู้นำลัทธิเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ดูราวกับว่าเขากำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“เจ้าปีศาจชั่ว เจ้าจะต้องไม่ตายดีแน่!”
ชายผู้ที่กำลังจะตายกัดฟันตอบ
“เช่นนั้นรึ?”
จ้าวลัทธิเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีเรียบเฉย
“ในโลกนี้ความแข็งแกร่งคือราชัน หากในที่นี้มียอดฝีมือที่แข็งแกร่งกว่าข้า ข้าก็คงไม่มีอะไรจะพูด แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มี นั่นก็หมายความว่าในที่แห่งนี้ข้าจะทำอะไรก็ได้ตามที่ข้าปรารถนา”
“เจ้าจะต้องตายอย่างน่าสมเพช!” ชายร่างใหญ่กระอักเลือดออกมาและร้องตะโกนอย่างเย็นชา
“ข้าต้องตายอย่างน่าสมเพชงั้นรึ? เจ้ากล้าดีอย่างไรมาแช่งข้า ถ้าเช่นนั้น... ข้าจะทำให้เจ้าตายอย่างน่าสมเพชแทนก็แล้วกัน”
ก่อนที่เขาจะพูดจบ จ้าวลัทธิก็จับแขนของชายร่างใหญ่ ภายใต้สายตาตื่นตระหนกของทุกคนที่อยู่ที่นั่น เขากระชากมันออกอย่างแรง เลือดสด ๆ สาดกระเซ็นออกมาไม่หยุด
จ้าวลัทธิฉีกระชากแขนของชายร่างใหญ่ออก!
มือหนึ่งกำลังกำคอของชายร่างใหญ่ที่กำลังร้องโหยหวนอย่างน่าขนลุก อีกมือหนึ่งกำลังถือแขนที่ขาดสะบั้นเอาไว้ จ้าวลัทธิปล่อยให้เลือดสาดกระเซ็นมาชโลมร่างและใบหน้าของเขาขณะที่สีหน้านั้นยังคงเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลง
*แคว่ก!*
เขาโยนแขนข้างที่ถือเอาไว้ออกไป จากนั้นก็ฉีกกระชากแขนอีกข้างของชายผู้นั้นออก ใบหน้าของเขาถูกอาบด้วยเลือดสด ๆ อีกครั้ง ทุกคนต่างรู้สึกหวาดผวาจากเสียงร้องของชายผู้นั้น
หลงเฉินและคนอื่น ๆ ต่างกำหมัดแน่นขณะมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ชายร่างใหญ่บาดเจ็บมากอยู่แล้ว เมื่อได้ถูกทำร้ายอย่างหนักหน่วงถึงเพียงนั้น ความเจ็บปวดแสนสาหัสจึงส่งผลต่ออาการบาดเจ็บภายในและคร่าชีวิตเขาในที่สุด มิเช่นนั้นเขาคงตายจากการถูกทรมานอันโหดเหี้ยม
เขาโยนร่างไร้ชีวิตของชายผู้นั้นไปทางด้านข้าง จ้าวลัทธิเลียเลือดสด ๆ ที่ติดอยู่ตรงริมฝีปากและพึมพำออกมา
“เลือดของผู้ชายนั้นไม่หอมหวานเหมือนเลือดของผู้หญิงเอาเสียเลย โดยเฉพาะของเด็กสาว ๆ ...”
ประโยคที่คิดออกมาดัง ๆ นั้นทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวและนิ่งเงียบ มันเงียบราวกับจักจั่นในฤดูหนาว
“เจ้าคนจัญไรนั่น!”
หากไม่ใช่เพราะหลงเฉินออกปากเตือนไว้ก่อนหน้านี้ หลิงซีซึ่งรู้สึกขุ่นเคืองใจอย่างไม่น่าเชื่อกับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นก็คงพุ่งออกไปจัดการกับจ้าวลัทธิเสียเดี๋ยวนั้น!
“ช่วงเวลายาวนานที่ข้ามีชีวิตอยู่ นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นคนที่น่าสะอิดสะเอียนถึงเพียงนี้ หลงเฉิน...สัญญากับข้าได้หรือไม่ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามเจ้าต้องฆ่าเขาให้ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เขาทำร้ายใครได้อีก!”
“ข้ารู้...”
หลงเฉินไม่ได้มีความมุ่งมั่นที่จะสังหารจ้าวลัทธิน้อยไปกว่าหลิงซี อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เขาจะหาตัวหยางหลิงชิงพบ พวกเขายังต้องรับมือกับคนผู้นี้ ด้วยเหตุผลนี้เองหลงเฉินจึงยังไม่กล้าทำอะไร
เขามองไปรอบ ๆ พื้นที่ จ้าวลัทธิหัวเราะอย่างน่ากลัว แล้วเสียงชั่วร้ายก็ดังขึ้น
“พิธีสังเวยโลหิตกำลังจะเริ่มขึ้น แต่ในเมื่อทุกคนอยู่ที่นี่แล้วข้าก็จะบอกอะไรพวกเจ้าเสียหน่อย”
“ขอรับ จ้าวลัทธิ!”
ขณะที่มองดูเหล่าสาวกของเขา จ้าวลัทธิเซียนโลหิตชุ่มโชกไปด้วยเลือดแต่ดูเหมือนเขาจะไม่สนใจและเอ่ยต่อ
“เนื่องจากมีบุคคลที่มีความพิเศษอยู่ พิธีสังเวยโลหิตครั้งนี้จะถูกยกระดับให้ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นพวกเจ้าทุกคนต้องพยายามเป็นพิเศษเพื่อให้แน่ใจว่าพิธีสังเวยโลหิตจะถูกจัดขึ้นอย่างไร้ซึ่งอุปสรรคใด ๆ แม้ต้องแลกมาด้วยชีวิตของพวกเจ้าก็ตาม”
“พวกเราจะพยายามให้ดีที่สุด!”
“พวกเราไม่หวาดกลัวต่อความยากลำบากและจะทำทุกอย่างที่ทำได้!”
ดี... ดีมาก!”
เมื่อถูกห้อมล้อมด้วยเหล่าสาวกจำนวนมาก จ้าวลัทธิปรบมือ สายตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาขณะที่มองไปรอบ ๆ
“ข้ารู้ว่ายังมีคนร้ายแฝงตัวอยู่ในหมู่คนของเรา แต่จงรู้ไว้ว่าลัทธิเซียนโลหิตนั้นเป็นอาณาเขตของข้า และคนที่อยู่ตรงนี้อาจจะเป็นเจ้าในอีกครึ่งชั่วยาม หรือหนึ่งวันด้วยซ้ำ...”
“เด็กสาวผู้นั้นถูกจับตัวไว้ในตำหนักโลหิตของข้า หากเจ้าต้องการ ก็เชิญพวกเจ้าเข้าไปในตำหนักโลหิตได้เลย ข้าจะรอพวกเจ้าอยู่ที่นั่น...”
สายตาของเขาทะลุทะลวงไปยังจิตใจของทุกคน แม้แต่เหล่าสาวกที่จงรักภักดีก็ยังรู้สึกหวาดกลัว
“ที่ข้าจะพูดก็มีเท่านี้ แยกย้ายกันไปได้แล้ว จงรอคอยวันพรุ่งนี้ เซียนโลหิตอยู่ยงคงกระพัน!”
“เซียนโลหิตอยู่ยงคงกระพัน!”
ภายใต้การโห่ร้องของฝูงชน จ้าวลัทธิอาบเลือดก็จากไป ทิ้งศพเอาไว้ในห้องโถงโลหิต หลงเฉินและคนอื่น ๆ กลับมาที่ห้องเล็ก ๆ ทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด
“เมื่อมีจ้าวลัทธิอยู่ เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเราจะเข้าในในเมืองใต้ดินก่อนเวลา”
“ดูเหมือนพวกเราจะลงมือได้ก็ต่อเมื่อพิธีสังเวยโลหิตเริ่มขึ้นแล้วเท่านั้นสินะ”
***********************