เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 124 จ้าวลัทธิเซียนโลหิต

    เมื่อได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมด้านนอกและใครบางคนตะโกนว่า ‘คนร้าย’ ดังสุดเสียง หลงเฉินและอีกสามคนก็รู้สึกตกใจขึ้นมาทันที  อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขา  เมื่อนั้นเองที่พวกเขารู้สึกโล่งใจเมื่อตระหนักได้ว่าคนที่ถูกจับได้ไม่ใช่พวกเขา


    “ออกไปดูกันหน่อยเถอะ!”


    หลีจิ้ง ผู้มีนามที่มีความหมายว่าความเงียบสงบ แต่ความจริงกลับตรงไปตรงมาและแน่วแน่ก็พุ่งตัวนำออกไปนอกห้อง  หลงเฉินและคนอื่น ๆ ไม่มีทางเลือกนอกจากตามนางไป


    “ในห้องโถงโลหิต  เจ้าต้องระวังทุกการกระทำของเจ้า  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เจ้าจะต้องไม่ทำร้ายคนอื่นเด็ดขาด!”


    คำพูดของหลีจิ้งนั้นพุ่งเป้ามาที่หลงเฉินโดยเฉพาะ  เป็นเพราะเขายังเด็กและมีประสบการณ์เพียงน้อยนิด  และอาจถูกผู้อื่นทำให้หวาดกลัวได้โดยง่าย  หากเขาพลาดพลั้งแสดงตัวออกมา  ภารกิจนี้ก็เป็นอันจบสิ้น


    ไม่นานทุกคนก็มาถึงบริเวณห้องโถงโลหิต  มีผู้คนมากมายเบียดเสียดกันอยู่ที่นั่น  พวกเขาส่วนมากจะอยู่ที่ราวบันไดบนชั้นสองและมองลงมา  จากบรรดาสาวกนับพันของลัทธิเซียนโลหิต  มีสาวกราวร้อยคนรวมตัวกันอยู่ที่นี่!


    คนส่วนมากกำลังเฝ้ามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


    เมื่อมองไปตามสายตาของพวกเขา  หลงเฉินก็มองลงไปและเห็นผู้คนมากมาย  ณ จุดศูนย์กลาง ชายร่างสูงใหญ่และดูบ้าคลั่งกำลังต่อสู้กับชายชุดแดงสองคน


    ‘นั่นมันคนที่เพิ่งคุยกับข้าไม่ใช่รึ?  จริง ๆ แล้วเขาแอบแฝงตัวเข้ามาเหมือนกันหรือนี่?’


    ชายร่างใหญ่ผู้นั้นคือผู้ที่ตบหลังหลงเฉินที่ห้องโถงโลหิต


    ‘คลื่นพลังที่โหดเหี้ยมนั่นทำให้ข้าเชื่อว่าเขาเป็นสาวกจริง ๆ  ไม่คิดเลยว่าเขาจะถูกพบตัวเข้าจนได้’


    ผู้ที่กำลังต่อสู้กับเขาคือผู้คุมกฎสองคนของลัทธิเซียนโลหิต  ทว่าชายร่างใหญ่น่าจะทะลวงผ่านเพียงเส้นชีพจรมังกรเส้นที่เก้า  แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของผู้คุมกฎทั้งสอง  ไม่นานเขาก็ได้รับบาดเจ็บอย่างหนักและใกล้จะก้าวข้ามประตูปรโลกเต็มที


    “ลัทธิเซียนโลหิตรึ  น่าจะเป็นลัทธิมารโลหิตเสียมากกว่า!  พวกเจ้าทั้งชั่วช้าและทำเรื่องเลวทรามไร้หัวใจ  สวรรค์จะต้องลงโทษพวกเจ้าไม่วันใดก็วันหนึ่ง!”


    ดวงตาและร่างท่อนบนของชายผู้นั้นเต็มไปด้วยคราบเลือด  คลื่นพลังเหี้ยมโหดปะทุออกมาจากร่างของเขา  เขายังคงต่อสู้ทั้ง ๆ ที่บาดเจ็บ  แม้ว่าผู้คุมกฎทั้งสองจะแข็งแกร่งกว่าแต่พวกเขาก็ยังไม่ลงมือสังหารชายผู้นั้น


    “สวรรค์รึ?  ลงโทษรึ?  นี่คือโลกที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด  มนุษย์และสัตว์อสูรนั้นล้วนไม่ต่างกัน  แล้วเจ้าจะพูดพล่ามถึงสวรรค์และการลงโทษไปไย?”


    ผู้คุมกฎผู้หนึ่งเย้ยหยัน


    “เจ้ากล้าก่อเรื่องขึ้นก่อนจะเริ่มพิธีสังเวยโลหิตในลัทธิของพวกเรา  เจ้าหนุ่ม ช่างกล้าหาญนัก ถ้าข้ากะซวกเจ้าจนไส้ไหลออกมา ดูสิว่าเจ้าจะยังปากเก่งอยู่อีกไหม?”


    “หากเจ้าต้องการจะฆ่าข้า  ข้าก็จะลากพวกเจ้าลงนรกไปด้วย!”


    ตอนนั้นเอง เลือดสด ๆ ก็สาดกระเซ็นไปทั่วห้องโถงโลหิต


    “ท่านจ้าวลัทธิมา!”


    จู่ ๆ ใครบางคนก็ร้องตะโกนขึ้น  ทางเดินถูกแหวกออกท่ามกลางความสับสนวุ่นวายนั้น  ชายหนุ่มในชุดหรูหราปักลวดลายสีขาวแดงและมีสีแดงจาง ๆ ปรากฏบนร่าง เขาหัวเราะอย่างชั่วร้ายราวกับปีศาจ  เขาดูอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบปีและเดินมาพร้อมกับผู้คุมกัน  ตรงไปยังคนทั้งสามที่กำลังต่อสู้


    “คารวะท่านจ้าวลัทธิ!”


    นอกจากผู้คุมกฎที่กำลังต่อสู้อยู่นั้น  ทุกคนต่างโค้งคำนับด้วยความเคารพ


    เมื่อจ้าวลัทธิมาถึง  สีหน้าของหลีจิ้งก็เปลี่ยนไป  ในขณะที่ทุกคนคุกเข่า นางก็รีบดึงหลงเฉินทันที


    ในความคิดของนาง  เด็กหนุ่มอย่างหลงเฉินอาจจะทำอะไรหุนหันพลันแล่นและไม่ยอมคุกเข่า  ทว่าหลงเฉินกลับรีบคุกเข่าลงอย่างรวดเร็ว  ราวกับว่าเขาเป็นสาวกที่เคร่งครัดพลางมองไปยังจ้าวลัทธิราวกับมองผู้เป็นบิดา


    ขณะกำลังสวมบทบาท  หลงเฉินมองไปยังจ้าวลัทธิ


    ‘เขาดูไม่ได้มีอายุมากนักแต่คลื่นพลังของเขากลับรุนแรงเหลือเกิน ดวงตาของเขาเป็นประกายชั่วร้าย  คนเช่นนี้ย่อมมีเบื้องหลังที่ทรงอิทธิพลนัก  หลิวหลานเคยบอกว่าเขาเป็นหลานชายของประมุขเยวี๋ยน  และดูเหมือนที่นางว่าไว้ไม่ผิด’


    เมื่อสัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของจ้าวลัทธิ  หลงเฉินก็ตระหนักว่าการรับมือกับผู้ที่อยู่ในระดับแก่นปฐพีนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด


    ‘ข้ามีทั้งสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่และแก่นโลหิตของสัตว์อสูรกร่อนจิต  ไม่รู้เลยว่ามันจะเพียงพอให้ข้าบรรลุถึงระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์หรือไม่  แต่ตราบใดที่ข้าบรรลุถึงระดับนั้น  คงพอเป็นไปได้ที่จะสู้กับเขา’


    หลังจากใคร่ครวญเรื่องนี้  หลงเฉินก็สงบจิตใจของตนเอง


    เวลานี้ สีหน้าของจ้าวลัทธินั้นเรียบเฉยขณะกวาดตามองไปรอบบริเวณ  ในที่สุดก็เลื่อนสายตามาหยุดลงที่คนทั้งสามซึ่งกำลังต่อสู้กัน  ในสายตาของเขา  หลงเฉินเห็นร่องรอยของความใจร้อน


    “เศษสวะทั้งสอง”


    เสียงเย็นชาของจ้าวลัทธิดังขึ้นพร้อมกับที่ทุกคนมองเห็นเงาปีศาจสีแดงตนหนึ่งลอยผ่าน  ทันใดนั้นเอง ร่างทั้งสองก็ลอยกระเด็นไปด้านหลังพลางกระอักเลือดออกมาก่อนจะตกลงสู่พื้นด้วยเสียงดังลั่น


    ณ บริเวณที่ต่อสู้กันมีเพียงจ้าวลัทธิซึ่งยังคงยิ้มอย่างอ่อนโยนและชายร่างใหญ่  ในตอนนี้ร่างของเขาชุ่มโชกไปด้วยเลือด คลื่นพลังของเขาอ่อนแรงลงขณะที่ถูกจ้าวลัทธิบีบคอไว้ และไม่สามารถขยับเขยื้อนได้แม้แต่นิดเดียว


    แววตาของเขายังเต็มไปด้วยความเกลียดชังแม้ว่าเขาใกล้จะตายเต็มที


    เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น  ไม่มีใครกล้าส่งเสียงใด ๆ โดยเฉพาะหลีจิ้งและคนอื่น ๆ ที่ตกอยู่ในความพรั่นพรึงและตกใจ  หลงเฉินหรี่ตามอง


    ‘คนผู้นี้รับมือได้ยากจริง ๆ ข้าจะช่วยหลิงชิงได้อย่างไรกัน...’


    เมื่อคิดเช่นนั้น  หลงเฉินก็ตกอยู่ภายใต้ความกดดันมากขึ้น


    สองคนที่กระเด็นไปข้างหลังคือผู้คุมกฎของลัทธิ  เวลานี้พวกเขาไม่สนใจอาการบาดเจ็บของตนเองด้วยรู้สึกหวาดกลัวขณะคุกเข่าให้จ้าวลัทธิ  อ้อนวอนให้ได้รับการอภัย


    “ข้าน้อยไร้ประโยชน์ที่ไม่สามารถจัดการกับผู้ที่อยู่ในขอบเขตชีพจรมังกรได้   ได้โปรดเห็นแก่ความภักดีของข้าน้อยที่มีต่อลัทธิเซียนโลหิตมานานหลายปีและไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถอะ!”


    จ้าวลัทธิจ้องเขม็งมาที่พวกเขาและพูดออกมาเพียงสามคำ --- ‘ไสหัวไป’  ทั้งสองรีบลุกขึ้นและหายตัวไปในฝูงชนทันที


    ความแข็งแกร่งของจ้าวลัทธิเพียงพอที่จะทำให้ผู้คุมกฎของเขาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้  เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง


    “พี่หลี ในเมื่อจ้าวลัทธิอยู่ที่นี่แล้ว  พวกเราควรถือโอกาสนี้ไปที่ตำหนักโลหิตหรือไม่?”


    ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้  หลงเฉินรีบเอ่ยถาม


    หลีจิ้งตกใจและรีบกระซิบทันที


    “อย่าเพิ่งพูดไป  ยังมีผู้อาวุโสของลัทธิอีกห้าคนที่อยู่ในตำหนักโลหิต  เป็นไปไม่ได้หรอกที่พวกเราจะไปที่นั่นในตอนนี้”


    ขณะที่นางกำลังพูด  สถานการณ์ข้างหน้าก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง


    เวลานี้จ้าวลัทธิกำลังลากร่างของชายผู้นั้นและยกเขาขึ้น  เมื่อจ้าวลัทธิไม่ได้มีรูปร่างสูงใหญ่เท่า  ขาของชายผู้นั้นจึงห้อยลงมาระพื้นและไม่สามารถพยุงร่างของตนเองได้อีกต่อไป


    “เจ้ากล้าแฝงตัวเข้ามาในลัทธิของพวกเรา...”


    ผู้นำลัทธิเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม  ดูราวกับว่าเขากำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น


    “เจ้าปีศาจชั่ว  เจ้าจะต้องไม่ตายดีแน่!”


    ชายผู้ที่กำลังจะตายกัดฟันตอบ


    “เช่นนั้นรึ?”


    จ้าวลัทธิเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีเรียบเฉย


    “ในโลกนี้ความแข็งแกร่งคือราชัน  หากในที่นี้มียอดฝีมือที่แข็งแกร่งกว่าข้า ข้าก็คงไม่มีอะไรจะพูด  แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มี นั่นก็หมายความว่าในที่แห่งนี้ข้าจะทำอะไรก็ได้ตามที่ข้าปรารถนา”


    “เจ้าจะต้องตายอย่างน่าสมเพช!”  ชายร่างใหญ่กระอักเลือดออกมาและร้องตะโกนอย่างเย็นชา


    “ข้าต้องตายอย่างน่าสมเพชงั้นรึ?  เจ้ากล้าดีอย่างไรมาแช่งข้า ถ้าเช่นนั้น... ข้าจะทำให้เจ้าตายอย่างน่าสมเพชแทนก็แล้วกัน”


    ก่อนที่เขาจะพูดจบ  จ้าวลัทธิก็จับแขนของชายร่างใหญ่ ภายใต้สายตาตื่นตระหนกของทุกคนที่อยู่ที่นั่น  เขากระชากมันออกอย่างแรง  เลือดสด ๆ สาดกระเซ็นออกมาไม่หยุด


    จ้าวลัทธิฉีกระชากแขนของชายร่างใหญ่ออก!


    มือหนึ่งกำลังกำคอของชายร่างใหญ่ที่กำลังร้องโหยหวนอย่างน่าขนลุก อีกมือหนึ่งกำลังถือแขนที่ขาดสะบั้นเอาไว้ จ้าวลัทธิปล่อยให้เลือดสาดกระเซ็นมาชโลมร่างและใบหน้าของเขาขณะที่สีหน้านั้นยังคงเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลง


    *แคว่ก!*


    เขาโยนแขนข้างที่ถือเอาไว้ออกไป จากนั้นก็ฉีกกระชากแขนอีกข้างของชายผู้นั้นออก  ใบหน้าของเขาถูกอาบด้วยเลือดสด ๆ อีกครั้ง  ทุกคนต่างรู้สึกหวาดผวาจากเสียงร้องของชายผู้นั้น


    หลงเฉินและคนอื่น ๆ ต่างกำหมัดแน่นขณะมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


    ชายร่างใหญ่บาดเจ็บมากอยู่แล้ว  เมื่อได้ถูกทำร้ายอย่างหนักหน่วงถึงเพียงนั้น ความเจ็บปวดแสนสาหัสจึงส่งผลต่ออาการบาดเจ็บภายในและคร่าชีวิตเขาในที่สุด  มิเช่นนั้นเขาคงตายจากการถูกทรมานอันโหดเหี้ยม


    เขาโยนร่างไร้ชีวิตของชายผู้นั้นไปทางด้านข้าง  จ้าวลัทธิเลียเลือดสด ๆ ที่ติดอยู่ตรงริมฝีปากและพึมพำออกมา


    “เลือดของผู้ชายนั้นไม่หอมหวานเหมือนเลือดของผู้หญิงเอาเสียเลย  โดยเฉพาะของเด็กสาว ๆ ...”


    ประโยคที่คิดออกมาดัง ๆ นั้นทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวและนิ่งเงียบ  มันเงียบราวกับจักจั่นในฤดูหนาว


    “เจ้าคนจัญไรนั่น!”


    หากไม่ใช่เพราะหลงเฉินออกปากเตือนไว้ก่อนหน้านี้  หลิงซีซึ่งรู้สึกขุ่นเคืองใจอย่างไม่น่าเชื่อกับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นก็คงพุ่งออกไปจัดการกับจ้าวลัทธิเสียเดี๋ยวนั้น!


    “ช่วงเวลายาวนานที่ข้ามีชีวิตอยู่  นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นคนที่น่าสะอิดสะเอียนถึงเพียงนี้  หลงเฉิน...สัญญากับข้าได้หรือไม่  ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามเจ้าต้องฆ่าเขาให้ได้  เพื่อป้องกันไม่ให้เขาทำร้ายใครได้อีก!”


    “ข้ารู้...”


    หลงเฉินไม่ได้มีความมุ่งมั่นที่จะสังหารจ้าวลัทธิน้อยไปกว่าหลิงซี  อย่างไรก็ตาม  ก่อนที่เขาจะหาตัวหยางหลิงชิงพบ  พวกเขายังต้องรับมือกับคนผู้นี้  ด้วยเหตุผลนี้เองหลงเฉินจึงยังไม่กล้าทำอะไร


    เขามองไปรอบ ๆ พื้นที่  จ้าวลัทธิหัวเราะอย่างน่ากลัว  แล้วเสียงชั่วร้ายก็ดังขึ้น


    “พิธีสังเวยโลหิตกำลังจะเริ่มขึ้น แต่ในเมื่อทุกคนอยู่ที่นี่แล้วข้าก็จะบอกอะไรพวกเจ้าเสียหน่อย”


    “ขอรับ จ้าวลัทธิ!”


    ขณะที่มองดูเหล่าสาวกของเขา  จ้าวลัทธิเซียนโลหิตชุ่มโชกไปด้วยเลือดแต่ดูเหมือนเขาจะไม่สนใจและเอ่ยต่อ


    “เนื่องจากมีบุคคลที่มีความพิเศษอยู่  พิธีสังเวยโลหิตครั้งนี้จะถูกยกระดับให้ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิม  ดังนั้นพวกเจ้าทุกคนต้องพยายามเป็นพิเศษเพื่อให้แน่ใจว่าพิธีสังเวยโลหิตจะถูกจัดขึ้นอย่างไร้ซึ่งอุปสรรคใด ๆ แม้ต้องแลกมาด้วยชีวิตของพวกเจ้าก็ตาม”


    “พวกเราจะพยายามให้ดีที่สุด!”


    “พวกเราไม่หวาดกลัวต่อความยากลำบากและจะทำทุกอย่างที่ทำได้!”


    ดี... ดีมาก!”


    เมื่อถูกห้อมล้อมด้วยเหล่าสาวกจำนวนมาก จ้าวลัทธิปรบมือ  สายตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาขณะที่มองไปรอบ ๆ 


    “ข้ารู้ว่ายังมีคนร้ายแฝงตัวอยู่ในหมู่คนของเรา  แต่จงรู้ไว้ว่าลัทธิเซียนโลหิตนั้นเป็นอาณาเขตของข้า  และคนที่อยู่ตรงนี้อาจจะเป็นเจ้าในอีกครึ่งชั่วยาม หรือหนึ่งวันด้วยซ้ำ...”


    “เด็กสาวผู้นั้นถูกจับตัวไว้ในตำหนักโลหิตของข้า  หากเจ้าต้องการ  ก็เชิญพวกเจ้าเข้าไปในตำหนักโลหิตได้เลย  ข้าจะรอพวกเจ้าอยู่ที่นั่น...”


    สายตาของเขาทะลุทะลวงไปยังจิตใจของทุกคน  แม้แต่เหล่าสาวกที่จงรักภักดีก็ยังรู้สึกหวาดกลัว


    “ที่ข้าจะพูดก็มีเท่านี้  แยกย้ายกันไปได้แล้ว  จงรอคอยวันพรุ่งนี้  เซียนโลหิตอยู่ยงคงกระพัน!”


    “เซียนโลหิตอยู่ยงคงกระพัน!”


    ภายใต้การโห่ร้องของฝูงชน  จ้าวลัทธิอาบเลือดก็จากไป  ทิ้งศพเอาไว้ในห้องโถงโลหิต  หลงเฉินและคนอื่น ๆ กลับมาที่ห้องเล็ก ๆ ทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด


     “เมื่อมีจ้าวลัทธิอยู่  เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเราจะเข้าในในเมืองใต้ดินก่อนเวลา”


    “ดูเหมือนพวกเราจะลงมือได้ก็ต่อเมื่อพิธีสังเวยโลหิตเริ่มขึ้นแล้วเท่านั้นสินะ”


    ***********************




    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามสายเลือดมังกร ที่คุณอ่าน