เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 3 บทที่ 74 เฮอะ ทำการใหญ่สิท่า

            เมื่อรู้สึกได้ว่าร่างของสตรีที่นั่งอยู่ด้านหน้าเกร็งเล็กน้อยมุมปากของฮั่วเยี่ยนไหวก็ยกขึ้นอย่างเลือนรางจนแทบมองไม่เห็น จากนั้นเขาก็ควบม้าไปตามเส้นทางที่ทุกคนมุ่งหน้าไป

            ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาถึงปฏิบัติต่อนางดีเป็นพิเศษบางทีอาจเป็นเพราะนางเป็นสตรีที่พิเศษกระมัง

            ครึ่งชั่วยามต่อมาผู้คนรอบข้างก็ดูเบาบางลง

            “เราไม่ตามพวกเขาไปหรือ?”

            “เหตุใดถึงต้องตามไป?”

            ไป๋เซี่ยเหอเชิดลำคอที่ขาวผ่องและเกลี้ยงเกลาขึ้นทว่ากลับมองเห็นเพียงแพขนตายาวราวกับพัดขนนกของฮั่วเยี่ยนไหวเท่านั้น “เราไม่ได้มาล่าสัตว์หรอกหรือ?”

            “เจ้าต้องการรางวัลพระราชทานอย่างนั้นหรือ?”

            ม่านตาสีหมึกที่ดูเย็นชาของเขาแผ่ความรังเกียจออกมาเล็กน้อย

            “ย่อมต้องการสิ”

            ไป๋เซี่ยเหอตอบด้วยความสัตย์จริงนางต้องการจริงๆ หากคิดจะสร้างเครือข่ายข้อมูลของตนเอง สิ่งที่ขาดไม่ได้ที่สุดก็คือเงินตรา

            มีเพียงบ่อนพนันแห่งเดียวย่อมไม่พอหรอก ยังห่างไกลจากความทะเยอทะยานของนางยิ่งนัก

            นางคือจิ้งจอกน้อยที่เป็นอดีตทหารรับจ้างแม้ว่านี่จะไม่ใช่โลกใบเดิมที่นางเคยอาศัยอยู่ ก็ไม่สามารถทำตัวอ่อนแอให้ผู้อื่นเข่นฆ่าได้

            ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะอยู่รอดนี่คือหลักการที่ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงตลอดกาล

            “ทั้งจวนเซ่อเจิ้งอ๋องล้วนเป็นของเจ้าทั้งหมดเจ้ายังบอกว่าเจ้าขาดแคลนเงินอย่างนั้นหรือ?”

            ทุกคนล่วงรู้ว่าบรรดาของหายากที่ไม่เคยพบเคยเห็นล้วนแล้วแต่ถูกส่งมาจากจวนเซ่อเจิ้งอ๋องทั้งสิ้นบอกได้ว่าหากเปิดท้องพระคลังของจวนเซ่อเจิ้งอ๋อง จะพบว่าร่ำรวยกว่าราชสำนักเป็นสิบเท่า

            เช่นเดียวกับผ้าดิ้นอวิ๋นหรงในวังไม่เคยมีผ้าชนิดนี้แบบเต็มผืนมาก่อน จะมีก็เพียงเศษผ้าชิ้นเล็กๆ ที่ถูกนำมาทำเป็นผ้าเช็ดหน้าเพียงเท่านี้ก็นับว่าล้ำค่ายิ่งแล้ว

            ผู้ที่สามารถใช้ผ้าดิ้นอวิ๋นหรงมาทำอาภรณ์เพื่อสวมใส่ย่อมมีเพียงคนในจวนเซ่อเจิ้งอ๋องเท่านั้น

            ทว่าเป็นเพราะมาจากจวนเซ่อเจิ้งอ๋องนี่แหละทุกคนถึงได้ไม่กล้าพูดอะไรมาก ทำได้เพียงอิจฉาริษยา

            ใบหน้าของไป๋เซี่ยเหอดูสงบเยือกเย็นทว่าเมล็ดพันธุ์กลับแตกหน่ออ่อนในใจ ราวกับถูกรดด้วยน้ำผึ้งอย่างไรอย่างนั้น

            นางกระวนกระวายเป็นอย่างยิ่ง

            ผู้ใดบอกว่าเซ่อเจิ้งอ๋องเงียบขรึมพูดน้อย และไม่ชอบใกล้ชิดสตรีกัน?

            เมื่อเขาเลือกที่จะเกี้ยวพาขึ้นมาสตรีนางใดจะต้านทานได้?

            เมื่อเปรียบเทียบกับการแย่งชิงสัตว์ที่จะล่ากันอย่างดุเดือดทางฝั่งนั้นคนสองคนทางนี้กลับควบม้าอย่างเชื่องช้าเพื่อรับแสงอาทิตย์อันอบอุ่น ชื่นชมทิวทัศน์และสัมผัสถึงกลิ่นดินโคลนอันบางเบาในอากาศ ซึ่งอากาศที่สดชื่นเช่นนี้ไม่อาจพบได้ในสมัยศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด

            สายลมพัดแผ่วเบา ให้ความรู้สึกเย็นสบายกำลังดี

            หนุ่มสาวที่มีรูปโฉมเลิศล้ำนั่งอยู่บนหลังม้าดูตื่นตาตื่นใจราวกับทิวทัศน์อันงดงามก็ไม่ปาน

            จู่ๆ ม้าก็หยุดลงอย่างกะทันหัน

            ดวงตาสีหมึกอันลึกล้ำหม่นแสงลงเล็กน้อยหลังจากนั้นไม่กี่อึดใจฮั่วเยี่ยนไหวก็สะบัดบังเหียน และควบม้าตรงไปข้างหน้าต่อ

            เสียงลมพัดมาแผ่วเบาคนธรรมดาย่อมไม่ได้ยินเสียงนี้

            ทว่าทั้งสองคนที่อยู่บนม้าต่างก็ไม่ใช่คนธรรมดา

            ไป๋เซี่ยเหอหันไปมองฮั่วเยี่ยนไหวทันทีดวงตาของทั้งสองสบประสานกัน ไม่ต้องเอ่ยคำใดก็เข้าใจ

            แววตามีกลิ่นอายของคาวเลือดมุมปากค่อยๆ ยกขึ้น

            “มือสังหารที่ไม่แม้แต่จะซ่อนไอสังหารคู่ควรเป็นมือสังหารด้วยหรือ?”

            ไป๋เซี่ยเหอพุ่งตัวออกไปอย่างว่องไวราวกับแมวดาวเมื่อยกมือขึ้นตวัดดาบ ก็สามารถจัดการมือสังหารคนหนึ่งที่อยู่ใกล้นางมากที่สุดได้แล้ว

            ใบไม้ปลิวว่อนมือสังหารสิบกว่าคนกระโจนออกมาภายในชั่วพริบตาดาบยาวในมือเปล่งแสงสีเงินก่อนจะพุ่งตรงมาที่ทั้งสองคน

            “ทั้งหมดสามสิบหกคน เฮอะทำการใหญ่สิท่า”

            ไป๋เซี่ยเหอยืนเผชิญหน้าเหล่ามือสังหารด้วยท่าทีสงบนิ่งและสบายอารมณ์เรือนผมสีดำขลับพลิ้วไหวไปตามสายลม

            ฮั่วเยี่ยนไหวเลิกคิ้วไม่พูดไม่จาสัมผัสที่หกของเขาบอกว่าคู่หมั้นคนนี้ดูเหมือนจะสร้างความประหลาดใจให้เขาอีกครา

            “สาวน้อยที่ขนยังขึ้นไม่ครบกล้าพูดจาโอหังด้วยหรือ? เหล่าพี่น้อง จัดการ...”

            ยังกล่าวไม่ทันจบ มือสังหารคนดังกล่าวก็ตกลงมาจากต้นไม้หน้าอกของเขาถูกเกาทัณฑ์แขนเสื้อปักอยู่ มันแทงทะลุหัวใจโดยไม่คลาดเคลื่อนแม้เพียงเสี้ยว

            “เฮอะในเมื่อพวกเจ้าไม่เกรงอกเกรงใจปานนี้ก็อย่าโทษที่ข้าใช้ความอาวุโสรังแกผู้น้อยแล้วกัน!”

            เห็นอยู่ชัดๆว่านางต่างหากที่อายุน้อยที่สุด

            ฮั่วเยี่ยนไหวกำบังเหียนแน่นแววตาตึงเครียดเจือไปด้วยความขบขันเล็กน้อย

            นับตั้งแต่วินาทีที่นางลงมือก็ราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน ทั้งเย็นชาและแข็งกร้าว ทั่วสรรพางค์กายเต็มไปด้วยไอสังหารที่ไม่อาจบรรยายได้

            มือสังหารย่อมอ่อนไหวกับไอสังหารมากที่สุด

            พวกเขาจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ทันทีนั่นคือ ‘จัดการฮั่วเยี่ยนไหวก่อน’

            ทุกที่ที่ไป๋เซี่ยเหอย่างเท้าผ่านมือสังหารต่างล้มลงทีละคนราวกับสับหูหลัวปัว[1]อย่างไรอย่างนั้น

            ทหารรับจ้างไม่ใช่นักกายกรรมนางไม่ได้ใช้วิธีการที่ซับซ้อนปานนั้น ทว่าเมื่อลงมือคราใด อีกฝ่ายจะต้องหลั่งโลหิตอย่างแน่นอน

            นางไม่มีวิทยายุทธ์ ไม่มีวิชาตัวเบาสิ่งที่นางมีคือความสามารถในการสังหารคน นี่ล้วนเป็นผลมาจากการฝึกซ้อมในอดีตชาติทั้งสิ้น

            รวดเร็ว แม่นยำและโหดเหี้ยม

            ยุทธวิธีทั้งหมดในใต้หล้าล้วนหนีไม่พ้นสามคำนี้

            เมื่อเห็นว่าไป๋เซี่ยเหอกำลังจะพุ่งเข้าไปในวงล้อมของมือสังหารฮั่วเยี่ยนไหวก็ตบฝ่ามือลงบนหลังม้า จากนั้นเขาก็ดีดตัวขึ้นและกระโจนไปหาไป๋เซี่ยเหอด้วยวิชาตัวเบาแสงสีเงินเผยให้เห็นจากฝักดาบก่อนที่ฮั่วเยี่ยนไหวจะตวัดดาบลงไป

            ฮั่วเยี่ยนไหวดึงตัวไป๋เซี่ยเหอที่มีท่าทีว่าจะพุ่งเข้าไปในวงล้อมของมือสังหารเขาตวาดด้วยความโกรธเคือง “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ? หากเข้าไปก็จะถูกล้อมแม้ว่าวรยุทธ์ของเจ้าจะดีเพียงใดก็ย่อมบาดเจ็บอยู่ดี!”

            มือที่กำลังจะออกกระบวนท่าของไป๋เซี่ยเหอแข็งค้างไปทันทีทำให้นางเกือบถูกมือสังหารที่อยู่ด้านข้างทำร้าย โชคดีที่ฮั่วเยี่ยนไหวหันไปจัดการมือสังหารผู้นั้นแทนนาง

            “เวลาเช่นนี้เจ้ายังใจลอยอีกหรือ?”

            นางมั่นใจในตนเองเกินไปหรือทะนงตนกันแน่?

            กระบวนท่าของไป๋เซี่ยเหอเฉียบคมเมื่อนางเหวี่ยงเกาทัณฑ์แขนเสื้อออกไป ลำคอของมือสังหารที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ปรากฏรอยแดงสายหนึ่งโลหิตสดๆ ไหลทะลัก เขาล้มลงสิ้นใจทันที

            ชุดจิ้นจวงสีฟ้าน้ำทะเลของนางอาบย้อมไปด้วยโลหิตสีแดงฉานของศัตรูเมื่อได้ยินถ้อยคำของฮั่วเยี่ยนไหว นางก็หันไปยิ้มให้เขา“เช่นนั้นแผ่นหลังของข้ายกให้ท่านดูแลก็แล้วกัน!”

            ในอดีตนางเคยชินกับการเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆด้วยตนเอง มือสังหารเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในสายตาของนาง การสังหารพวกเขานั้นไม่ยากทว่าก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้ตนเองบาดเจ็บเช่นเดียวกัน

            นางเคยชินกับการมีรอยแผลเป็นมาเนิ่นนานแล้วไม่เคยมีผู้ใดถามนางว่าเจ็บหรือไม่มาก่อน

            เวลานี้แววตาของนางราวกับมีดวงดาราดวงใหญ่ส่องแสงเป็นประกายระยิบระยับ

            คิ้วที่ขมวดมุ่นของฮั่วเยี่ยนไหวคลายลงทันทีเขาเผยรอยยิ้ม “ได้!”

            แผ่นหลัง!

            นั่นคือจุดที่อ่อนแอที่สุดและเป็นอันตรายถึงชีวิตมากที่สุด ฮั่วเยี่ยนไหวจะไม่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร

            นางยกแผ่นหลังให้เขาดูแล ย่อมหมายถึงการยกชีวิตครึ่งหนึ่งให้เขาอย่างไม่ต้องสงสัย

            ความเชื่อใจเช่นนี้...

            ทั้งสองคนยื่นมือข้างหนึ่งไปจับมือของอีกฝ่ายส่วนมืออีกข้างก็ต่อสู้กับศัตรู การกระทำเช่นนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อฝีมือของพวกเขาแม้แต่น้อย

            ร่างกายของไป๋เซี่ยเหอแผ่ความเย็นเยียบออกมาก่อนที่มันจะมลายหายไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

            มือสังหารที่ห้อมล้อมอยู่มีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ

            จากสามสิบหกลดเหลือสามสิบและลดเหลือยี่สิบกระทั่งเหลือเพียงสิบห้าคนในตอนนี้...

            การเข่นฆ่าที่แฝงด้วยความอ่อนโยนของไป๋เซี่ยเหอตราตรึงอยู่ในดวงตาของฮั่วเยี่ยนไหว

            มือข้างนั้นของเขาที่กอบกุมมือของนางเอาไว้เขาไม่คิดจะปล่อยไปอีก

            เขาอยากปกป้องนางอยากปกป้องความอ่อนโยนอันล้ำค่าของนางเอาไว้

            แม้ว่าทั้งสองคนจะร่วมมือกันเป็นครั้งแรกทว่าราวกับร่วมมือกันมาหลายสิบปีก็ไม่ปาน ดูเข้าขากันอย่างยิ่ง

            มือสังหารลดน้อยลงเรื่อยๆทว่าร่างกายของทั้งคู่กลับไม่ปรากฏบาดแผลสักเสี้ยว

            “พี่เยี่ยนไหวข้ามาช่วยท่านแล้วเจ้าค่ะ!”

            เป็นโหยวพิงถิงนั่นเองน้ำเสียงอันนุ่มนวลของนางเป็นเอกลักษณ์อย่างยิ่ง

            ยังไม่ทันได้เอ่ยปากห้ามปรามร่างของนางก็ปรากฏออกมา มือสังหารที่อยู่รอบนอกสุดจึงพุ่งเข้าไปจับตัวนางไว้

            เรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น

            ------------------------

            [1] หูหลัวปัวหมายถึง แคร์รอต

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน