ซูเจียวเจียวเอ่ยว่า“เธอกลับไปก็ทำอะไรไม่ได้หรอกเธอกับช่างเหยียนและพวกเขาทะเลาะกันแล้ว ต่อให้กลับไปพวกเขาก็ไม่ตั้งใจสอนเธออยู่ดี”
“แต่… แต่ฉันจะทิ้งเงินที่แม่กับคนอื่นๆ หามาเพื่อฉันได้อย่างไรคะ” หลี่จิ้งเซียนเอ่ยด้วยดวงตาแดงก่ำอย่างแผ่วเบา
ซูเจียวเจียวเอ่ยว่า“ถ้าเธอกลับไป ก็เหมือนกลับไปให้เขารังแกเรื่องแบบวันนี้คงเกิดขึ้นบ่อยๆ ใช่ไหม?”
หลี่จิ้งเซียนดวงตาแดงก่ำพยักหน้าเบาๆ
หลี่ต้าเฉวียนเพิ่งจะรู้สึกถึงความผิดปกติสีหน้าของเขาพลันเคร่งขรึมลง “เรื่องอะไร? พวกเขารังแกเธองั้นหรือ?”
“ไม่…” หลี่จิ้งเซียนส่ายหน้า
แต่เมื่อเห็นน้องสาวดวงตาแดงก่ำมีน้ำตาคลอเบ้าเช่นนี้จะไม่ถูกรังแกได้อย่างไร!
หลี่ต้าเฉวียนพับแขนเสื้อขึ้นทันที“ฉันจะไปสะสางกับพวกเขา! พวกเราเสียเงินไปแล้วนะ!ได้เงินไปแล้วกลับไม่ยอมสอนดีๆ แบบนี้ ฉันต้องไปหาพวกเขาเพื่อพูดคุยให้รู้เรื่อง!”
เซียวหยวนหมิงรั้งเขาไว้“อย่าใจร้อนไปเลย”
“นี่น้องสาวผมถูกรังแกนะ!” หลี่ต้าเฉวียนเอ่ยอย่างโกรธเคือง
ปกติเขาจะชอบมีปากเสียงกับน้องสาวนั่นเป็นเรื่องของเขา เขารังแกน้องสาวได้ แต่คนอื่นมีสิทธิ์อะไรมารังแกน้องสาวเขา!
เซียวหยวนหมิงเอ่ยว่า“แล้วนายจะพูดอะไรกับพวกเขา? จะบอกว่าพวกเขาไม่ตั้งใจสอนหรือ?แล้วนายมีหลักฐานไหม? ถ้าพวกเขาบอกว่าตั้งใจสอนดีแล้วแต่เป็นจิ้งเซียนที่ไม่ตั้งใจเรียนเล่า? เรื่องแบบนี้มันพูดกันไม่รู้เรื่องหรอกนอกจากจะทะเลาะกันเหมือนคนไร้เหตุผลแล้ว ก็ทำอะไรไม่ได้เลย”
“ผมไม่สน! ผมไม่สามารถทนเห็นน้องสาวผมถูกรังแกได้!อย่างน้อยต้องให้ผู้อื่นรู้ว่าพวกมันจิตใจชั่วช้า!” หลี่ต้าเฉวียนเอ่ยอย่างไม่พอใจ
หลี่จิ้งเซียนก็ดึงมือหลี่ต้าเฉวียนเช่นกัน“พี่ชายอย่าไปเลยค่ะ ฉันจะกลับไปหาช่างเหยียนเดี๋ยวนี้แหละ”
“จะกลับไปทำไมอีก! พวกเขารังแกเธอขนาดนั้นแล้วเธอยังจะกลับไปให้พวกเขาด่าอีกเหรอ!” หลี่ต้าเฉวียนเอ่ยอย่างฉุนเฉียวแล้วหยุดชะงักครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า “พวกเขารังแกเธออย่างไร?ด่าหรือทุบตี?”
ซูเจียวเจียวขยับมุมปากอย่างพูดไม่ออกเรื่องยังไม่ทันจะกระจ่าง ก็จะไปสะสางกับคนอื่นเสียแล้ว
แต่หลี่ต้าเฉวียนก็เป็นคนปกป้องพวกพ้องและซื่อสัตย์ต่อมิตรภาพจริงๆแถมยังให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์เป็นอย่างมาก
จากนั้นซูเจียวเจียวก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง
หลี่ต้าเฉวียนฟังแล้วสีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที เขาหันไปมองซูเจียวเจียว แล้วกล่าวขอบคุณ“ขอบคุณมากครับพี่สะใภ้! หากไม่ใช่เพราะพี่สะใภ้ยื่นมือเข้าช่วยน้องสาวผมคงถูกคนใส่ความ แถมยังต้องชดใช้อีก น่าเวทนาจริงๆ!”
“ฉันเห็นก็ต้องช่วยอยู่แล้วค่ะ ฉันเองก็ไม่คิดว่าช่างเหยียนจะเป็นคนแบบนั้น”ซูเจียวเจียวเอ่ย
ก่อนหน้านี้เธอเคยให้ช่างเหยียนตัดเสื้อให้ไม่น้อยเลยทุกครั้งที่เจอช่างเหยียน เขาก็ยิ้มแย้มแจ่มใสดูเป็นคนคุยง่ายไม่คิดเลยว่าคนคนนี้จะมีสองหน้าจริงๆ
แต่ก็ใช่...เวลาเธอไปหาช่างเหยียน เธอเป็นลูกค้า ช่างเหยียนก็ต้องยิ้มแย้มต้อนรับเธออยู่แล้ว
“ช่างมันเถอะ ไม่ต้องรงไม่ต้องเรียนแล้ว เรากลับบ้านกัน” หลี่ต้าเฉวียนปลอบใจ “เขาไม่สอนก็ช่างเขาเราก็แค่ไม่เรียน ไม่เห็นจะยากตรงไหน”
หลี่จิ้งเซียนพลันซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหลพรากๆน้ำมูกน้ำตาก็ไหลออกมา “พี่ชาย พี่ดีกับฉันจริงๆ!ฮือๆๆ …”
จริงๆเธอก็รู้มานานแล้วว่า ช่างเหยียนไม่ยอมตั้งใจสอนฝีมือให้เธอไม่อย่างนั้นเธอก็คงไม่เรียนมาเป็นปีแล้วก็ยังเป็นแบบนี้
นอกจากนี้ตั้งแต่เหยียนกุ้ยหรงกลับมา เรื่องใส่ร้ายป้ายสีก็เกิดขึ้นไม่น้อย เธอเป็นคนนอกแถมยังเป็นเพียงลูกศิษย์ฝึกหัด ไม่มีสถานะอะไรที่นั่นเลย
หลายครั้งที่เหยียนกุ้ยหรงฝีมือไม่ดีแต่ก็ยังอยากลองทำดู ผลคือทำพังไปหมด แต่ก็โยนความผิดให้เธอที่นั่นเธอโดนด่าเสียยับเยิน
แต่คำพูดเหล่านี้หลี่จิ้งเซียนจะไม่พูด และจะไม่บอกพ่อแม่และพี่ชายทุกครั้งที่หลี่จิ้งเซียนกลับบ้าน เธอจะบอกแต่ข่าวดีไม่บอกข่าวร้ายเพราะกลัวว่าพ่อแม่จะกังวลเรื่องเธอ
ดังนั้นทุกครั้งที่แม่ถามว่าเรียนที่นั่นเป็นอย่างไรบ้างช่างเหยียนปฏิบัติต่อเธอดีไหม หลี่จิ้งเซียนก็จะยิ้มแล้วตอบว่าดี
จากนั้นหลี่จิ้งเซียนก็มีเรื่องคับข้องใจมากมายที่ไม่มีที่ระบายแถมยังไม่กล้าบอกซูเจียวเจียว ทำได้เพียงเก็บไว้ในใจ เมื่อเจอพี่ชายเธอก็ไม่ทันได้ขอคำปลอบใจ ผลคือพี่ชายยังมาด่าเธอเสียอีก
เดิมทีคิดว่าพี่ชายไม่ใส่ใจเธอแต่เมื่อเห็นพี่ชายจะไปหาคนสะสางเรื่องและทะเลาะวิวาทเพื่อเธอเธอก็เพิ่งจะรู้ว่าพี่ชายใส่ใจเธออย่างแท้จริง!
เขาแค่ไม่พูดออกมาเท่านั้นเอง!
ดังนั้นตอนนี้พอร้องไห้ก็หยุดไม่ได้แล้ว
หลี่ต้าเฉวียนพลันมองหลี่จิ้งเซียนอย่างรังเกียจ“ถอยไปไกลๆ เลยนะ อย่าเอาน้ำมูกมาป้ายฉันสิ เธออายุสิบแปดแล้วนะทำไมยังเป็นเหมือนตอนเด็กๆ ที่พอร้องไห้ก็น้ำมูกไหลขี้มูกโป่งตลอดเลย”
หลี่จิ้งเซียน"…"
เมื่อกี้เธอซาบซึ้งไปโดยเปล่าประโยชน์!
เธออยากเปลี่ยนพี่ชายยังทันไหมนะ?
ซูเจียวเจียวเอ่ยปลอบใจด้วยรอยยิ้มว่า“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก อีกเดือนกว่าๆฉันก็จะรับลูกศิษย์ฝึกหัดเพิ่มอีกคนแล้ว ในเมื่อจิ้งเซียนเคยเรียนมาแล้วอย่างน้อยก็มีพื้นฐานอยู่บ้าง การเรียนรู้ก็ย่อมเร็วกว่าคนอื่นอยู่แล้ว”
หลี่จิ้งเซียนได้ยินเช่นนั้นดวงตาก็พลันเป็นประกาย “พี่เจียวเจียวจะรับลูกศิษย์ฝึกหัดเพิ่มแล้วเหรอคะ?”
หลี่ต้าเฉวียนก็มองเธอดวงตาเผยแววความหวัง
ฝีมือของซูเจียวเจียวเป็นอย่างไรนั้นเขาย่อมรู้ดี!
ดูพี่อาหมิงสิตั้งแต่มีภรรยาคนนี้ เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ดูดีขึ้นเรื่อยๆ แม้จะใช้ผ้าธรรมดาๆราคาถูก แต่เมื่อตัดเย็บออกมาแล้วก็ดูประณีตมาก สวมใส่แล้วเหมือนคนเมืองเลย!
เขาอิจฉาจะตายแล้ว!
ฮือๆทำให้เขาอยากแต่งงานแล้ว!
แต่เขาก็รู้ว่าด้วยความสามารถของเขาในตอนนี้อยากจะแต่งงานกับผู้หญิงที่ตัดเสื้อเป็น มันเป็นไปไม่ได้เลย!
สาวๆที่ตัดเสื้อเป็นคนไหนจะยอมแต่งงานกับเขาเล่า!
สาวๆที่มีฝีมือเหล่านั้น ล้วนอยากจะแต่งงานเข้าไปในเมืองกันทั้งนั้น!
ถ้าซูเจียวเจียวสามารถสอนน้องสาวเขาได้นั่นเป็นโชคดีของน้องสาวเขาจริงๆ! อนาคตข้างหน้าย่อมดีอย่างแน่นอน!
ซูเจียวเจียวพยักหน้า“อืม เรื่องนี้ฉันคุยกับหัวหน้ากองผลิตและเลขาธิการแล้วเดือนหน้าก็จะเริ่มรับลูกศิษย์เพิ่มแล้วล่ะ”
“ดีมากเลย!” หลี่ต้าเฉวียนเอ่ยอย่างตื่นเต้นจากนั้นก็จ้องหลี่จิ้งเซียน “ทำไมยังไม่รีบขอบคุณพี่เจียวเจียวอีก!”
“ขอบคุณค่ะพี่เจียวเจียว! ฉันจะตั้งใจเรียนอย่างดีเลยค่ะ” หลี่จิ้งเซียนยิ้มอย่างมีความสุข ดวงตายังคงมีน้ำตาคลอเบ้าเป็นภาพที่สะท้อนความรู้สึกทั้งสุขและเศร้าในเวลาเดียวกัน
“เอาล่ะ ไปกินข้าวกันเถอะ” เซียวหยวนหมิงเห็นว่าทุกคนอารมณ์ดีขึ้นแล้วสีหน้าของเขาก็เผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย
ทั้งสี่คนเข้าไปกินข้าวที่ร้านอาหารรัฐสวัสดิการด้วยกันเดิมทีเซียวหยวนหมิงจะเป็นคนเลี้ยง แต่หลี่ต้าเฉวียนบอกว่าซูเจียวเจียวช่วยเขาไว้แถมยังจะรับน้องสาวเขาเป็นลูกศิษย์ฝึกหัด ดังนั้นมื้อนี้เขาจะเป็นคนเลี้ยงเอง
แต่หลี่ต้าเฉวียนไม่มีบัตรแลกอาหารเซียวหยวนหมิงจึงออกบัตรแลกอาหารให้ ส่วนหลี่ต้าเฉวียนเป็นคนออกเงิน
ทั้งสี่คนสั่งสามกับข้าวหนึ่งน้ำแกงมีสองเมนูเนื้อหนึ่งเมนูผัก น้ำแกงคือน้ำแกงมะเขือเทศกับไข่ทั้งสี่คนกินจนอิ่มหนำสำราญจึงเดินออกมา
สุดท้ายหลี่ต้าเฉวียนก็เอาเงินของหลี่จิ้งเซียนมาจ่ายค่าอาหารมื้อนี้หมดไปหนึ่งหยวนแปดเหมา
พอกลับถึงบ้านหลี่ต้าเฉวียนก็เข้าไปในบ้านของเซียวหยวนหมิง หยิบเนื้อกับผักที่ให้ช่วยซื้อมารวมถึงน้ำตาลแดงและพุทราจีน แล้วจ่ายเงินให้ จากนั้นก็แยกย้ายกันไป
ของเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้บัตรแต่ราคาแพงกว่าร้านค้าสหกรณ์เล็กน้อย ซึ่งหลี่ต้าเฉวียนก็รู้ดี
หนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็วเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หมู่บ้านก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง ผู้คนออกไปทำงานบ้างไปติดตั้งสายไฟบ้าง