หลังแม่สื่อของทั้งสองตระกูลลับร่างหายไปสุดลานบ้านความครึกครื้นเมื่อครู่พลันเงียบงัน เหลือเพียงเสียงลมพัดกระทบชายคาแม่หยางรีบปิดประตูไม้ด้วยท่าทีราวกับกลัวผู้ใดจะเห็นก่อนจะทรุดนั่งลงที่เก้าอี้ไม้เธอยกห่อผ้าสีหม่นขึ้นมาวางตรงหน้า มือหยาบกร้านคลี่ผ้าออกช้าๆเผยให้เห็นเงินตำลึง เครื่องเงิน และผ้าไหมเนื้อละเอียดที่สะท้อนแสงวับวาว
ดวงตาของเธอฉายประกายพอใจ
“ของมีค่าพวกนี้…” เธอพึมพำราวชั่งใจเพียงชั่วอึดใจก่อนจะรวบทุกสิ่งกลับเข้าห่อผ้า แล้วหันไปหาบุตรสาวคนโต
“เสี่ยวชุ่ย เอ้า ลูกเก็บเอาไว้แต่งกับลั่วเยี่ยกั่วคงจะลำบากมีของพวกนี้ติดตัวลูกจะได้มีกินมีใช้เอาไว้ตั้งตัว”
หยางเสี่ยวชุ่ยรับห่อผ้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม รอยยิ้มอ่อนหวานที่ทำให้ผู้เป็แม่หลงรักยิ่งกว่าใคร
“แม่อย่าห่วงเลย ต่อไปลั่วเยี่ยกั่วกับฉันจะต้องร่ำรวยจนคนทั้งหมู่บ้านได้แต่อิจฉา”
ถ้อยคำเต็มไปด้วยความมั่นใจหากปลายนิ้วที่ลูบผ่านของมีค่ากลับแฝงแววดูแคลน
“แต่ในเมื่อแม่ให้มา…ฉันก็จะเก็บไว้ก็แล้วกัน”
ทว่าหยางเสี่ยวชิงที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆกับมีความขุ่นเคืองแล่นวาบขึ้นในอก
“แม่…แต่นั่นมันสินสอดของฉันนะ”
เสียงของหยางเสี่ยวชิงไม่ได้ดังหากหนักแน่นพอให้บรรยากาศแข็งค้าง
แม่หยางหันขวับ สีหน้าที่เคยพอใจแปรเปลี่ยนเป็เกรี้ยวกราด
“หนอยแน่! แกมีวาสนาได้แต่งเข้าตระกูลจ้าวฐานะทางบ้านเ้าบ่าวก็ดีอยู่แล้ว ยังจะมาอิจฉาพี่สาวอีกหรือแกนี่มันเห็นแก่ตัวจริงๆ!”
คำตำหนิทิ่มแทงดั่งคมมีด หยางเสี่ยวชิงเม้มริมฝีปากแน่นแต่กลับไม่ได้ต่อปากต่อคำ
ชาติที่แล้ว…วันที่พี่ใหญ่เป็ฝ่ายได้แต่งเข้าตระกูลจ้าวแม่ก็ยกสินสอดคืนทั้งหมด อ้างว่าไม่อยากให้ฝ่ายชายครหา ว่าบ้านหยางโลภมาก ส่วนตัวฉัน…ต้องออกเรือนไปอย่างตัวเปล่าถูกชาวบ้านนินทาว่าเ้าบ่าวยากจน ไร้แม้สินสอดติดตัว
แต่พอมาชาตินี้...พี่ใหญ่ได้แต่งกับลั่วเยี่ยกั่วแม่กลับยกสินสอดของฉันให้พี่ใหญ่หมด มิหนำซ้ำยังกล่าวหาว่าฉันเห็นแก่ตัว“เหอะ…ความรักจากแม่”
เสียงพึมพำแ่เบาในใจ หล่นหายไปกับความเงียบ
คืนนั้น.......หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านจมอยู่ใต้ม่านรัตติกาล แสงไฟจากแต่ละบ้านดับลงทีละดวง ทว่ากลางบ้านของตระกูลหยางยังคงมีแสงไฟเล็ดลอดออกมาหยางเสี่ยวชิงที่กำลังนอนอยู่ห้องเล็กๆของเธอครั้นเมื่อเธอเห็นแสงไฟนั่นเล็ดลอดผ่านใต้ประตูเข้ามาก็อดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นไปดู
ประตูไม้ถูกผลักเปิดอย่างแ่เบา ภาพที่เห็นทำให้เธอชะงัก
แม่หยางนั่งหลังค่อมอยู่ข้างโต๊ะมือยัดฝ้ายลงในผ้าห่มอย่างขะมักเขม้น เสียงผ้าสีกับฝ้ายดังแ่ในความเงียบ
“แม่…ดึกมากแล้ว ยังไม่นอนเหรอ”
แม่หยางไม่แม้แต่จะเงยหน้ามามอง
“จะนอนได้ยังไง ฉันต้องทำหมอนกับผ้าห่มให้กับเสี่ยวชุ่ยให้เสร็จอีกไม่กี่วันพี่แกก็จะแต่งงาน หากไม่มีของหมั้นจากฝ่ายหญิง จะไม่ขายหน้าหรือ”
ทุกคำเต็มไปด้วยความห่วงใย หากแต่เป็ความห่วงใยที่มีให้เพียงแต่พี่สาว
หยางเสี่ยวชิงยืนนิ่งความรู้สึกจุกแน่นค่อยๆ แผ่ซ่าน
“แล้ว…ของฉันล่ะ”
มือที่ยัดฝ้ายหยุดชะงัก แม่หยางวางผ้าห่มลงก่อนหันมามองด้วยแววตาไม่พอใจ
“นี่แกไม่สงสารคนแก่หรือยังไง ฉันแก่จนปูนนี้ยังต้องมานั่งยัดหมอนยัดผ้าห่มให้แกอีกแกนี่มันลูกอกตัญญูจริงๆ!”
เสียงตวาดก้องห้องเล็ก เสี่ยวชิงเพียงยิ้มบางรอยยิ้มที่ซ่อนความชาชินและผิดหวัง
“ไปให้พ้นหน้า ฉันไม่อยากเห็น!”คำขับไล่ดังขึ้นอย่างไม่ไยดี
หยางเสี่ยวชิงไม่ได้พูดอะไรเธอเพียงหมุนตัวเดินกับเข้าห้องไป ประตูไม้ปิดลงช้าๆราวกับปิดทับความรู้สึกทั้งหมดไว้เื้ั
ลมยามค่ำพัดผ่านระเบียงไม้ ความหนาวเย็นไม่อาจเทียบความเ็าที่กัดกินหัวใจของเธอได้
เช้าวันต่อมา........แสงแดดอ่อนสาดลงทั่วลานบ้าน แม่หยางนำฝ้ายสีขาวนุ่มมาตากเรียงรายใบหน้าฉายแววสุขสม ราวกับกำลังเตรียมสิ่งล้ำค่าให้ผู้เป็แก้วตา
หยางเสี่ยวชิงยืนมองผ่านหน้าต่างไม้อย่างเงียบๆ
ภาพเดิม…
ความลำเอียงเดิม…
ทุกสิ่งไม่เปลี่ยนแปลง
ทว่าครานี้ ดวงตาของเธอกลับนิ่งสงบกว่าที่เคย