เห็นจางซวนยังไม่ยอมไปสีหน้าของเฒ่าแก่ก็เริ่มไม่ดีเขาไอออกมาเห็นได้ชัดว่าเขาเองก็เริ่มป่วยแล้วจางซวนขมวดคิ้วจับแขนของอีกฝ่ายขึ้นมาตรวจสอบไม่นานสีหน้าของจางซวนก็เปลี่ยนไป
“นี่ไม่ใช่โรคระบาดแต่นี่คือพิษ”จางซวนนำเม็ดยาออกมาก่อนจะยัดลงไปในปากของเฒ่าแก่แล้วส่งพลังปราณเข้าไปในร่างอีกฝ่ายไม่นานสีหน้าของเฒ่าแก่ก็ดีขึ้น
“นี่มันคือยาเซียนแบบไหนกันทำไมข้าถึงหายจากโรคระบาดแล้ว”เฒ่าแก่กล่าวด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“นี่ไม่ใช่ยาวิเศษอะไรแค่ยาถอนพิษพวกท่านไม่ได้เป็นโรคร้ายอะไรทั้งนั้นแค่ถูกพิษเท่านั้น เฒ่าแก่ท่านรีบไปแจ้งคนในเมืองให้มารวมตัวกันและให้ทางจวนเจ้าเมืองเตรียมน้ำสะอาดจำนวนมากให้ข้าด้วยข้าจะถอนพิษให้กับพวกทุกคน” จางซวนกล่าว
“ดีดี ข้าฝากถอนพิษให้กับภรรยาของข้าด้วยส่วนทางจวนเจ้าเมืองข้าจะรีบไปจัดการให้เดี๋ยวนี้” เฒ่าแก่รีบขี่ม้ามุ่งไปยังจวนเจ้าเมืองทันที
จางซวนมองไปยังห้องแห่งหนึ่งในร้านมีหญิงวัยกลางคนกำลังนอนไออยู่จางซวนนำเม็ดยาผสมกับน้ำแล้วมอบให้หญิงวัยกลางคนดื่มไม่นานสีหน้าของนางก็กลับมาเป็นปกติ
“ทุกคนในเมืองติดพิษกันได้ยังไงหรือว่าจะเป็นเมฆพวกนั้น”จางซวนมองไปยังเมฆสีหน้าบนท้องฟ้าที่บดบังแสงแดนจนหมด
“หากข้าอยากจะกำจัดพิษให้หมดไปก็จำเป็นต้องทำลายเมฆพวกนั้นสินะ”จางซวนขบคิดแต่ก็ยังไม่ได้ลงมือจางซวนไม่รู้ว่าศัตรูที่ทำแบบนี้ยังอยู่ที่นี่หรือไม่และหากยังอยู่รอบๆหรืออยู่ในเมืองหากตนลงมือตอนนี้จะต้องดึงดูดพวกนั้นให้ลงมือกับตัวเองแน่
“จะต้องวางแผนและตรวจสอบศัตรูให้ดีก่อน”จางซวนคิด
จางซวนเตรียมสมุนไพรและเริ่มปรุงยาแก้พิษจำนวนหนึ่งออกมาขณะที่รอให้เฒ่าแก่จัดการเรียกคนให้มารวมตัวกันไม่นานเจ้าเมืองก็ได้เรียกคนที่ติดพิษมารวมตัวกันและไม่ลืมนำน้ำสะอาดมาด้วยเมื่อพวกเขามาถึงก็เห็นว่ามีเตาปรุงยาขนาดใหญ่ใบหนึ่งซึ่งมีร่างของชายหนุ่มหล่อเหลาคนหนึ่งสวมชุดสีขาวกำลังปรุงยาอยู่
“โอ้เป็นเทพเซียนจริงๆด้วย” ชาวบ้านพากันแสดงสีหน้าตื่นเต้น
“ข้านึกว่าพวกเขาจะไม่สนใจพวกเราแล้วเสียอีก”
“กล่องไม้นั่นมันข้าเคยเห็น เป็นกล่องไม้ของศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสจากสำนักไผ่น้อยที่เป็นผู้นำฝ่ายปรุงยา ว่ากันว่าศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสท่านนี้เมื่อถึงอายุและพลังเพียงพอจะลงจากเขาและแบกกล่องไม้ที่ใส่สมุนไพรและยาต่างๆเอาไว้ลงจากเขามาช่วยเหลือชาวบ้านและผู้คนธรรมดาๆด้วยตัวเอง” ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าว
“ท่านเป็นเซียนจากสำนักไผ่น้อยงั้นเหรอ”เจ้าเมืองเดินเข้ามากุมหมัดทักทายด้วยความเคารพ
“อย่าเรียกข้าว่าเซียนเลยข้าพึ่งเริ่มเดินบนเส้นทางแห่งการบ่มเพาะเท่านั้นตอนนี้ยังไม่ใช่เวลามาคุยเรื่องดีกัน พวกท่านช่วยนำน้ำสะอาดมาใส่ถังและเรียกกันไว้ให้กับข้าทีหลังจากข้าผสมยาแก้พิษไปแล้วพวกท่านก็สามารถดื่มน้ำในถังคนละชามเพื่อถอนพิษได้”จางซวนกล่าว
“ตกลงนี่คือพิษจริงๆงั้นเหรอไม่ใช่โรคร้ายงั้นเหรอ”ผู้คนได้ยินก็ตกใจ
“พวกเจ้าได้ยินแล้วหรือไม่ยังไม่รีบๆมาช่วยกันอีกส่วนคนที่ติดพิษอย่าได้เคลื่อนไหวและต่อแถมรอให้พวกเราแจกยาแก้พิษ” เจ้าเมืองกล่าว
ทุกคนเริ่มทำตามและต่อแถวหลายแถวคนที่ยังแข็งแรงนำน้ำสะอาดใส่ถังขนาดใหญ่และวางเรียกกันเป็นแถวเอาไว้จางซวนลืมตาขึ้นโบกมือฝาของเตาปรุงยาก็เปิดออกแล้วมีของเหลวจำนวนหนึ่งพุ่งออกมาแล้วหล่นลงไปผสมกับน้ำในถัง
“โอ้นี่คือพลังของเซียนงั้นเหรอ” ผู้คนพากันตื่นเต้น
เมืองแห่งนี้เป็นเมืองเล็กๆที่ไม่มีแม้แต่ผู้ฝึกตนมีแค่ผู้ฝึกยุทธขอบเขต1-3 เท่านั้นแต่ว่าพวกเขาก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากนัก
“ดื่มคนละชามก็พอหลังจากนอนพักสักหน่อยอาการก็จะดีขึ้นแล้วหายไปเองแต่ว่าหากไม่แก้ปัญหาที่ต้นตอก็อาจจะกลับมาติดพิษอีกได้” จางซวนกล่าว
“ท่านเซียนรู้งั้นเหรอว่าปัญหามาจากไหน”เจ้าเมืองกล่าว
“มันก็ชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”จางซวนมองขึ้นไปบนเมฆหนา
“อย่างที่ข้าคิดเอาไว้เลยมันต้องไม่เป็นธรรมชาติแน่เป็นไปไม่ได้ที่เมฆหนาพวกนี้จะปกคลุมเมืองของพวกเรานานขนาดนี้”เจ้าเมืองกล่าว
“ท่านเจ้าเมืองหรือว่าคนที่ลงมือจะเป็นคนของสำนักหลอมวิญญาณ”ชายคนหนึ่งกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“สำนักหลอมวิญญาณงั้นเหรอช่วยเล่ารายละเอียดให้ข้าฟังที” จางซวนกล่าว
“คือหลายปีมานี้สำนักหลอมวิญญาณเริ่มเคลื่อนไหวแปลกๆเริ่มโจมตีหมู่บ้านและเมืองขนาดเล็กในฝ่ายพันธมิตรเซียนบางเมืองโชคร้ายถูกล้างบางทั้งเมืองก็มีว่ากันว่าสำนักหลอมวิญญาณเข่นฆ่าครั้งใหญ่ก็เพื่อรวบรวมวิญญาณผู้คนไปทำบางสิ่งบางอย่างและวิธีการของสำนักหลอมวิญญาณก็ไม่ซ้ำกันแต่ละครั้งบางเมืองก็เป็นเหมือนพวกเราที่เหมือนถูกโรคร้ายและค่อยๆล้มตายกัน” เจ้าเมืองกล่าว
“ทางสำนักที่อยู่ใกล้ที่สุดไม่เข้ามาช่วยงั้นเหรอ”จางซวนขมวดคิ้ว
“พวกเราเคยขอความช่วยเหลือไปแล้วทางสำนักจินจิ้งเคยส่งคนมาตรวจสอบแล้วแต่ไม่พบอะไรแล้วคิดว่าเป็นโรคระบาดทางนั้นเลยไม่กล้าลงมือและหวาดกลัวว่าจำนำโรคกลับไปยังสำนัก”เจ้าเมืองกล่าวด้วยสีหน้าขมขื่น
“สำนักของพวกเขาไม่มีนักปรุงยาเลยหรือไงพิษนี่แม้จะซับซ้อนอยู่บ้างแต่ก็ไม่น่าจะขจัดยากเกินไปนี่” จางซวนกล่าว
“ท่านเซียนอาจจะไม่รู้ในด้านการปรุงยาของสำนักรอบๆสำนักไผ่น้อยมีชื่อเสียงที่สุดแล้วว่ากันว่าสำนักอื่นๆวิชาปรุงยาไม่อาจเทียบกับสำนักไผ่น้อยได้เลย” เจ้าเมืองกล่าว
จางซวนอึ้งไปในทันทีเขาไม่คิดว่าสำนักไผ่น้อยจะมีชื่อเสียงมากขนาดนี้แถมฝ่ายปรุงยาของตนก็ยังมีชื่อเสียงมากที่สุดอีกด้วย
“แบบนี้นี่เองแสดงว่าความสามารถด้านการปรุงยาของสำนักจินจิ้งอะไรนี่น่าจะมีระดับที่ต่ำมากขนาดแก้พิษเพียงแค่นี้ยังทำไม่ได้”จางซวนกล่าว
จางซวนมองไปยังเมฆหน้าอีกครั้งก่อนที่แววตาจะเผยความเย็นชาออกมาเขาอยากจะรีบกลับไปยังภูเขาบ้านของตนเองกลับไปหาพวกปู่เหอจางซวนจึงทะยานร่างขึ้นไปทันที
“ท่านเซียนคิดจะทำอะไร”เจ้าเมืองตกใจ
“ก็ใช้กำลังเถื่อนในการทำลายยังไงละ”จางซวนระเบิดปราณภายในร่างฝ่ามือประกบกันจนเกิดตราประทับฝ่ามือขนาดใหญ่ออกมา
“ฝ่ามือที่หนึ่งเคลื่อนภูเขา” จางซวนคำราม
พลังปราณระเบิดออกมาฝ่ามือของจางซวนตบออกไปที่ตราประทับตรงหน้าตราประทับส่องสว่างและเกิดเป็นฝ่ามือขนาดใหญ่ตบออกไป
“ตูม!!!!!!!!!!!!!!”หนึ่งฝ่ามือที่ทรงพลังทำลายเมฆบนท้องฟ้าจนแหลกละเอียดเมฆกระจายตัวออกไปทันทีทำให้แสงของดวงตะวันสาดส่องลงมาอีกครั้ง
“สมกับเป็นเซียนจริงๆ”ผู้คนในหมู่บ้านพากันคุกเข่าลงมองจางซวนเป็นเซียนบนสวรรค์
“ไม่คิดเลยว่าเด็กคนนั้นจะกลายเป็นเซียนไปแล้ว”เฒ่าแก่กล่าวด้วยสีหน้ามีความสุข
“ตูม!!!!!!!!”จางซวนซัดฝ่ามือออกไปอีกหลายครั้งบัดเป่าเมฆสีดำออกไปจนหมด
“เท่านี้ก็ไม่เป็นอะไรแล้วข้ายังมีเรื่องที่ต้องทำขอตัวก่อน” จางซวนที่จัดการเมฆดำแล้วก็เก็บเตาปรุงยาแล้วทะยานร่างรีบตรงไปยังภูเขานอกเมืองทันที
ขณะเดียวกันห่างออกไปจากเมืองไม่ไกลมากกลุ่มคนชุดสีดำมองไปยังท้องฟ้ามองเห็นฝ่ามือที่ทรงพลังทำลายเมฆพิษของพวกเขาไปจนหมดก็ขมวดคิ้ว
“เป็นยอดฝีมือจากที่ไหนกัน”ชายชุดดำคนหนึ่งกล่าว
“ดูจากพลังน่าจะเป็นยอดฝีมือขอบเขตปราณแม้อย่างแน่นอนไม่ต่ำกว่าขั้นสูงเห็นจะได้”ชายชุดดำอีกคนกล่าว
“ยอดฝีมือขอบเขตปราณแท้ขั้นสูงต้องเป็นอัจฉริยะอย่างไม่ต้องสงสัยแต่พวกเราเองก็อยู่ขอบเขตปราณแท้ขั้นกลางหากร่วมมือกันย่อมสามารถจัดการศัตรูได้แน่เอาอย่างไรจะลงมือหรือไม่”ชายชุดดำอีกคนกล่าว
“เพื่อความปลอดภัยหยั่งเชิงอีกฝ่ายก่อนหืม มีการเคลื่อนไหวดูเหมือนคนๆนั้นกำลังจะออกจากเมืองมายังกลุ่มพวกเรา” สีหน้าของชายชุดดำที่เป็นหัวหน้าเปลี่ยนไป
ที่แท้คนชุดดำได้ซ่อนตัวอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่งที่ไม่ห่างจากเมืองที่นี่มีบ้านหลังหนึ่งที่ไม่มีคนอยู่พอดีพวกเขาจะซ่อนตัวอยู่ที่นี่รอดูสถานการณ์
“เร็วมากหรือว่าอีกฝ่ายรู้ว่าพวกเราอยู่ที่นี่”
“เป็นไปไม่ได้หากจิตสัมผัสของอีกฝ่ายแข็งแกร่งขนาดนั้นก็ไม่ใช่ปราณแท้แล้วน่าจะเป็นขอบเขตโอสถทองหรือไม่ก็ก่อกำเนิดแล้ว”สีหน้าของชายชุดดำสิบคนเผยความไม่อยากจะเชื่อ
“เตรียมค่ายกลในเมื่ออีกฝ่ายมุ่งเป้ามาที่พวกเราเช่นนั้นก็ทำได้แค่ลงมือเท่านั้น” ชายชุดดำที่เป็นหัวหน้ากล่าว
จางซวนที่วิ่งขึ้นเขามาอย่างสุดกำลังสัมผัสได้ถึงจิตสังหารก็ตกใจเพราะจิตสังหารนั้นอยู่ตรงยอดเขาที่พวกปู่เหออยู่ใจคอของจางซวนยิ่งไม่ดีขึ้นไปอีกหัวใจเต้นเร็วขึ้น
“ตูม!!!!!!!!!”กลิ่นอายของจางซวนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกลายเป็นบ้าคลั่งและทรงพลัง
จางซวนที่พุ่งมาถึงยอดเขาก็เห็นค่ายกลสีโลหิตก่อตัวขึ้นและมีชายชุดคลุมดำสิบคนกำลังกางค่ายกลแต่ละคนล้วนแต่เป็นยอดฝีมือขั้นปราณแท้และสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์
“ค่ายกลหลอมวิญญาณสังหาร”ชายชุดดำคำรามออกมา
เสียงกรีดร้องของวิญญาณดังขึ้นจางซวนที่เข้ามาในค่ายกลก็รู้สึกเวียนหัวทันทีร่างวิญญาณจำนวนมากพุ่งเข้ามาและเกาะตามแขนขาของจางซวน
“ใสหัวออกไปให้หมด”จางซวนกัดฟันระเบิดปราณภายในของผู้ฝึกยุทธออกมา ปราณภายในของขอบเขต3 ส่องแสงสว่างออกมาทำลายวิญญาณที่เกาะตามร่างกายทันที
จางซวนกำหมัดแน่นทะยานพุ่งเข้าไปก่อนจะปล่อยหมัดเข้าใส่หนึ่งในชายชุดดำชายชุดดำที่ถูกโจมตีมีขอบเขตสร้างรากฐานเท่านั้นเมื่อเจอกับพลังของหมัดขอบเขต 3ต่อให้มีค่ายกลช่วยก็ยังกระเด็นออกไปทันที
“อะไรกันผู้ฝึกยุทธขอบเขต 3 งั้นเหรอ”
“ระวังปราณของผู้ฝึกยุทธเป็นขั้วตรงกันข้ามกับพลังของพวกเราและสามารถกดข่มค่ายกลของพวกเราได้”
“พวกเจ้าสารเลวพวกเจ้าเอาพวกปู่เหอไปไว้ที่ไหน”จางซวนแผ่จิตสัมผัสออกไปแล้วว่าไม่พบใครอยู่ในบ้านเลยและบนยอดเขาแห่งนี้ก็ไม่มีพวกปู่เหอมีแต่คนของสำนักหลอมวิญญาณเท่านั้น
“ปล่อยธงวิญญาณออกมา”ชายชุดดำที่เป็นหัวหน้ากล่าวขึ้น
ธงสีดำขนาดใหญ่ลอยออกมาจากนั้นก็ถูกกระตุ้นวิญญาณที่แข็งแกร่งพุ่งออกมาจากธงวิญญาณเหล่านั้นกลายร่างเป็นมนุษย์และสัตว์อสูรที่มีพลังต่อสู้แตกต่างกันไป
“นั่นมัน”จางซวนแผ่จิตสัมผัสไปเรื่อยๆก่อนจะมองเห็นป้ายสุสานด้านหลังพริบตาร่างของจางซวนก็สั่นสะท้านเบิกตากว้างจิตใจราวกับถูกค้อยทุบลงมาพวกชายชุดดำที่เห็นว่าได้โอกาสก็สั่งให้พวกวิญญาณของธงวิญญาณโจมตีทันที