ความฝันอันยิ่งใหญ่ของชีวิต
เฉินอวิ๋นหวงรู้สึกงุนงง ไม่รู้ว่าตนเองอยู่ที่ไหน...
ในปีนั้น เฉินอวิ๋นหวงอายุได้สี่หนาว
ยามบ่ายวันหนึ่งของฤดูร้อน นางถูกฉู่เซียวคุ้มกันอย่างลับ ๆ ไปยังวัดกูหลง
เ้าอาวาสวัด ปรมาจารย์จิ้งอินหรือต้าซือจิ้งอิน เป็พระผู้ทรงศีลที่มีวรยุทธ์สูงส่ง มีความรู้กว้างขวาง เสด็จพ่อของนางตรัสว่า เขาเป็ผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน จึง้าให้อวิ๋นหวงฝากตัวเป็ศิษย์
ต้าซือจิ้งอินแต่งกายเรียบง่าย ออกมาต้อนรับนางด้วยท่าทีสงบนิ่ง ใบหน้าดูมีเมตตา เปี่ยมล้นไปด้วยรัศมีแห่งเซียน
เขายืนอยู่ข้างประตูวัด ข้างกายมีเพียงซูอวี้เจ๋อเท่านั้น
นี่เป็พระประสงค์ของเสด็จพ่อ ในเมื่อเป็ความลับ ย่อมไม่จำเป็ต้องเอิกเกริก
อวิ๋นหวงแต่งกายเหมือนเด็กในครอบครัวธรรมดาทั่วไป แม้แต่คนที่มาส่งนางก็มีเพียงฉู่เซียวเท่านั้น
ฉู่เซียวผู้ไม่สนใจพูดคุยยิ้มแย้ม ทำตามหน้าที่ด้วยการพานางมาส่งที่วัดโดยไม่ได้พูดอะไรเกินความจำเป็แม้แต่คำเดียว จากนั้นก็รีบกลับวังไปถวายรายงาน
แม้แต่คำร่ำลาสักคำก็ไม่มี
อวิ๋นหวงมองประตูวัดที่ก่อด้วยหินด้วยความรู้สึกหดหู่ จากนั้นก็หันไปมองต้าซือจิ้งอินที่ยิ้มแย้มสดใส และสุดท้ายก็มองไปยังซูอวี้เจ๋อ
ศีรษะของเขาถูกโกนจนโล้นเลี่ยน ใบหน้าเล็ก ๆ หมองคล้ำบึ้งตึง ภายใต้คิ้วที่ขมวดมุ่น ดวงตาสีดำขลับราวกับนิลกาฬจ้องมองนางอย่างไม่เป็มิตร มือเล็ก ๆ กำชายแขนเสื้อของต้าซือจิ้งอินไว้แน่น ราวกับกลัวว่าจะมีใครมาแย่งอาจารย์ของเขาไป
อวิ๋นหวงคิดว่าตนถูกเสด็จพ่อและเสด็จแม่ทอดทิ้งเอาไว้ที่นี่ จากนี้ไปจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง ไม่มีใครให้พึ่งพิง ทั้งยังต้องใช้ชีวิตอยู่กับเณรน้อยรูปนี้ นางจึงรู้สึกโศกเศร้าจากก้นบึ้งของหัวใจ สุดท้ายก็อดกลั้นไม่ไหวจนต้องร้องไห้โฮออกมา
ซูอวี้เจ๋อถึงกับใจนสะดุ้งโหยง เขารีบหลบไปอยู่ด้านหลังของต้าซือจิ้งอิน ก่อนจะยื่นหน้าออกมามองดูอวิ๋นหวงด้วยสีหน้าดูแคลน
ต้าซือจิ้งอินดึงตัวซูอวี้เจ๋อออกมาจากด้านหลัง ยกมือลูบศีรษะโล้นเลี่ยนของเขาพลางกล่าวว่า “นางชื่ออวิ๋นหวง เป็ศิษย์น้องของเ้า ไป พานางไปห้องทำสมาธิที่เ้าทำความสะอาดไว้เมื่อวาน”
ซูอวี้เจ๋อจ้องมองอวิ๋นหวงด้วยความรังเกียจ นางร้องไห้เสียงดังจนน่าใ นกในป่าพากันบินหนีเพราะเสียงร้องของนางหมดแล้ว
จากนั้นต้าซือจิ้งอินผู้ถนอมคำพูดราวกับทองคำ ก็หันหลังเดินกลับเข้าประตูวัดไป โดยไม่แม้แต่จะเอ่ยคำปลอบโยนนางสักคำ
อวิ๋นหวงร้องไห้จนเบื่อหน่าย นางลืมตาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตามองไปรอบ ๆ ท้องฟ้ากว้างใหญ่ พื้นดินกว้างสุดลูกหูลูกตา ป่าลึกดุจทะเล นางเหมือนดั่งใบไม้บาง ๆ ที่ร่วงหล่นลงในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ไร้ที่พึ่งพา หนทางข้างหน้ามืดมน
ทางเดียวที่จะอยู่รอดได้ คล้ายว่านางคงต้องตามติดซูอวี้เจ๋อไป
เมื่อเห็นว่าเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของนางเบาลง ซูอวี้เจ๋อจึงเข้ามาใกล้ ยื่นมือขวาที่กำแน่นออกมาจากด้านหลัง “ให้เ้า”
อวิ๋นหวงสะอื้นถาม “อะไรหรือ?”
รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซูอวี้เจ๋อแวบหนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็คลายมือออก กบเขียวตัวน้อยะโเข้าใส่อวิ๋นหวงอย่างแรงจนนางกรีดร้องออกมาด้วยความใ
“ฮ่า ๆ ๆ...” ซูอวี้เจ๋อหัวเราะลั่น
อวิ๋นหวงยังคงตกตะลึง ขณะมองดูเ้ากบเขียวตัวน้อยะโตุ้บ ๆ ไปบนก้อนหินที่อยู่ข้าง ๆ มันเบิกดวงตากลมโตทั้งสองจ้องมองนาง จากนั้นก็ยันตัวขึ้นด้วยขาเล็กสั้น ๆ คู่นั้น
อวิ๋นหวงปาดน้ำตาบนแก้ม ก่อนค่อย ๆ ย่องเข้าไปอย่างระมัดระวัง พลางเอื้อมมือไปหมายจะจับเ้ากบตัวน้อยเอาไว้…
ยามอวิ๋นหวงกำลังจะประสบความสำเร็จ เ้ากบตัวน้อยก็ดีดขาหลังสุดแรง แล้วกระโจนลงไปในสระน้ำเบื้องล่างอย่างว่องไว
ในสระน้ำมีดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์ ใบบัวทรงกลมสีเขียวสด รวมถึงแมลงปอปีกบางใสกำลังบินขึ้นลง แลดูงดงามเป็อย่างยิ่ง
อวิ๋นหวงอดไม่ได้ที่จะมองดูอย่างหลงใหล แต่จู่ ๆ ซูอวี้เจ๋อก็ผลักนางจากทางด้านหลัง เท้าของนางลอยคว้าง ร่างทั้งร่างตกลงไปในสระน้ำด้วยความงุนงง!
อวิ๋นหวงไม่ทันได้ร้องขอความช่วยเหลือก็จมน้ำไป ความรู้สึกหายใจไม่ออกทำให้เืในกายพลุ่งพล่าน
ซูอวี้เจ๋อะโลงมา ดึงตัวอวิ๋นหวงขึ้นจากน้ำ เมื่อศีรษะของนางโผล่พ้นผิวน้ำ นางก็รีบลืมตาและสูดหายใจเอาอากาศเข้าไปอย่างหนักหน่วงทันที
ซูอวี้เจ๋อกำลังจะขึ้นจากน้ำ มือข้างหนึ่งพยุงใต้รักแร้ของนางไว้ มืออีกข้างปาดน้ำออกจากใบหน้าให้นาง พลางยิ้มอย่างมีชัย “จากนี้ไปเ้าต้องฟังข้า ไม่อย่างนั้นข้าจะโยนเ้าลงน้ำอีก!”
อวิ๋นหวงทั้งโกรธ ทั้งแค้น ทั้งกลัว ขณะกำลังจะเอ่ยปาก จู่ ๆ ซูอวี้เจ๋อก็รีบเอามือมาปิดปากนาง แล้วดึงนางไปซ่อนใต้ใบบัว “มีคนมา!”
อวิ๋นหวงรู้สึกประหลาดใจ เมื่อมองตามสายตาของซูอวี้เจ๋อไป นางพลันเห็นกองทหารกลุ่มหนึ่งที่หน้าวัด สวมชุดเกราะเต็มยศ ร่างกายเต็มไปด้วยไอสังหาร
แม่ทัพที่ขี่ม้าตัวโตชักดาบที่คาดเอวออกมา ก่อนจะชี้ตรงไปที่ประตูวัด “บนตัวองค์หญิงเก้ามีแผนที่หงส์เพลิง ค้นหา จับตัวนางกลับมาให้ได้ ส่วนคนอื่น ๆ ฆ่าทิ้งให้หมด!”
เหล่าทหาระโลงจากม้าอย่างรวดเร็ว ก่อนพุ่งตัวเข้าไปในวัดด้วยท่าทางดุร้าย จากนั้นเสียงต่อสู้ฆ่าฟัน เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังระงมขึ้นอย่างต่อเนื่อง...
อวิ๋นหวงรู้สึกใจนพูดไม่ออก นางเพิ่งมาถึงที่นี่ไม่นาน เหตุใดถึงมีคนมาตามล่านางได้เล่า? แล้วแผนที่หงส์เพลิงคืออะไร? นางจะมีมันได้อย่างไรกัน?
ซูอวี้เจ๋อหันหน้าไปมองนาง ั์ตาสีดำเข้มเปล่งประกาย “เ้าคือองค์หญิงเก้าแห่งแคว้นต้าเฉินหรือ?”
เฉินอวิ๋นหวงอ้าปากค้าง แต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ดวงตากลมโตใสกระจ่างคู่นั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว นางจ้องมองซูอวี้เจ๋ออย่างตกตะลึง
หากซูอวี้เจ๋อะโเสียงดัง แล้วมอบนางให้กับคนเ่าั้… เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นเทา
โดยไม่คาดคิด ซูอวี้เจ๋อที่เมื่อครู่ยังแสดงท่าทีรังเกียจนางกลับเชิดคางขึ้น มองนางด้วยสายตาที่แน่วแน่และห่วงใย “ไม่ต้องกลัว เ้าคือศิษย์น้องของข้า ข้าจะปกป้องเ้าเอง”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ อวิ๋นหวงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ด้วยจิตใจที่ใสบริสุทธิ์ นางมองไปที่ซูอวี้เจ๋อด้วยรอยยิ้ม “ศิษย์พี่ ขอบคุณท่านมาก ท่านใจดีจริง ๆ”
ดูเหมือนว่านับั้แ่วันนั้น ซูอวี้เจ๋อในใจของอวิ๋นหวงก็ราวกับท้องฟ้ากว้างอันสดใส เป็แสงแดดอันอบอุ่นในฤดูหนาวของนาง
…
เื่ราวในอดีตยังคงเด่นชัด แต่บัดนี้ทุกสิ่งได้ล่วงเลยผ่านพ้นไปแล้ว ขณะที่สรรพสิ่งยังคงเหมือนเดิม ทว่าผู้คนกลับเปลี่ยนไป
ซูอวี้เจ๋อคนที่นางพึ่งพาและไว้ใจมาั้แ่ยังเด็ก กลับกลายเป็ศัตรูที่สังหารเสด็จพ่อและเสด็จแม่ของนาง
เฉินอวิ๋นหวงหลั่งเหงื่อเย็นแห่งความตื่นตระหนกออกมา ทันใดนั้นท้องของนางก็โดนกระแทกอย่างแรง เสียงสบถดังขึ้นข้างหู “แกล้งตายหรืออย่างไรกัน รีบลุกขึ้นมา!” เสียงนั้นหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็เสียงประจบประแจงอย่างยิ่ง “องค์ไท่จื่อ…”
ความเ็ปรวดร้าวแล่นพล่านไปทั่วร่าง เฉินอวิ๋นหวงนอนขดตัวเอามือกุมท้อง และสติสัมปชัญญะของนางค่อย ๆ ฟื้นคืน
องค์ไท่จื่อ? หรือเขาจะเป็พี่ชายองค์ไหนของนาง?
ด้วยความหวังเล็ก ๆ ในหัวใจ อวิ๋นหวงจึงเงยหน้าขึ้นมอง——
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือรองเท้าผ้าไหมหุ้มข้อสีทองปักลวดลายัคู่หนึ่ง เมื่อมองเหนือขึ้นไปก็จะเห็นชุดคลุมผ้าทอลายหรูหราที่ประดับประดาด้วยไข่มุกและพู่หยก จากนั้นใบหน้าหล่อเหลาของซูอวี้เจ๋อก็ปรากฏขึ้นในครรลองสายตา ดวงตาที่ล้ำลึกและเ็ามองนางราวกับเป็แค่หนูตัวหนึ่งข้างถนน มันเต็มไปด้วยความห่างเหินและรังเกียจ
จนถึงตอนนี้ อวิ๋นหวงก็ยังไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น
สำหรับซูอวี้เจ๋อที่อยู่ตรงหน้านางตอนนี้ ดูเหมือนว่าเขาและนางราวกับไม่เคยมี่เวลาวัยเด็กที่วิ่งเล่นด้วยกันอย่างมีความสุขมาก่อน แต่กลับเป็ศัตรูคู่อาฆาตกันมาั้แ่เกิด
เขามองนางอย่างเหยียดหยาม ใบหน้าเ็าราวกับน้ำแข็ง นิ่งเงียบไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียวเป็เวลานาน
คนรับใช้ที่อยู่ข้าง ๆ ผู้ชอบประจบประแจง รีบสาวเท้าเข้ามาเตะนางอีกครั้ง “เ้าทาสสารเลว ยังไม่รีบลุกขึ้นมาอีก!”
ดวงตาที่หม่นมัวของอวิ๋นหวงเต็มไปด้วยความแค้นเคือง นางจ้องมองใบหน้าอันคุ้นเคยแต่ก็ดูไม่คุ้นเคยของซูอวี้เจ๋อ ก่อนกัดฟันกรอด “ซูอวี้เจ๋อ แน่จริงก็ฆ่าข้าสิ!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ซูอวี้เจ๋อพลันย่อตัวลง จับคางของนางยกขึ้น “เ้าอยากตายหรือ? มันจะง่ายดายขนาดนั้นได้อย่างไร? บอกข้ามาสิ แผนที่หงส์เพลิงอยู่ที่ใด”
แผนที่หงส์เพลิง แผนที่หงส์เพลิงอีกแล้ว มันคืออะไรกันแน่นะ? นางไม่รู้อะไรเลย
อวิ๋นหวงหันเบือนหน้าหนีจากมือของเขา และเม้มปากมองเขาด้วยความขุ่นเคือง
ซูอวี้เจ๋อยกยิ้มเย้ยหยัน ท่าทางเ็า “หากเ้าบอกข้าเร็วกว่านี้ เ้าคงไม่ต้องมาอยู่ในจุดนี้ บ้านเมืองล่มสลาย ครอบครัวถูกทำลาย เป็เ้าที่นำหายนะมาสู่แคว้นต้าเฉิน อย่าโทษข้าเลย…”
ภาพเหตุการณ์การตอันน่าสลดใจของเสด็จพ่อและเสด็จแม่ปรากฏขึ้นในห้วงความคิด อวิ๋นหวงร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างโศกเศร้า “ซูอวี้เจ๋อ ท่านช่างไร้ยางอายนัก!”
ซูอวี้เจ๋อหลับตาลง พลางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ทันใดนั้นก็สลัดความสงบและเฉยเมยก่อนหน้านี้ทิ้งไป ชายหนุ่มเขย่าไหล่ของนางอย่างบ้าคลั่ง ตะคอกถามอย่างเกรี้ยวกราด “ข้าไร้ยางอายรึ? ไยเ้าถึงไม่เชื่อข้า ไยเ้าถึงไม่ยอมมอบแผนที่หงส์เพลิงให้ข้า! ไยเ้าถึงบีบบังคับข้าเหมือนพวกเขา? ทำไม!”
.
.
.