เสียงกีบเท้าของม้าจำนวนหลายตัวที่เหยียบย่างผืนดินกันอย่างเป็จังหวะดังตัดผ่านเส้นทางแนวป่าที่อยู่ใกล้กับเขตๆหนึ่งเลยเขตลำธารมาไม่ไกลนัก กองทหารขนาดเล็กพร้อมกับรถขนนักโทษที่อยู่ท้ายขบวนกำลังเคลื่อนตัวมาด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอเหล่าทหารบนหลังม้าที่ตอนแรกมีกันอยู่สิบสองคนก็ได้เพิ่มจำนวนขึ้นจากตอนแรกกลายเป็สิบสี่ไปเสียแล้ว
“ผมว่า...ผมควรจะแปลกใจไหมที่มาเจอคุณที่นี่น่ะครับคุณแม่ทัพวัลคอร์ต?”
“นั่นก็เป็สิ่งที่ข้าอยากจะถามท่านกลับไปเช่นกันท่านพราเนตติเอ้”หนึ่งน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายใจและหนึ่งน้ำเสียงมึนงงดังออกมาจากสองหนุ่มสาวที่บนหลังม้าตัวเดียวกันอยู่ด้านหน้าสุดของขบวนร่างของชายหนุ่มสวมหน้ากากในชุดตัวเก่งกำลังซ้อนอยู่ด้านหน้าของหญิงสาวผมแดงในชุดเกราะเต็มยศที่กำลังกุมบังเหียนอ้อมตัวชายหนุ่มไปอยู่ด้านหลังโดยที่สองแขนของอีกฝ่ายนั้นช่วยล็อคร่างของอีกฝ่ายไม่ให้ร่วงลงจากม้าลงไปเสียก่อน
“อ่า...ทำไมผมต้องมานั่งซ้อนอยู่ด้านหน้าคุณด้วยครับท่านแม่ทัพวัลคอร์ต?”ผมถามไปตรงๆพลางทำหน้าปุเลี่ยนเหมือนกินยาน้ำขมๆที่พึ่งต้มเสร็จใหม่ๆมาทั้งหม้อส่วนคลูสน่ะหรอ? นั่งอยู่บนเพดานลูกกรงนู่นครับ มันซ้อนม้าเป็ที่ไหนล่ะแถมเ้าตัวเองก็ยังไม่อยากเจ็บก้นด้วยเลยไปนั่งบนนั้นแทน...ถึงทุกคนจะคัดค้านแล้วก็เถอะแต่ไอบ้านั่นมันก็ยังจะนั่งอยู่ดี สุดท้ายเลยปล่อยเลยตามเลยไปล่ะนะ...
“ม้าของเรามีไม่พอจะให้ท่านและท่านผู้ดูแลหอสมุดลิเทียร์ขี่ได้หรอกนะท่านพราเนตติเอ้และเพื่อความปลอดภัยของท่านเองด้วย”หล่อนตอบด้วยสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
“ฮ่ะๆ...ปลอดภัยแต่ผมอายนะครับ...แล้วคุณมีธุระอะไรกับดยุคอันบราหรือครับท่านแม่ทัพวัลคอร์ต?”โคตรน่าอายเลยนะครับ ลองคิดดูสิครับ ตัวผมเองก็ขี่ม้าเป็นะเฮ้ย อย่างน้อยก็ควรให้ผมซ้อนท้ายไปสิ...ไมใช่ให้ซ้อนด้านหน้าตัวหล่อนแบบนี้!
“ข้ามารับตัวนักโทษตามที่ท่านดยุคอันบราติดต่อมาน่ะท่านส่งคนของท่านกลับไปติดต่อกองของข้าที่เมืองหลวงน่ะสิ ว่าให้เดินทางมารับตัวนักโทษทันทีที่ใน่สายที่นี่”หล่อนเมินคำถามแรกของผมไปจนสิ้น แต่คำตอบของยัยแม่ทัพหัวแดงในคำถามที่สองก็ทำให้ผมแอบลอบเบ้ปากในความมั่นใจของเพื่อนหน้าไหม้ของผมเพราะดูท่าแล้ว เ้าตัวจะมั่นใจมากเลยว่าจะสามารถจับตัวคนผิดได้อย่างแน่นอน
“แล้วไหงคุณมาเองล่ะครับ?ไม่ใช่ว่างานแค่นี้ส่งกองทหารหน่วยมาซักกองพร้อมกับนายกองซักคนก็ได้ไม่ใช่หรอครับ?คุณที่เป็ถึงแม่ทัพใหญ่ ไหงเดินทางมาเองแบบนี้ล่ะครับ?” ผมถามต่อด้วยความแปลกใจเพราะตำแหน่งของยัยนี่ไม่จำเป็เลยแม้แต่น้อยเลยที่จะต้องมารับตัวนักโทษด้วยตัวเองแบบนี้
“พอดีว่านักโทษที่ท่านดยุค้าให้พวกข้ามารับเป็ผู้ต้องสงสัยในคดีที่ข้ากำลังตามสืบอยู่อีกทั้ง หลักฐานต่างๆบางส่วนที่ท่านดยุคอันบรามอบมาให้นั้นเป็ประโยชน์ต่อคดีที่ข้าตามอยู่ด้วยข้าเลยนำกองของข้าออกมารับเองเสียเลยเพื่อความปลอดภัย” แม่ทัพสาวยังคงตอบด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งในขณะที่สายตาของหล่อนนั้นยังคงมองตรงไปยังข้างหน้าคำตอบของเ้าตัวมันช่วยคลายข้อสงสัยให้ผมได้มากเลยทีเดียว...แต่นึกไม่ถึงเลยนะครับว่ายัยนี่จะตอบละเอียดแบบนี้เนี่ยน่าแปลกใจเหมือนกันแฮะ?
“แล้วท่านเถอะท่านพราเนตติเอ้ ไหงท่านและท่านผู้ดูแลหอสมุดลิเทียร์ถึงได้มาอยู่ในที่แห่งนี้ได้ล่ะ?”
“พอดีดยุคอันบราชวนผมกับผู้ดูแลหอสมุดลิเทียร์มาพักผ่อนน่ะครับ” ผมหันข้ามไหล่ตัวเองไปด้านหลังเพื่อบอกอีกฝ่ายในขณะที่ขบวนม้านั้นเข้าสู่เขตที่พักอาศัยของชาวบ้านในเขตนี้
“ทั้งๆที่ท่านดยุคเขามาจัดการคดีเนี่ยนะ?”หล่อนก้มลงมาถามพลางทำสีหน้าแปลกใจ แต่เพราะการหันแบบกะทันหันของพวกเราทั้งคู่ทำให้ใบหน้าของเราทั้งคู่นั้นชิดกันจนลมหายใจของเราทั้งสองนั้นแทบจะรดใส่กันอยู่รำไรทั้งผมและยัยแม่ทัพหัวแดงนิ่งสนิทไปทั้งคู่เกือบพักใหญ่ก่อนที่พวกเราจะหันกลับไปด้านหน้านิ่งๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น ว๊อยยยยยย!อายว๊อยยยย! ตะกี้แม่งใกล้มากเลยนะเฟ๊ย!เกือบเก๊กหลุดละเฟ๊ย!
แม้ว่าผมจะโวยวายในใจหนักมากแค่ไหนก็ตามแต่ดูเหมือนว่าคนที่นั่งอยู่ข้างหลังผมนั้นจะไม่มีอาการใดๆเลยแม้แต่น้อยยัยนี่ไม่สนใจผู้ชายอย่างที่สี่ปีก่อนเคยพูดเลยจริงๆแฮะ...สมแล้วที่เป็ยัยแม่ทัพหัวแดงใจแข็งล่ะนะ
“นี่ท่านพราเนตติเอ้”
“มีอะไรครับ?”ในขณะที่ผมกำลังพยายามสงบจิตสงบใจของตัวเองอยู่นั้นเองยัยแม่ทัพที่ไร้อาการใดๆเมื่อครู่ก็เรียกชื่อของผมเหมือนมีอะไรจะพูดด้วย
“อเล็กซ่าฝากมาบอกท่านว่างานที่ขอให้ท่านช่วยจัดการให้ ยกเลิกนะ น่ะค่ะ” สิ้นคำพูดของแม่ทัพหัวแดงที่นั่งซ้อนม้ากุมบังเหียนอยู่ข้างหลังผมความเงียบก็เข้าปกคลุมเราทั้งคู่ทันที ผมนิ่งค้างไปเสียพักใหญ่ก่อนจะหันกลับมามองหน้าอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเหวอๆ
“ห๊ะ!?!?”นั่นคือสิ่งเดียวที่หลุดออกมาจากปากของผม ทำให้หญิงสาวผมแดงถึงกับเลิกคิ้วด้วยความฉงนกับพฤติกรรมแปลกๆที่ผมแสดงออกมา
“มีอะไรอย่างนั้นรึคะท่านพราเนตติเอ้?”เธอถามด้วยท่าทางงงงวยแต่ผมก็ยังไม่ได้ตอบอะไรเพราะเสียเวลาในการเรียบเรียงอะไรบางอย่างอยู่ในหัวเมื่อเสร็จสิ้น ผมจึงเอ่ยปากถามอีกฝ่ายทันที
“ท่านแม่ทัพวัลคอร์ต...ผมมีเื่บางอย่างจะถามท่านหน่อยนะครับ...”
“อะไรอย่างนั้นหรือคะ?”
“อีกห้าวันข้างหน้าหลังงานเลี้ยงวันเกิดท่านไปซักสองวัน...ท่านไม่ว่างใช่ไหมครับ?”
“ก็ใช่ค่ะพอดีมีงานที่ข้าต้องไปทำ...อ๊ะ...ทางอเล็กซ่ายังฝากมาบอกอีกว่าค่าเสียหายไปเก็บที่นางได้เต็มที่เลย น่ะค่ะหลังวันเกิดข้าไปสองวันมีอะไรอย่างนั้นรึคะ?เพราะทั้งท่านและอเล็กซ่าก็ถามข้าแบบเดียวกันเลย?” เ้าตัวถามผมพลางขมุ่นคิ้วไม่เข้าใจว่าทำไมผมและพี่อเล็กซ่าถามไปแบบนั้น
“ผมแนะนำว่าให้ท่านไปถามคุณหนูอเล็กซ่าเองนะครับพอดีผมรักษาสัญญากับเธอไว้ว่าจะไม่บอกน่ะครับส่วนเื่ค่าเสียหาย...ผมเก็บทบต้นทบดอกยันค่าเสียเวลาแน่นอนครับ...” ผมบอกปัดไปพลางขบเคี้ยวฟันกำหมัดแน่นด้วยความหงุดหงิด ในเมื่อเ้าตัวขอให้ผมเก็บเป็ความลับกับยัยนี่ผมก็จะไม่บอกละกันนะ แต่ค่าเสียหายนี่...ผมจะเก็บพี่ให้ตายเลยครับพี่อเล็กซ่า...
และสุดท้าย...พวกเราทั้งคู่ก็เงียบกันไปตลอดทางจนถึงคฤหาสน์ของผู้ดูแลเขตในท้ายที่สุด...
.
.
.
กองไฟกองเล็กๆถูกจุดขึ้นแถวข้างคฤหาสน์ของผู้ดูแลเขตเปลวไฟค่อยๆลามเลียไปทั่วกองกระดาษแบบร่างปาร์ตี้แบบต่างๆที่ถูกร่างเอาไว้เพื่อเปลี่ยนมันให้กลายเป็เชื้อเพลิงหล่อเลี้ยงเปลวเพลิงเ่าั้โดยที่ข้างๆกองไฟกองนั้น...มีร่างๆหนึ่งกำลังใช้กิ่งไม้เขี่ยกองไฟให้เผาไหม้ให้เร็วยิ่งขึ้นอยู่
“เฮ้นาธาน!นายเผาอะไรอยูฟะนั่น!?” ขณะที่ร่างของชายสวมหน้ากากกำลังเขี่ยเชื้อเพลิงไปมาอยู่นั้นร่างสูงของชายสวมแว่นคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาพลางทำหน้างงๆที่อีกฝ่ายมาเผาอะไรไม่รู้แบบนี้
“หือ?อ้าวคลูสเองหรอครับ พอดีผกำลังกำจัดขยะอยู่น่ะครับ” ผมตอบกลับไปหลังจากที่ยัยแม่ทัพหัวแดงนั่นมารับตัวนักโทษเสร็จรวมถึงแยกไปพูดคุยกับเฟอร์เื่หลักฐานต่างๆจบแล้ว เธอก็ขอตัวกลับไปทันทีส่วนผมน่ะหรอ? พอดีมีอะไรจะต้องเผาหลังจากส่งยัยนั่นเสร็จแล้วเลยแยกตัวออกมาจัดการมันให้เสร็จๆไปนั่นเอง
“ขยะ?นั่นมันงานนายไม่ใช่เรอะ?” คลูสถามพลางทำหน้าเหวอๆมองซากงานของผมที่กำลังโดนเปลวไฟเผาไหม้อยู่ตรงหน้า
“ลูกค้ายกเลิกบรีฟงานไงครับ...คลูสน่าจะรู้จักคำนี้นะครับ...”ผมหันไปบอกเ้าตัวพลางฉีกยิ้มแห้งแล้งให้ด้านบรรณารักษ์หนุ่มเองเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็พยักหน้าเข้าใจ ยิ้มแห้งๆแล้วเดินมาตบไหล่ผม
“ชั้นเข้าใจดีเลยล่ะ...เอ้อ!เฟอร์ให้มาตามนายแน่ะ ดูเหมือนว่าจะมีเื่ด่วนจะปรึกษาน่ะหน้ามันดูเครียดๆด้วย” คำพูดของคลูสทำให้ผมแปลกใจแต่ผมก็ไม่ได้ถามอะไร พยักหน้ารับอย่างว่าง่ายแล้วลุกตามอีกฝ่ายไปยังห้องที่เฟอร์อยู่ทันทีโดยปล่อยให้ไฟมันเผากองกระดาษอยู่แบบนั้นต่อไปแม้ว่าผมจะสงสัยอยู่ก็ตามว่าเฟอร์มีเื่อะไรจะคุยกับผมเพราะตะกี้คลูสบอกว่าเ้าตัวเหมือนจะเครียดหน้าดูซะด้วย
“เ้ามาแล้วสินะนาธาน...”ทันทีที่เปิดประตูเข้าห้องมาน้ำเสียงเคร่งเครียดก็ดังออกมาจากปากชายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หนึ่งในสามตัวกลางห้องโดยที่โต๊ะน้ำชาด้านหน้าเ้าตัวนั้นมีเอกสารชุดหนึ่งกับน้ำชาถูกวางเอาไว้ด้วยบรรยากาศหนักอึ้งที่เฟอร์ปล่อยออกมา ทำให้ทั้งผมและคลูสถึงกับขมวดคิ้ว
“ชั้นพามันมาละถ้างั้นชั้นไปล่ะนะ” คลูสที่เห็นว่าบรรยากาศมันดูเครียดๆเลยบอกแบบนั้นแล้วเตรียมเผ่นออกมาคนแรก โดยปล่อยให้ผมเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายเพียงคนเดียว
“อย่าพึ่งไปคลูส...เราอยากให้เ้าอยู่ด้วยมานั่งสิ” เฟอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแม้ว่าเ้าตัวจะพยายามทำตัวให้นิ่งยังไงก็ตามแต่ทั้งผมและคลูสก็เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายเหมือนกำลังพยายามสัดกั้นอารมณ์อะไรบางอย่างเอาไว้อยู่
จากความเห็นของผมคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเอกสารที่วางอยู่เดี่ยวๆบนโต๊ะอันนั้นแต่ยืนคิดไปก็เสียเวลาผมจึงลากคลูสที่ยังคงทำสีหน้าเหมือนไม่อยากเข้ามาร่วมวงด้วยไปนั่งเก้าอี้อีกสองตัวที่เหลือทันทีและพอผมกับคลูสหย่อนตัวนั่งลงไปแล้ว เฟอร์ก็ถอนหายใจแรงครั้งหนึ่ง แล้วหยิบเอกสารนั้นส่งไปให้กับคลูสโดยไม่พูดอะไรทั้งสิ้น
บรรณารักษ์หนุ่มรับเอกสารนั้นมาพลางทำสีหน้างงๆว่าเกี่ยวอะไรกับตัวเองก่อนจะยักไหล่ แล้วเปิดอ่านเอกสารดังกล่าวหน้าแล้วหน้าเล่า...สีหน้าของเ้าตัวก็ค่อยๆแย่ลงเรื่อยๆ
“อะไรงั้นหรอคลูส?”ผมอดถามไม่ได้หลังจากเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย แต่คลูสก็ไม่ยอมตอบอะไรเพียงพลิกอ่านเอกสารนั้นอีกนิดหน่อย ก่อนจะยื่นมาทางผม
“ชั้นว่านายต้องอ่านเองว่ะนาธาน...”คลูสเอ่ยเช่นนั้น ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยสีหน้าที่ดูแย่มากด้านเฟอร์ก็ยกมือขึ้นมานวดขมับด้วยสีหน้าที่แย่ไม่ต่างจากคลูสปล่อยให้ผมกระพริบตาปริบๆมองอาการของทั้งสองอย่างไม่เข้าใจจนสุดท้ายก็ตัดสินใจเปิดอ่านเอกสารดังกล่าวที่เป็ต้นเหตุอาการของทั้งสอง
และพอผมอ่านจบ...ความสงสัยในอาการเครียดๆของทั้งสองของผมก็กระจ่างทันที...
“การขนถ่ายอาวุธผิดกฎหมายเข้ามาในประเทศ...เส้นทางการขนถ่ายหลักคือ...ขบวนการค้าบ้านเมลฟอร์ด?นายแน่ใจนะเฟอร์...” ผมถามชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่แน่ใจพลางชูเอกสารการขนถ่ายอาวุธผิดกฎหมายที่อีกฝ่ายเอามาให้ขึ้นมา ทำไมบริษัทของครอบครัวผมถึงได้ไปเกี่ยวข้องได้กัน....
“เรามั่นใจว่าไม่ผิดแน่นอน...แต่ที่เราเอามาถามเ้าก่อนเพราะว่าหลักฐานมันชี้ชัดไปที่บริษัทการค้าของครอบครัวเ้าน่ะสินาธาน...”เฟอร์ตอบแล้วถอนหายใจ ก่อนจะเอ่ยต่อ
“นี่ยังดีนะที่เราให้สายของเราเอาหลักฐานที่เกี่ยวกับครอบครัวเ้าออกมาก่อนน่ะเพราะคนที่รับผิดชอบคดีนี้ดันเป็...”
“ยัยนั่นสินะครับ...”เขาพยักหน้ารับ ทางด้านคลูสที่นั่งเงียบอยู่นานก็เอ่ยประโยคต่อมา
“งานนี้ท่าจะหนักนะนาธาน...ถึงชั้นจะเชื่อว่าเฟอร์จะคิดว่านายและครอบครัวไม่เกี่ยวข้องก็เถอะ...แต่กับยัยนั่นชั้นคิดว่าไม่น่าใช่นะ...งานนี้ชั้นว่านายจะต้องหาหนอนซะแล้วล่ะ...”เ้าตัวว่าเช่นนั้นพลางยกน้ำชาขึ้นจิบ แล้วถามผมด้วยสีหน้าจริงจัง
“จะให้พวกชั้นช่วยไหม?”
“ขอรบกวนทั้งสองคนด้วยนะครับ...งานนี้ต้องหาตัวคนร้ายให้ได้เร็วที่สุด...ก่อนที่พวกมันจะป้ายความผิดให้กับครอบครัวของผมได้ทันการล่ะนะครับ...”ผมกล่าวแล้วถอนหายใจเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง
“แล้วคุณเอาเอกสารตัวนี้ออกมาได้ยังครับ?”ผมถามต่อด้วยน้ำเสียงอย่างเคร่งเครียด เื่นี้มันร้ายแรงอย่างมากถ้าทางการรู้เข้าละก็ทุกคนในบ้านเมลฟอร์ดจะไม่มีใครรอดอย่างแน่นอน...รวมถึงทุกๆคนที่บริษัทด้วยเช่นกัน...
“เราสั่งให้คนของเราสับเปลี่ยนนิดหน่อยน่ะเอกสารขนถ่ายอาวุธที่แม่ทัพวัลคอร์ตได้ไปไม่มีชื่อของครอบครัวเ้ามาเกี่ยวแน่นอนเราตรวจสอบไปแล้ว มั่นใจได้” เฟอร์ตอบพลางประสานมือเหมือนคิดอะไรบางอย่าง
“เฮ้...เป็ไปได้ไหมว่างานนี้ไอเวรนั่นจะมีส่วน?”คลูสบอกข้อสันนิษฐานของตน
“มาร์ควิสแชมเชียร์?เราไม่มั่นใจนะ...แต่คิดว่ามีส่วน...เอาเช่นนั้นาธานเราว่าเ้าลองเอาเื่นี้ไปปรึกษาพ่อกับพี่ชายเ้าดูก่อนไหม?เราคิดว่าสองคนนั้นไม่น่าจะรู้เื่นี้นะ” ดยุคหนุ่มพยักหน้ารับกับความคิดของบรรณารักษ์ประจำห้องสมุดลิเทียร์ก่อนจะหันกลับมาถามผม
“คงต้องเริ่มจากจุดนั้นแหละครับ...”ผมเอ่ยรับ ก่อนจะเงยหน้ามองเพดานแล้วกุมหน้าอย่างเหนื่อยอ่อน...
หนอนบ่อนไส้มันน่ากลัวมากเลยรู้ไหมครับ...แถมยิ่งไม่รู้ว่าเป็ใครอีกเนี่ยยิ่งน่ากลัวขึ้นไปอีกเลยนา...ใครกันที่กล้าทำเื่แบบนี้กันนะ...ใครกันแน่...
.............................................................................................................................................................
ขะ-ข้าเกือบจูบกับท่านละ-ลิเบอต้า...
ภาพเหตุการณ์ที่ข้าและท่านลิเบอต้าเกือบจะจูบกันนั้นลอยวนเวียนอยู่ในหัวข้าไม่ยอมหยุดแม้ว่าข้าจะพยายามสลัดมันออกจากหัวแค่ไหนก็ตามที...
“เอ่อ...ท่าแม่ทัพขอรับ?”
“มีอะไรอย่างนั้นรึ?หรือว่านักโทษจะมีปัญหา?” เสียงเรียกของนายทหารทำให้ข้าหลุดออกจากภวังค์ความคิดข้าหันกลับไปถามนายทหารคนหนึ่งในกองของข้าอย่างสงสัยหรือมีเหตุอะไรเกิดขึ้นกับนักโทษที่พึ่งไปจับมากันนะ?
“ไม่ขอรับ...คือว่า...”นายทหารคนนั้นอิดออดแปลกๆจนข้าต้องเลิกคิ้วแปลกใจเพราะปกติแล้วพวกเขาจะไม่มีพฤติกรรมแบบนี้ในเวลางานเลยแม้แต่ครั้งเดียว จนข้าต้องถามย้ำ
“มีอะไรเ้าก็พูดออกมาเถอะ”
“เอ่อ...ขอรับ...คือ...หน้าท่านน่ะขอรับ...”เ้าตัวว่าพลางทำมือชี้ที่หน้า
“หน้าข้ามันทำไมอย่างนั้นรึ?”
“เอ่อ...หน้าท่าน...แดงเป็ลูกมะเขือแล้วขอรับ...แถมปากงี้ฉีกกว้างด้วย...มีอะไรรึเปล่าขอรับ?”ทหารหนุ่มกล่าวพลางยิ้มๆแห้งแต่สิ่งที่เขากล่าวนั้นทำให้ข้อถึงกับตกตะลึง...
นี่ข้าหน้าแดงอย่างนั้นรึ!?!?!?ท่านลิเบอต้าสังเกตเห็นหรือไม่เนี่ย!?!?!?
แย่แล้วๆๆๆๆ!!!
น่าอายยิ่งนัก!!!