บทที่ 3 เซี่ยวชิงเฉิน
ณ เมืองจันทราล่อง เมืองเล็กๆ ก่อตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ผู้คนในเมืองนั้นใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขเสมอมา ไร้ซึ่งภัยอันตรายใดๆ เข้าย่างกราย แต่โชคกลับไม่เข้าข้างพวกเขา เมืองนี้กลับตั้งอยู่ระหว่างเขตแดนของตำหนักเทพนภาและตำหนักมารอสูร ในไม่ช้าที่นี่ย่อมกลายเป็สนามรบที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์
"ชางอั้น เราต้องรีบไปแล้วก่อนที่เ้าพวกมารอสูรจะมา" ชางเฉินกล่าวกับหญิงสาวตัวน้อย เธอยังพยายามเก็บข้าวของส่วนเธอไม่หยุดมือ
"ไม่ ข้าต้องเอาเ้าอุ๊ยอุ๊ยไปด้วย"
ฉางอั้นเด็กหญิงตัวน้อยกล่าว เธอเป็เด็กอายุเพียงไม่กี่ขวบปี ย่อมไม่รู้สถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น เธอรับรู้เพียงว่าเธอต้องรีบจากที่นี่ไปแล้ว และสิ่งที่ขาดไม่ได้ย่อมเป็ตุ๊กตาตัวโปรดของเธอ
"เ้าอยากตายรึไง ไปกับข้าเดี๋ยวนี้"
เด็กหนุ่มกล่าวก่อนจะลากคอเด็กสาวตัวน้อยไปในทันที เขาอุ้มเธอเอาไว้และรีบวิ่งไปให้ไกลที่สุดจากตัวเมือง
"ไม่ อุ้ยอุ้ย" ชางอั้นร้องสะอื้น
ชางเฉิน ดึงเอาพลังิญญาทั้งหมดไปที่ฝีเท้า ก่อนจะพุ่งตัวไปยังทิศของตำหนักเทพนภา อย่างน้อยเทพนภาจะไม่ฆ่าพวกเราเพื่อิญญาเป็แน่ เขาคิดอย่างนั้นก่อนจะมุ่งตรงไปอย่างรวดเร็ว
"อั้นอั้น" แต่สาวน้อยในอ้อมกอดของเขากลับร้องไห้ไม่หยุด ตุ๊กตานั้นเป็ของขวัญเพียงอย่างเดียวจากพ่อแม่ของพวกเขา เธอไม่อยากเสียมันไปไม่ว่าอย่างไรก็ตาม
"ช่างมันก่อน เ้านั้นเป็ตุ๊กตา ถ้าไม่โชคร้ายเกินไป ไม่มีใครสนใจมันหรอก" พี่ชายของเธอพยายามปลอบประโลมน้องสาว ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ดีว่าเมืองจันทราล่องหลังสิ้นสุดาในครั้งนี้ย่อมเหลือเพียงเศษซากก็เท่านั้น
"ตอนนี้พวกเราต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ก่อน" เป้าหมายของเขาคือการเข้ารับการคุ้มครองจากตำหนักเทพเมฆา ก่อนจะหนีไปตั้งรกรากใหม่ซักแห่งในดินแดนใกล้ๆ กันขอเพียงไปยังฝ่ายธรรมะได้พวกเขาก็จะรอด
ปัง
เสียงะเิดังขึ้น เบื้องหน้าของสองพี่น้องเดิมทีนั้นเป็ป่ารกทึบ แต่เพียงชั่วพริบตาเดียวมันก็กลายเป็ทุ่งโล่งในทันที แรงะเิทำเอาสองพี่น้องกระเด็นไปไกลหลายลี้ ก่อนที่ชางเฉินจะขดตัวรับการโจมตีแทนน้องสาวของเขาเอาไว้
"พี่..." ชางอั้น ร้องไห้เมื่อเห็นสภาพของพี่ชายบัดนี้นั้นเขาแทบไม่สามารถขยับตัวได้อีกแล้ว
"จิ๊ จิ๊ พลาดไปรึนี่" ชายหนุ่มในชุดสีดำทมิฬกล่าว สัญลักษณ์ บนตัวของมันนั้นบ่งบอกว่ามันมาจากตำหนักมารอสูร
"ข้าบอกแล้วให้เ้าเล็งต่ำกว่านี้ ครานี้เป็ข้าแล้วกัน" หนุ่มร่างสูงบางอีกคนกล่าว มันคือหน่วยสำรวจของตำหนักเทพมารไม่ผิดแน่ ก่อนที่มันจะเล็งมาที่ร่างกายของทั้งสองพี่น้อง ชางเฉินโอบกอดน้องสาวเอาไว้ พร้อมรับการโจมตีที่จะมาถึง ดวงิญญาของมันโคจรอย่างบ้าคลั่งเพื่อมิให้การโจมตีระลอกต่อไปนั้นเข้าถึงตัวน้องสาว
"หากข้าตาย เ้าก็หนีไปซะ" ชายหนุ่มยิ้ม ก่อนจะปล่อยน้องสาวของเขาออกจากอ้อมอก
"ไป วิ่ง...!!!"
เขาะโอย่างสุดเสียง พลันดึงเอาพลังิญญาทั้งหมดมาเป็โล่ป้องกันเขาและตัวน้องสาวเอาไว้
สาวน้อยแม้เป็เด็กไร้เดียงสา แต่กลับเข้าใจสถานการณ์ในทันที เธอวิ่งอย่างสุดกำลัง น้ำตาของเธอไหลพร่าไปทั่วทั้งใบหน้า การสละชีวิตของพี่ชายเธอจะต้องไม่สูญเปล่า
ปัง
เสียงะเิระลอกที่สองดังขึ้นที่ด้านหลังของหญิงสาวตัวน้อย เธอรับรู้ทันทีว่าพลังระดับนี้พี่ชายของเธอที่เป็เพียงคนธรรมดาย่อมไม่สามารถต้านมันเอาไว้ได้
แต่กลับไม่เป็เช่นนั้น เธอหันกลับไปมองพี่ชายของเธอร่างกายของเขากลับไร้ซึ่งาแใดๆ
"ท่านพี่ ท่าน..." หญิงสาวเอ่ย ก่อนที่ชางเฉินจะใไม่แพ้กัน
ทำไมการโจมตีของมันถึงไม่มีผล
เขาหันหลังกลับไป ก็พบกับชายหนุ่มในชุดสีขาวแดง สัญลักษณ์บ่งบอกว่าเขานั้นมาจากตำหนักเทพเมฆา
"หึ เ้าพวกขยะชั้นต่ำ" เ้าทำได้เพียงไล่ฆ่าชาวบ้านตาดำๆ อย่างนั้นรึ
ชายหนุ่มจากตำหนักเมฆากล่าว ก่อนมือข้างหนึ่งจะยกกระบี่ขึ้นสูงเหนือหัว
กระบี่เพลิงสุริยัน !
กระบี่เพลิงสุริยัน เป็กระบวนท่าที่ผู้ใช้กระบี่รวบรวมพลังิญญา ก่อนปล่อยพลังออกมาเป็ลำแสงสีทอง โจมตีศัตรูด้วยพลังโจมตีอันรุนแรงและรวดเร็ว ฟาดฟันไปยังสองมารอสูรที่อยู่ตรงหน้าในทันที
พวกมันโคจรพลังิญญาไปที่ดาบก่อนจะรับพลังโจมตีอันรุนแรงนั้น ทว่าระดับพลังนั้นแตกต่างกันมากจนเกินไป ชายตรงหน้าเขานั้นย่อมเป็ิญญานักรบระดับ 9 ไม่ผิดแน่แล้วมีหรือพวกเขาที่มีิญญานักรบเพียงระดับ 4 จะต่อกรได้
ทันใดนั้นกระบี่ของทั้งสองอสูรหักสะบั้นลงในทันที ลำแสงสีทองฟาดผ่านร่างของทั้งสอง แบ่งร่างออกเป็เศษก้อนเนื้อสองท่อน ทั้งสองตายลงในทันทีเหลือเพียงิญญาสีเขียวขจีล่องลอยอยู่ในอากาศเพียงเท่านั้น
"อีกไม่นานกำลังเสริมของพวกมันจะมา" ชายหนุ่มกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์นัก เขาต้องรีบไปจากที่นี่ก่อนที่เขาจะกลายเป็ดวงิญญาเสียเอง มันดึงเอาิญญาของทั้งสองเข้ามาก่อนจะกินมันเข้าไปในทันที
"พวกเรารอดแล้ว" ชางอั้นและชางเฉินดีใจเป็อย่างมาก เขาคิดว่าพวกเขาจะต้องตายอยู่ที่นี้เสียแล้ว
"ขอบพระคุณท่านมาก" ชางเฉินกล่าวคำนับให้แก่ชายหนุ่มจากตำหนักเทพเมฆาตรงหน้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้น
ชายหนุ่มจากตำหนักเทพเมฆานั้นดูเป็มิตรเป็อย่างมาก เขายิ้มอย่างสงบก่อนจะกล่าวอะไรบางอย่างออกมา
"ข้าขอรับคำขอบคุณนั้นไว้ เพียงแต่น่าเสียดายที่พวกเ้านั้นตายไปแล้ว" เขากล่าวอย่างเยือกเย็น ก่อนจะบรรจงปาดคอของสองพี่น้องลงอย่างรวดเร็ว
ร่างของทั้งสองลงไปนอนกองอยู่ที่พื้นเหลือเพียงดวงิญญาเท่านั้นที่ลอยออกมาจากร่างที่ไร้ชีวิต
"เ้าพวกมารอสูรนี่เลวร้ายเสียจริง" ชายหนุ่มยิ้มเยาะ ก่อนจะจับสองดวงิญญานั้นกลืนกินเข้าปาก
ใช่แล้วในโลกแห่งนี้นั้นหาได้มีฝ่ายธรรมะหรือฝ่ายอธรรมไม่ มีเพียงแค่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่เป็ผู้อยู่รอด ิญญานับเป็ทรัพยากรที่มีค่าเป็อย่างมาก ทั้งยังมีอย่างจำกัดบนโลกใบนี้ที่มีประชากรไม่กี่ล้านคนเท่านั้น แล้วเหตุใดกันเมื่อความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม หากมีโอกาสแม้เพียงน้อยนิดที่จะเพิ่มพลังของตนเพื่อยืดเอาชีวิตรอดไปได้อีกหน่อย เหตุใดเขาจะไม่ทำมัน
ยามนี้ศึกาเริ่มขึ้นแล้ว กองทัพของทั้งสองฝ่ายเข้าห้ำหั่นกันอย่างเอาเป็เอาตาย เพื่อเป็ผู้ที่ได้ทุกสิ่ง ธรรมะและอธรรมล้วนเป็เพียงฉากบังหน้าก็เท่านั้น