อัศดินทร์ลงมาที่โต๊ะอาหารเช้าด้วยสีหน้าแช่มชื่นในขณะที่เพียงดาวกำลังนั่งหน้าตูมอยู่ฝั่งตรงข้ามโดยมีบิดานั่งอยู่หัวโต๊ะอ่านหนังสือพิมพ์พร้อมจิบกาแฟอย่างไม่สนใจใครอัศดินทร์รู้ดีว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เพียงดาวมีสีหน้าไม่สบอารมณ์ั้แ่เช้าในเมื่อเพื่อนๆของเขาที่ติดตามอินสตราแกรมหลั่งไหลเข้ามาพิมพ์แซวรูปแคปแชทบทสนทนาแสนหวานระหว่างเขากับแฟนพร้อมแคปชั่นโรแมนติกว่า
‘I miss you babe’
และแน่นอนว่าเพียงดาวเองก็ต้องได้เห็นเหมือนกันดังนั้นเช้านี้ทันทีที่อัศดินทร์หย่อนตัวลงนั่งจึงได้เห็นสายตาตัดพ้อและสีหน้าไม่พอใจของเพียงดาวส่งมาในทันทีซึ่งนั่นสร้างความแช่มชื่นให้อัศดินทร์ได้เป็อย่างมากเหมือนได้เห็นตัวเขาเองเมื่อสี่ปีก่อนที่ดิ้นเร่าทุกครั้งเวลาที่เพียงดาวเอาอกเอาใจพ่อต่อหน้าต่อตา
“วันนี้แกต้องเข้าบริษัทกับฉัน”
“ได้แต่ผมขอนั่งตำแหน่งรองประธานบริหารนะ”
ปึก!
บิดาโยนหนังสือพิมพ์ในมือลงกระแทกโต๊ะใช้สายตาดุที่เหมือนกันราวกับแกะของอัศดินทร์จ้องอัศดินทร์อย่างเอาเื่
“ความรู้เท่าขี้เล็บอย่างแกน่ะเหรอจะมาเป็รองประธานบริหารแกน่ะควรจะไปเริ่มที่งานถ่ายเอกสารด้วยซ้ำ”
“เื่อะไรจะไปทำงานแบบนั้นผมจบมาจากนอกนะเผื่อพ่อลืม”
“หึ จบจากนอกแล้วไงแกคิดว่าแกรู้ทุกอย่างแล้วงั้นสิฉันจะบอกอะไรให้อย่างแกลงสนามแข่งตอนนี้พร้อมความจองหองมีแต่จะเจ๊งกับเจ๊งไม่เป็ท่า”
“คิก คิก”เพียงดาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามปิดปากหัวเราะอัศดินทร์เดือดดาลขึ้นมาทันทีเมื่อถูกพ่อดูถูกจนเพียงดาวหัวเราะเข้าให้
เคล้ง!
อัศดินทร์กระแทกช้อนลงกับจานหมดอารมณ์อยากทานอาหารทันทีผุดลุกขึ้นเดินออกมาจากโต๊ะอาหารได้ยินเสียงเพียงดาวร้องเรียกไล่หลังแต่อัศดินทร์โมโหเกินที่จะนั่งอยู่ตรงนั้นเดินกลับขึ้นมาหยิบกุญแจรถและกระเป๋าสตางค์ก็เดินกลับลงไปด้านล่างสวนกับพ่อที่เชิงบันไดคงจะขึ้นมาชั้นสองแต่งตัวเตรียมไปทำงาน
“ทำไมไม่แต่งตัว”
“พ่อบอกเองนี่ว่าผมมันทำอะไรไม่ได้งั้นวันนี้ผมก็คงไม่จำเป็ต้องเข้าบริษัท”
“เด็กไม่รู้จักโตพูดแค่นี้ก็ทนไม่ได้ถ้าแกโดนบอร์ดบริหารสับเละไม่วิ่งร้องไห้เป็ลูกแหง่ออกมาเหรอ”
“หึไม่เคยคิดที่จะปกป้องกันเลยสินะถ้าผมโดนสับคุณก็คงแค่ยืนดูผมแหลกเหลวลงต่อหน้าเท่านั้น”
“ไม่ใช่เด็กสามขวบที่ต้องให้พ่อแม่ปกป้องอยู่ตลอดถ้ามัวแต่หลบหลังพ่อแม่เมื่อไหร่แกจะโต”
“ไม่ต้องทำมาเป็สอนแต่ก่อนที่ผมยังไม่โตก็ไม่เคยปกป้องผมซักครั้ง หนำซ้ำ…”อัศดินทร์กวาดสายตากร้าวไปมองเพียงดาวที่ก้าวตามมาหยุดอยู่เื้ับิดา“ยังเป็คนที่ทำร้ายผมปางตายซะเอง”
เอ่ยจบอัศดินทร์ก็เดินหุนหันออกมาจากบ้านทันทีโดยไม่ยอมฟังอะไรต่อเขาเหมือนคนหัวเดียวกระเทียมลีบในบ้านนี้และไม่อาจทนอยู่ต่อให้ถูกเย้ยหยันจากคนร้ายกาจทั้งสองหัวที่กำลังเดือดปุดบอกให้เขาขับรถออกไปไหนสักที่เพื่อระบายอารมณ์ที่คุกรุ่นนอกเมืองดูจะเป็ที่ที่ทำให้อัศดินทร์หัวเย็นลงได้เมื่อเลือกร้านกาแฟสงบๆที่หนึ่งเป็ที่ปักหลักและสั่งเครื่องดื่มเย็นๆมาดับร้อน
เมื่อได้นั่งในที่เงียบสงบใจของอัศดินทร์ก็เย็นลงได้แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เสียใจกับคำพูดของพ่อั้แ่แม่เสียตอนเขาอายุได้สิบสองพ่อก็เป็ผู้ปกครองคนเดียวของเขามาโดยตลอดเขาไม่เคยสนิทกับพ่อและยิ่งเมื่อไม่มีแม่ความห่างเหินยิ่งมากขึ้นเพราะไม่มีบุคคลทำหน้าที่เป็ตัวเชื่อมพ่อทำงานหนักไม่เคยมีเวลาให้เขา เลขาพ่อจะเป็คนจัดการทุกอย่างทั้งการเรียนและการใช้จ่ายในขณะอาหารการกินแม่บ้านใหญ่จะเป็คนดูแลเขาอย่างใกล้ชิดพ่อเป็เพียงคนที่ทำหน้าที่จ่ายเงินสำหรับค่าใช้จ่ายทุกอย่างของเขาเขาไม่เคยถูกขัดใจสำหรับของทุกอย่างที่อยากได้หากแต่ก็แลกมาด้วยการที่ไม่เคยได้ใช้เวลากับพ่อเลยสักนิดเขาเคยสงสัยว่าพ่อเคยรักเขาบ้างไหมจนเมื่อพ่อแต่งงานกับเพียงดาวคนรักของเขาทุกอย่างก็กระจ่างว่าพ่อไม่เคยรักเขาเลยสักนิด
อัศดินทร์คิดว่าพ่อคงไม่อยากมีเขาเป็ลูกเท่าไหร่นักหากแต่พ่อก็ไม่มีทางเลือกในเมื่อมีเขาเพียงคนเดียวที่เป็ทายาทสืบทอดตระกูลเพราะถึงแม้จะแต่งงานกับเพียงดาวมาถึงสี่ปีก็ไม่มีวี่แววว่าเพียงดาวจะท้องพ่อถึงต้องทนเก็บเขาไว้และทั้งผลักทั้งดันให้เขาไปเรียนเมืองนอกจนจบกลับมาถึงจะอย่างนั้นก็ไม่คิดจะวางมือให้เขาดูแลบริษัทซะทีเดียวประเมินตัวของเขาต่ำและยังชอบพูดกระทบเขาอยู่บ่อยๆอย่างเช่นเมื่อเช้าที่เอ่ยดูถูกดูแคลนเขากลางโต๊ะอาหารหนำซ้ำยังทำให้เขาโดนผู้หญิงคนนั้นหัวเราะเยาะเข้าให้ด้วยอัศดินทร์เกลียดเวลาที่เขาโดนคนทั้งสองทำเหมือนเขาไม่มีอะไรดีทั้งที่คนที่น่ารังเกียจคือพวกเขาทั้งสองคนต่างหาก
สี่ปีก่อนที่เขาโดนคนทั้งสองหักหลังโลกของเขาเหมือนพังทลายเขาโกรธมากชนิดพร้อมที่จะทำตัวร้ายๆใส่คนทั้งสองให้ย่อยยับลงพร้อมๆกับหัวใจที่แหลกสลายของเขาดีที่ว่านับนทีเข้ามาเตือนสติเขาได้ทันไม่อย่างนั้นแล้วตอนนี้เขาอาจกลายเป็ไอ้ขี้ยาที่ไหนสักที่หรืออาจติดคุกข้อหาฆ่าคนตายก็ได้อัศดินทร์รู้จักตัวเองดีในตอนนั้นเขาคือไอ้หนุ่มเืร้อนที่สามารถทำอะไรก็ได้ให้สาสมกับความแค้นในอกถ้าไม่มีนับนทีมาห้ามและคอยปลอบโยนเขาก็คงทำอะไรที่ขาดสติลงไปอย่างไม่ต้องสงสัยถ้าจะบอกว่านับนทีเป็แม่พระมาโปรดก็คงไม่ผิดจากนั้นอัศดินทร์จึงทั้งรักและเทิดทูนนับนทีมาก
พอคิดถึงนับนทีอัศดินทร์ก็ยิ้มออกมาได้นอกจากแม่บ้านใหญ่ที่ดูแลเขามากกว่าเ้านายกับลูกน้องชีวิตเขาก็มีนับนทีที่คอยมอบความอ่อนโยนให้ปลอบโยนเขาด้วยความใจดีจนทำให้เขาคลายความเคียดแค้นลงได้เป็คนที่เข้าใจเขาและไม่เคยใช้คำดุด่ากับเขาเลยสักคำแม้จะผ่านมานานหลายปีจากเหตุการณ์นั้นแต่อัศดินทร์ก็ไม่เคยลืมสิ่งที่นับนทีทำให้เมื่อเขากลับมาไทยครั้งนี้เขาจึงไปหานับนทีเป็คนแรกและเอ่ยขอโทษด้วยความรู้สึกผิดที่หายหน้าไปหลังจากได้นั่งคิดทบทวนจนอารมณ์เย็นลงอัศดินทร์ก็ขับรถกลับเข้ามาในเมืองและตรงไปวัดแห่งหนึ่งเพื่อเอาดอกไม้ไปไหว้แม่เกือบสี่ปีแล้วที่เขาไม่ได้เหยียบย่างมาที่นี่
“ผมเรียนจบแล้วครับกลับมาได้สักพักแล้วเลยเอาดอกไม้มาไหว้แม่”อัศดินทร์วางดอกไม้ลงเบื้องหน้ารูปของแม่เอื้อมมือไปััรูปที่ยิ้มอ่อนโยนให้เขาทั้งในยามที่ยังมีชีวิตและยามที่สิ้นลมหายใจแล้วความเหงาแทรกเข้ามาในใจอีกครั้งแม้จะเติบโตมาถึงยี่สิบห้าปีแต่เขาก็ยังโหยหาแม่เสมอถึงจะรู้ว่าเป็ไปไม่ได้ที่จะได้แม่กลับคืนมาก็ตาม
“ผมกลับไปอยู่ที่บ้านครับแต่คงอยู่ไม่ได้นานหรอก คิดว่าคงต้องย้ายออกมาผมทนเห็นคนพวกนั้นใช้ชีวิตอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่รอบๆตัวผมไม่ได้”อัศดินทร์ยิ้มหยันเมื่อคิดถึงพ่อกับเพียงดาว “ไม่รู้ว่าพวกเขาใช้ชีวิตอยู่กับความน่ารังเกียจแบบนั้นได้ยังไงนะครับ”
“แต่ผมจะไม่เป็คนเดิมที่เอาแต่ทำตัวเคียดแค้นไปวันๆหรอกผมจะเอาทุกอย่างที่ควรเป็ของแม่คืนมาผู้หญิงหน้าเงินคนนั้นจะไม่มีวันได้เงินของแม่ที่ต่อสู้เคียงข้างกับพ่อมาตลอดแม้แต่บาทเดียวผมสัญญา” อัศดินทร์ยิ้มอ่อนโยนให้แม่ก่อนที่รอยยิ้มและสายตาจะแปรเปลี่ยนเป็เ็าเมื่อคิดถึงใบหน้าของเพียงดาว
หลังจากไหว้แม่เสร็จอัศดินทร์ก็ไม่มีที่ไปถ้ากลับไปบ้านเขาก็คงต้องอารมณ์เสียเพราะเพียงดาวคงอยู่ที่นั่นจุดหมายของการเดินทางจึงหยุดลงที่ร้านของนับนทีอัศดินทร์ส่งยิ้มให้เ้าของร่างสูงโปร่งที่กำลังส่งถุงสินค้าให้ลูกค้าและเอ่ยลาอย่างนอบน้อมรอยยิ้มที่เกลื่อนอยู่บนใบหน้าอ่อนเยาว์กว่าวัยถูกเผื่อแผ่มายังเขาด้วย
“ไปไงมาไง”
“เบื่อบ้านไม่รู้จะไปไหนก็เลยมาหาพี่” อัศดินทร์บอกเสียงเหนื่อยหน่ายเดินไปนั่งที่ชุดโซฟารับแขกอย่างคุ้นเคย นับนทีเดินมายืนกอดอกใกล้ๆ
“ทะเลาะกับคนที่บ้านมาเหรอ”
อัสดินทร์หัวเราะเมื่อเงยหน้ามองนับนทีก่อนเอ่ยเย้า“จะมีใครรู้จักผมได้ดีเท่าพี่ แค่มองหน้าก็ดูออกแล้ว”
“คนในไอจีแหละน่าคนนึง”อัศดินทร์โดนเย้ากลับด้วยเื่ที่เขาลงรูปแชทแสนหวานกับแฟนเมื่อคืนในอินสตราแกรม
“พี่ก็เห็นเหรอไหนบอกไม่ค่อยเล่นโซเชียล”
“แสดงว่ายังไม่ได้อ่านไลน์กลุ่มใช่มั้ยเค้าแคปมาเม้าส์นายกันใหญ่”นับนทีเอ่ยบอกทั้งหัวเราะขำก่อนจะหันหลังเดินหายเข้าไปในครัวอัศดินทร์ล้วงเอาโทรศัพท์มากดดูถึงได้เห็นว่าเขาโดนขาเม้าส์ในกลุ่มแคปรูปพร้อมแคปชันในอินสตราแกรมมาวิจารณ์อย่างสนุกสนานโดยตัวตั้งตัวตีคนที่แคปมาลงกลุ่มคนแรกก็คือยัยน้อยหน่าตัวแสบอัศดินทร์ส่ายหน้าให้พวกขาเม้าส์ก่อนเงยหน้ามองนับนทีที่เอาน้ำเย็นมาเสิร์ฟให้พอยกขึ้นดื่มอัศดินทร์ก็ทำตาโตด้วยความชอบใจทันที
“หอมจังน้ำใบเตยเหรอครับ”
“อื้ม จะได้ใจเย็นลง”
“รู้ใจผมกว่าใครเพื่อนเลยสิน่า”อัศดินทร์แซวยิ้มๆ
“เห็นคิ้วยุ่งๆของนายมันขมวดผูกกันจนเป็รอยย่นก็เดาได้แล้ว”
“อ่ะงั้นช่วยนวดให้หน่อยครับ”อัศดินทร์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้อย่างที่ชอบทำเหมือนเมื่อก่อนเขาถึงขนาดเคยขอนับนทีนอนตักและให้ช่วยนวดขมับให้ตอนที่เขาอาศัยที่คอนโดของนับนทีเมื่อสี่ปีก่อนและนับนทีก็ทำให้อย่างเต็มใจเช่นเดียวกับตอนนี้ที่นิ้วมือเรียวงามมาคลึงตรงหว่างคิ้วและขมับให้
หากแต่นวดไปได้เพียงไม่นานเสียงกระดิ่งที่บานประตูก็ดังขึ้นพร้อมเสียงร้องไห้จ้าของเด็กหญิงตัวน้อยที่ถูกคุณป้าจูงเข้ามาด้านในพร้อมปลอบโยน
“ไม่เจ็บๆลูกเดี๋ยวคุณแม่ทายาให้ก็หายนะคะ”
“ฮึก ของขวัญเจ็บของขวัญจะให้คุณแม่เป่าให้ ฮือ”
ทั้งนับนทีและอัศดินทร์หันไปมองต้นเสียงด้วยความใก่อนนับนทีจะลุกขึ้นเดินไปย่อตัวลงตรงหน้าร่างเล็กที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นน่าสงสารพลางเอ่ยถามอ่อนโยน“หนูร้องไห้ทำไมคะคนดี”
“ฮึก หนูหกล้มเจ็บตรงนี้มากๆเลยค่ะคุณแม่ ฮือ”เด็กหญิงตัวน้อยแบมือเล็กๆที่มีรอยถลอกออกให้มารดาดูพร้อมสะอึกสะอื้นคุณป้าที่ยืนอยู่ข้างๆยิ้มเอ็นดูขณะที่สบตากับนับนที
“ป้าจับไว้ไม่ทันออกวิ่งนำมาก่อนแล้วหกล้มเข้า”
“โอ๋ ไม่เป็ไรนะคะเดี๋ยวใส่ยาก็หายเจ็บแล้ว เดี๋ยวแม่เป่าเพี้ยงๆให้ดีไหมคะ”
“ดีค่ะ คุณแม่ใส่เวทย์มนต์ให้ด้วยนะคะจะได้หายเจ็บไวไว”
ทั้งนับนทีและคุณป้าหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดูก่อนนับนทีจะช้อนเอาร่างเล็กอุ้มไปนั่งที่โซฟาที่อัศดินทร์นั่งอยู่
“แกร้องไห้ทำไมครับ”อัศดินทร์เอ่ยปากถามทันที
“วิ่งหกล้มน่ะมือถลอกนิดหน่อย ดีที่กระโปรงยาวปิดเข่าไว้ได้ ไม่งั้นคงได้อีกแผล”
“มือถลอกเหรอคะไหนขอน้าอัศดูหน่อยได้ไหมคะ” อัศดินทร์เอ่ยอ่อนโยนกับเด็กหญิงเห็นน้ำตาเปื้อนแก้มใจเขาก็อ่อนยวบ
มือเล็กๆยื่นมาให้อัศดินทร์ดูพร้อมริมฝีปากที่เบะออกอีกครั้งก่อนน้ำตาเม็ดโตจะร่วงเผาะพร้อมคำพูดปนสะอื้น “ฮึก ของขวัญเจ็บมากเลยค่ะน้าอัศเป่าให้หน่อยได้ไหมคะ”
อัศดินทร์สงสารจับใจรับตัวแกมาจากนับนทีแล้วกอดไว้แนบอกก่อนจะยกมือน้อยๆที่มีแผลถลอกขึ้นมาดูใกล้ๆแล้วเป่าลงที่มือให้อย่างแ่เบาตามที่แกร้องขอ“เพี้ยง ขอให้มือน้อยๆนี้หายไวไวนะคะ”
“ขอบคุณค่ะน้าอัศ”บอกขอบคุณเจือสะอื้น อัศดินทร์ล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดคราบน้ำตาให้โดยที่คนเจ็บตัวน้อยยังซุกอยู่ในอก
“ดูซิอ้อนใหญ่เชียว”คุณป้าเอ่ยขึ้นทั้งหัวเราะน้อยๆอัศดินทร์ที่เพิ่งได้มองท่านตรงๆยกมือขึ้นไหว้ทันที
“คุณป้าพี่เองชื่อป้าบุษ มาช่วยดูแลหลาน”นับนทีเอ่ยแนะนำอย่างเป็ทางการเพราะอัศดินทร์เจอกันกับคุณป้าเฉียดๆมาตลอด
“ผมอัศดินทร์เป็รุ่นน้องสนิทของพี่นับครับคุณป้าเรียกอัศก็ได้ครับ” อัศดินทร์เอ่ยชัดถ้อยชัดคำขณะที่แนะนำตัวกับคุณป้า
“เอไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนหรือว่าป้าจำไม่ได้” คุณป้าเอียงหน้าพิศอัศดินทร์อย่างสงสัย
“ผมไปเรียนต่อต่างประเทศเกือบสี่ปีเพิ่งกลับมาไทยครับ”อัศดินทร์ไขข้อข้องใจให้ท่าน
“มิน่าป้าเองก็เพิ่งมาอยู่กับนับตอนเขาคลอดของขวัญเมื่อ…”
“เอ้อคุณป้าครับช่วยนับหาหน่อยสิว่าเอากล่องปฐมพยาบาลไปวางไว้ไหนไม่ค่อยได้ใช้นับก็ลืมๆ” นับนทีแทรกขึ้นเพื่อตัดบทเขากลัวว่าอัศดินทร์จะสะกิดใจเข้ากับ่เวลาการเกิดของลูก ถึงตอนนั้นนับนทีไม่รู้ว่าตัวเองจะปั้นหน้าโกหกอัศดินทร์ไปได้ถึงไหน
“ป้าจำได้ว่าเอาไว้ในตู้ในห้องครัวข้างๆตู้เก็บแก้วนะเดี๋ยวป้าไปดูให้”บทสนทนาระหว่างคุณป้าและอัศดินทร์จึงจบลงเท่านั้นและนับนทีรู้สึกโล่งใจ
คุณป้านำกล่องปฐมพยาบาลมาวางไว้ให้แล้วขอตัวกลับบ้านเพราะนัดคนทำสวนมาตัดหญ้าให้โดยทิ้งเด็กหญิงไว้ในความดูแลของนับนทีหากแต่ว่าตอนนี้แกซุกอยู่ในอกอัศดินทร์และพร้อมหลั่งน้ำตาอีกรอบเมื่อนับนทีกำลังจะทายาให้
“ล้างแผลนิดหน่อยเองลูกไม่เจ็บค่ะ แม่จะทำเร็วๆเลยนะคะ” นับนทีปลอบโยน
“แต่มันแสบ หนูกลัว”เด็กหญิงรู้ฤทธิ์ของยาล้างแผลดีเพราะมันทำให้แกเสียน้ำตาทุกครั้งที่แม่หยิบมาล้างแผลให้แกจึงงอแงและอิดออด
“เดี๋ยวน้าอัศเป่าให้แป๊บเดียวก็หายแสบค่ะให้คุณแม่ล้างแผลให้นะคะ” อัศดินทร์ตะล่อมกล่อมอีกคน
“คุณแม่ไม่ล้างแผลได้ไหมคะฮึก” ออดอ้อนทั้งน้ำเสียงและแววตา นับนทีมองหน้าอัศดินทร์แล้วยิ้มให้
“ท่าไม้ตายใจอ่อนมาแล้วไม่รู้กี่ราย”
“ผมก็ชักจะใจอ่อนแล้วสิไม่ล้างแผลไม่ได้เหรอครับ แผลถลอกนิดเดียวไม่น่าจะเป็อะไร”
“แน้แทนที่จะมาช่วยกันตะล่อมกลับมาเป็ผู้ช่วยเกลี้ยกล่อมพี่แทนซะนี่”นับนทีค้อนคนใจอ่อนเข้าให้ ก่อนจะใช้เสียงแข็ง “ยังไงก็ต้องล้างแผลไม่รู้มีเชื้อโรคอะไรบ้าง นายกางมือแกออกมาเลย พี่ล้างแป๊บเดียว”
นับนทีที่รับมือกับน้ำเสียงและแววตาออดอ้อนมานานหลายปีจนแข็งแกร่งเอ่ยบอกอัศดินทร์ที่ยังเป็มือใหม่อัศดินทร์ทำหน้าที่ปลอบโยนเ้าตัวเล็กอยู่นานกว่าแกจะยอมแบมือออกให้นับนทีล้างแผลและร้องไห้โฮทันทีที่ยาถูกป้ายลงที่ฝ่ามืออัศดินทร์ทำหน้าที่กอดปลอบอยู่ชั่วครู่แกจึงสงบลง
“เลิกร้องไห้แล้วของขวัญเก่งมากค่ะ เดี๋ยวน้าอัศพาไปทานไอศครีมดีไหมคะ”
“ดีค่ะ ฮึกของขวัญอยากทานไอศครีมเยอะๆ”เอ่ยทั้งเงยหน้าเอาน้ำตาอาบแก้มขึ้นมองให้อัศดินทร์ใจอ่อนยวบ จึงเอ่ยขออนุญาตกับนับนทีที่พอดีมีลูกค้าเข้ามาในร้านอัศดินทร์จึงได้ออกไปกับเด็กหญิงเพียงลำพังเขาอุ้มแกที่ซบนิ่งอย่างหงอยๆเพราะร้องไห้หนักไปจนถึงร้านไอศครีมยี่ห้อดังที่อยู่ถัดจากร้านนับนทีไปสามตึกตามใจให้แกเลือกไอศครีมที่แกอยากทานได้ไม่อั้น
“น้าอัศทานช็อคโกแล็ตของของขวัญสิคะ”มือเล็กๆข้างที่ไม่มีแผลตักไอศครีมยื่นมาป้อนอัศดินทร์ที่ยื่นใบหน้าไปรับเข้าปากทันที
“ขอบคุณค่ะคนดี”อัศดินทร์รู้สึกว่าหัวใจเขาอ่อนโยนและสงบลงเป็อย่างมากเมื่อได้อยู่ใกล้ชิดกับเด็กหญิงตัวน้อยความน่ารักและความออดอ้อนของแกทำให้ใจที่แข็งกระด้างของเขาอ่อนลงเหมือนที่นับนทีเองก็ทำให้เขารู้สึกแบบนี้เหมือนนิสัยทำให้คนรอบข้างรู้สึกดีจากคนแม่จะถ่ายทอดมาสู่คนลูกด้วย
่เวลาไอศครีมหมดลงเมื่อเด็กหญิงตัวน้อยได้ทานจนพอใจและแกอารมณ์แช่มชื่นขึ้นอัศดินทร์ซื้อไอศครีมติดมือไปฝากนับนทีที่ร้านด้วย ทว่าระหว่างทางที่อุ้มเด็กหญิงกลับร้านแกก็หลับกลางอากาศไปเสียก่อนแล้ว
“อ้าวหลับคาอกไปแล้วเหรอนั่น” นับนทีที่หันมาเห็นเอ่ยขึ้นทั้งหัวเราะน้อยๆอย่างเอ็นดู
“ให้นอนไหนครับเดี๋ยวผมอุ้มไปให้”
“ชั้นสองเลย ตามพี่มา”นับนทีเดินนำขึ้นมาที่ชั้นสองของร้านซึ่งเป็สถานที่ออกแบบเสื้อและจัดเก็บคอลเลคชั่นต่างๆของเสื้อโดยแบ่งอีกห้องไว้เป็ที่นอนของเด็กหญิงอัศดินทร์วางร่างแกลงบนเตียงอย่างแ่เบาแล้วห่มผ้าให้
“คงทานอิ่มไปหน่อยแถมร้องไห้จนเหนื่อยเลยหลับเร็วแบบนี้”
“ขอบคุณมากนะที่พาแกไปทานไอศครีมจนหยุดงอแงได้”
“ที่จริงผมต้องเป็ฝ่ายขอบคุณแกมากกว่าที่ทำให้ผมสบายใจขึ้นความน่ารักของแกทำให้ผมลืมเื่ขุ่นมัวในใจลงไปได้เยอะเลยที่พูดว่าแกเหมือนพี่ในแง่ทำให้คนสบายใจทุกครั้งที่อยู่ใกล้ผมยิ่งรู้สึกว่าเป็แบบนั้นจริงๆพี่เป็ความสบายใจของผมและตอนนี้ลูกของพี่ก็กลายมาเป็ความสบายใจของผมอีกคน”อัศดินทร์เอ่ยจริงใจ ในแววตาเต็มไปด้วยความเทิดทูนนับนที
นับนทีก้มหน้าลงซ่อนยิ้มหัวใจที่กำลังพองโตฟ้องว่าเขาดีใจแค่ไหนที่ได้ยินอัศดินทร์พูดแบบนั้นอยากจะกดความรู้สึกอิ่มเอมในใจนี้ไว้หากแต่สีหน้าที่กำลังแช่มชื่นไม่ให้ความร่วมมือเลยสักนิด
หลังจากดูแลให้เด็กหญิงได้นอนหลับสบายในที่นอนของแกแล้วอัศดินทร์และนับนทีก็เดินลงมาคุยกันที่ด้านล่างโดยนับนทีเป็คนเปิดปากถามก่อน
“ว่าแต่ถามได้ไหมอะไรทำให้อารมณ์เสียมาแต่เช้า”
อัศดินทร์ถอนหายใจสีหน้าเหนื่อยหน่ายฉายขึ้นมาบนใบหน้าอีกครั้งขณะเอ่ยตอบ“ก็ทะเลาะกันกับพ่อเหมือนเดิม เขาดูถูกผมเพราะผมขอตำแหน่งรองประธานบริษัทบอกว่าระดับผมให้ทำงานถ่ายเอกสารก็หรูแล้ว ผมรู้อยู่แล้วว่าเขาคงไม่เห็นด้วยแต่ไม่คิดว่าเขาจะดูถูกผมขนาดนี้”
“พี่รู้สึกได้ว่าคุณลุงเค้ารักอัศมากนะเพียงแต่แสดงความรักออกมาไม่ถูกวิธี” นับนทีปลอบโยน
“หึพี่น่ะไม่ต้องเข้าข้างตาแก่นั่นเลยมีใครที่รักลูกแต่แย่งแฟนลูกไปเป็เมียตัวเองบ้าง”
พออัศดินทร์ยกเื่นี้ขึ้นมาพูดนับนทีก็พูดไม่ออกเขาเองก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่พ่อของอัศดินทร์ทำนักแต่ลึกๆนับนทีเชื่อว่าท่านเองรักลูกชายของท่านมาก
“โอเคๆ ไม่อารมณ์เสียนะอุตส่าไปกินไอศครีมมาแล้ว” นับนทีปลอบอัศดินทร์เหมือนเด็ก
“ผมไม่ใช่ของขวัญนะ”อัศดินทร์เอ่ยทั้งยิ้มออกมาได้ ก่อนสีหน้าจะหม่นลงเมื่อเอ่ยประโยคต่อมา“แต่บางทีเป็เด็กเหมือนของขวัญก็คงจะดี อายุเท่าของขวัญแม่ก็ยังอยู่กับผม”
“อย่าเศร้าไปเลยนายยังมีพี่ ยังมีน้อยหน่าแล้วก็เพื่อนคนอื่นๆนะ พี่แล้วก็เพื่อนๆยังเหมือนเดิม”นับนทีเอ่ยอ่อนโยนขณะที่ยื่นมือไปกุมแก้มอีกฝ่ายความอ่อนแอของอัศดินทร์คนที่เบื้องหน้าแสนจะเข้มแข็งมาโดยตลอดทำให้นับนทีปวดร้าวจากที่คิดว่าจะพาตัวเองห่างออกมาจากชายหนุ่มตอนนี้นับนทีบอกตัวเองว่าเขาคงทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว
“ขอบคุณนะพี่ยังใจดีกับผมเสมอ” อัศดินทร์ยกมือขึ้นมากุมทับมือนับนทีความอบอุ่นแผ่รอบตัวและบรรยากาศเดิมเมื่อสี่ปีก่อนกลับมาอีกครั้ง
“เอางี้พี่ตัดสูทให้นายดีมั้ย เอาซักสิบชุดเลยเวลาใส่ไปทำงานไม่ว่าพ่อนายท่านจะให้ทำงานอะไรก็จะได้ผ่านฉลุยถือเป็ของขวัญจากพี่ให้นายในวันเริ่มต้นทำงานใหม่”นับนทีเอ่ยน้ำเสียงกระตือรือร้นพร้อมยิ้มกว้างขวางให้อัศดินทร์ที่ยิ้มตอบกลับมาในขณะที่มือยังกุมมือของนับนทีไว้อยู่
“แต่พี่ต้องให้ผมจ่ายเงินนะ”
นับนทีส่ายหน้าจริงจัง“ไม่ได้สิ ก็บอกว่าของขวัญจากพี่สำหรับการเริ่มต้นทำงานใหม่ของนาย”
“ของขวัญอะไรตั้งสิบชุดกำไรพี่หายไปเท่าไหร่” อัศดินทร์ปฏิเสธขึงขังกลับมาเช่นกัน
“ไม่เป็ไรหรอกน่าแค่นี้เองพี่ให้ได้เผื่อคนมาเห็นว่าหนุ่มฮ็อตๆอย่างนายใส่สูทร้านพี่เค้าอาจจะแห่มาซื้อตามก็ได้”นับนทีพูดทีเล่นทีจริง
“อย่างพี่น่ะเหรอจะใช้ผมหาประโยชน์เก่งเื่พูดให้ผมยอมแพ้อีกตามเคย”หากแต่อัศดินทร์รู้ทันว่านั่นแค่ข้ออ้างที่นับนทียกขึ้นมาไม่ให้อัศดินทร์ปฏิเสธได้“งั้นผมจะรับไว้ แต่ไม่เอาถึงสิบนะ สามก็พอ ผมจะลงรัวๆในไอจีให้เลย”
“โอเค ตามนั้น”นับนทีรับปากในที่สุดเพราะหากยืนกรานว่าจะตัดให้สิบชุดจริงๆมีแววว่าจะต้องเถียงกับอัศดินทร์อีกนานแน่
ตลอดบ่ายอัศดินทร์ปักหลักขอเป็ผู้ช่วยนับนทีที่ร้านเพราะไม่รู้จะไปไหนเขายังไม่อยากกลับบ้านเพราะไม่อยากอารมณ์เสียดังนั้นนับนทีจึงมีพนักงานต้อนรับสุดหล่อมาช่วยต้อนรับลูกค้าในวันนี้และเพราะมีลูกค้าหลายท่านถ่ายอัศดินทร์ลงในโซเชียลต่างๆร้านของนับนทีใน่บ่ายจึงค่อนข้างมีลูกค้าสาวๆเข้ามาใช้บริการหนาตากว่าวันไหนๆ
นอกจากนี้อัศดินทร์ยังทำหน้าที่เป็พี่เลี้ยงเด็กช่วยดูแลลูกสาวของนับนทีให้อย่างเต็มอกเต็มใจความอ่อนโยนและช่างเอาใจของอัศดินทร์ทำให้เด็กหญิงของขวัญเปิดใจให้อัศดินทร์เข้ามาสนิทสนมกับแกอย่างเต็มที่จนนับนทีที่แอบมองอยู่เงียบๆยังอดจะกังวลใจไม่ได้แม้จะรู้สึกดีที่ทั้งสองเข้ากันได้ดีก็ตาม
“มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ”อัศดินทร์เยี่ยมหน้าเข้ามาในครัวเมื่อขอติดสอยห้อยตามนับนทีมาขอข้าวเย็นทานในวันนี้
“อย่าเลย อัศไปนั่งเถอะเดี๋ยวพี่ทำเอง”นับนทีที่กำลังล้างผักหันมาเอ่ยไล่
“ไม่เป็ไร ผมอยากช่วยพี่หาอะไรให้ทำหน่อยสิ”อัศดินทร์ยืนกรานและปักหลักยืนอยู่หน้าโต๊ะกลางครัวไม่ยอมขยับไปไหน
นับนทีส่ายหน้ายิ้มๆแล้วหยิบหัวหอมใหญ่ไปวางไว้บนโต๊ะด้านหน้าอัศดินทร์พร้อมอุปกรณ์เขียงและมีดแล้วเอ่ยอธิบาย “หั่นหัวหอมใหญ่แล้วกัน พี่กำลังจะผัดผัก”
“ได้!”อัศดินทร์รับคำแข็งขันแล้วทรุดตัวลงนั่งลากอุปกรณ์มาใกล้ๆแล้วเริ่มแกะเปลือกหัวหอมใหญ่พลางคุยโอ่“พี่ไม่รู้อะไรว่าผมน่ะหั่นผักเก่งที่หนึ่ง”
นับนทีหันกลับมาเบ้หน้าใส่คนคุยอวดก่อนจะถามน้ำเสียงไม่เชื่อถือ“นายน่ะเหรอทำอาหารเก่ง พี่จำได้ว่าตอนอยู่คอนโดทอดไข่ยังลืมปรุงรสนะไข่ทอดจืดสนิท”
อัศดินทร์ส่ายหน้าทำไม้ทำมือปฏิเสธเป็การใหญ่ก่อนคุยต่อ“นั่นมันอัศดินทร์คนเก่าครับ อัศดินทร์คนใหม่ไปอัปสกิลที่เมืองนอกมาแล้วอยู่ที่โน่นผมทำอาหารกินเองตั้งหลายอย่าง พี่เห็นแล้วพี่จะอึ้ง”
นับนทีเบ้หน้าอย่างไม่ค่อยเชื่อถือนัก“จะคอยดูพ่อเชฟใหญ่”
อัศดินทร์ยิ้มกว้างขวางให้แล้วก้มหน้าก้มตาทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างตั้งอกตั้งใจราวกับนักเรียนที่กำลังตั้งใจทำงานที่อาจารย์มอบหมายนับนทีรีบหันหลังให้เพื่อซ่อนยิ้มเอ็นดูที่มีต่ออีกฝ่ายอัศดินทร์พร่ำคำชมบอกว่าเขาอ่อนโยนต่ออีกฝ่ายหากแต่อัศดินทร์ไม่รู้ตัวเองเลยสักนิดว่าตัวเขาเองก็อ่อนโยนต่อนับนทีและลูกมากไม่ต่างกัน
“โอ๊ย!”
ระหว่างที่เงียบเพื่อตั้งใจทำงานของตัวเองจู่ๆอัศดินทร์ก็ร้องขึ้นเสียงดังนับนทีรีบหันไปมองทันทีก็พบว่าอีกฝ่ายทิ้งมีดและกำลังกุมนิ้วพร้อมทำสีหน้าเหยเกจึงรีบวางทัพพีแล้วเดินเข้าไปถามด้วยความใทันที
“มีดบาดเหรอ”
“นิดหน่อยครับไม่เป็ไรหรอก”
“ไหนพี่ดูหน่อยซิ”
“ไม่เป็ไรๆพี่ไปทำต่อเถอะ แผลนิดเดียวกดไว้เดี๋ยวเืก็หยุด”อัศดินทร์พยายามเอี้ยวตัวหนีหากแต่นับนทีรั้งไว้แล้วก้มลงมางัดนิ้วที่กำแผลไว้แน่น
“เอ๊ะทำไมดื้อแบบนี้นะ แบมือออกมาให้พี่ดูเดี๋ยวนี้นะอัศ” นับนทีดุและพยายามงัดมือที่กำแผลไว้แน่นออกดู
“ไม่เป็ไรหรอกพี่ไปทำอาหารต่อเถอะ”
“ไม่เป็ไรได้ไงเป็แผลต้องล้างแผลนะ”นับนทีเอ่ยเสียงจริงจังคิ้วทั้งสองเริ่มขมวดมุ่นโดยไม่ได้สังเกตเลยว่าอัศดินทร์กำลังอมยิ้มชอบใจและมองหน้ายุ่งๆของนับนทีอย่างสนุกสนาน
“ไม่เป็ไรหรอกน่า”
“นายไม่ใช่ของขวัญนะทำไมดื้อเหมือนเด็กแบบนี้” นับนทีดุขึ้นอีกก่อนอัศดินทร์จะยอมแพ้ปล่อยมือที่กำนิ้วที่ถูกมีดบาดให้ดูเพื่อพบว่าไม่มีแผลอะไรนับนทีพลิกมือใหญ่นั้นดูอย่างร้อนรนก่อนจะยืดตัวขึ้นแล้วท้าวสะเอวมองคนร้ายกาจพร้อมแหวใส่“นายเป็เด็กเหรอห๊ะ!”
“หึหึพี่ยังน่ารักเหมือนเดิมเลยเวลาดุผม” หากแต่อัศดินทร์กลับยิ่งชอบใจกอดอกเงยหน้ามองนับนทีเหวี่ยงอย่างไม่ทุกข์ร้อนนอกจากนี้ยังยิ้มชอบอกชอบใจเป็การใหญ่
“อัศดินทร์เวียงวานนท์!!!” นับนทีเรียกชื่อคนป่วนเต็มยศ
“คร้าบบบ”หากแต่คนถูกเรียกไม่ทุกข์ร้อน ตอบรับเสียงยาวแล้วยังหัวเราะพอใจอีก
“นายอายุเท่าไหร่หา!”
“ใกล้ยี่สิบห้าปีเต็มแล้วครับ”
“โตจนมีลูก…ได้แล้วยังทำตัวเป็เด็กอีก” นับนทีพลั้งปากออกไปต้องรีบเติมประโยคหลังกลบเกลื่อน
“ให้โตจนมีเมียมีลูกอีกกี่คนการแกล้งพี่ก็สนุกอยู่ดี”
นับนทียกกำปั้นค้อนใส่หันหลังไปคนอาหารในหม้อต่อพร้อมบ่นอุบอิบ “ขอริบคำชมว่านายโตขึ้นเยอะคืนก็แล้วกัน”
“หัวหอมหั่นเสร็จแล้วคร้าบ”อัศดินทร์ยั่วโมโหต่อ
“วางไว้นั่นแหละแล้วออกไปรอข้างนอกเลยโมโหมากๆกลัวว่ามีดจะไปปักที่อกนายเข้านะ”นับนทีกระแทกเสียงใส่คนชอบกวนด้วยความหมั่นไส้
“แค่นี้ก็จะฆ่าจะแกงผมแล้วเหรอใจร้ายจัง” อัศดินทร์แสร้งทำเสียงเศร้า หากแต่เมื่อนับนทีหันมามองด้วยสีหน้าบึ้งตึงก็เห็นว่าเ้าตัวแสบกำลังยิ้มกว้างขวางไม่ได้สลดอย่างที่น้ำเสียงเมื่อสักครู่จึงยกกำปั้นค้อนใส่อีกที
“กลัวแล้วๆครับของขวัญช่วยน้าอัศด้วย น้าอัศโดนคุณแม่ดุ” อัศดินทร์แกล้งร้องขึ้นเสียงดังไม่นานเด็กหญิงตัวน้อยก็วิ่งจี๋เข้ามาในห้องครัว อัศดินทร์ได้ทีออดอ้อนแกแล้วอุ้มกันออกไปเล่นข้างนอกแต่ก่อนออกไปอัศดินทร์เดินมาล้างมือและยักคิ้วให้นับนทีอย่างกวนๆจึงโดนนับนทีเอาศอกกระทุ้งสีข้างไปทีเ้าคนตัวสูงไม่ะเืสักนิดนอกจากจะหัวเราะพอใจแล้วเดินไปจับมือลูกสาวออกไปข้างนอก
นับนทีมองค้อนตามแผ่นหลังกว้างพร้อมบ่นกระปอดกระแปด“กวนประสาทเหมือนเดิมเลยนะเ้าเด็กแสบถ้าเกิดลูกเป็ผู้ชายแล้วแสบเหมือนนายฉันจะรับมือยังไงไหว”
บนโต๊ะอาหารที่วันนี้ค่อนข้างพิเศษเพราะนับนทีทำเมนูหลายอย่างกว่าปกติเพื่อต้อนรับแขกที่มาขอฝากท้องมื้อเย็นเพิ่มซึ่งแขกคนที่ว่าก็กำลังตักอาหารใส่จานเขาพร้อมยิ้มแป้นแล้นให้อย่างเอาใจ
“ผมตักให้เยอะๆพี่จะได้หายโกรธนะครับ”
คุณป้าหัวเราะเพราะนับนทีเล่าให้ท่านฟังแล้วว่าอัศดินทร์กวนโมโหอะไรในครัวบ้าง
“คิดว่าอาหารแค่นี้จะไถ่โทษได้เหรอ”นับนทีฮึ่มฮั่มใส่ตัวแสบที่ยิ้มแป้นแล้นใส่เขาอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“อ่ะงั้นตักให้เพิ่มอีก พอไหมครับ หรือจะเอาอันนี้อีก”แล้วอัศดินทร์ก็เที่ยวตักอาหารทุกชนิดมากองในจานอาหารนับนทีจนพูนจาน
“พอแล้วจะบ้าเหรอใครจะทานหมด” นับนทีปัดมือที่ทำท่าจะตักอาหารมาใส่จานให้อีก
“อ่ะ งั้นแบ่งมาจานผม”อัศดินทร์เลื่อนจานข้าวของตัวเองมาหานับนทีจึงกลายเป็ว่าเกิดการตักอาหารให้กันไปมาให้คุณป้าหัวเราะขำคนโตๆที่แหย่กันเหมือนเด็กๆ
อัศดินทร์ยังมีแก่ใจตักอาหารใส่จานให้เด็กหญิงด้วยหากแต่นับนทีต้องร้องห้ามขึ้น“แกไม่ทานแตงกว่าน่ะอัศ”
“อ้าวไม่ทานแตงกวาเหมือนผมเลย” อัศดินทร์เอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจก่อนมองเด็กหญิงข้างๆพร้อมรอยยิ้มเพราะเจอคนไม่ชอบแตงกวาเหมือนกันแล้ว
หากแต่นับนทีตัวแข็งชาไปแล้วเขาลืมเสียสนิทว่าอัศดินทร์เองก็ไม่ชอบแตงกวาและลูกเองก็ไม่ชอบแตงกวาเช่นกันหัวใจเต้นตุบราวกับจะทะลุออกมานอกอกเพราะกลัวอัศดินทร์จะระแคะระคายเข้าหากแต่อัศดินทร์กลับกำลังทำท่าไฮไฟว์กับเด็กหญิงอย่างชอบใจเท่านั้น
“เย้เราไม่ชอบแตงกวาเหมือนกันเลย งั้นเรายกให้คุณแม่ดีกว่าเนอะ” แล้วแตงกวาก็ถูกตักมาจากทั้งจานพ่อและจานลูกมากองที่จานของนับนทีก่อนทั้งสองหันไปแปะมือกันอย่างสนุกสนาน ในขณะที่นับนทีได้แต่อึ้งอยู่อย่างนั้น
มื้ออาหารจบลงไปอย่างชื่นมื่นปกตินับนทีกับคุณป้าจะทานกันเงียบๆและฟังข่าวในโทรทัศน์ทว่าวันนี้อัศดินทร์ทำให้โต๊ะอาหารมีชีวิตชีวาขึ้นด้วยการแท็กทีมกับลูกแกล้งนับนทีโดยมีคุณป้าคอยหัวเราะสองพ่อลูกที่เข้ากันเป็ปลี่เป็ขลุ่ยนับนทีเองก็คลายความกังวลลงเมื่ออัศดินทร์ไม่มีทีท่าว่าจะสงสัยแต่อย่างใด
หลังจบมื้ออาหารที่พิเศษกว่าวันไหนๆนับนทีก็เก็บจานอาหารเข้ามาล้างในครัวโดยมีอัศดินทร์เข้ามาเป็ผู้ช่วยพร้อมเอ่ยอาสา “มา ผมล้างเอง พี่อยู่คอยตรวจฝีมือล้างจานผมก็พอ”
“แน่ใจเหรอบ้านพี่ไม่มีจานเยอะแยะให้นายทำแตกนะ”
“ดูถูกกันเกินไปแล้วอยู่ต่างประเทศผมก็ทำเองเหอะ”อัศดินทร์พูดอวดหยิบถุงมือมาใส่อย่างชำนาญขณะที่ใช้สะโพกดันนับนทีให้พ้นออกจากเขตอ่างล้างนับนทีค้อนเข้าให้อีกที
“ทำจานแตกจะปรับใบละหนึ่งหมื่น”นับนทีคาดโทษ
“แล้วถ้าไม่แตกล่ะผมจะได้รางวัลอะไร”ยื่นหน้าเข้ามาใกล้พร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่มหากแต่นับนทีเบ้หน้าใส่แล้วใช้มือดันหน้าหล่อเหลาออกห่าง
“ทำดีเสมอตัวจ้ะไม่มีรางวัล”
“โหย ขี้โกงจัง”อัศดินทร์แกล้งทำเสียงโอดครวญ
“อ่ะงั้นนายอยากได้อะไรล่ะ” นับนทียอมให้
“ให้ผมมาเป็แขกอาหารมื้อเย็นพี่หนึ่งเดือน”อัศดินทร์เอ่ยพร้อมทำเสียงออดอ้อนจนนับนทีหัวเราะออกมาได้
“ไม่เห็นต้องขอเป็รางวัลเลยถ้าที่นี่ทำให้นายสบายใจนายมาได้ตลอดเลย” นับนทีเอ่ยอ่อนโยน
“ขอบคุณครับ” อัศดินทร์ยิ้มให้เป็ยิ้มที่จริงใจและไร้การกวนประสาทแต่อย่างใด
วันนี้เด็กหญิงของขวัญมีคนเล่านิทานภาษาอังกฤษกิตติมศักดิ์ให้ฟังถึงเตียงแกพอจะฟังภาษาอังกฤษพื้นฐานรู้เื่บ้างแล้วเพราะนับนทีค่อยๆแทรกเป็บทสนธนาประจำวันมานานแสดงอาการชอบใจเป็การใหญ่แกตั้งใจฟังคุณน้าตัวโตอ่านนิทานเป็อย่างมากจนเมื่ออัศดินทร์หยิบเื่ที่สามขึ้นมาอ่านได้เพียงต้นเื่แกก็หลับปุ๋ยอย่างน่าเอ็นดูอัศดินทร์เคลื่อนตัวลงจากเตียงอย่างแ่เบาแล้วห่มผ้าให้แกอย่างเบามือยื่นมือไปลูบศีรษะอย่างเอ็นดูแล้วเดินมาหานับนทีที่ยืนกอดอกมองอยู่ที่ปลายเตียง
“ขอบคุณนะที่มาเล่านิทานให้แกฟัง”
“ถ้าพี่อนุญาตผมอยากมาเล่าให้แกฟังทุกวันเลยแกกำลังเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้ดี ผมอยากสอนแก” อัศดินทร์อาสาอย่างกระตือรือร้น
“ได้สิถ้าไม่เป็การรบกวนนายอีกหน่อยงานบริษัทยิ่งจะรัดตัวนายมากขึ้นพี่กลัวรบกวน”
“ไม่หรอกคนเราก็ต้องมี่ผ่อนคลายบ้างสิ การได้เจอแกถือเป็่ผ่อนคลายของผมนะ”
“งั้นก็ตามใจคุณครูก็แล้วกัน”นับนทียอมรับข้อเสนอของอัศดินทร์โดยดี
“ยังไม่อยากกลับบ้านเลยลงไปนั่งคุยกันรับลมหน้าบ้านเป็เพื่อนหน่อยสิ”
“อื้ม”นับนทีรับคำชวนแล้วเดินตามอัศดินทร์ลงไปด้านล่างได้น้ำใบเตยเย็นๆติดมือมานั่งดื่มที่โต๊ะหน้าบ้านคนละแก้ว
“บ้านพี่นี่หอมดอกไม้ดีจัง”อัศดินทร์ที่สูดกลิ่นหอมของดอกไม้อยู่สักพักเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีผ่อนคลาย
“คุณป้าเป็คนปลูกน่ะบางชนิดเป็ดอกไม้ป่าเอามาจากต่างจังหวัดก็จะหอมแรงหน่อย พอรวมๆกันแล้วก็หอมอบอวลเข้ากันมาก”นับนทีเอ่ยอธิบายขณะที่มองอัศดินทร์จิบน้ำใบเตยอย่างชอบใจ
“พี่ว่าผมจะเก่งอย่างพ่อได้ไหม”อัศดินทร์ตัดสินใจระบายสิ่งที่อัดอั้นออกมาให้นับนทีได้ฟังหลังจากปัดที่จะพูดมาทั้งวัน
“ได้สินายเก่งมาตลอดอยู่แล้ว”
“จริงเหรอผมรู้สึกว่าผมไม่มีดีอะไรเลย”
“อย่าพูดแบบนั้นคนทุกคนก็มีดีด้วยกันทั้งนั้นแหละ สำหรับพี่นายเดินสำเร็จมาตั้งก้าวใหญ่ๆแล้วนายไปเรียนเมืองนอกตัวคนเดียว อยู่ตัวคนเดียว และเรียนจบกลับมาได้ นายเก่งมากๆเลยพี่ภูมิใจในตัวนาย”
“พี่เก่งเื่พูดให้กำลังใจคนเสมอ”
“พี่เปล่าพูดให้กำลังใจซะหน่อยพี่รู้สึกแบบนั้นจริงๆ การไปอยู่ที่โน่นและต้องปรับตัวให้เข้ากับความเป็อยู่สังคม เพื่อนใหม่ พี่ว่าคนที่ทำได้เก่งสุดๆเลย มันไม่ใช่เื่ง่ายๆที่จะทำได้”นับนทีทำสีหน้าจริงจัง จึงเห็นว่าอัศดินทร์กำลังยิ้มออกมาได้
“พรุ่งนี้ผมจะเริ่มไปทำงานแล้วแหละถึงตาแก่นั่นจะให้ผมทำตำแหน่งพนักงานถ่ายเอกสารผมก็จะลอง”
“นี่ไงข้อดีของนายอีกข้อลุยไปข้างหน้าถึงแม้จะมีสิ่งที่ไม่ชอบใจรออยู่ก็ตาม” นับนทีชมขึ้นอีก
“ตัวผมจะลอยแล้ว”
นับนทีหัวเราะเมื่อโดนอัศดินทร์เย้าแบบนั้นถึงจะไม่ได้เป็คู่กันหากแต่นับนทีก็คิดเสมอว่าอยากให้อัศดินทร์มีชีวิตที่ดีเขาจะช่วยประครองน้องชายคนนี้ให้เดินไปในทางที่ดีให้ได้สิ่งเดียวที่เขากังวลคือกลัวว่าความแค้นจะทำให้อัศดินทร์ทำอะไรรุนแรงออกไปและทุกอย่างจะพังหมดแม้แต่ใจของอัศดินทร์เอง
“ถ้าอยากมาทานอาหารเช้าที่นี่ก็มานะพี่จะชงกาแฟให้” นับนทีเอ่ยบอกเสียงอ่อนโยนเขารู้ว่าบนโต๊ะอาหารของบ้านเวียงวานนท์บรรยากาศบนโต๊ะไม่ดีเท่าไหร่นัก
“ผมได้มาจนพี่เบื่อหน้าแน่”
ทั้งนับนทีและอัศดินทร์หัวเราะออกมาพร้อมกันเพราะจินตนาการได้ว่าอัศดินทร์คงไม่อยากนั่งร่วมโต๊ะกับคนที่บ้านเท่าไหร่นักหลังจากดื่มน้ำใบเตยหอมๆของคุณป้าหมดแก้วอัศดินทร์ก็ลากลับและเช่นเคยที่จะไล่นับนทีให้เข้าบ้านก่อนอัศดินทร์จึงจะขับรถออกไปคล้อยหลังท้ายรถคันหรูนับนทีมองตามจนสุดสายตาผ่านม่านที่แหวกออก และไม่อาจห้ามให้ตัวเองยิ้มออกมาได้นับนทีเกลียดตัวเองที่ช่างอ่อนแอและคล้อยตามความอ่อนโยนของอัศดินทร์ง่ายดายเหลือเกิน….
100%
#ซ่อนรักอัศดินทร์
…………………………………………
โปรดติดตามตอนต่อไป