เสียงโลหะกระทบกันเป็นจังหวะดังมาจากใต้ต้นไม้ใหญ่ ชายสูงวัยร่างกำยำกำลังใช้ค้อนตีดาบอย่างตั้งใจ เขาตีดาบเป็นจังหวะจนกระทั่งสีแดงของเหล็กที่ร้อนระอุค่อยๆจางลง ... หยิบดาบเข้าไปใส่ไว้ในเตาไฟจนกลับมาร้อนแดง จากนั้นค่อยๆดึงดาบออกมาจากเตาเผา นำมาวางบนทั่งและลงมือตีอีกครั้งเสียงตีดาบดังเป็นจังหวะคงจะดังต่อไปยาวนานหากไม่ใช่เพราะเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น ชายสูงวัยคนนั้นหยุดนิ่งแล้วพูดขึ้น “สเตตัส” หน้าต่างสเตตัสปรากฎขึ้นมา ที่ขอบด้านขวามีสัญลักษณ์โทรศัพท์ที่กำลังกะพริบ เขาเลือกรับสาย “คุณลุงสมิธคะ ลูกคุณลุงพาหลานมาเยี่ยมค่ะ” เสียงผู้หญิงดังขึ้น “ได้ครับ เดี๋ยวผมไป” ลุงสมิธใช้คีมคีบดาบที่กำลังตีค้างไว้ลง ดาบเหล็กเล่มนั้นยังคงร้อนแดงอยู่ “ยกเลิกการตีดาบ” “[ท่านแน่ใจว่าจะยกเลิกหรือไม่]”“ยืนยันการยกเลิก” แท่งเหล็กร้อนสีแดงแวบกลายสภาพกลับไปเป็นก้อนเหล็ก สมิธใช้มือจับเหล็กชิ้นนั้นกลับเข้ากระเป๋าเก็บของแล้วก็เลือกคำสั่งออกจากโปรแกรม ติ้ก ติ้ก ติ้ก
ชายสูงวัยค่อยๆลืมตาขึ้น เสียงสัญญาณดังมาจากหมวกVRที่เขาสวมอยู่ดังบอกให้รู้ว่าตอนนี้ได้ออกจากโลกเสมือนแล้ว เขาค่อยๆลุกขึ้นนั่งบนเตียง ใช้แขนขวาอันกำยำถอดหมวกVRออกวางข้างๆ แล้วกดปุ่มที่ข้างเตียง “รถนั่ง”
รถเข็นผู้ป่วยวิ่งออกจากช่องผนังมาจอดที่ข้างเตียง ลุงสมิธเอื้อมมือขวาไปจับห่วงที่ห้อยอยู่เหนือศีรษะแล้วยกร่างของตนขึ้นจากเตียงเหวี่ยงตัวไปนั่งบนรถเข็นนั้น เขาใช้มือขวาขยับตัวให้เข้าที่ก่อนจะกดเดินเครื่องรถเข็นออกจากห้องไป
“คุณปู่ครับ!”“ฮ่าฮ่า มา หลาน มาหาปู่”
เด็กชายวัย 5 ขวบวิ่งตรงเข้าหาชายสูงวัย ขณะที่ชายวัยกลางคนที่กำลังคุยกับหมออยู่ก็ขอตัวผละออกมา “คุณพ่อสบายดีนะครับ” ชายวัยกลางคนคนนั้นถาม“อืม ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ” สมิธตอบพลางใช้มือขวาลูบหัวหลานที่นั่งบนตัก “ผมอยากนั่งรถเข็นแบบคุณปู่จัง มีที่ให้บังคับด้วยเหมือนรถบังคับเลย”“ฮ่าฮ่า ปู่ก็อยากมีขาแบบหลานเหมือนกันแหละ” ชายสูงวัยหัวเราะและให้หลานเอามือไปจับแผงบังคับ “เอ้า ไหนลองบังคับดูสิ” “งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” หมอประจำศูนย์ขอตัวและเดินถอยออกมา ปล่อยให้ครอบครัวได้อยู่พร้อมกันอย่างเป็นส่วนตัว
หมอหนุ่มออกจากห้องเยี่ยมเดินไปตามทางเดินยาว ขยับปกเสื้อเชิ้ตภายใต้กาวน์สีขาวนั้นเล็กน้อยผ่านไปยังเคาน์เตอร์พยาบาล “คุณหมอตุลย์คะ เมื่อครู่มีโทรศัพท์มาค่ะ” พยาบาลแจ้ง“จากไหนเหรอครับ” หมอตุลย์ถาม “โรงเรียนค่ะ” พยาบาลตอบ “คุณครูศิริลักษณ์โทรมาค่ะ”
หมอตุลย์ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเดินไปที่โทรศัพท์ เขากดโทรกลับไป หากแต่ในขณะนี้สายไม่ว่าง ดูเหมือนคุณครูน่าจะติดสอน หมอตุลย์มองไปที่นาฬิกาที่บอกเวลา 16 นาฬิกาพอดี
“คุณหมอไปโรงเรียนก่อนเถอะค่ะ ถ้ามีอะไรพลอยจะตามทางโทรศัพท์เอา” พยาบาลสาวเอ่ย“ขอบคุณครับ” หมอหนุ่มเดินไปที่ห้องพักแพทย์ถอดเสื้อกาวน์ออกแล้วตรงไปที่ลานจอดรถ ระหว่างทางทักทายกับบรรดาผู้อาศัยในศูนย์ที่ขณะนี้มานั่งรับแดดยามบ่ายกัน
“หมอ จะไปไหนเรอะ” ลุงบนรถเข็นถาม“ไปโรงเรียนน่ะครับ” หมอตุลย์ตอบ
“อ้อ จะว่าไปช่วงนี้ไม่เห็นหนุ่มน้อยเลยนะ” ลุงบนรถเข็นถามต่อ“เพิ่งขึ้นม.6 น่าจะยุ่งๆน่ะครับ”
หมอตุลย์คุยต่ออีกเล็กน้อยก่อนจะเดินต่อไปยังลานจอดรถ ก้าวขึ้นรถยนต์คันเล็กและสตาร์ทเครื่องเคลื่อนตัวไปที่ด้านหน้า จอดรอที่หน้าทางออกอย่างระมัดระวังอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะขับออกไปจากหน้าศูนย์ซึ่งมีป้ายขนาดใหญ่ติดอยู่ศูนย์พักและฟื้นฟูผู้บกพร่องทางการเคลื่อนไหว ‘อัลเลน’ หมอตุลย์ขับรถยนต์ไปตามถนนอย่างช้าๆ ตั้งความเร็วไม่เกิน40กม./ชม.ตามกำหนดของพื้นที่ ออกสู่ถนนสายหลัก ใช้เวลาไม่ถึง10นาทีก็ถึงจุดหมาย โรงเรียนนอร์ตัน โรงเรียนเอกชนสหศึกษาที่ลูกชายของเขาเรียนอยู่
หมอตุลย์จอดรถเอาไว้ที่ลานจอดและเดินเข้าไป ภายในโรงเรียนมีผู้ปกครองของนักเรียนชั้นม.ต้นมารับลูกๆกันขณะที่นักเรียนชั้นม.ปลายส่วนใหญ่ต่างทยอยกลับกันเอง ส่วนหมอตุลย์เดินไปที่ตึกเรียนชั้นม.6 ถ้าจำไม่ผิดตอนที่มาเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วช่วงเปิดเทอม ห้องของลูกชายของเขาจะอยู่ที่ชั้นสอง เขาเดินขึ้นไป สวนกับบรรดานักเรียนที่ทยอยเดินลงมากัน
“สวัสดีครับคุณครูศิริลักษณ์” หมอตุลย์ยกมือสวัสดี“สวัสดีค่ะ คุณ…” ครูประจำชั้นยกมือรับไหว้แล้วนึก “คุณตุลกานต์ คุณพ่อของน้องปรัชญาใช่ไหมคะ” “ใช่ครับ” หมอตุลย์ตอบพลางมองไปรอบๆ “แล้วปรัชญาล่ะครับ” “คือเรื่องนี้แหละค่ะ ที่ดิฉันต้องโทรไป” ครูสาวบอกจากนั้นผายมือไปที่ห้องพักครู “เชิญทางนี้ก่อนดีกว่าค่ะ”
หมอหนุ่มเดินตามครูประจำชั้นของลูกชายตนไปยังห้องพักครู เธอเปิดห้องสำหรับคุยกับผู้ปกครองและเข้าไป
“คุณพ่อทราบไหมคะว่าปรัชญาไม่มาเรียน” ครูถาม“หืม ไม่ทราบเลยครับ วันนี้เหรอครับ” หมอตุลย์ตอบ “ไม่ใช่ค่ะ ปรัชญาไม่มาเรียนวันนี้เป็นวันที่ 7 แล้ว ตั้งแต่เปิดภาคเรียนใหม่มา เขามาเรียนแค่3วัน หลังจากนั้นก็ไม่ได้มาโรงเรียนอีกเลย” ครูสาวบอก “ความจริงโรงเรียนส่งข้อความไปทางโทรศัพท์คุณพ่อแล้วหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ วันนี้ดิฉันเลยตัดสินใจโทรไปน่ะค่ะ” “ส่งข้อความ? ไม่มีนะครับ” หมอตุลย์ตอบงงๆ ยกโทรศัพท์มือถือของตนมาเลื่อนดูแต่ก็ไม่พบ
“ไหนเดี๋ยวดิฉันลองส่งข้อความเข้าไปใหม่นะคะ” ครูสาวเดินไปที่โต๊ะกลางในห้องพักครูแล้วกดส่งข้อความทดสอบดู “ไม่มีนะครับ” หมอตุลย์บอก ขณะที่ครูนึกได้ขึ้นมา ... ถึงวิธีที่พวกเด็กนักเรียนชอบใช้กัน
“คุณพ่อลองเข้าไปที่เมนูตั้งค่าข้อความหน่อยสิคะ ดูว่ามีการตั้งบล็อคข้อความไหม” หมอตุลย์เลื่อนดูและพบว่ามีการตั้งค่าบล็อคข้อความที่ส่งมาจากเบอร์ของโรงเรียนเอาไว้ ดูเหมือนจะเป็นฝีมือของเจ้าลูกชายตัวดีของเขาแน่ๆ “ผมไม่ทราบเรื่องมาก่อนเลย ปรัชญาไปเรียนตอนเช้า แล้วก็กลับบ้านตอน2ทุ่มทุกวันตรงเวลา เขาบอกแค่ว่าไปติวหนังสือกับเพื่อนๆเหมือนตอนม.4-ม.5” หมอตุลย์ถอนหายใจ “แล้วคุณครูพอจะทราบไหมครับว่าหลายวันนี้ที่เขาไม่ได้มาโรงเรียนแล้วเขาไปที่ไหน”“เรื่องนั้นดิฉันเพิ่งทราบวันนี้เองค่ะ มีนักเรียนคนนึงบอกมา เดี๋ยวจะให้เธอมาบอกคุณพ่อแล้วกันนะคะ”
ครูสาวกดโทรศัพท์มือถือพูดคุยอีกเล็กน้อย สักครู่หนึ่งก็มีเสียงเคาะที่ประตูกระจก เด็กสาวในชุดนักเรียนแขนยาวสีขาวกระโปรงน้ำเงิน เดินเข้ามาในห้องช้าๆยกมือไหว้ชายหญิงทั้งสอง“สวัสดีค่ะครูฝ้าย สวัสดีค่ะคุณอาตุลย์”“แพรวนี่เอง” หมอตุลย์ยิ้มให้เด็กสาว
”ทั้งสองคนรู้จักกันแล้ว?” ครูฝ้ายถามขึ้นมา “ครับ บ้านของเราอยู่ใกล้ๆกัน เห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆ” หมอตุลย์ตอบ
“นั่งก่อนสิแพรว” ครูให้แพรวนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม “ไหนเธอลองบอกเรื่องที่เธอบอกครูเมื่อกลางวันนี้ซ้ำใหม่หน่อยสิ ว่าที่ปรัชญาไม่ได้มาเรียนเพราะว่าเขาไปที่ไหน ดูเหมือนพ่อของปรัชญาเขายังไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน”“ค่ะ”
เด็กสาวมองหมอตุลย์“ปรัชญาเค้าบอกว่าเค้าไปทำงานค่ะ” “ทำงานให้กับสตูดิโอเกมออนไลน์”