บทที่ 22 ฮ่องเต้จูผู้โกรธแค้นเมื่อรู้ความจริงเกี่ยวกับการตายของจูสยงอิง
ตามปกติแล้ว หากเหตุการณ์ดำเนินไปตามเส้นเวลาประวัติศาสตร์
หลังจากจูอวิ่นเหวินขึ้นครองราชย์ ภายใต้คำแนะนำอันโง่เขลาของเจี้ยนเหวินซานเคิง*[1] เขาก็เริ่มลดอำนาจเ้าเมืองต่าง ๆ
หากเขาเริ่มลดอำนาจเ้าเมืองอื่น ๆ ก่อน อาจทำให้เขาครองบัลลังก์ได้อีกสองสามปี แต่เขากลับเลือกที่จะเริ่มกับจูซู่ เ้าเมืองโจว ผู้ที่ดูเหมือนจะอ่อนแอที่สุดแต่แท้จริงแล้วกลับแข็งแกร่งที่สุด
ในตอนแรก จูซู่ได้รับการแต่งตั้งเป็เ้าเมืองอู่ ต่อมาจึงถูกเปลี่ยนให้เป็เ้าเมืองโจว
ผลลัพธ์จึงเป็ที่คาดเดาได้ เมื่อเห็นจูซู่นำทัพม้าเหล็กหนึ่งแสนนายบุกเข้ามา ทั้งเจี้ยนเหวินซานเคิงและฮ่องเต้เจี้ยนเหวินต่างก็ตกตะลึง
พวกเขาไม่รู้ว่ากองทัพใหญ่หนึ่งแสนนายนี้มาจากไหน!
ยิ่งไปกว่านั้น ทหารทุกนายล้วนเป็นักรบผู้ชำนาญศึกที่สามารถต่อสู้หนึ่งต่อร้อยได้ เมื่อปะทะกัน พวกเขาทำให้หลี่จิ่งหลง เทพารุ่นแรกแห่งราชวงศ์ิถึงกับงุนงง กองทัพสามแสนนายที่เขานำมาเกือบจะถูกจูซู่ทำลายยับเยิน
หากไม่ใช่เพราะคำนึงถึงว่าทั้งสองฝ่ายล้วนเป็ทหารของราชวงศ์ิ จูซู่ก็เพียงแต่ถอดเกราะของพวกเขาออกเท่านั้น
หากเป็ทหารจากรัฐอื่น จูซู่คงจะสังหารพวกเขาจนไม่เหลือแม้แต่เศษเกราะ เืจะไหลนองเป็แม่น้ำ
ศึกเดียวชี้ชะตา!
ในขณะที่ฮ่องเต้เจี้ยนเหวิน จูอวิ่นเหวิน รวมถึงขุนนางทั้งหลายในราชสำนักยังไม่ทันตั้งตัว จูซู่ก็นำทัพใหญ่หนึ่งแสนนายบุกเข้ามาถึงนอกเมืองอิ้งเทียนแล้ว
ฮ่องเต้เจี้ยนเหวินที่รออยู่ในเมืองอิ้งเทียนเพื่อรับข่าวดี กลับไม่คาดคิดว่าสิ่งที่รอเขาอยู่คือข่าวร้ายเช่นนี้
จนกระทั่งจูซู่บุกมาถึงเบื้องหน้า จูอวิ่นเหวินก็ยังคิดไม่ออกว่าทัพใหญ่หนึ่งแสนนายนี้มาจากที่ใดกัน
เหล่าอ๋องแห่งแคว้นต่าง ๆ นั้นมีกองทัพอยู่ในมือ แต่ทว่าไพร่พลของพวกเขามีไม่มากนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โจวอ๋อง จูซู่ ที่ฮ่องเต้จูมอบทหารให้เพียงหมื่นกว่านายเท่านั้น
อีกทั้งในโลกเดิม ฮ่องเต้จูเกรงว่าบรรดาโอรสเหล่านี้จะก่อฏต่อจูอวิ่นเหวิน จึงส่งองครักษ์เสื้อแพรจำนวนมากแฝงตัวเข้าไปในดินแดนของเหล่าอ๋องอย่างลับ ๆ เพื่อสอดแนมพวกเขา
หลังจากฮ่องเต้จูสิ้นพระชนม์ ก็ได้มอบระบบข่าวกรองทั้งหมดนี้ให้แก่จูอวิ่นเหวิน
ปล่อยให้จูอวิ่นเหวินคิดไปเองว่า เขาได้ควบคุมข่าวกรองทั้งหมดของจูซู่แล้ว
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ!
ทุกสิ่งที่เขาและฮ่องเต้จูได้เห็นนั้น ล้วนเป็สิ่งที่จูซู่้าให้พวกเขาเห็น และพวกเขาก็ไม่มีทางรู้ด้วยว่าจูซู่นั้นมีระบบอยู่กับตัว
ด้วยความช่วยเหลือของระบบ อย่าว่าแต่กองทัพหนึ่งแสนนายเลย แม้แต่การซ่อนกองทัพหนึ่งล้านนายเอาไว้ ก็เป็เื่ง่ายดายเหลือเกิน
คลื่นลูกนี้ทำให้ฮ่องเต้เจี้ยนเหวินไม่ทันได้ตั้งตัว ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊แห่งต้าิ รวมถึงเ้าครองแคว้นอื่น ๆ ก็เช่นกัน เมื่อพวกเขาตั้งสติได้ จูซู่ก็ได้ขับไล่ฮ่องเต้เจี้ยนเหวินลงจากราชบัลลังก์ไปเสียแล้ว โดยไม่สนใจว่าการกระทำนั้นจะชอบธรรมหรือไม่
จูซู่กล่าวเพียงประโยคเดียว ‘ผู้ชนะคือกษัตริย์ ผู้แพ้คือโจร ประวัติศาสตร์จะพิสูจน์ว่าทุกสิ่งที่ข้าทำนั้นถูกต้อง’
ทางด้านเ้าเมืองเยี่ยน จูตี้ ภายใต้คำแนะนำของขุนนางพระภิกษุชุดดำ เหยาก่วงเซี่ยว*[2] ยังคงพัฒนาตนเองอย่างเงียบ ๆ รอคอยเวลาที่เหมาะสม เพื่อยกทัพออกศึก อ้างฟ้าปราบจลาจล ขับไล่เ้าเด็กผู้บังอาจนามว่าเจี้ยนเหวินลงจากบัลลังก์
แต่ใครจะรู้เล่า! จูตี้เพิ่งจะเริ่มต้น แต่จูซู่ก็จบเื่ไปแล้ว
เมื่อเหล่าอ๋องน้อยใหญ่เห็นผลลัพธ์เช่นนี้ ก็พากันไม่พอใจขึ้นมาทันที ‘เหตุใดต้องเป็เ้าจูซู่ที่ได้เป็ฮ่องเต้ พวกข้าก็ทำได้เช่นกัน!’ แต่เมื่อได้เห็นกองทัพแสนนายของจูซู่แล้ว ก็พากันยอมจำนนในทันที
อย่าว่าแต่กองทัพแสนนายเลย แค่หมื่นนายก็สามารถปราบเหล่าอ๋องน้อยใหญ่นี้ได้ทั้งหมดแล้ว
ก็ไม่มีอะไรมากนัก? จูซู่เพียงแค่จัดหาเสื้อเกราะกันะุและหมวกเหล็กให้กับกองทัพใหญ่หนึ่งแสนนายเท่านั้น นอกจากนี้ทุกคนยังได้รับปืนไรเฟิล Type 38 *[3] คนละกระบอก แม้แต่ปืนสไนเปอร์ จูซู่ก็ได้พัฒนาขึ้นมาแล้ว
นอกเหนือจากนี้ สิ่งที่ทำให้เหล่าอ๋องตกตะลึงมากที่สุดคือกองทหารปืนใหญ่อิตาลี*[4]สามกองของจูซู่
ไม่ต้องพูดถึงปืนใหญ่อิตาลีที่ทรงพลังที่สุด แค่ปืนครก*[5]ก็ทำให้เหล่าอ๋องและขุนนางทั้งราชสำนักตกตะลึงไปตาม ๆ กันแล้ว จูซู่ไม่ได้ข้ามเวลามาหรอกหรือ!
ปืนใหญ่ที่พิเศษเช่นนี้ ลำกล้องปืนที่เล็กและเบาเช่นนี้
เพียงสองสามคนก็สามารถประกอบมันขึ้นมาได้ และการใช้งานก็สะดวกเป็อย่างยิ่ง
หากเกิดาขึ้น ฝ่ายศัตรูยังไม่ทันได้เตรียมปืนใหญ่ให้พร้อม ทางฝั่งของจูซู่ก็ยิงไปแล้วหนึ่งรอบ
เมื่อาปะทุขึ้น ช้าไปแค่ก้าวเดียว ก็จะช้าไปทุกก้าว นี่มันสู้กันไม่ได้เลย
หากเกิดการสู้รบขึ้น หากจูซู่้าจัดการกับเหล่าเ้าครองแคว้น เขาจะบดขยี้คนเ่าั้ได้อย่างง่ายดาย แม้เหล่าอ๋องจะรวมกำลังกันทั้งหมด ก็ไม่อาจต้านทานได้เกินสามวัน
มีอะไรให้พูดอีกเล่า? ก็ยอมรับไปตรง ๆ เสียเลย ยอมรับตัวตนของจูซู่
ในขณะที่เหล่าอ๋องเมืองต่าง ๆ คิดว่าชีวิตนี้คงเป็เช่นนี้แล้ว ไม่มีวันจะได้เชิดหน้าชูตาอีก จูซู่ก็ประกาศนโยบายแต่งตั้งอ๋องไปปกครองดินแดนภายนอก ทำให้พวกเขาตื่นเต้นจนตัวสั่น
หลังจากนั้น ภายใต้นโยบายต่าง ๆ ของจูซู่ที่ทยอยประกาศออกมา ราชวงศ์ิก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ
นึกถึงตรงนี้ จูซู่ที่กำลังเขียนบันทึกประจำวัน มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มบาง ๆ พลางพึมพำกับตัวเองว่า “ไม่ต้องพูดเลย ข้ายังคิดถึง่เวลาที่เคยเป็ฮ่องเต้จริง ๆ! น่าเสียดายอย่างเดียวก็คือ มีนางสนมน้อยเกินไป”
“จนกระทั่งข้าสิ้นใจภายใต้การทดสอบของ์ ในวังหลังก็มีสนมเพียงห้านางเท่านั้น”
“ช่างไม่สมกับฐานะฮ่องเต้เอาเสียเลย!”
“อย่างน้อยก็ควรมีสามสิบนาง! เช่นนั้นแล้ว หนึ่งเดือนจะได้ไม่ซ้ำกัน”
“ฮึ ๆ!”
เมื่อนึกถึงตรงนี้ จูซู่ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างมีเลศนัย แล้วกล่าวว่า “ในเื่นี้ ชาติที่แล้วข้าไม่ได้เสวยสุขอย่างเต็มที่ ชาตินี้ข้าต้องเสวยสุขให้เต็มที่เสียหน่อย”
“พี่สี่ ข้าต้องขออภัยท่านด้วย!”
“ชาติที่แล้ว ข้าชิงบัลลังก์ฮ่องเต้ของท่าน ชาตินี้ข้าก็ชิงภรรยาของท่านอีก”
“อย่างมากที่สุด ชาตินี้ข้าจะไม่ชิงบัลลังก์กับท่านอีก หากประวัติศาสตร์ชาตินี้ยังคงดำเนินไปเหมือนชาติที่แล้ว ข้าก็จะไม่ก่อฏ”
“หืม? ไม่ถูกสิ!”
“ถ้าประวัติศาสตร์ดำเนินไปเหมือนเดิม เ้าเต่าน้อยเจี้ยนเหวินก็จะลดอำนาจขุนนาง และคนแรกที่ถูกลดอำนาจก็คือข้าอีกนั่นแหละ!”
“พี่สี่ ข้าต้องขออภัยท่านจริง ๆ!”
“อย่างไรเสียท่านก็ไม่ชอบเป็ฮ่องเต้อยู่แล้ว สิ่งที่ท่านชอบที่สุดคือการเป็แม่ทัพใหญ่พิชิตแดนเหนือ ชาติที่แล้วเมื่อข้าแต่งตั้งท่านเป็แม่ทัพใหญ่พิชิตแดนเหนือ ท่านดีใจเสียจนบอกไม่ถูกเลยทีเดียว”
“อย่างไรเสียหลังจากท่านขึ้นเป็ฮ่องเต้ ท่านก็ให้จูเกาชื่อ*[6]หลานชายคนโตเป็ผู้สำเร็จราชการแทน ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก”
“ดี ตกลงตามนี้”
“ฮึบ!” จูซู่ลุกขึ้นยืน ยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย พลางหมุนมือขวาเบา ๆ เขาเหลือบมองสมุดบันทึก แล้วเอ่ยด้วยความประหลาดใจเล็กน้อยว่า “ข้าไม่ทันสังเกตว่าตอนนี้เขียนไปมากมายเพียงนี้แล้ว”
“ยังเช้าอยู่ เขียนต่ออีกสักหน่อยเถิด!”
“หืม?”
ในขณะเดียวกัน ฮ่องเต้จูก็จมอยู่ในห้วงความคิด พึมพำว่า “เ้าห้าขออภัยเ้าสี่ถึงสองครั้ง เขาทำอะไรลงไปกันแน่ ถึงได้ทำผิดต่อเ้าสี่เช่นนี้?”
“ฮึ!” หลังจากนั้น ฮ่องเต้จูพูดอย่างเ็าว่า “ยังคิดจะมาเสแสร้งต่อหน้าข้าอีกหรือ เ้าห้า แผนการของเ้าคงจะพลาดแล้วล่ะ ั้แ่นี้เป็ต้นไป ยุทธศาสตร์สร้างชาติสามประการของเ้านี้ จะกลายเป็ของข้าเสียแล้ว”
“ตราบใดที่เ้าสี่ยังไม่ได้พูดออกมา ตราบใดที่ไม่มีคนที่สามรู้เื่นี้”
“ยุทธศาสตร์สร้างชาติสามประการนี้ ก็จะเป็สิ่งที่ข้า ฮ่องเต้หงอู่คิดขึ้นมาเอง”
“เ้าห้าลูกรัก อย่าได้โทษว่าข้าไร้ยางอายไปหน่อยเลย พวกเราเป็พ่อลูกกัน ของของเ้าก็คือของข้าไม่ใช่หรือ”
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!”
ดูเหมือนว่าจะนึกถึงเื่สนุกสนานบางอย่างขึ้นมาได้ ฮ่องเต้จูก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาดังลั่น
ในยามนี้!
ฮ่องเต้จูอยากรู้เหลือเกินว่า หากเขาพูดเื่ยุทธศาสตรสร้างชาติสามประการนี้ต่อหน้าจูซู่ เขาจะใเช่นไร สีหน้าของเขาคงจะน่าดูยิ่งนัก!
คิดมาถึงตรงนี้ ฮ่องเต้จูก็รู้สึกใจร้อนรนขึ้นมาทันที
“หืม? เ้าห้ายังคงเขียนบันทึกอยู่อีกหรือ ดูท่าวันนี้เขาคงจะมีอารมณ์ดีเป็พิเศษเสียแล้ว!”
“ดีจริง!”
“เ้าลูกอกตัญญู ถ่ายทอดวิชาจากชาติก่อนให้เปียวเอ๋อร์ แล้วตอนนี้ก็ถ่ายทอดให้หลานชายคนโปรด แต่กลับไม่ยอมถ่ายทอดให้ข้าเลยสินะ!” ฮ่องเต้จูกล่าวด้วยความโกรธ
“วิชาพลังัคชสาร แค่ได้ยินชื่อก็รู้สึกว่าวิชานี้ต้องร้ายกาจมาก ดีนักเ้าห้า วิชานี้มีทั้งหมดสิบสามขั้น แต่เ้ากลับสอนให้หลานรักของข้าแค่สามขั้นแรก”
“ขี้เหนียวกับหลานแท้ ๆ ของตัวเองขนาดนี้ เ้าคนกระจอกนี่” ฮ่องเต้จูพูดเช่นนั้น แต่ในใจกลับเข้าใจการกระทำของจูซู่เป็อย่างดี หากเป็ตัวเขาเอง คงไม่ยอมสอนให้ใครเลยกระมัง!
“อืม? นี่... นี่มัน!”
“บัดซบ!”
ในชั่วขณะถัดมา เห็นได้ชัดว่าสีหน้าของฮ่องเต้จูเปลี่ยนไป ทันใดนั้นก็ดูมืดครึ้มจนน่ากลัวขึ้นมา เขาลุกพรวดขึ้น สองมือฟาดลงบนโต๊ะอย่างแรง แล้วเอ่ยเสียงเย็นว่า “นางหลู่ นางคนต่ำช้านั่น เ้า... เ้ากล้าดียังไง!”
“เ้าพวกชั่วช้า กล้าดีวางแผนทำร้ายหลานรักของข้า ข้าจะต้องสับร่างเ้าเป็หมื่นชิ้นให้ได้”
“ไม่!”
“ข้ายังจะต้องล้างผลาญสกุลเ้าให้สิ้นซาก!”
ในขณะนั้น ฮ่องเต้จูเพียงแต่อยากสังหารคน เขาไม่เคยคิดเลยว่านางหลู่จะกล้าถึงเพียงนี้ กล้าวางแผนเล่นงานหลานชายสุดที่รักของเขา
ทั้งหมดนี้ เป็ไปดังที่จูซู่กล่าวไว้ หากเป็เพราะเหตุผลเช่นนี้จริง ๆ ที่ทำให้จูสยงอิงต้องจากไปก่อนวัยอันควร เขาอาจไม่สามารถค้นพบความผิดปกติในเื่นี้ได้เลย
“เหมาเซียง!”
ฮ่องเต้จูตวาดเสียงเ็า เหมาเซียงที่ยืนเฝ้าอยู่นอกวังเฟิ่งเทียนก็คุกเข่าลงทันที รอรับคำสั่งจากฮ่องเต้จู
“ไป!”
ฮ่องเต้จูเอ่ยเสียงเ็า “ไปสืบสวนแทนข้าเื่หนึ่ง ทันทีที่ได้ผล รีบมารายงานข้าโดยด่วน”
[1] เจี้ยนเหวินซานเคิง (建文三坑; Jiànwén Sānkēng) หมายถึง ขุนนางสามคนที่ได้ให้คำแนะนำที่ไม่ถูกต้องแก่ฮ่องเต้เจี้ยนเหวิน ซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์ิ
[2] เหยาก่วงเซี่ยวเป็ที่ปรึกษาทางการเมืองของฮ่องเต้หย่งเล่อหรือจูตี้ในการก่อฏเพื่อขึ้นครองราชย์ ฉายาของเสนาบดีพระภิกษุชุดดำ (黑衣宰相; Hēiyī Zǎixiàng) มาจากชุดพระภิกษุของเขาซึ่งเป็สีดำ 黑衣 แปลว่าเสื้อผ้าสีดำ 宰相 แปลว่าขุนนางผู้มีอำนาจสูงสุด เป็การเปรียบเทียบว่าเหยาก่วงเซี่ยวเป็ดังขุนนางผู้มีอำนาจสูงสุดแม้จะเป็เพียงพระภิกษุก็ตาม
[3] ปืนไรเฟิล Type 38 คือปืนไรเฟิลแบบแมนลิเชอร์รุ่นปี 1905 หรือที่รู้จักกันในชื่อ Arisaka type 38 ใช้ะุขนาด 6.5x50SR ได้รับการปรับปรุงโดย Kijirō Nambu เป็อาวุธที่ใช้ในกองทัพญี่ปุ่นใน่าโลกครั้งที่สอง ไม่มีในราชวงศ์ิ
[4] ปืนใหญ่อิตาลี (意大利炮) เป็ปืนใหญ่สมัยใหม่ที่ผลิตในอิตาลี
[5] ปืนครก ปืนครก หรือ เครื่องยิงลูกะเิ (Mortar) เป็อาวุธอย่างง่าย มีน้ำหนักเบา พกพาได้ บรรจุะุทางปากลำกล้อ (Muzzle-loaded) ประกอบด้วยท่อโลหะลำกล้องเรียบที่ติดอยู่กับแผ่นฐานเพื่อกระจายแรงสะท้อนถอยหลัง มีขาตั้งสองขาน้ำหนักเบาและศูนย์เล็ง ปืนครกยิงะุะเิในแนววิถีโค้งอาร์กสูง ใช้เป็อาวุธยิงเล็งจำลอง (Indirect fire) สำหรับการยิงสนับสนุนใกล้ชิดที่ใช้ะุได้หลายชนิด
[6] จูเกาชื่อ (朱高炽; Zhū Gāozhì) เป็บุตรชายคนโตของ จูตี้ (朱棣, Zhū Dì)และ เป็จักรพรรดิองค์ที่สี่แห่งราชวงศ์ิในประวัติศาสตร์ จีนภายใต้พระนามว่าจักรพรรดิหงซี (洪熙帝, Hóngxī Dì) หลังจากที่จูตี้ขึ้นเป็จักรพรรดิหย่งเล่อ (永乐帝; Yǒnglè Dì) จูเกาชื่อก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็ผู้สำเร็จราชการแทน