เมื่อได้ยินดังนั้นตังกุยไม่สนใจหูที่ยังคงอื้ออึงนางรีบลุกขึ้นและประคองติงเหว่ยขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้อวิ๋นอิ่งก็รีบเดินเข้ามาและคุกเข่าลงดูขาที่บาดเจ็บของติงเหว่ยเมื่อเห็นว่าไม่มีเลือดออก จึงลุกขึ้นและมองตังกุยกับคนอื่นๆ อย่างดุๆ
ตังกุยและสาวใช้ทั้งสี่คนต่างหดคอด้วยความกลัวก่อนหน้านี้พวกนางตกใจมาก รีบปกป้องนายหญิงทันที จนลืมไปว่านางบาดเจ็บที่ขาอยู่
ติงเหว่ยรีบปลอบสาวใช้ผู้ซื่อสัตย์ทั้งหลายนางหันไปพูดกับอวิ๋นอิ่งว่า “ไม่เป็นไรมันเป็นความผิดของข้าเองที่ไม่ได้อธิบายล่วงหน้าเลยทำให้พวกนางตกใจอีกอย่างเชือกที่ใช้จุดยังสั้นเกินไป และเราก็ใส่ผงระเบิดข้างในมากไป ทำให้มันเผาไหม้เร็วเกินไปเจ้าจดไว้นะคราวหน้าจะได้ปรับปรุง”
“รับทราบเจ้าค่ะ”อวิ๋นอิ่งพยักหน้า นางหอบหายใจออกมาเบาๆแล้วหันไปมองหน้าผาที่ถูกระเบิดด้วยความรู้สึกหวาดกลัว หากนางวิ่งช้ากว่านี้สักนิดอาจถูกก้อนหินฝังทั้งเป็น…
ติงเหว่ยสั่งให้ตังกุยพานางไปดูรอบๆที่จุดระเบิด หลังจากนั้นจึงสั่งการอวิ๋นอิ่ง “ใช้ได้แล้วไปเชิญพวกท่านแม่ทัพมาที่นี่เถอะ”
แววตาของอวิ๋นอิ่งเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นนางตอบรับอย่างแข็งขันแล้วรีบกลับไปที่ค่ายทันที
ติงเหว่ยสั่งการให้เหลียนเชี่ยวกับคนอื่นๆจัดวางหุ่นฟางสี่ห้าตัวไว้ใกล้ๆ กัน แล้วครุ่นคิดว่าจะขุดหลุมดินดีหรือไม่แต่ด้วยความหนาวเย็นของฤดูหนาว แม้จะไม่มีน้ำแข็งหรือหิมะบนพื้นดินแต่ดินก็แข็งเหมือนกับเหล็ก นางจึงต้องล้มเลิกความคิดนี้ไป
ขณะที่ติงเหว่ยกำลังยุ่งอยู่ที่กระโจมใหญ่ใจกลางค่ายทหารอี้จวินกงจื้อหมิงก็กำลังขมวดคิ้วฟังรายงานจากเฟิงอีที่เดินทางไกลกลับมารายงานภารกิจ
เดิมทีกลุ่มยอดฝีมือเฟิงติดตามเหล่าชายชุดดำที่โชคดีรอดชีวิตไม่กี่นายไปทางทิศเหนือเมื่อข้ามแม่น้ำลี่สุ่ยไปแล้ว ก็พบว่ามีคนหนึ่งแยกตัวไปส่งสารถึงเฝิงหยง
ทหารเหล่านี้สูญเสียเพื่อนร่วมรบไปเกินกว่าครึ่งแต่ละคนบาดเจ็บกันถ้วนหน้า พวกเขาวิ่งหนีราวกับสุนัขที่ถูกไล่ล่ามาเป็นพันลี้และแทบไม่มีแรงเหลือแล้วกลุ่มยอดฝีมือเฟิงจึงไม่ลำบากนักในการสับเปลี่ยนสารลับในกระเป๋าของผู้ส่งสารปรากฏว่าเฝิงหยงหลงกล ทำให้ต้องสูญเสียทหารฝีมือดีห้าพันนายไปอย่างง่ายดาย
แต่ยอดฝีมือกลุ่มเฟิงก็ติดตามคนที่เหลืออีกไม่กี่คนไปอีกหลายวันและพบว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
หัวหน้าชายชุดดำนำทหารที่เหลือไปยังหุบเขาลับนอกเมืองซีจิง
กลุ่มยอดฝีมือเฟิงซ่อนตัวอยู่ในความมืดเพื่อสังเกตการณ์และพบว่ามีทหารม้าฝีมือดีจำนวนสองพันนายประจำการอยู่ในหุบเขานั้น พวกเขาพยายามสืบเสาะต่อแต่ทหารม้าเหล่านั้นกลับหายตัวไปเหมือนวิญญาณในชั่วข้ามคืน!
“พวกเจ้าเข้าไปสำรวจในหุบเขาหรือไม่?มีทางลับหรือกับดักอะไรหรือไม่?”
แววตาของกงจื้อหมิงแฝงไปด้วยความโกรธทหารของซีเฮ่าถูกสกุลกงจื้อควบคุมมาตลอดหลายชั่วอายุคนแม้ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ตระกูลอู่โฮ่วจะเหลือเขาซึ่งเป็นทายาทเพียงคนเดียวทำให้ต้องแบ่งอำนาจบางส่วนให้คนอื่น และตระกูลทหารหลายตระกูลก็ใช้โอกาสนี้ในการเพิ่มอำนาจของตนเอง
แต่ถ้าจะเปรียบเทียบซีเฮ่ากับใยแมงมุมตระกูลอู่โฮ่วก็คือแมงมุมตัวใหญ่ที่อยู่ตรงกลางใยไม่มีอะไรที่หลุดรอดการควบคุมของมันไปได้
แต่ตอนนี้เขาเพิ่งได้ยินว่ามีทหารฝีมือดีสองพันนายซ่อนอยู่ใกล้เมืองซีจิงจนเกือบจะถึงเชิงกำแพงเมืองแล้วเขาจะไม่โกรธได้อย่างไร?
ทหารม้ากลุ่มนี้คือใครที่จัดตั้งขึ้นและพวกเขาฟังคำสั่งจากใคร? พวกเขาถึงได้เดินทางพันลี้ไปถึงเฉียนโจวเพื่อสังหารภรรยาและลูกของเขา?นี่เป็นครั้งแรกที่ทหารม้าในชุดดำออกปฏิบัติการหรือว่าซีเฮ่าได้ถูกพวกเขาแทรกแซงจากในที่ลับหลายครั้งแล้วกันแน่?
เฟิงอีเห็นสีหน้าของเจ้านายไม่ดีนักจึงลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่แล้วก็ตัดสินใจพูดขึ้นว่า “นายท่าน หลังจากที่ทหารม้าพวกนั้นหายตัวไปข้าได้เข้าไปสำรวจด้วยตนเองจากสภาพของค่ายคาดว่าทหารม้ากลุ่มนี้ได้ประจำการอยู่ที่นี่นานถึงสี่หรือห้าปีแล้วพวกเขาเป็นคนที่โหดเหี้ยมและได้รับการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวดแม้ว่าจะถอนกำลังอย่างเร่งรีบ แต่ก็ยังทิ้งกับดักมากมายไว้ในหุบเขาพี่น้องคนหนึ่งของเราได้รับบาดเจ็บจากการตกหลุมพรางนั้นส่วนทางลับเป็นเพราะข้าน้อยไร้ความสามารถจึงไม่พบร่องรอยใดๆ”
กงจื้อหมิงยกมือขึ้นเคาะโต๊ะเบาๆดวงตาทั้งสองหรี่ลงเล็กน้อยในใจเริ่มรู้สึกสงสัยเกี่ยวกับทหารม้าสองพันนายนี้มากขึ้น
เฟิงอีจู่ๆก็นึกถึงเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมาและกล่าวเสริม “นายท่าน หากจะมีอะไรที่น่าสงสัยล่ะก็มีเรื่องหนึ่งที่ดูแปลกๆ ข้าแต่งตัวเป็นพ่อค้าเร่และเดินทางไปยังหมู่บ้านรอบๆหุบเขา ได้ยินว่าคืนนั้นมีคนคนหนึ่งเดินทางฝ่าหิมะมาจากทิศทางของเมืองหลวงเมื่อผ่านหมู่บ้านหนึ่งม้าของเขาตกใจเพราะสัตว์ป่าเขาจึงตะโกนด่าและถูกชาวบ้านที่เกิดปวดท้องตอนกลางคืนเห็นเข้าคนผู้นั้นเสียงแหลมและดูผอมบาง ไม่มีหนวด ข้าคาดเดาว่าคนผู้นั้นอาจเป็นคนในวังหลวง”
“ในวังหลวงอย่างนั้นหรือ?”กงจื้อหมิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาเปล่งประกาย เขาคาดการณ์ไปยังตระกูลนายทหารต่างๆแต่กลับลืมตระกูลที่สำคัญที่สุดไป ตระกูลซือหม่าในฐานะผู้ครองบัลลังก์ของซีเฮ่าคงไม่พ้นที่พวกเขาจะมีมาตรการป้องกันตนเองบ้างไม่น่าแปลกใจที่ทหารฝีมือดีเหล่านี้จะอยู่ใกล้เมืองหลวง หากพวกเขาเป็น “คนของตนเอง”ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
อย่างไรก็ตามด้วยนิสัยหยิ่งยโสและเจ้าอารมณ์ของซือหม่าเชวี่ยนหากเขาได้รู้เรื่องนี้คงจะสั่งให้ทหารม้าในชุดดำทั้งหมดออกปฏิบัติการเพื่อจับตัวหรือสังหารภรรยาและลูกๆ ของเขา ไม่ใช่แค่ส่งทหารห้าร้อยนายและยังยืนยันให้จับเป็นอีกด้วย มันดูเหมือนกับว่าคนคนนั้นกำลังลังเลใจไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดี
หรือว่าทหารฝีมือดีเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในอำนาจของซือหม่าเชวี่ยนแล้วจะเป็นใครได้อีกล่ะ? มีใครในวังที่จะ…
แววตาของกงจื้อหมิงหดแคบลงภาพใบหน้าที่งดงามค่อยๆ ผุดขึ้นมาในหัวของเขา
หรือว่าเป็นนางอย่างนั้นหรือ?
“เรียนท่านแม่ทัพแม่นางอวิ๋นอิ่งขอเข้าพบขอรับ!”
เสียงรายงานดังขึ้นจากองครักษ์ที่อยู่หน้ากระโจมทำให้กงจื้อหมิงตื่นจากความคิด เขาขมวดคิ้วและตอบว่า “ให้นางเข้ามาได้”
อวิ๋นอิ่งตอบรับแล้วเดินเข้ามาในกระโจมนางคุกเข่าข้างหนึ่งทำความเคารพก่อนที่จะลุกขึ้นและกล่าวว่า “ท่านแม่ทัพ แม่นางติงได้เตรียมสิ่งของเสร็จเรียบร้อยแล้วขอเชิญท่านและผู้บังคับบัญชาทหารท่านอื่นๆ ไปชมสิ่งแปลกใหม่ด้วยกัน”
กงจื้อหมิงนึกถึงติงเหว่ยที่ยุ่งอยู่ตลอดสองสามวันมานี้และก็อยากรู้ว่านางเตรียมอะไรใหม่ๆ ไว้บ้าง แน่นอนว่านางคงมีเหตุผลอื่นแน่ๆไม่เช่นนั้นด้วยนิสัยของนาง คงไม่เชิญเหล่าผู้บังคับบัญชาทหารไปดูด้วยกัน
เมื่อคิดดังนั้นเขาจึงปัดความคิดที่ยุ่งเหยิงออกไปและสั่งการเสียงดังกับองครักษ์หน้ากระโจม “ไปเชิญเหล่าแม่ทัพที่ไม่ได้อยู่เวรทุกนายให้ไปนอกค่ายกับข้า!”
องครักษ์หน้ากระโจมรับคำสั่งและรีบไปส่งข่าวในแต่ละกระโจมทันทีเฟิงอีที่ได้ยินว่าแม่นางติงทำสิ่งของใหม่อีกแล้วก็รู้สึกสงสัย จึงค่อยๆขยับเท้าเข้าไปใกล้อวิ๋นอิ่งและถามเบาๆ ว่า “น้องอวิ๋นอิ่งรอบนี้แม่นางติงทำอะไรอีกหรือ? เป็นอาหารหรือเป็นของใช้?”
อวิ๋นอิ่งเมื่อได้ยินคำถามนั้นสีหน้าของนางกลับดูแปลกไปสามส่วน มีความตื่นตระหนกอยู่เจ็ดส่วนนางขยับปากแล้วก็พูดขึ้นเบาๆ ว่า “อีกเดี๋ยวพี่ก็ได้เห็นเองบางทีในอนาคตพวกเราทุกคนอาจจะได้ใช้สิ่งนี้ก็ได้”
เฟิงอีได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งรู้สึกอยากรู้ขึ้นไปอีกครั้งก่อนที่แม่นางติงแนะนำให้ทำชุดปฐมพยาบาลแบบพกพา มันก็ช่วยได้มากเวลาที่ออกปฏิบัติภารกิจข้างนอกย่อมมีบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ อยู่เสมอ ยามนี้ไม่ต้องรีบร้อนไปหาหมออีกต่อไปแค่หยิบขวดเหล้าแรงออกมาล้างแผล เย็บแผลด้วยเข็มและด้าย ทายาสมานแผลเพียงเจ็ดแปดวันก็หายเป็นปกติ สะดวกสบายอย่างยิ่งคราวนี้แม่นางติงผู้ฉลาดเฉลียวและน่ามหัศจรรย์คนนี้จะทำอะไรออกมาอีกนะ?
กงจื้อหมิงก็เช่นกันเขาเริ่มคาดเดาไปต่างๆ นานา แต่เขายังคงสงบสติอารมณ์ได้ดีจัดการกับเอกสารอย่างช้าๆจนกระทั่งบรรดานายทหารทุกนายที่ไม่อยู่เวรต่างสวมเสื้อคลุมหนามารวมตัวกันเพื่อฟังคำสั่งเขาจึงลุกขึ้นและพาทุกคนเดินออกไปนอกค่าย
บรรดาแม่ทัพและรองแม่ทัพต่างคิดว่าอาจต้องขี่ม้าออกจากค่ายแต่กลับกลายเป็นว่าต้องเดินเท้าไป ด้วยความที่พวกเขาไม่ได้ออกรบมานานจึงรู้สึกเบื่อหน่ายจนกระดูกแทบจะเป็นสนิมการได้ออกมาเดินเล่นก็ทำให้พวกเขารู้สึกดีขึ้นไม่น้อย
อวิ๋นอิ่งเป็นห่วงว่าเจ้านายของตนอาจจะนั่งนานจนเป็นหวัดจึงเร่งฝีเท้าเดินอย่างรวดเร็วพาทุกคนไปถึงหุบเขาภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ
ติงเหว่ยกำลังรออย่างเบื่อหน่ายนางยื่นมือไปดึงกิ่งต้นสนเล็กๆ ข้างๆ แต่พอได้ยินเสียงฝีเท้านางก็ปล่อยมือโดยไม่รู้ตัว หิมะที่สะสมมาตลอดฤดูหนาวจึงร่วงลงบนไหล่และศีรษะของนางบางส่วนก็เล็ดลอดเข้าไปในคอเสื้อทำให้นางหนาวจนตัวสั่น
กงจื้อหมิงเห็นใบหน้าของนางแดงก่ำจากความหนาวคอซุกอยู่ในเสื้อคลุมตัวยาวดวงตากลมโตกลอกไปมาราวกับกระรอกน้อยที่ซ่อนตัวอยู่ในโพรงไม้เขาจึงยิ้มอย่างเอ็นดูและก้าวไปข้างหน้าเพื่อไล่ตังกุยและคนอื่นๆ ออกไปจากนั้นเขาก็ปัดหิมะออกจากไหล่ของนางด้วยมือของเขาเอง
“รอจนหนาวแล้วล่ะสิ?คราวหน้าออกมาจำไว้ว่าให้นั่งรถม้า จะได้ไม่ต้องถูกลมหนาว”
ติงเหว่ยที่นานๆทีจะดื้อดึง ในครั้งนี้กลับมาทำตัวซุกซนต่อหน้าทุกคนใบหน้าที่เขินอายก็ยิ่งแดงขึ้นเรื่อยๆ นางจึงแก้ตัวเบาๆ ว่า “รถม้าเข้าออกไม่สะดวกอีกอย่างข้าไม่ได้เดินออกมาไกลเสียหน่อยถือเสียว่าเป็นการเดินย่อยหลังอาหารเท่านั้นเอง”
เหล่าแม่ทัพหยุดอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าวเมื่อเห็นท่าทีอ่อนโยนของท่านแม่ทัพใหญ่ก็มีสีหน้าประหลาดใจแต่พวกเขาก็ยังรู้มารยาทพอที่จะรีบก้มหน้าลง เกรงว่าจะเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้าและทำให้ท่านแม่ทัพกลับไปเป็นน้ำแข็งอีกครั้ง
ทว่าพวกเขาก็ยิ่งสงสัยมากขึ้นไปอีกหรือว่าในวันที่หนาวเหน็บเช่นนี้ท่านแม่ทัพพาพวกเขาออกมาเพื่อดูละครรักกลางแจ้งงั้นหรือ?
กงจื้อหมิงยกมือขึ้นสวมหมวกกันลมให้กับหญิงสาวที่เขารักจากนั้นก็ยืนอยู่ข้างหลังนางเพื่อบังลมหนาวแล้วจึงถามว่า“เจ้าทำอะไรแปลกใหม่ขึ้นมาอีกแล้วละ?”
ติงเหว่ยนึกถึงเหตุการณ์“สะเทือนโลก” ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ จึงไม่อายอีกต่อไปและยกมือชี้ไปที่หุ่นฟางเหล่านั้นแล้วกล่าวว่า “พวกท่านไปดูที่นั่นก็จะรู้แล้ว”
จากนั้นนางก็เรียกอวิ๋นอิ่งให้เข้ามาและสั่งการเบาๆ
อวิ๋นอิ่งค่อยๆหยิบระเบิดไม้ไผ่อันหนึ่งออกมา แล้วเดินไปเสียบไว้ที่หน้าอกของหุ่นฟางตรงกลางตังกุยและคนอื่นๆ รีบยกมือปิดหู ทำเอาเหล่าขุนพลต่างมองหน้ากันอย่างงุนงง
ติงเหว่ยก็ยกมือขึ้นปิดหูเช่นกันแล้วแอบขยิบตาให้กงจื้อหมิง
กงจื้อหมิงเข้าใจดีและยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย
อีกด้านหนึ่งอวิ๋นอิ่งที่ได้รับคำสั่งก็รีบจุดชนวนทันทีแล้วกระโดดถอยกลับมา
ชนวนไฟลุกลามอย่างรวดเร็วมีเสียงดังฟู่ๆ ออกมา…
กงจื้อหมิงยกมือขึ้นปิดหูแต่เมื่อชนวนไฟมาถึงระเบิดไม้ไผ่กลับไม่มีเสียงอะไรเกิดขึ้นเลย
เหล่าแม่ทัพต่างหันมามองหน้ากันอีกครั้งก่อนจะมองไปที่กงจื้อหมิงและติงเหว่ยที่ทั้งคู่ทำท่าเดียวกันคือยกมือขึ้นปิดหูสีหน้าของพวกเขาก็ยิ่งประหลาดใจมากขึ้น
กงจื้อหมิงลดมือลงกระแอมเบาๆ แล้วหันไปมองลูกน้องด้วยสีหน้าที่รู้สึกอายเล็กน้อย
แต่ติงเหว่ยกลับไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านั้นนางรีบห้ามอวิ๋นอิ่งที่กำลังจะเข้าไปตรวจสอบจากนั้นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดเบาๆ ว่า“เจ้าลองหยิบระเบิดไม้ไผ่อีกอันขึ้นมา เลือกตำแหน่งดีๆแล้วรอให้ชนวนไฟมาถึงครึ่งทางก่อนที่จะขว้างไปที่ระเบิดไม้ไผ่อันนั้น เจ้าทำได้ไหม?”
“ข้าทำได้”อวิ๋นอิ่งพยักหน้า ระเบิดไม้ไผ่ใหญ่ขนาดนี้ ระยะทางก็ไม่ไกลนักการขว้างไปไม่ใช่เรื่องยากเลย
ติงเหว่ยยังไม่วางใจจึงกำชับอีกครั้ง “อย่าลืมระวังตัวด้วย อย่าให้บาดเจ็บ ต้องวิ่งหนีเร็วๆ นะ!”
“ตกลง”
อวิ๋นอิ่งรับคำแล้วไปจุดระเบิดไม้ไผ่อีกอันที่หน้าก้อนหินใหญ่ที่อยู่เหนือลมรอจนชนวนไฟไหม้ไปครึ่งทางแล้วจึงขว้างออกไปทันที
ติงเหว่ยเห็นอวิ๋นอิ่งที่กล้าหาญเช่นนั้นหัวใจก็แทบจะหลุดออกมาจากปาก แต่ยังไม่ทันได้ห้ามระเบิดไม้ไผ่ก็ระเบิดออกมาเสียงดังสนั่น
ระเบิดไม้ไผ่ที่“ไม่ทำงาน” ก่อนหน้านี้ก็ถูกจุดชนวนระเบิดตามไปด้วยเมื่อแรงระเบิดทั้งสองรวมเข้าด้วยกัน มันจึงรุนแรงกว่าที่เคยเป็นมากนัก