“ถ้าอย่างนั้นข้าฝากที่เหลือด้วยหละ”ลู่เทียนฉีกล่าวจบก็หันไปทางลู่เฟย “ไปกันเถอะผู้อวุโสต่างมากันกันหมดแล้ว”
มู่หวังเฟิงพยักหน้าเล็กน้อย
ลู่เทียนฉีใช้ฝ่ามือขวาแตะไปที่แผ่นหลังลู่เฟยปรากฏคลื่นพลังลมปราณอ่อนโยนสายหนึ่งรอบตัวหอบเอาเด็กหนุ่มลอยขึ้นเหนือพื้นดินหลายสิบจั้งไปพร้อมกับมันเหาะเหินตรงไปทางตำหนักใหญ่อย่างไม่ช้าไม่เร็ว
ลู่เฟยมองซ้ายมองขวาจาก้าเหลียวมองไปด้านล่างเห็นพื้นที่ทั้งหมดของตระกูลมีผู้คนเดินไปมามากมายจากการกะระยะน่าจะกว้างประมาณสามถึงสี่ลี้ไม่ต่างไปจากหมู่บ้านหนึ่ง
ลู่เฟยกอดอกไม่ขยับไหวติงสีหน้าเรียบนิ่งธรรมดาไม่มีความปั่นป่วนแม้แต่น้อยแต่ในสายตาของลู่เทียนฉีนี่ถือเป็เื่ที่เหนือความคาดหมายที่มันคิดไว้อย่างมากที่ลู่เฟยไม่มีแม้แต่ท่าทีหวาดกลัวหรือใอันใดที่มันพาเหาะเหินขึ้นฟ้าเกือบห้าสิบเมตร
ลู่เทียนฉีเอ่ยถาม“ลูกไม่เป็อะไรหรอกกระมั้ง?”
ลู่เฟยเอ่ย “ข้าสบายดียิ่ง ท่านพ่อไม่ต้องเป็ห่วงข้ามีอะไรแปลกไปงั้นหรือ?”
“เปล่าเปล่าไม่มีอันใด”ลู่เทียนฉีจ้องมองลู่เฟยด้วยสีหน้าแปลกใจกล่าวถาม “ลูกไม่กลัวหรอกหรือสูงปานนี้?”
“พ่อเก่งกาจปานนี้หากข้ากลัวความสูงคงเสียหน้าท่านแล้วฮ่าฮ่าฮ่า” ลู่เฟยเอ่ยตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ผู้ที่ไม่เคยเหาะถึงจะดูแข็งแกร่งปานใดจะอย่างไรครั้งแรกก็ต้องมีความกลัวปนมาบ้างแต่นี่เป็เพียงเด็กอายุสิบห้าปีไหนเลยจะประสบการณ์ชีวิตมันไม่ถึงปีด้วยซ้ำคำที่ลู่เฟยเอ่ยมาอาจจะเป็คำโป้ปดแต่เมื่อมันสำรวจแวบผ่านมันกลับพบว่าพลังลมปราณของลู่เฟยนั้นไม่มีการปั่นป่วนแต่อย่างใดนิ่งสงบราวกับการลอยสูงปานนี้ครั้งแรกเป็เื่ธรรมดาไม่ต่างจากเดินเล่นลู่เทียนฉีจ้องมองลู่เฟยด้วยสายตาอันซับซ้อนไม่เอ่ยอันใดอีก
ลู่เฟยไม่ได้เอะใจอะไรแม้แต่น้อยเพียงคิดว่าลู่เทียนฉีถามถึงอาการป่วยของมันแต่สำหรับผู้อื่นเื่นี้ก็เป็เื่สุดตะลึงเื่หนึ่ง
เพียงไม่กี่สิบลมหายใจลู่เทียนฉีก็ลดระยะลงอย่างแช่มช้า“ถึงแล้วตำหนักใหญ่ นี่เป็ครั้งแรกที่มาใช่หรือไม่”
ลู่เฟยเอ่ย “ใช่แล้วท่านพ่อข้าเพียงเพิ่งจะเคยมา”
มู่ไฉซูพามันออกมาเล่นข้างนอกห้องบ้างแต่ก็ไม่ได้ไปไกลนักนอกจากสวนดอกไม้แล้วทั้งสองก็แทบจะไม่ได้ไปที่อื่นอีกเลย
ข้างหน้าลู่เฟยเป็บันใดหินเรียงยาวตรงไปสู่ทางเข้าประตูขนาดใหญ่ทั้งสองพ่อลูกเดินเคียงข้างกันมาอย่างสง่าอาภรณ์ทั้งสองต่าง
เหมือนกันเพียงแค่ลายปักคนละสีเข้ามาภายในตำหนักกว้างใหญ่ประดับตงแต่งเล็กน้อยเหล่าผู้อวุโสที่นั่งอยู่เมื่อเห็นคนที่เดินเข้ามาก็ลุกขึ้นมาโค้งคำนับพวกมันรู้ได้ทันทีว่าคนอีกคนหนึ่งคือลู่เฟยถึงพวกมันจะไม่เคยเจอ
ลู่เทียนฉีกวาดสายตามองแล้วจึงเอ่ยถามผู้อวุโสที่อยู่ใกล้“ท่านอวุโสหกแล้วแขกตระกูลหนิงกับตระกูลฟงเล่าหรือว่าจะยังมาไม่ถึง”
ผู้อวุโสหกที่ว่ามันดูไปเหมือนชายอายุราวๆสี่สิบถึงห้าสิบปี เอ่ยตอบด้วยเสียงแหบเล็กน้อย “เป็ไปตามท่านผู้นำกล่าว ทั้งสองตระกูลยังมาไม่ถึงแต่คงจะอีกไม่นาน”กล่าวจบมันก็หันหน้าไปทางลู่เฟย “ท่านหรอกหรือนายน้อยลู่เฟย”มันมองสำรวจลู่เฟยเล็กน้อย “ดูไปท่านก็ไม่ได้สูสีกับเด็กสามขวบเหมือนในข่าวลือ”
ชัดเจนว่าวาจาเมื่อครู่ไม่ใช่คำชมมันก็ไม่ได้เอ่ยเบาแต่อย่างใดผู้คนในตำหนักต่างได้ยินกันหมดแต่กลับไม่ได้มีใครแสดงท่าทีไม่พอใจอันใดเพียงแต่พวกมันต่างก็มุมปากยกยิ้มบ้างก็กลั้นหัวเราะสายตาพวกมันที่มองลู่เฟยไม่ต่างจากไอ้งั่งน่าสมเพชผู้หนึ่ง
ลู่เทียนฉีคิ้วขมวดมุ่นแต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้มันได้คิดไว้แล้วว่าจะต้องมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแต่ไม่คิดว่าจะมาไวปานนี้มันก็ทำได้แต่สะกดกลั้นอารมณ์เอ่ย “ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือไม่?”
“ท่านผู้นำไม่ต้องห่วงไม่มีเื่อันใดผิดพลาด” มันใช้หางตามองไปทางลู่เฟย “สิ่งที่ผิดพลาดก็คงจะมีแต่...แค๊กแค๊ก” มันเงียบไปครู่หนึ่งเอ่ยต่อ “ฮ่าฮ่าเอาเป็ว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี”
ผู้คนในตำหนักใหญ่ก็ต่างฉีกยิ้มกลั้นหัวเราะแทบปิดไม่มิดขนาดผู้นำตระกูลหรืออีกสถานะของมันก็คือพ่อของลู่เฟยยืนอยู่ข้างเด็กหนุ่มพวกมันก็แทบจะไม่ได้สนใจถ้าหากว่าลู่เฟยมาเพียงผู้เดียวคาดได้เลยว่ามันคงถูกปฏิบัติด้วยไม่ต่างจากหนอนแมลงไร้ค่าตัวหนึ่ง
ลู่เทียนฉีได้แต่ลอบกัดฟันแน่นแทบปริแตกชำเลืองมองไปทางลู่เฟยเล็กน้อยแต่กลับพบว่าลู่เฟยนั้นสงบสีหน้าเรียบนิ่งเหมือนว่ามันไม่ได้ยินอะไรเลยผู้คนที่มองมาทางมันที่ต่างยิ้มหัวเราะเยาะแต่ลู่เฟยมันไม่สนใจด้วยซ้ำเหมือนกับว่ามันอยู่ที่นี่คนเดียวทุกคนที่เหลือในนี้ล้วนเป็อากาศธาตุ
ลู่เฟยใช้มือบังเหนือปากตัวเองกระซิบไปทางลู่เทียนฉี“ท่านพ่อล้อข้าเล่นแล้วตำหนักใหญ่ตระกูลเราไหนเลยจะมีพวกสุนัขเฒ่าเช่นนี้ได้”
แต่มันก็ไม่ได้เบาพอที่จะทำให้อวุโสหกไม่ได้ยินเมื่อมันได้ยินวาจาที่ลู่เฟยเอ่ยมุมปากของมันกระตุกถี่รัวสีหน้าแดงก่ำเส้นเืปูดโปน
ลู่เฟยหันไปทางอวุโสหก เด็กหนุ่มมุมปากยกยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับส่ายศีรษะซ้ายขวาอย่างบางเบาพลางส่งเสียงไม่เชิงเสียงพูด“จิจิจิ”
หากเป็ใครก็ตามที่อยู่ข้างๆผู้อวุโสหกจะดูอย่างไรลู่เฟยมันก็จงใจชัดๆหลังจากมันได้เห็นท่าทางของลู่เฟยมันก็แทบสะกดอารมณ์ไม่อยู่กำหมัดแน่นเอ่ยเสียงลากยาวทุ้มต่ำ“เ้า...”
ลู่เฟยเอ่ยตัดอย่างรวดเร็ว “อะหื้ม” เด็กหนุ่มเอนตัวไปด้านหน้าเล็กน้อยเอ่ยอย่างแ่เบาที่มีแต่พวกมันสามคนที่ได้ยิน“คงมิใช่เื่แปลกหรอกกระมั้งที่สนุขจะเห่า” ถึงท่าทางลู่เฟยจะเรียบนิ่งแต่ภายในใจมันก็ขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อยเพียงเพิ่งพบหน้าครั้งแรกไม่รู้จักตัวตนของมันด้วยซ้ำแต่เด็กหนุ่มกลับโต้ตอบออกไปด้วยวาจาแดกดันอาจจะเป็เพราะมันเก็บกดจากเหตุการณ์ก่อนหน้าที่มันจะมาเป็ลู่เฟย
มันคือผู้อวุโสที่ผู้คนต่างให้ความเคารพยำเกรงในชีวิตมันต่างก็ได้รับชื่อเสียงคำประจบประแจงกว่าที่มันจะมาถึงจุดสูงปานนี้ได้นับว่าผ่านความยากลำบากมากมายแต่จะอย่างไรมันก็ไม่เคยที่จะถูกผู้เยาว์อายุสิบห้าเรียกมันเป็สุนัขเฒ่าเห่าต่อหน้าต่อตานี่นับเป็ความอัปยศอย่างสูงสุดที่ในชีวิตมันไม่เคยคาดคิด มันไม่เหลือท่าทีสูงส่งอย่างผู้อวุโสอีกต่อไปมันมีเพียงความโกธรเืขึ้นหน้าจนทำมันนั้นควบคุมตัวเองไม่อยู่
เสียงขบฟันแน่นที่ดังมาจากอวุโสหกที่ดังพอทำให้คนในตำหนักได้ยินพร้อมกับมันตระโกน“อ๊ากก...อย่าอยู่เลยเ้าเด็กบัดซบ!” กล่าวจบมันกระแทกหมัดขวามาอย่างรุนแรงใช้พลังแทบทั้งหมดที่มีคลื่นพลังลมปราณถาโถมเกิดเป็กระแสลมปั่นป่วนภายในตำหนักใหญ่
ผู้คนในตำหนักใหญ่ตกตะลึงพรึงเพริดพวกมันคาดไม่ถึงเลยว่าอวุโสหกจู่ๆจะปล่อยกระบวนท่าใส่ลู่เฟยแถมยังอัดพลังมาแทบทั้งหมดจะอย่างไรมันก็เป็เพียงเด็กอายุสิบห้าปีแล้วมันยังเป็นายน้อยของตระกูลลู่อีกและที่สำคัญที่สุดผู้นำตระกูลยังยืนอยู่ด้านข้าง!
ลู่เทียนฉีก็เป็หนึ่งในคนที่ใที่จู่ๆผู้อวุโสหกจะโจมตีมาถึงแม้มันจะรู้ว่าลู่เฟยทำอะไรไว้แต่มันเป็ถึงผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลถึงจะใแต่ไม่ลนลานคนพลันใช้ฝ่ามือผลักลู่เฟยกระเด็นไปด้านหลังอีกมือหนึ่งเข้ารับหมัดของอวุโสหกเกิดเป็เสียงดังทึบทึม
ตึมมมมมมมมม!
เห็นอยู่ชัดๆว่าอวุโสหกโจมตีเมื่อครู่ไม่ได้คิดสั่งสอนแต่คิดสับสังหารบรรยากาศกลายเป็เงียบงันราวป่าช้าผู้คนในตำหนักต่างไม่มีผู้ใดที่กล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย
ลู่เฟยที่ถูกผลักออกมาอย่างแรงด้วยความที่ลู่เทียนฉีแทบไม่ได้ตั้งตัวเด็กหนุ่มกระเด็นม้วนหลายตลบเกือบสิบเมตรจนมานอนกองอยู่หน้าประตูถ้าหากมันกระเด็นไปไกลกว่านี้อีกนิดคงตกบันใดไปกองกับพื้นปูนแล้ว
ผู้คนก็ต่างทำอะไรไม่ถูกจะไปช่วยลู่เฟยหรือจะไประงับอารมณ์พวกมันทั้งสองทำได้แต่ยืนดูโง่งมอยู่ตรงนั้น
ลู่เฟยลุกขึ้นนั่งมือขวาก็เอาไปขัดหลังลำตัวก็เอนไปด้านหน้าเหมือนกับยืดเส้นยืดสายพลางส่งเสียง “อื้อ”
ทันใดนั้นมีคนแปลกหน้าผู้หนึ่งวิ่งขึ้นบันใดตรงเข้ามาตำหนักใหญ่มันแตะไหล่ลู่เฟยพร้อมกับนั่งย่อตัวลงไปเอ่ยวาจา “ท่านาเ็ตรงไหนหรือไม่?”