ยามราตรีท้องฟ้ามืดมิดแสงจันทร์ไม่กระจ่างดังเช่นเมื่อวานเพราะคืนนี้เป็นคืนเดือนดับ จ้าวลู่ชิงยังหลอมยาสมุนไพรอยู่ภายในห้องมีเพียงแสงเทียนให้ความสว่าง ซูเซียงกับซูเจินนั่งสัปหงก นางบอกให้ทั้งคู่ไปนอนก่อนก็ไม่ยอมไป
“คุณหนูขอรับ พวกมันมาแล้วขอรับ” เสียงพลเงาดังอยู่หน้าประตูทำให้มือจ้าวลู่ชิงหยุดสิ่งที่กำลังทำ
“ทราบแล้ว รอสักครู่”
“พวกมันมาแล้วใช่ไหมเจ้าคะ” ซูเซียงกระเด้งกายลุกขึ้นเตรียมพร้อมไม่มีท่าทีของแมวน้อยขี้เซาเลยสักนิด
ซูเจินหยิบกระบี่เตรียมพร้อมเช่นเดียวกัน จ้าวลู่เสียนยืนถือกระบี่รออยู่หน้าประตูพร้อมกับพลเงา พอเห็นน้องสาวออกมาก็รีบไป
นายบ่าวต่างใช้วิชาตัวเบาวิ่งมุ่งหน้าไปยังปากทางเข้าหมู่บ้าน
ตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องทำให้นางเขาไปพัวพันกับบ้านเจียง จ้าวลู่ชิงจึงปรึกษากับท่านปู่ ท่านพ่อและพี่ชาย ท่านปู่บอกความลับแก่นางว่าตอนกลางคืนปากทางเข้าหมู่บ้านจะมีพลเงาประจำการอยู่หกนาย
ทางเข้ามาภายในหมู่บ้านมีถนนเส้นเดียวที่สามารถเข้าถึงได้ นอกนั้นต้องปีนเขา ฝ่าดงสัตว์ป่าดุร้ายทั้งหลาย เป็นการยากที่จะเข้ามาทางอื่นได้หากไม่เก่งกาจถึงขั้นเทพเซียน ถ้าไม่ชำนาญเส้นทางแน่นอนว่าต้องหาทางออกจากป่าไม่ได้ อยากรักษาชีวิตรอดก็ต้องเข้ามาทางหน้าหมู่บ้านเท่านั้น
“มันคิดจะมากวาดล้างคนในหมู่บ้านหรืออย่างไร เรื่องเล็กน้อยแต่พวกมันถึงขั้นจะเอาชีวิตคนมากมายเพียงนี้ สงสัยไม่อยากอยู่เห็นวันที่ข้ากลายเป็นคหบดีหญิงผู้ยิ่งใหญ่แห่งต้าถัง”
ทุกคนต่างหันมองท่านคหบดีหญิงผู้ยิ่งใหญ่ด้วยแววตาที่หลากหลายอารมณ์
แสงไฟพร้อมกับเสียงม้าวิ่งใกล้เข้ามาทำให้จ้าวลู่ชิงหรี่สายตามอง จึงนับได้ว่ามีรถม้าหกคัน นั่งรถม้ามาหรือ? ช่างสบายเกินไปแล้ว
“อย่าให้พวกมันเข้ามาใกล้หมู่บ้าน”
พลเงาที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดยี่สิบนายต่างโผล่ออกมาจากความมืดบ่งบอกว่ารับคำสั่ง มุ่งหน้าไปดักรอรถม้า
ม้ากำลังวิ่งมาดี ๆ ก็หยุดกระทันหันยกขาหน้าขึ้นจนตัวรถเหวี่ยงคว่ำ มือสังหารที่อยู่ในรถบางคนกลิ้งออกมานอกตัวรถ รถม้าคันที่วิ่งตามหลังต่างชนกันระเนระนาด
จ้าวลู่ชิงยิ้มกระหย่องเมื่อคิดว่าเข็มของนางใช้ได้ดีจริง ๆ ซัดใส่ม้าเพียงเล่มเดียวก็สามารถทำให้รถม้าพลิกคว่ำได้ นางคงต้องไปหาซื้อเข็มเพิ่มเสียแล้ว
“พวกเจ้าเป็นใคร” ชายฉกรรจ์ชุดดำปิดหน้าจนเห็นแค่ดวงตาตะโกนถามท่ามกลางความมืด ทว่าไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงความเงียบกับเสียงลมพัดยามค่ำคืน
“ลูกพี่เกิดอันใดขึ้น อยู่ดี ๆ ทำไมม้าตกใจกระทันหัน” มือสังหารลุกขึ้นมาจากพื้นถามด้วยความสงสัย
“ข้าไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดม้าถึงตกใจ” สายตาระแวดระวัง
“แล้วท่านตะโกนถามผู้ใด”
“ข้าเพียงลองตะโกนถาม ไม่มีอะไรมาก พวกเรารีบไปทำงานให้เสร็จก่อนที่ฟ้าจะสว่าง มีใครได้รับบาดเจ็บหรือไม่”
“คนของเรามีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือไม่”
“ไม่มีขอรับ”
“รีบทำงานให้เสร็จก่อนฟ้าจะสาง ฆ่าให้หมดเผาให้วอด”
“ขอรับ”
พอได้ยินสาเหตุที่พวกมันขนกันมา จ้าวลู่ชิงปิดเปลือกตาจากนั้นก็ออกคำสั่ง
“จับเป็นหัวหน้าพวกมัน นอกนั้นฆ่าให้หมด” น้ำเสียงเยียบเย็นสั่งแผ่วเบาทว่าทุกคนต่างได้ยินชัดเจน
เงาสีดำพุ่งออกมาจากข้างทาง มือสังหารต่างตื่นตระหนก รถม้าห้าคันถูกดาบแทงทะลุจากด้านข้าง บนหลังคา จนผู้ที่อยู่ในรถได้รับบาดเจ็บหากไม่กระโดดออกจากรถม้าคงต้องจบชีวิตอยู่ในนั้น
ความโกลาหลเกิดขึ้น เสียงโลหะกระทบกันยามค่ำคืนท่ามกลางความมืด มีเพียงแสงไฟจากคบเพลิงที่วางอยู่บนดินให้แสงสว่าง ลมเย็นพัดกลิ่นอายเลือดคลุ้งไปทั่วบริเวณป่าห่างจากหมู่บ้านประมาณห้าลี้
พลเงาถูกฝึกมาอย่างทรหด มือสังหารปลายแถวประมาณสี่สิบนายหาใช่คู่ต่อสู้ ออกอาวุธแต่ละครั้งกระบี่เชือดคอคู่ต่อสู้อย่างไร้ความปราณี
จ้าวลู่ชิงยืนคุมสถานการณ์อยู่บนหลังคารถม้า คอยซัดเข็มพิษออกไปใส่คู่ต่อสู้ ผู้ใดกล้าเข้ามาใกล้นางเข็มพิษที่อยู่ในแขนเสื้อต่างปักลงบนเส้นเลือดใหญ่บริเวณลำคออย่างแม่นยำ
การต่อสู้จบลงอย่างรวดเร็ว มือสังหารพวกนี้น่าจะเป็นแค่ระดับปลายแถวถูกจ้างวานให้มาสังหารชาวบ้านอ่อนแอ คนสั่งการช่างอาจหาญยิ่งนัก นางไม่อยากคิดเลยว่าถ้าพวกตนเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาไร้วรยุทธ์คงต้องตายอยู่ในกองเพลิง
“ผู้ใดสั่งการให้พวกเจ้ามาทำร้ายคนในหมู่บ้าน” โม่เอินกดกระบี่เข้ากับลำคอผู้ที่คาดว่าน่าจะเป็นหัวหน้า
“หากไม่สารภาพออกมา เจ้าจะต้องทรมานยิ่งกว่าตาย”
อาการสั่นกลัวของมือสังหารทำให้พลเงาที่ยืนอยู่รอบ ๆ ส่งแววตาเย้ยหยันปนสมเพช
“พวกเจ้าเป็นใคร เหตุใดถึงต้องมาขัดขวางทางพวกข้า” สายตาหวาดกลัวกวาดมองผู้มีวรยุทธ์แกร่งกล้าที่แต่งตัวมิดชิด เผยแค่เพียงดวงตาจำนวนยี่สิบกว่าคน ศพลูกน้องนอนเสียชีวิตเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น
อ๊ากก!
กระบี่ตัดนิ้วทั้งห้าเป็นอันดับแรกสำหรับคำตอบที่ไม่ตรงคำถาม
“ข้ายอมบอกแล้ว” จับมือข้างขวาที่นิ้วหายไปทั้งหมด เลือดไหลจนน่าสะอิดสะเอียน
“มีคนจ้างพวกข้าให้มาสังหารชาวบ้านในหมู่บ้านซานเป่ยแล้วเผาทั้งหมู่บ้านให้วอดเพื่อทำลายหลักฐาน”
“ผู้ใด”
“ข้าไม่รู้ คนผู้นั้นไม่เปิดเผยใบหน้า”
อ๊ากกก!
นิ้วทั้งห้าของมือด้านซ้ายขาดออก มือทั้งสองข้างต่างมีเลือดไหลจนน่ากลัว ใบหน้าซีดปากสั่นจนแทบหมดสติ
“ข้าไม่ทราบผู้จ้างวานจริง ๆ นะขอรับ คนพวกนั้นปิดบังตัวตนมาจ้างพวกเรา”
“ฆ่า”
สิ้นเสียงของจ้าวลู่ชิงกระบี่ก็เชือดคอมือสังหารอ่อนหัดริอาจเปิดสำนักรับจ้างสังหารผู้อื่น สงสัยคนพวกนี้มีไว้สังหารชาวบ้านอ่อนแอไร้ทางสู้
เข็มพิษถูกมือเรียวที่สวมถุงมือผ้าดึงออกจากลำคอของผู้ตายแล้วเก็บเข้าไปในขวดโหลใบเล็กสำหรับสลายพิษ
ร่างไร้วิญญาณของมือสังหารนับได้สี่สิบนายต่างถูกขนไปโยนทิ้งลงเหวเป็นอาหารของสัตว์ป่า แสงไฟส่องให้ความสว่างเพื่อเก็บกวาดบริเวณสองข้างทางให้เรียบร้อย รอยเลือดต่างถูกดินกลบ รถม้าถูกโยนลงเหวพร้อมกับร่างอันไร้วิญญาณ ม้าจำนวนสิบตัวถูกไล่ต้อนให้กลับไปในทิศทางเดิม
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นจึงกลับเข้าไปในหมู่บ้านอย่างเงียบเชียบ ม้าสิบตัวที่วิ่งเตลิดต่างถูกเงาสีดำพุ่งขึ้นมานั่งลงบนอานแล้วควบไปอย่างรวดเร็ว
จ้าวเฉิงกับจ้าวหยางยืนอยู่หน้าเรือนของพวกตน พอเห็นเงาสีดำกระโดดเข้ามาในบ้านจึงกลับเข้าไปนอน
จ้าวลู่ชิงชำระร่างกายล้างคราบสกปรกเสร็จเรียบร้อยก็เข้ามานั่งสวดภาวนาให้ดวงวิญญาณที่ล่วงลับต่อหน้าพระโพธิสัตว์
-------------------------
ภายในห้องขังนักโทษมีร่างหนึ่งนอนเกียจคร้านอยู่บนเบาะหนังเสืออย่างดีแตกต่างจากนักโทษผู้อื่นที่นอนอยู่บนพื้นแข็ง ๆ
“ไก่ย่างมาหรือยัง ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว” หรงซิ่วตะโกนถามผู้คุม
“ยังขอรับ” ผู้คุมรีบเข้ามารายงานอย่างนอบน้อม เสมือนว่าคนผู้นี้ไม่ได้เป็นนักโทษ
“รีบหน่อยข้าหิว” ลุกขึ้นนั่งด้วยความหงุดหงิด เขาติดแหง็กอยู่ในห้องขังมาหลายวัน แผลบนหลังเริ่มจะหายเพราะได้รับการรักษาจากหมออย่างทันท่วงที ความแค้นในใจของหรงซิ่วมีอยู่เต็ม
ออกจากห้องขังเมื่อใด วันนั้นคือวันจบสิ้นของคนหมู่บ้านซานเป่ย ความเคียดแค้นเป็นตัวผลักดันให้เขาอดทนต่อความเจ็บปวด รอวันชำระให้หายแค้น เขาจะแล่เนื้อคนพวกนั้นทั้งเป็นแล้วโยนให้พวกสัตว์ป่ากินเป็นอาหาร
“ไก่ย่างได้แล้วขอรับ” ผู้คุมยกไก่ย่างเข้ามาภายในคุก
“ชักช้า ข้าต้องการสุราดีสักไห”
“ขอรับ”
หรงซิ่วกับลูกน้องทั้งสองถูกขังอยู่ภายในห้องขังเดียวกันต่างนั่งทานไก่ย่างกับอย่างสุขสราญ
นักโทษคนอื่นต่างลอบถุยน้ำลายลงพื้น มีสถานะเป็นนักโทษเหมือนกันทว่าได้รับการปฏิบัติแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
นายอำเภอหยางมิรู้เลยว่าภายในห้องขังมีการอำนวยความสะดวกให้กับนักโทษ
“ไม่มีข่าวเลยหรือ” หรงซู่มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตานิ่งสงบ
“สี่สิบคนไม่มีข่าวสักคนเลยขอรับ”
“หายไปที่ใด ทำไมถึงไม่ได้ข่าว” มุ่นคิ้วด้วยความสงสัย
“ไม่แน่ว่าอาจจะถูกสังหาร”
“ผู้ใดจะสังหาร คนพวกนั้นคือนักฆ่ารับจ้าง ชาวบ้านธรรมดาคงไม่มีความสามารถสังหารคนพวกนั้นได้”
“ไม่พบร่องรอยเลยขอรับ”
“หมู่บ้านซานเป่ย ช่างไม่ธรรมดา พวกเจ้าส่งคนไปสืบข่าวภายในหมู่บ้านซานเป่ยให้ข้า”
“รับคำสั่ง”
หรงซู่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ยอมขยับไปไหน รีบหันหลังกลับไปเขียนจดหมายเพื่อส่งไปยังฉางอัน