แสงแดดยามเช้า สาดส่องผ่านหน้าต่างห้องเรียนในคณะศิลปะกรรมศาสตร์ เงาอ่อน ๆ ของต้นไม้ใหญ่ด้านนอกคลี่ลงบนพื้นห้อง ทำให้บรรยากาศภายในดูอบอุ่นและเงียบสงัด มีเพียงแต่เสียงดินสอที่ขีดลงบนกระดาษ ลายเส้นและรูปทรงที่เต็มไปด้วยความตั้งใจของ อร นักศึกษาปี ๔
เธอนั่งวาดรูปลงบนกระดาษขนาดใหญ่ ใบหน้าของเธอแฝงไปด้วยสมาธิ จดจ่อกับภาพร่างที่กำลังเริ่มเห็นเป็รูปเป็ร่างบนผืนกระดาษ
เด็กสาวที่เต็มไปด้วยความน่ารัก สละสลวย รอยยิ้มที่ยากจะไม่สนใจได้ ผมสั้นบ็อบที่ตกลงมารอบใบหน้า เสริมความน่าเอ็นดูให้เธอมากยิ่งขึ้น หากแต่มีบางอย่างที่ขัดแย้งกับรูปลักษณ์อ่อนเยาว์นี้ สิ่งที่ติดตัวเธอมาั้แ่เด็ก สร้อยพระประจำตระกูลที่คล้องอยู่รอบคอ ดูเหมือนเป็แค่เครื่องประดับธรรมดา แต่แท้จริงมิใช่เช่นนั้น
สร้อยเส้นนี้ไม่ใช่แค่ของประดับตกแต่ง ค่อนไปทางเครื่องรางประจำตระกูลของ อร ซึ่งได้รับมาจาก ‘อาจารย์ สุเทพ บุญศิริ‘ พ่อของเธอที่เป็หมอผีประจำภาคอีสาน อย่าง กาฬสินธุ์
สร้อยพระที่ดูเก่าแก่และเต็มไปด้วยลวดลายซับซ้อนนั้นถูกปั้นมาอย่างดี
ไม่เพียงแต่เป็สัญลักษณ์ของตระกูล แต่ยังคงมีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายได้ง่าย อีกทั้ง ไม่เพียงแค่รักษาประเพณีของตระกูล แต่ยังคงเป็เครื่องมือที่คอยปกป้องเธอจากการถูกภูติผีที่รังควาน ที่มาจากการเคียดแค้นที่พ่อของเธอ หรือ ิญญาเร่ร่อนที่ผู้อื่นไม่สามารถมองเห็นด่วยตาเปล่า
ปลายดินสอขีดเขียนอย่างต่อเนื่อง ลายส้นปรากฏขึ้นทีละน้อยบนกระดาษขาวสะอาด
นก
นกตัวหนึ่งที่ดูเหมือนจะพยายามบิน แต่บินไม่ได้ ปีกข้างหนึ่งของมันหักลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งร่องรอยราวกับถูกบีบบังคับจากสิ่งที่มองไม่เห็น ขอบปีกบิดเบี้ยว เส้นปลายแหลมของปีกเป็รอย ราวกับาแที่ไม่อาจสมาน เส้นสายวาดด้วยความละเอียด ประณีต แสดงให้เห็นถึงแรงต่อต้าน ความพยายามและการพังทลาย พื้นหลังถูกตกแต่งด้วยเส้นของฟ้าที่หม่นหมอง อากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความขมุกขมัว เส้นลายที่ขีดพาดด้านหลังดูเหมือนสายลมที่โบกแรง ราวกับกำลังผลักไสให้นกยอมแพ้ต่อโชคชะตา.
“ไอ้อร!! ว่าแล้วว่าต้องอยู่ที่นี่ กูหามึงตั้งนาน!”
เสียงะโดังลั่น สะท้อนไปทั่วห้องวาดอันเงียบสงบ บานประตูไม้เก่าถูกผลักเปิดด้วยแรงส่งกระแทกเข้ากับผนังอย่างไม่มีความเกรงใจ
ร่างบางในชุดนักศึกษาที่หลุดลุ่ยจากการวิ่ง ยืนหอบอยู่ตรงกรอบประตู ลมหายใจขาดหายเป็่ๆ แก้มสองข้างแดงระเรื่อเพราะแรงวิ่งหยาดเหงื่อเกาะตามไรผมและลำคอ
“นี่มึงวิ่งมาหรอ”
อรเอ่ยถามโดยไม่ได้ละสายตาจากภาพวาด
“ก็ใช่หนะสิ!”
ก้านพลู ตอบพลางทรุดตัวนั่งข้างเพื่อน
“แล้วมึงจะวิ่งมาเพื่อ?”
“ก็เพราะมึงนั่นแหละ กูตามหามึงอยู่ แล้วกูก็คิดอยู่แล้วว่ามึงต้องมาที่ตึกนี้ กูเลยตามมา” เธอเว้นช่องหอบหายใจก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงกึ่งโวยวาย “นี่กูเสียสละชีวิตเพื่อมาหามึงเลยนะ!”
น้ำเสียงที่เปล่งออกมาฟังดูเหมือนตัดพ้อ แต่แท้จริงแล้ว เธอทั้งโกรธ โมโห งอน และกลัว
โดยเฉพาะ….ความกลัว
เพราะตึกนี้ ตึกที่ทั้งสองกำลังนั่งอยู่ คือ หนึ่งในตึกที่มีเสียงลือเสียงเล่าขานมากที่สุดในมหาวิทยาลัย
กล่าวว่า ครั้งหนึ่ง มันเคยเป็โรงพยาบาลสนามเก่าที่ถูกทิ้งร้าง ผู้ป่วยมากมายล้มตายกันที่นี่
สำหรับคนทั่วไป เื่ราวเหล่านี้อาจเป็เพียงนิทานหลอกหลอน แต่ไม่ใช่สำหรับ ก้านพลู
เธอได้เห็น ในสิ่งที่คนอื่น ไม่เห็น
เธอได้ยิน ในสิ่งที่คนอื่น ไม่ได้ยิน
เธอได้กลิ่น ในสิ่งที่คนอื่น ไม่ได้กลิ่น
กลิ่นสาบเน่าที่คลุ้งตลอดทางเดินของตึกและตอนนี้กำลังคละคลุ้งอยู่หน้าประตู พวกมันไม่สามารถเข้ามาได้ เพราะสร้อยประจำตระกูลของเพื่อนสาวของเธอ
“แล้วมึงจะตามมาทำไมหละ กูวาดรูปเสร็จเดี๋ยวกูก็ออกไปเองแหละ”
อรตอบบ่น ๆ แต่ก็แอบแฝงไปด้วยความเป็ห่วง
ก้านพลูเบ้ปากทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้น ก่อนพ่นลมหายใจออกแรง ๆ พร้อมบ่นกระปอดกระแปด “มึงนี่ก็ขยันหาที่วาดรูปเนอะ คิดว่าเป็ลูกหมอผีแล้วจะมานั่งกลางตึกเฮี้ยนแบบนี้ได้หน้าตาเฉยเลยหรือไง”
“ก็ที่นี่มันเงียบดีหนิ ไม่มีคนมากวน ไม่มีเสียง ไม่ต้องแย่งโต๊ะ”
“แต่มันมีอย่างอื่นแทนไง!”
ก้านพลูขยับตัวเข้ามาใกล้เพื่อนมากขึ้น พลางเหล่มองไปนอกประตูห้องที่เปิดอ้าเอาไว้ เธอไม่ได้กลัวผีเพราะขี้ขลาดหรอกนะ แต่เป็เพราะ….เธอเห็นมันจริง ๆ มาั้แ่เด็กเสียต่างหาก อีกทั้ง ณ ตอนนี้ เหล่าผีสางรับรู้แล้วเสียด้วยซ้ำ ว่าทั้งคู่ มองเห็นมัน
อร กับ ก้านพลู รู้จักกันมาั้แ่เข้าปีหนึ่ง เรียนคณะเดียวกัน เอกเดียวกัน
อรปรียา ชื่อนี้ใคร ๆ ก็ย่อมรู้จัก ลูกหมอผีชื่อดังจาก กาฬสินธุ์ ที่ไม่มีผีสางตนไหนกล้าที่จะพยองเดชใส่ท่าน
ส่วนก้านพลูก็แค่คนธรรมดาที่ซวยหน่อย เพราะดันมี ‘เซนส์’ ติดตัวมาั้แ่ยังเด็ก เธอไม่อยากที่จะมีพลังวิเศษหรือเซนส์บ้านี่เสียด้วยซ้ำ เธอต้องพบเห็นสิ่งที่หลายคนต่างเรียกพวกมันว่า ‘ผี’ มาั้แ่จำความได้ เธอใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัว เพราะถึงแม้ว่าเธอจะเห็นพวกมัน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
เจอผีดี ก็ดีหน่อย
แต่ถ้าเจอผีที่เต็มไปด้วยแรงอาฆาต
ชีวิตก้านพลูจะยิ่งซวย ผีพวกนี้ไม่สนหรอกว่าเหล่ามนุษย์ที่พบเห็นมันจะเป็ใคร หากครั้นเมื่อรู้แล้วว่ามองเห็น พวกมันจะยิ่งกว่าตามจองล้างจองผลาญเสียอีก
เธอสามารถมองเห็น แต่มิสามารถช่วยอะไรได้หรอก
อาจเป็เพราะพลังบุญ หรือ ์เกิดสงสารเธอขึ้นมา จึงทำให้เธอได้มาเป็เพื่อนกับอร ซึ่งถึงแม้พวกเธอจะอายุเท่ากัน แต่อรนั้นก็มีวิชาอาคมติดตัวที่ได้มาจากพ่อของเธอ พร่ำสอนมาั้แ่ยังเป็เด็ก
คาถา อาคมที่อรมี ถึงแม้จะเป็เพียงอาคมเริ่มต้น สามารถช่วยปกป้องตัวเธอหรือคนอื่นให้พ้นจากภูติผีเหล่านี้ แต่ก็ช่วยชีวิตก้านพลูมาหลายครั้งแล้ว เพราะอย่างนี้ไงเล่า ก้านพลูจึงไม่ค่อยได้ห่างจากอรเสียเท่าไหร่
“แล้วสรุป มึงจะวิ่งหน้าแดง ตาแดงมาหากูทำไมถึงที่นี่?”
อรเอ่ยถามพร้อมปรายตามองเพื่อนรักที่ยังคงนั่งหอบอยู่ข้างๆ
“นี่มึงเป็ประธานรุ่นยังไงถึงลืมประชุมวันนี้เนี่ย!”
“ประชุม?” อรถามกลับไปด้วยความสงสัย แม้จะรู้สึกเหมือนจะมีบางอย่างผุดขึ้นในหัว แต่ก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนัก
“เออ! ประชุมโปรเจกต์จบของอาจารย์กึ้งไง เขารอมีงอยู่คนเดียวกันทั้งเอกเนี่ย!“
“เชี่ย!!!!”
น้ำเสียงอรเต็มไปด้วยความใ เธอรีบลุกจากเก้าอี้พรวดใหญ่ด้วยท่าทางใและรีบร้อน ก่อนจะรีบคว้าสิ่งของที่นำติดตัวมาด้วยพร้อมออกไปอย่างรวดเร็ว
ก้านพลูมองตามอรที่วิ่งออกไป โดยที่ลืมคิดไปเลยว่า ตอนนี้เธอกำลังจะอยู่ในห้องนี้คนเดียว
”ไออร! รอด้วย!“ ก้านพลูะโเรียกเสียงดังด้วยท่าทางใ ก่อนจะรีบลุกพรวดจากเก้าอี้ แล้ววิ่งตามอรไปทันที โดยที่เธอพยายามทำเป็มองไม่เห็นเหล่าิญญาที่รอคอยเธออยู่รอบทั้งตึก
“ขอโทษค่ะเพื่อน ๆ !!!!”
เสียงหวานใสของอรดังขึ้นทันทีที่เธอเปิดประตูห้องโสตเข้าไป ร่างบางในชุดนักศึกษาที่วิ่งมาจนเหงื่อซึมพร้อมหอบหายใจเหนื่อย ๆ
เธอรีบโค้งขอโทษเพื่อน ๆ ด้วยท่าทางน่ารัก แต่เต็มไปด้วยความสำนึกผิด ทั้งที่เป็คนส่งข้อความนัดประชุมวันนี้ด้วยตัวเองแท้ ๆ แต่กลับเป็คนสุดท้ายที่มาถึง อรรู้สึกผิดเต็มอก สายตาเธอมองไปรอบห้องที่เพื่อนนั่งรอกันอยู่แล้ว ทว่า กลับไม่มีใครแสดงอาการไม่พอใจเลยสักคน
ใบหน้าหวานเปื้อนเหงื่อยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มขอโทษอย่างจริงใจ และนั่นคือสิ่งที่ไม่มีใครถือสาเธอได้ลง
อรเป็แบบนี้เสมอ
หญิงสาวที่เต็มไปด้วยพลังบวก อ่อนน้อม ยิ้มง่ายและมองเห็นปัญหาของผู้อื่นก่อนเสมอ เธอมักช่วยเหลือเพื่อน ๆ มาตลอดั้แ่ปีหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็เื่เล็กน้อย เื่เรียน หรือแม้กระทั่ง เื่ราวลี้ลับ.
เธอเป็จุดสูญกลางที่เพื่อน ๆ ต่างวางใจและนั่นคือเหตุผลที่ทุกคนพร้อมใจเลือกให้เธอเป็ประธานรุ่น
เว้นเสียแต่….
สายตาคู่หนึ่ง คมดุจดั่งมีดปลายแหลมที่มองมาทางเธออย่างแน่วนิ่งจากมุมห้องด้านหลังสุด
หญิงสาวเ้าของสายตานั้น นั่งอยู่ริมหน้าต่าง
เงียบเฉียบ
เยือกเย็น
ราวกับเป็เงาของห้อง มากกว่าเป็หนึ่งในสมาชิกของชั้นปีเดียวกัน ใบหน้าเรียบเฉยของเธอ ไม่บ่งบอกอารมณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น แตกต่างจากคนอื่น ที่ยิ้มแย้มทักทายอรอย่างคุ้นเคย
ที่ผ่านมา ไม่มีใครกล้าเอ่ยทักหญิงสาวคนนั้น ไม่ใช่เพราะเกลียดชังหรือรังเกียจ หากแต่เป็เพราะความห่างเหินที่เ้าตัวสร้างไว้ั้แ่วันแรกที่เข้ามาเรียน
ชื่อที่ใครๆก็รู้ว่าเธอคือหนึ่งในนักศึกษาร่วมรุ่น แต่นับครั้งได้ ที่จะได้เห็นหน้าเธอที่มหาวิทยาลัย นอกเสียจากวาระจำเป็หรือต้องส่งงานใหญ่ เธอจะไม่ปรากฏตัว ไม่เข้าสังคม ไม่ปะปน ไม่แม้แต่จะเหลือบตามองใคร
ทว่าในวันนี้ วันประชุมโปรเจกต์จบที่ทุกคนจะต้องเดินทางไปต่างจังหวัดในระยะเวลาเกือบ ๆ สองเดือน
‘อรจึงได้เห็นหน้าคร่าตาเธอผู้นี้ อีกครั้ง‘
ยา
