บทที่ 15: เส้นทางสู่ชีพจรั
ณ ตำหนักหยางซิน (ที่ประทับชั่วคราวของฮ่องเต้)
หลังจากเหตุการณ์โกลาหลสงบลง แม่ทัพหวังเจี้ยนได้พาองค์ฮ่องเต้มาหลบภัยยังตำหนักหลังที่ปลอดภัยที่สุด แพทย์หลวงเร่งถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถ จนพระอาการมึนงงจากมนต์สะกดเริ่มทุเลาลง
ฮ่องเต้ผู้ชราภาพลืมตาตื่นขึ้น พระพักตร์ยังคงซีดเซียว แต่แววตาเริ่มกลับมามีความกระจ่างใส "อา... ข้าฝันร้ายเหลือเกิน ฝันเห็นตะขาบั์จะกินเมือง..."
"ไม่ใช่ฝันพะยะค่ะฝ่าา" แม่ทัพหวังเจี้ยนคุกเข่าลงข้างแท่นบรรทม "ปีศาจตนนั้นแฝงตัวเป็ราชครูมานาน บัดนี้มันถูกเปิดโปงและาเ็หนีลงไปใต้ดิน หมายจะทำลายชีพจรัของราชวงศ์"
"ชีพจรั!" ฮ่องเต้ทรงตกพระทัยจนแทบสิ้นสติ พยายามยันพระวรกายลุกขึ้น "ไม่ได้! หากชีพจรัถูกตัดขาด แผ่นดินจะล่มสลาย ราชวงศ์จะสูญสิ้น! แม่ทัพหวัง! เ้าต้องหยุดมัน!"
"กระหม่อมรับราชโองการ!" แม่ทัพหวังโขกศีรษะรับคำ "แต่ศัตรูมีอิทธิฤทธิ์ร้ายกาจ ลำพังกำลังทหารธรรมดาไม่อาจต่อกร... กระหม่อมขอพระราชทานอนุญาตให้ 'คุณชายไป๋อวิ๋น' และพรรคพวก เป็ผู้นำทัพในภารกิจนี้"
ฮ่องเต้มองไปที่ชายหนุ่มชุดขาวที่นั่งขัดสมาธิเดินลมปราณอยู่มุมห้อง แม้เสื้อผ้าจะเปื้อนเืและเขม่าควัน แต่รัศมีน่าเกรงขามยังคงแผ่ออกมา
"คนผู้นั้นหรือที่ช่วยข้าไว้..." ฮ่องเต้พยักหน้า "อนุญาต! มอบป้ายทองอาญาสิทธิ์ให้เขา สั่งการได้ดั่งใจนึก ใครขัดขวางปะาได้ทันที! ขอเพียงรักษาแผ่นดินนี้ไว้ได้ จะให้รางวัลเท่าไหร่ข้าก็ยอม!"
หนึ่งชั่วยามต่อมา (2 ชั่วโมง)
ไป๋อวิ๋นลืมตาขึ้น ลมหายใจกลับมาสม่ำเสมอ แม้พลังวัตรจะฟื้นคืนมาเพียงเจ็ดส่วน แต่ก็นับว่าเพียงพอสำหรับการต่อสู้รอบสุดท้าย
"นายน้อย... ทางเข้าเจอแล้วขอรับ" อาเจาท์วิ่งเข้ามารายงาน "อยู่ที่ใต้ฐานพระที่นั่งในตำหนักเย็น เป็อุโมงค์ลับที่เชื่อมต่อไปยังโพรงถ้ำใต้ดิน"
"เตรียมของครบแล้วใช่ไหม?" ไป๋อวิ๋นลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่
"ครบครับ! ดินะเิดินดำสิบถังใหญ่ น้ำมันเชื้อเพลิง ยันต์กันผี และ... เสบียงมื้อดึกสำหรับข้า" อาเจาท์ตบพุงเบาๆ
"ดี... ไปกันเถอะ"
คณะเดินทางมุ่งหน้าสู่ตำหนักเย็น โดยมีแม่ทัพหวังเจี้ยนนำทหารกล้าตายจำนวนห้าสิบนายติดตามไปด้วย หวังเซิงยืนยันที่จะขอตามไปด้วยโดยอ้างว่าจะไปช่วยถือคบเพลิง (แต่จริงๆ คือกลัวว่าอยู่ข้างบนคนเดียวจะไม่ปลอดภัย) ส่วนเสี่ยวเหมย (ปีศาจวาดหนังกลับใจ) ทำหน้าที่เป็คนนำทางดมกลิ่นปีศาจ
ภายในอุโมงค์ใต้ดิน
บรรยากาศในอุโมงค์มืดมิดและอับชื้น กลิ่นกำมะถันฉุนกึกผสมกับกลิ่นคาวเืที่ตะขาบั์ทิ้งไว้ตามทางเดิน ผนังถ้ำมีเมือกสีเขียวเกาะอยู่เต็มไปหมด
"ทางนี้เ้าค่ะ..." เสี่ยวเหมยกระซิบ นางชี้ไปที่ทางแยกด้านซ้าย "กลิ่นอายของมันเข้มข้นมากทางด้านนี้ และ... ข้าได้ยินเสียงบางอย่าง"
"เสียงอะไร?" หวังเซิงถามเสียงสั่น เกาะแขนเสี่ยวเหมยแน่น
กร๊อบ... แกร๊บ...
เสียงเหมือนคนเคี้ยวเปลือกหอยดังแว่วมาตามลม
ไป๋อวิ๋นยกมือขึ้นสั่งให้ทุกคนหยุดเดิน "ระวังตัว... มันไม่ได้อยู่ตัวเดียว"
ทันใดนั้น เงาตะคุ่มขนาดเท่าสุนัขหลายสิบเงาก็พุ่งออกมาจากความมืด!
พวกมันคือ 'ลูกตะขาบ' ขนาดเท่าแขนคน ตัวสีดำมะเมื่อม ขาแหลมคมนับร้อยขยับยั้วเยี้ย พวกมันพุ่งเข้าใส่ทหารแถวหน้าอย่างรวดเร็ว
"โจมตี!" แม่ทัพหวังะโ
ฉึก! ฉึก! เคร้ง!
ทหารระดมยิงหน้าไม้และฟันดาบใส่ แต่เปลือกของลูกตะขาบแข็งมาก ดาบธรรมดาฟันแทบไม่เข้า
"หลบไป!" อาเจาท์ะโข้ามหัวทหาร แบกถังไม้ใบเล็กมาด้วย "ของฝากจากนายน้อย! ผงไล่แมลงสูตรพิเศษ!"
เขาสาดผงสีขาวในถังใสฝูงลูกตะขาบ ทันทีที่ผงััตัวพวกมัน ก็เกิดควันสีขาวฟุ้งกระจาย ลูกตะขาบดิ้นพราดๆ ร้องเสียงแหลม ร่างกายค่อยๆ ละลายกลายเป็น้ำเหลือง
"ปูนขาวผสมกำมะถันและพิษงูเห่า..." ไป๋อวิ๋นอธิบายเรียบๆ ขณะเดินผ่านซากลูกตะขาบอย่างไม่ยี่หระ "หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง พิษต้องแก้ด้วยพิษ"
คณะเดินทางฝ่าดงลูกตะขาบเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งลึก อากาศยิ่งร้อนอบอ้าว พื้นดินเริ่มสั่นะเืเป็จังหวะเหมือนชีพจร
ในที่สุด พวกเขาก็มาถึง 'ห้องโถงชีพจรั'
ภาพเบื้องหน้าทำเอาทุกคนตะลึงงัน
มันเป็โพรงถ้ำขนาดมหึมาที่ธรรมชาติรังสรรค์ไว้ (หรืออาจเป็ฝีมือบรรพชน) ตรงกลางมีเสาหินธรรมชาติขนาดใหญ่ั์ ส่องแสงสีทองอร่ามเรืองรอง นี่คือ 'เสาหลักเมือง' หรือแก่นของชีพจรั ที่รวบรวมพลังปราณของแผ่นดินเอาไว้
แต่ทว่า... ภาพที่น่าสยดสยองก็ปรากฏอยู่เช่นกัน
จอมมารตะขาบทอง ที่ตอนนี้เหลือเพียงครึ่งตัวท่อนบน (ท่อนล่างขาดไปจากการตกกระแทก) กำลังใช้ขาที่เหลือเกาะเกี่ยวพันรอบเสาชีพจรัแน่น เขี้ยวคู่ั์ของมันกำลัง 'แทะ' เสาหินสีทองนั้นอย่างบ้าคลั่ง!
ทุกครั้งที่มันกัด เศษหินสีทองจะร่วงกราว แสงสว่างของเสาจะวูบดับลง และแผ่นดินเบื้องบนก็จะสั่นะเื
"มันกำลังกินพลังั!" ไป๋อวิ๋นอุทาน "มันไม่ได้จะทำลายอย่างเดียว มันกำลังดูดซับพลังของราชวงศ์เพื่อรักษาตัวเองและกลายร่าง!"
"ก๊าซซซซซ!"
จอมมารตะขาบรับรู้ถึงผู้บุกรุก มันหันหน้ากลับมา ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวเละเทะจากฝีมือไป๋อวิ๋นเมื่อครู่ แต่น่ากลัวกว่าเดิมคือ... ตามตัวของมันเริ่มมี 'เกล็ดั' งอกออกมาแซมเปลือกตะขาบ!
"มาช้าไปนะเ้ามนุษย์!" จอมมารตะขาบคำราม เสียงของมันก้องกังวานและทรงอำนาจขึ้น "อีกนิดเดียว... ข้าก็จะได้ร่างัปีศาจที่สมบูรณ์! ตอนนี้พลังของข้าฟื้นคืนมาแล้ว... พวกเ้าทุกคนต้องตายอยู่ที่นี่!"
"ฝันไปเถอะ!" แม่ทัพหวังเจี้ยนสั่งการ "ทหาร! จุดชนวนะเิ!"
ทหารกล้าตายรีบวิ่งนำถังดินะเิไปวางล้อมรอบเสา (พยายามไม่ให้โดนเสาแต่ให้โดนตะขาบ)
"อย่าหวัง!"
จอมมารตะขาบสะบัดหาง (ที่งอกใหม่เป็หางั) กวาดทหารกระเด็นไปคนละทิศละทาง ถังะเิกลิ้งระเนระนาด
"เสี่ยวเหมย! อาเจาท์! คุ้มกันแม่ทัพ!" ไป๋อวิ๋นสั่งการ ก่อนจะดีดตัวพุ่งเข้าหาจอมมารตะขาบอีกครั้ง
"รอบนี้ข้าไม่ปรานีแล้วนะ!" ไป๋อวิ๋นเรียกกระบี่เงินออกมา แต่วินาทีนั้น เขากลับหลับตาลง...
จอมมารตะขาบพ่นไฟสีเขียวเข้าใส่ "ตายซะ!"
ไป๋อวิ๋นลืมตาขึ้น ั์ตาสว่างวาบเป็สีทอง "เคล็ดวิชาลับ... กระบี่ไร้ลักษณ์ ขั้นที่ 9 : หนึ่งกระบี่ถมทะเล!"
แทนที่จะฟันกระบี่ออกไป ไป๋อวิ๋นกลับปักกระบี่ลงบนพื้นหินหน้าเสาชีพจรั
ครืนนนน!
คลื่นพลังลมปราณสีทองะเิออกจากตัวกระบี่ ไม่ได้พุ่งไปข้างหน้า แต่พุ่ง 'ขึ้นมาจากพื้นดิน' ใต้ท้องของตะขาบั์!
เสาแสงสีทองนับสิบต้นพุ่งทะลุพื้นขึ้นมา แทงสวนเข้าไปที่ท้องของจอมมารตะขาบ ตรึงร่างของมันให้ลอยค้างอยู่กลางอากาศ ติดแหง็กอยู่กับเสาชีพจรั
"อ๊ากกกก! ขยับไม่ได้!" จอมมารตะขาบดิ้นพล่าน
"ตอนนี้แหละ! โยนะเิเข้าไป!" ไป๋อวิ๋นะโสั่ง
อาเจาท์ แม่ทัพหวัง และทหารที่เหลือ ช่วยกันจุดชนวนถังะเิ แล้วขว้างเข้าไปที่ใต้ท้องของจอมมารที่ถูกตรึงอยู่
"ลาก่อน... ท่านราชครู" ไป๋อวิ๋นกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะคว้าตัวเสี่ยวเหมยและหวังเซิง ะโหลบหลังก้อนหินใหญ่
บึ้มมมมมมมมมมม!!!
แรงะเิของดินดำนับสิบถัง บวกกับพลังลมปราณที่ไป๋อวิ๋นอัดไว้ ะเิสนั่นหวั่นไหวในโถงถ้ำ เปลวไฟมหาศาลเผาผลาญร่างของจอมมารตะขาบจนไหม้เกรียม
ผนังถ้ำสั่นะเืรุนแรง หินงอกหินย้อยร่วงกราวลงมา
"ถ้ำจะถล่ม! หนีเร็ว!" อาเจาท์ะโ
ไป๋อวิ๋นมองดูซากตะขาบที่ไหม้เป็ตอตะโก ร่วงลงสู่เหวลึกข้างเสาชีพจรั... เสาชีพจรัแม้จะมีรอยบิ่นไปบ้าง แต่ยังคงตั้งตระหง่าน แสงสีทองเริ่มกลับมาสว่างนวลตาอีกครั้ง
"ปลอดภัยแล้ว..." ไป๋อวิ๋นยิ้มบางๆ ก่อนจะทรุดฮวบลงกับพื้น
"นายน้อย!"