“พรุ่งนี้หากพี่สาวจะเชือดกระต่าย ก็ให้เป็ข้า ตงเหม่ย เจียวจ้าน ฝานเจิ้ง อู๋ฉีและอู๋ซินคอยเรียนรู้กับพี่สาวหลิงหลิง พวกเด็กเล็กๆ ไม่ต้องมาดู รอจนมันกลายเป็ก้อนเนื้อเสียก่อนพวกเ้าต้องอยากกินมันจนน้ำลายไหนแน่”
ฉู่หลิงต้องยกนิ้วให้กับเจียวจูอีกครั้งสำหรับความกล้าหาญของนาง การฆ่ากระต่ายที่มีรูปลักษณ์น่ารักน่าเอ็นดูย่อมแตกต่างจากการฆ่าปลาอยู่แล้ว
เดิมทีนางก็หวั่นใจอยู่ไม่น้อยว่าจะสอนให้เด็กๆ รู้วิธีการเชือดกระต่ายหรือไม่ นางเป็แวมไพร์ไม่สามารถเอาความคิดของมนุษย์มาตัดสินเื่ความโเี้ได้เลย นางรู้แค่ว่าต้องดื่มกินและหาอาหารเลี้ยงตัวเท่านั้น
แต่เวลานี้เด็กๆ กลับจัดการความคิดของพวกเขาได้ด้วยตนเอง ทำให้หญิงสาวพึงพอใจอยู่ไม่น้อยที่เด็กๆ รู้ว่านี่คือชีวิตจริงที่เขาต้องเผชิญ
หญิงสาวค่อยๆ ย่องกลับเข้าไปนอนในห้องตามเดิม ผ่านไปอีกพักใหญ่หลังจากเด็กๆ ร่ำลา 21 ชีวิตในครัวกันแล้ว แสงไฟก็กลับมาส่องสว่างที่กลางห้องโถง ก่อนที่จะมีเสียงฝีเท้าของเด็กหลายคนแยกย้ายกันกลับห้องไป และน่าจะเป็เจียวจูที่รับหน้าที่ดับไฟในตะเกียงตามเดิม
……….
ตอนเช้ามืดท่านยายเฉินก็เดินเข้ามาในหอหงไถเพื่อช่วยฉู่หลิงทำซาลาเปาเหมือนทุกวัน ฉู่หลิงยังยืนยันจะทำซาลาเปาออกไปขายวันละ 40 ลูกดังเดิม เพราะนางก็เข้าใจดีว่าจำนวนคนในปลายเขตอำเภอซิ่งอันที่นางอาศัยอยู่นี้เป็เพียงกลุ่มชุมชนเล็กๆ เท่านั้น หากทำออกมาขายมากเกินไป พวกเขาก็จะเบื่อไปเสียก่อน
“วันนี้ไม่มีปลา ให้เด็กเล็กแปดคนออกไปขายซาลาเปาก็พอ ส่วนพี่ชายใหญ่อีกสี่คนอยู่ช่วยข้าทางนี้ พวกเ้าคิดเงินกันคล่องหรือยังเล่า?”
“คล่องแล้วขอรับ หากเรามีปัญหาอะไรเราก็ถามพวกท่านอาทหารได้ พี่สาวหลิงหลิงไม่ต้องห่วง” ลี่ถังเป็ผู้นำกลุ่มเด็กชายอายุน้อย เขารับปากหนักแน่นและชวนเด็กชายอีกเจ็ดคนถือตะกร้าซาลาเปาออกไปขายทันที
“เจียวจู ตงเหม่ยกับพวกเ้าสี่คนไปช่วยข้า เสี่ยวผิงพาเด็กหญิงที่เหลือทำอาหารกันไปก่อนนะ ท่านยายข้าฝากพวกนางด้วยเ้าค่ะ”
ฉู่หลิงเดินไปเลือกกระต่ายตัวอ้วนมาหนึ่งตัว นำทางเด็กชายหญิง 6 คนไปทางบ่อน้ำด้านนอก
“พี่สาวให้พวกเราจับไปอีกคนละตัวด้วยหรือไม่เ้าคะ” เจียวจูแปลกใจที่ฉู่หลิงไม่ได้เอ่ยปากให้พวกนางจับกระต่ายไปด้วย ไม่ใช่ว่าพี่สาวกำลังจะสอนพวกตนเชือดกระต่ายหรอกหรือ
“เราจะฆ่าแค่ตัวเดียวก่อน ข้าจะทำให้พวกเ้าดูเอง”
เสียงถอนหายใจแ่เบาดังออกมาจากกลุ่มผู้นำเด็กชายและหญิง ยังดีที่วันนี้พี่สาวตัดสินใจสอนพวกเขาเท่านั้น เมื่อคืนพวกเขาทั้งกลัวทั้งกังวลกันจนนอนแทบไม่หลับ
ฉู่หลิงรีบลงมือจัดการกระต่ายในมืออย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้เด็กๆ ต้องทนทุกข์ใจมากนัก ไม่ใช่ว่านางไม่ห่วงจิตใจของเด็กๆ แต่นี่เป็สิ่งที่พวกเขาต้องพบเจอในภายหน้าอยู่แล้ว
“หนังและขนของมันเมื่อล้างทำความสะอาดดีแล้ว พวกเ้าสามารถเก็บรวบรวมเอาไปขายได้ในภายหลัง มันใช้ทำถุงมือหรือผ้าคลุมไหล่ผืนเล็กๆ ป้องกันอากาศหนาวเย็นได้ดีเลยทีเดียว”
หญิงสาวพยายามไม่มองหน้าเด็กๆ และรีบทำทุกอย่างด้วยความเร็วสูงสุดในชีวิต ปากก็คอยสอนไปเรื่อย ๆ
เสียดายเพียงอย่างเดียวคือนางจำต้องทิ้งเืกระต่ายไป ่ที่ตนมีสถานะเป็แวมไพร์ขาดสารอาหารเืกระต่ายตัวเดียวนี้นางสามารถเก็บไว้กินแก้กระหายได้หลายวันเลยทีเดียว
พอชำแหละและล้างคราบคาวออกไปจนหมด หญิงสาวก็สับเนื้อให้เป็ชิ้นเล็กลงจนมองไม่เห็นรูปร่างเดิมของกระต่าย เด็กทั้งกลุ่มมองดูแล้วมันก็เหมือนเนื้อสัตว์ทั่วๆ ไป และเริ่มที่จะมีความอยากอาหารขึ้นมาแทนที่
“เราจะฆ่ากระต่ายเพียงตัวเดียวในวันนี้ ตัวอื่น ๆ เราต้องช่วยกันทำคอกเลี้ยงดูพวกมันเอาไว้ก่อน”
“เราจะเลี้ยงกระต่ายกันหรือขอรับ” เจียวจ้านรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที หลงลืมภาพการชำแหละเนื้อกระต่ายเมื่อครู่ไปเสียสนิท
“กระต่ายออกลูกไว หากเราเลี้ยงมันเอาไว้ก็จะมีเนื้อกระต่ายออกมาไม่ขาด และไม่แน่อาจจะขายพวกมันได้ด้วย 20 ตัวเราที่เหลือเราก็จะแบ่งเอาไว้ทำเป็พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ส่วนหนึ่งจึงจะนำมาเป็อาหาร”
พอกลุ่มเด็กชายที่เหลือกลับมาจากการขายซาลาเปา และทุกคนได้กินอาหารมื้อเช้ากันจนอิ่ม ฉู่หลิงก็เลือกโรงจอดเกวียนหรือม้า ที่เคยใช้เป็สถานที่ให้รถม้าหรือเกวียนของแขกในหอหงไถมาจอด แบ่งเนื้อที่เล็กๆ มาใช้เป็คอกกระต่ายแทน
“เราต้องขุดแล้วเอาแผ่นหินไปวางด้านล่างแล้วค่อยเอาดินมากลบไว้อีกชั้นหนึ่ง ป้องกันไม่ให้กระต่ายขุดโพรงหนีออกจากคอกไปได้”
โรงพักม้าด้านหนึ่งชนกำแพง อีกสองด้านก็มีคอกกั้นเป็สัดส่วนอยู่แล้ว พวกเขาทำเพียงแค่หาหินมาปูพื้นปิดช่องทางไม่ให้กระต่ายขุดดินหนี และใช้ไม้กระดานจากโต๊ะเก่าที่เด็กๆ เล่นกันจนพังมาเรียงต่อกันเป็ผนังอีกด้าน
จำนวนเด็ก 19 คน กับฉู่หลิงและท่านยายเฉิน ช่วยกันอยู่ครึ่งค่อนวันคอกกระต่ายแบบง่ายๆ ก็ถูกสร้างจนสำเร็จ ฉู่หลิงจึงปล่อยให้เด็กๆ ออกไปหาตัดหญ้าหาอ่างไม้มาใส่น้ำไว้ให้พวกมัน
“บางทีเราอาจจะต้องปลูกผักเพิ่มเติมแล้วล่ะเ้าค่ะท่านยาย นอกจากเก็บไว้กินแล้วหากมีเหลือก็เอามาเป็อาหารกระต่ายได้อีก” ฉู่หลิงเริ่มจะปาดเหงื่อบนหน้าผาก หนทางการดำรงชีวิตในฐานะมนุษย์เหน็ดเหนื่อยยิ่งกว่าการไล่หาจับสัตว์มากินเืมากนัก
……….
สำนักตุลาการสูงสุด เมืองหลวงแคว้นต้าหยวน
“เรียนใต้เท้าซุน ข้าผู้น้อยออกติดตามข่าวกองโจรกลุ่มนี้อยู่หลายเดือนเลยทีเดียว ข่าวสุดท้ายที่ได้รับมาคือพวกเขาปรากฏตัวอยู่ในแถบเมืองสือเจียและเมืองใกล้เคียง แต่พอข้าไปถึงข่าวก็กลับเงียบหายไปเฉยๆ ราวกับพวกเขาหายตัวไปได้เช่นนั้น” โจวเฉิงผู้ตรวจการพิเศษวัยหนุ่มกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากแต่ประกายในดวงตากลับแข็งกร้าวน่าเกรงขาม
“ข้าคิดว่าพวกเขาน่าจะเป็กลุ่มเดียวกันกับที่ก่อเหตุในหลายพื้นที่แถบชายแดน พอก่อเื่แล้วก็ย้ายสถานที่ไปเรื่อยทำให้เราตามร่องรอยได้ยาก แต่อย่างไรก็คงไม่พ้นว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับคนแคว้นหูก็เป็ได้” ซุนหม่าเซียนบุรุษวัย 50 ปีรั้งตำแหน่งตุลาการสูงสุดแห่งแคว้นต้าหยวนเงยหน้าขึ้นสบตากับบรรดาขุนนางที่อยู่ร่วมการประชุมด้วยกัน คล้าย้าความคิดเห็นเพิ่มเติม
“แคว้นหูกับต้าหยวนเป็ศัตรูกันหากพวกเขาเข้ามาปล้นฆ่าสังหารคน ข้าน้อยก็ยังไม่แปลกใจ แต่จุดประสงค์คืออะไรเล่า? พวกเขาสังหารคนไปทั่วโดยไม่ได้มุ่งหวังในทรัพย์สิน มีเพียงการหายตัวของเด็กที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด คนแคว้นหู้าตัวเด็กไปทำอะไร? ไล่ล่าสังหารผู้คนไปเพื่อความสนุกเช่นนั้นหรือ?” ขุนนางอีกคนหนึ่งตั้งข้อสงสัย
กลุ่มขุนนางทั้งฝ่ายการปกครองและฝ่ายการทหารต่างให้ความสนใจกับคดีที่แปลกประหลาดทางแถบชายแดนในครั้งนี้ไม่น้อย เพราะหากสืบสาวว่าเป็ผลงานจากแคว้นหูก็เป็ไปได้ว่าอาจจะมีาเกิดขึ้นในอนาคต
“บางทีอาจจะเป็ผู้อื่นสวมรอยเข้ามาเพื่อจุดประสงค์อื่นก็เป็ได้” โจวเฉิงกล่าวขึ้นมาท่ามกลางความเงียบในห้องประชุม
“ผู้ตรวจการพิเศษโจวคิดเห็นเช่นไรหรือ ท่านช่วยไขความกระจ่างให้พวกเราหน่อยเถิด” ซุนหม่าเซียนซักถามด้วยท่าทางสุภาพเป็ที่สุด
กับขุนนางไร้ขั้นผู้นี้ ไม่ว่าผู้ใดก็มิอาจดูแคลน แคว้นต้าหยวนแบ่งระดับขั้นขุนนางฝ่ายการเมืองการปกครองและฝ่ายการทหารออกเป็ 9 ขั้น ขั้น 7-9 จะสวมเครื่องแบบสีแดง ขั้น 4-6 สวมชุดสีน้ำเงิน และขั้นสูงสุด 1-3จะสวมชุดสีเขียวปักลวดลายสัญลักษณ์แตกต่างกันไป
สำหรับตำแหน่งผู้ตรวจการพิเศษที่ไม่มีการจัดลำดับขั้นขุนนางเอาไว้แต่อย่างใดอย่างโจวเฉิง คนในสังกัดของเขาจะสวมชุดสีม่วงและมีลายปักรูปสัตว์ตามลำดับขั้นน้อยใหญ่เหมือนกับขุนนางทั่วไป ผู้เป็ใหญ่ที่สุดก็คือโจวเฉิงบุรุษหนุ่มวัย 24 ปีผู้นี้ ลายปักบนชุดของเขาถึงกับเป็ลวดลายกิเลนสัตว์เทพมหามงคลคู่บ้านคู่เมืองเลยทีเดียว!