ฉวนลี่ถิงอยู่ในชุดผ้าไหมสีม่วงซึ่งเ้าของตำหนักรับสั่งให้คนจัดเตรียมสำหรับนางเป็พิเศษ
“ขอบพระทัยเพคะ”นางย่อกาย ในคราแรกข้าหลวงสูงวัยระบุให้นางนั่งรถม้าอีกคันนางพยายามบอกหลานชายแล้ว แต่เขาก็ไม่เข้าใจอยู่ดี เมื่อได้รับอนุญาตจากเสวี่ยอ๋องจึงก้าวขึ้นไปนั่งบนรถม้าอาเฉินขยับตัวขึ้นมานั่งบนตักนาง หญิงสาวมองพระวรกายสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างรถม้าเมื่อสบสายพระเนตรแล้วบอกไม่ถูกว่าทำไมจึงเกิดความอบอุ่นและฮึกเหิมขึ้นในใจได้มากถึงเพียงนี้
“ไม่ต้องกังวลข้าจะติดตามอยู่ไม่ห่าง”
ฉวนลี่ถิงส่งยิ้มพลางปิดม่านลงภายในห้องโดยสารตอนนี้มีเพียงนางกับหลานชาย หญิงสาวสูดลมหายใจลึกอนาคตอาเฉินกำลังจะเปลี่ยนไปแล้วจริงๆหมอดูมิได้มองดวงชะตาของพี่เจวียนเอ๋อร์ผิดพลาดเลยสักนิดทว่ากว่าจะเป็ดั่งคำทำนายก็ต้องแลกมาด้วยน้ำตาของความขมขื่นน่าเสียดายที่พี่สาวมิอาจได้อยู่ร่วมกับคนรัก แต่คิดอีกทางนี่อาจเป็เพราะโชคชะตากำหนดเส้นทางเลี่ยงมิให้พี่เจวียนเอ๋อร์ต้องช้ำใจเรื้อรังกับการอยู่เพื่อแก่งแย่งชิงดีก็เป็ได้
หนึ่งบุรุษเหนือหล้าทว่ามิอาจมีใจรักใคร่เพียงหนึ่งสตรี...แม้นางกับครอบครัวอยู่ไกลถึงซานเทียนแต่ก็เคยได้ยินเื่เล่าขานในแต่ละปีว่าจักรพรรดิจะรับสนมสับเปลี่ยนเข้าวังในมากมาย ขุนนางและเชื้อพระวงศ์ สูงศักดิ์ล้วนมีหญิงงามหลายคนคอยปรนนิบัติ
แล้วเ้าของตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์เล่าข้างวรกายมีสตรีกี่นางที่ทรงชิดเชย...ครั้นคิดไปแล้ว ฉวนลี่ถิงก็หน้าแดงซ่านนี่นางกลายเป็สตรีไร้ยางอายมากเพียงนี้เชียวรึ ถึงอยากรู้ในเื่ไม่ควรจะรู้แล้วนางจะอยากรู้เื่ส่วนตัวของเสวี่ยอ๋องด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องสนใจตอนนี้มีเพียงชะตาชีวิตของอาเฉินในเขตราชฐานชั้นในเท่านั้นเอง
เมื่อปัดเป่าความคิดอันฟุ้งซ่านออกไปแล้วขณะอยู่บนรถม้าฉวนลี่ถิงก็หาเื่มาพูดคุยกับหลานชายเพื่อลดทอนความตื่นกลัวของเขา
ใช้เวลาราวสองเค่อขบวนรถม้าก็เข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นนอกกำแพงสีแดงสองข้างทางทำให้ฉวนลี่ถิงกดดันไม่น้อย นางกุมมืออาเฉินแล้วพาลงจากรถม้าเพื่อเปลี่ยนไปนั่งเกี้ยวเสวี่ยอ๋องทรงะโลงจากหลังอาชาตัวสูงใหญ่ ท่ามกลางแสงอาทิตย์เจิดจรัสพระวรกายสูงในอาภรณ์สีเทาเข้มปักลายด้วยเส้นไหมสีทองช่างหล่อเหลาแลดูสูงศักดิ์ยิ่ง ทำให้หญิงสาวเผลอมองอย่างเคลิบเคลิ้มการมองพระองค์ยามนี้ ทำให้จิตใจนางรู้สึกผ่อนคลายได้หลายส่วน
“อีกไม่กี่อึดใจแล้วอย่ากลัวไปเลย” น้ำเสียงที่เอ่ยทุ้มแ่ราวกับสายลมอบอุ่นดวงเนตรคมทอประกายเอื้ออาทร
“ขอบพระทัยเพคะ”ฉวนลี่ถิงพยักหน้าน้อยๆ
พวกนางนั่งเกี้ยวไปกันต่อจนกระทั่งถึงเขตวังหลังเมื่อลงจากเกี้ยว เสวี่ยอ๋องก็ทรงเข้ามายืนเคียงข้างอาเฉินยื่นมือไปจับหัตถาใหญ่ไว้ราวกับหาหลักยึด ความใหญ่โตของสิ่งปลูกสร้างต่างๆทำให้คนมองรู้สึกว่าตัวเองช่างเล็กกระจ้อยร่อยดั่งมดปลวกแสงสีทองของกระเื้ัคาทำให้นางถึงกับตาพร่าเลือน
“พวกเราจะไปยังพระที่นั่งรื่นรดีจักรพรรดิทรงรอพวกเ้าอยู่ รวมถึงพระชนนีกับพระมเหสีด้วย”
ฉวนลี่ถิงใจเต้นตึกตักเนื้อตัวเย็นเยียบอย่างกับเพิ่งอาบน้ำจากธารน้ำแข็งเสร็จใหม่ๆ ใครเลยจะคาดคิดคนธรรมดาเช่นนางตอนนี้กำลังยืนอยู่ในเขตพระราชวังใหญ่โต และใครจะรู้จากเด็กที่คนอื่นดูแคลน อาเฉินของนางคือพระโอรสในจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน
เมื่อรู้ถึงการมาของคนตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์จางกงกงก็ออกมารับเสด็จฉวนลี่ถิงปล่อยให้เสวี่ยอ๋องทรงจูงอาเฉินเสด็จนำแล้วจึงเดินตามเหล่าข้าหลวงที่ไปรับเดินรั้งท้ายเป็ริ้วขบวนสวนดอกไม้รอบตัวไม่อาจดึงความสนใจของหญิงสาวไว้ได้ มือนางชื้นเหงื่อ ตื่นเต้นยินดี และประหม่าในคราเดียวนางหวังว่าความประทับใจแรกในตัวอาเฉินจะทำให้ทุกคนเอื้อเอ็นดูเขา
หน้าพระที่นั่งรื่นรดีขันทีซึ่งยืนรอรับอยู่ตรงบันไดขั้นแรกประกาศเบิกตัวเสวี่ยอ๋อง องค์ชายน้อยฉวนเฉินและฉวนลี่ถิงเพื่อเข้าเฝ้า บุคคลแรกที่ต้องทำความเคารพก็คือบุรุษในชุดเสื้อคลุมดำสวมทับชุดเสื้อตัวในสีเหลืองดั่งทองคำหญิงสาวนำหลานชายปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกอบรมมานับสิบๆ เที่ยว
“ถวายพระพรเพคะ”นางยอบกายลงคุกเข่าประสานฝ่ามือซ้ายวางบนฝ่ามือขวาโน้มศีรษะให้กึ่งกลางหน้าผากแตะหลังมือ ก่อนน้อมตัวให้ฝ่ามือจรดพื้น เคียงข้างด้วยอาเฉินซึ่งกระทำเลียนแบบนางแต่ไม่สมบูรณ์นัก ใช่มีแต่นางที่หวาดกลัวกับผู้คนเบื้องหน้าตอนนี้หลานชายก็ดูเหมือนจะตัวสั่นน้อยๆ
“ตามสบาย” จักรพรรดิเสียเจิ้งประทับอยู่บนพระที่นั่งยกพื้นสูงราวหนึ่ง่ศอก
“ถวายพระพรเสด็จป้าพระมเหสี” เสวี่ยอ๋องกล่าวนำ ฉวนลี่ถิงก็ กล่าวตาม
“ถวายพระพรเพคะ พระชนนีพระมเหสี”
“ลุกขึ้นเถอะ ตามสบาย”พระชนนีฉางซุนผายพระหัตถ์ให้นางกับอาเฉินนั่งในที่ซึ่งจัดไว้ให้
ในสายตาของฉวนลี่ถิงนั้นพระชนนียังสิริโฉมราวกับสตรีวัยสี่สิบนางมองสตรีสูงศักดิ์เพียงแค่ปราดเดียวเพราะไม่กล้าสบสายตาตรงๆ รู้สึกหวาดกลัวดวงเนตรดุจเหยี่ยวของอีกฝ่าย
ส่วนพระมเหสีผู้มีพระพักตร์อ่อนหวานอายุคงราวยี่สิบต้นๆ ความงดงามฉายแผ่รัศมีออกมาทั้งพระวรกาย ชวนให้นางตื่นตะลึงเนตรงามดั่งตาหงส์นั้นดึงดูดให้ชวนสบตาทว่าตัวนางกลับไม่กล้าแม้แต่จะยิ้มให้ด้วยเกรงพระบารมี
ในระหว่างฉวนลี่ถิงลอบมองพระมเหสีองค์จักรพรรดิเองก็ทอดพระเนตรพินิจหญิงสาว ซึ่งความงดงามเฉิดฉายขึ้นผิดหูผิดตาในชุดสีม่วงดอกจื่อเถิง[1]พบนางหนนี้ให้ทรงรู้สึกละม้ายเห็นเจวียนเอ๋อร์ยิ่งนัก
“นั่นคงใช่หลานข้าสินะ”พระดำรัสของพระชนนีเรียกความสนใจของจักรพรรดิให้คืนกลับมายังโอรสองค์น้อย
“มานี่มา” จักรพรรดิเสียเจิ้งกวักพระหัตถ์
ฉวนลี่ถิงดุนหลังอาเฉินให้เดินไปหาจางกงกงเข้ามาใกล้องค์ชายน้อย หวังจะพาเขาส่งถึงหัตถ์เ้าครองแผ่นดินทว่าเด็กชายแข็งขืนถอยหลังกรูด เสวี่ยอ๋องจึงต้องเป็คนจูงมือเล็กๆนั่นแล้วเสด็จนำไปหาพระบิดา
“หน้าตาคล้ายเ้าอยู่หลายส่วน”พระอัยยิกา[2]เชยคางเล็กขึ้นองค์ชายน้อยหวาดกลัวทำหน้าเบะ
“แค่มองหน้าข้าก็กลัวแล้วรึเด็กน้อยขี้กลัวอย่างนี้ จะเป็หลานข้าได้เยี่ยงไร”
องค์จักรพรรดิแย้มสรวล
“อาเฉินเกรงพระบารมีเสด็จแม่เข้าให้แล้ว”
“ฟังพูดเข้า” ทรงค้อนพระโอรส แล้วหันไปหาพระสุณิสา[3]
“เ้าคิดเห็นเป็เช่นไรซีเอ๋อร์”
พระมเหสีเก่อซีซึ่งทอดพระเนตรจับทุกอากัปกิริยาของเด็กน้อยั้แ่เดินเข้ามาแล้วนั้นตรัสแ่เบา
“หน้าตาน่าเอ็นดูเพคะ”
สามีมากน้ำใจใช่ว่าภรรยาไม่สะอึก สตรีผู้นั่งอันดับหนึ่งของวังในส่งเสียงไอออกมาสองสามครั้งหวังใช้เื่ประชวรขอปลีกพระองค์
“ขอพระราชทานอภัยหม่อมฉันไม่ค่อยสบายเพคะ”
[1] ดอกวิสเทอเรีย
[2] ย่า ยาย
[3] ลูกสะใภ้