บทที่ 12 ปลุกพลัง(4)
เมื่อตกลงสัญญาณกันเรียบร้อยแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าก็เดินเข้ามาจับมือของจิวฮวาเอาไว้แน่น “จิวเอ๋อร์ไม่ต้องกลัวไปนะลูก การปลุกพลังนั้นไม่เจ็บแต่อย่างใด เพียงแค่นำมือััลูกแก้วคริสตัล และรอเวลาจนปรากฏการณ์แล้วเสร็จก็เสร็จแล้วลูก”
จิวฮวายิ้มอย่างขอบคุณให้กับฮูหยินผู้เฒ่า “ขอบคุณเ้าค่ะท่านยาย ข้าไม่เป็อะไรหรอก ข้าไปก่อนนะเ้าคะ” จิวฮวากล่าวแล้วมองสบตาไปยังท่านตา ท่านลุง และพี่ชายทั้งสองของเธอ ที่ส่งสายตาเป็กำลังใจกลับมา
จากนั้นร่างบางก็เดินเข้าไปในวงกลม ที่ถูกร่ายอักขระเวทย์มนต์บางอย่างล้อมรอบเอาไว้ ในตอนที่เธอเดินเข้าไปเธอต้องเดินผ่านชายคนหนึ่งที่ดูแลวงเวทย์ทางทิศเหนือ เขามีผมยาวยุ่งเหยิง บางส่วนถูกรัดไว้ลวกๆ บางส่วนก็ตกลงมาปรกหน้า คล้ายจะเป็เครื่องแบบของคนในหน่วยงานนี้ไปแล้ว ชายหนุ่มสวมแว่นวงรีกรอบเล็กๆ แล้วมีผ้าปิดจมูก จิวฮวาคาดว่าเขาคงจะไม่สบาย เธอผงกหัวให้เขาเล็กน้อยอย่างขอบคุณ ที่ขนาดเขาป่วย ก็ยังอุตสาห์มาช่วยดูแลวงเวทย์อีก ก่อนที่จะเดินต่อไป
ร่างบางหยุดยืนอยู่หลังโต๊ะกลม เด็กสาวอดไม่ได้ที่จะลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ด้วยความตื่นเต้น ไม่ถึงอึดใจ หลังจากที่จิวฮวายืนอยู่หลังโต๊ะ ก็ปรากฏโดมโปร่งแสงขึ้นครอบคลุมบริเวณที่เธออยู่ กินวงกว้างไปหลายหมู่
ลูกไฟสีแดงลอยขึ้นฟ้า ก่อนที่จะแตกออกเป็ประกายคล้ายพุในยามกลางวัน หากแต่ก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน จิวฮวาหายใจเขาปอด ก่อนที่จะกลั้นหายใจ แล้ววางมือลงไปบนคริสตัล
เธอมองเห็นอักขระสีทองวิ่งไล่เข้ามาตามมือ ก่อนที่จะแผ่ขึ้นไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว จากนั้นเธอก็รู้สึกราวกับถูกดูดเข้าไปในพื้นที่ว่างเปล่า และถูกผลักเหวี่ยงออกมาอย่างแรงอีกครั้ง เด็กสาวรู้สึกได้ถึงความสั่นะเืใต้ผืนเท้า เมื่อนั้นก็บังเกิดเป็ความอัศจรรย์ขึ้น
ความร้อนพวยพุ่งขึ้นมาจากผืนดิน ก่อให้หิมะที่อยู่ในบริเวณโดมระเหยหายไป เหลือเพียงพื้นดินสีน้ำตาลที่แห้งแล้ง เป็การบ่งบอกว่าเธอสามารถใช้ธาตุไฟได้ เมื่อนั้นพื้นที่น้ำตาลแห้งแล้งก็ถูกยกสูงขึ้นจนกลายเป็ูเาขนาดมหึมา นั่นคือเธอสามารถใช้ธาตุดินได้เช่นกัน
เมื่อนั้นูเาก็ให้กำเนิดสายน้ำ เป็น้ำตกไหลรินมาจากยอดเขา ทอดยาวไปจนกลายเป็บ่อน้ำขนาดใหญ่ บนูเาบังเกิดต้นไม้ใหญ่เติบโตขึ้นมาจนแปรเปลี่ยนจากเขาดินน้ำตาลแห้งแล้งเป็เขาพกฤษาเขียวชะอุม บ่งบอกว่าเธอใช้ธาตุน้ำและไม้ได้
จากนั้นลมพายุก็โหมกระน้ำ จนใบไม้โยกสไวไปตามแรงลม หากแต่บริเวณรอบตัวของจิวฮวานั้นยังคงสงบนิ่ง ปรากฏการณ์เหล่านี้ล้วนบ่งบอกว่าเธอนั้นสามารถใช้ได้ทุกธาตุ หากแต่ธาตุไหนกันเล่า ที่จะเป็ธาตุต้นกำเนิดของเธอ
จิวฮวาหลับตาลงจากนั้นก็ใช้จิตััไปกับภาชนะในร่างที่กำลังกลั่นตัวเอง จากสีใสเริ่มเปลี่ยนเป็สีเขียวจางๆ ใน่เวลาหนึ่งจิวฮวาก็นึกถึงคำพูดที่ได้ฟังขึ้นมาได้ ปราณสีเขียวนั้นยังไม่บริสุทธิ์ หากเธอสามารถไล่ความไม่บริสุทธิ์ในกระบวนการนี้ออกไปได้เล่า มันอาจจะช่วยให้เธอสามารถใช้เวทย์มนต์ได้เพิ่มขึ้นอีกนิดหรือไม่?
ดังนั้นจิวฮวาจึงทำการปล่อยใจไล่ไปกับกระแสปราณภายในร่าง ที่กำลังกลั่นรวมตัว เมื่อนั้นจิวอวาก็นึกขึ้นได้ เช่นนั้นเมื่อครั้งแรกเริ่มปราณสีใสนั้นแสนบริสุทธิ์ หากแต่เพราะกระบวนการกลั่นรวมต่างหากที่แปรเปลี่ยนสีของปราณ หากสังเกตดีๆจะพบว่า เมื่อปราณยิ่งสูงขึ้น ปราณนั้นก็ยิ่งสีสว่างขึ้นใช่หรือไม่ จนกระทั่งสีสุดท้ายคือสีแดง หากแต่ไม่เคยมีใครก้าวข้ามสีแดงได้ ทุกคนจึงอนุมานไปว่าสีแดงนั้นคือสีที่สูงสุด
หากถ้าเธอทำการไล่ทุกสิ่งที่เป็เฉดสีของปราณออกไปจากร่างกายของเธอ เพื่อให้การกลั่นรวมเหลือแต่สีบริสุทธิ์เล่า เมื่อคิดได้ดังนั้นจิวฮวาก็นั่งลง ทำการขัดสมาธิ และรับรู้ถึงกระแสเวทย์มนต์ที่วิ่งวนไปตามจุดชีพจรต่างๆของร่างกาย
แล้วก็พบเข้าจริงๆ เมื่อกระแสปราณวิ่งไปถึงจุดชีพจรต่างๆ มันก็คล้ายว่าจุดนั้นถูกกระเทาะออกมา และมีตะกอนสกปรกตกลงมาด้วย เมื่อผสมกับปราณมันก็กลายเป็สีเขียวที่เข้มขึ้น
เมื่อกระแสปราณเวทย์มนต์วิ่งต่อไปยังจุดชีพจรต่อไป จิวฮวาจึงทำการขับไล่ตะกอนนั้นออกจากร่าง ด้วยกระแสปราณบริสุทธิ์ เธอไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เธอกำลังทำนั้นคือการเปลี่ยนโลกเวทย์มนต์และการปลุกพลังไปตลอดกาล
มันคือการค้นพบใหม่ ซึ่งสามารถบอกได้ว่านี่อาจจะเป็การทดลองที่ล้มเหลว เพราะจิวฮวานั้นลืมนึกถึงสภาพร่างกายที่รองรับพลังเวทย์ที่ก่อกำเนิดขึ้นในร่างไปด้วย เมื่อครั้งร่างกายมนุษย์มีเพียงปราณสีใส ร่งกายจะไม่สามารถใช้เวทย์มนต์ได้ ทำให้ไม่ต้องรับภาระใดๆ ร่างกายจะเพียงสร้างภาชนะขึ้นมาเพื่อไว้รองรับเวทย์มนต์เท่านั้น
เวทย์มนต์ก็เพียงวิ่งผ่าน วิ่งวนในร่าง ก่อนที่จะสลายหายไป หากแต่กระบวนการกลั่นนั้นต่างหากที่เป็การดูดกระแสเวทย์มนต์ในอากาศที่หนาแน่นมาใช้ และถ่ายออก ในการที่สิ่งสกปรกถูกขจัดออกมา และผสมลงไปในปราณเวทย์มนต์ จะทำให้ร่างกายเริ่มปรับตัว และรองรับที่จะเป็ตัวกลางในการส่งผ่านเวทย์มนต์ ออกสู่ภายนอก การที่ปราณค่อยๆไล่สีจนสว่างขึ้นเรื่อยๆนั้น ก็เปรียบเสมือนการเตรียมสื่อกลางให้มีความคงทน สามารถใช้งานเวทย์มนต์ได้มากขึ้นเรื่อยๆไปด้วย
ดังนั้นเมื่อจิวฮวาไปลัดข้ามขั้นตอน ก็เหมือนกับการเขียนโปรแกรมแฮกระบบ ทำให้ร่างกายที่เป็สื่อกลางทำงานหนักจนเกินไป สุดท้ายก็ไม่สามารถรองรับความบริสุทธิ์ของเวทย์มนต์ได้ไหว เพราะฉะนั้น วิธีการกำจัดสิ่งสกปรกของจิวฮวาถือว่าใช้งานได้ หากแต่ไม่ควรกำจัดมากเกินไปควรกำจัดแค่เพียงยังคงเป็สีเขียว หากแต่อีกไม่กี่ก้าวก็จะเป็สีน้ำเงินแล้วเท่านั้น เพราะหากมากกว่านี้ร่างกายจะไม่สามารถรับได้
และจะเกิดผลลัพธ์เช่นตอนนี้ เพราะจิวฮวารู้สึกดีใจเป็อย่างมาก เมื่อกำจัดสิ่งสกปรกยังชีพจรจุดสุดท้ายออกไปได้ เมื่อนั้นร่างกายก็เกิดกระแสวงจรวนเวียนเชื่อมต่อทั่วทั้งร่างพอดี ทะเลปราณิญญาของเธอกลายเป็สีแดงสว่างใส เหตุที่ไม่กลายเป็สีใส เนื่องจากกระแสปราณได้มีการผสมบางส่วนของตระกอนในก่อนหน้าไว้แล้ว ก่อนที่จิวฮวาจะค้นพบความลับที่ว่า ดังนั้นจึงจบกระบวนการลงที่สีแดง
หากแต่แล้วเธอก็รู้สึกราวกับถูกฉีกกระฉาก ทุกการไหลเวียนของปราณสีแดงราวกับไฟแผดเผาเธอ จนร่างของเธอราวกับจะะเิออกเป็เสี่ยงๆ
เพราะจิวฮวานั้นหลับตาอยู่ เธอจึงไม่เห็นภาพความโกลาหลของภายนอกที่กำลังเกิดขึ้น
บัดนีู้เา แม่น้ำได้เหือดแห้งไปแล้ว เหลือเพียงสายลมกรรโชกและเปลวไฟโหมกระหน่ำ ต้นไม้ถูกเผาไหม้ช่วยเติมเชื้อไฟให้แรงขึ้น ร่างของเด็กสาวลอยขึ้นเหนือเหตุการณ์วุ่นวายด้านล่าง เธอกำลังกรีดร้อง และดื้นทุรนทุรายกลางอากาศด้วยความทรมาน
“แย่แล้ว ร่างของเธอกำลังจะะเิ” ใต้เท้าหยางะโเสียงเครียด เขามองเห็นเหตุการณ์ทุกอย่งได้อย่างชัดเจน แรกๆเขาก็ตื่นเต้นดีใจ เมื่อเห็นออร่าของเด็กสาวเปลี่ยนจากสีเขียว กลายเป็น้ำเงิน และม่วง จนเป็สีส้ม และกลายเป็สีแดง เขาคาดว่าเธอได้ค้นพบวิธีการบางอย่างในการเปลี่ยนกลั่นกรองปราณ ระหว่างทำการปลุกพลัง
หากแต่ทุกอย่างก็เริ่มควบคุมไม่อยู่ เมื่อการสร้างวงจรเวทย์มนต์ในร่างสิ้นสุดลง ปราณเวทย์มนต์ของเธอนั้นบริสุทธิ์เกินไป หากแต่ร่างกายของเธอยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะลองรับมัน สิ่งนี้คล้ายกับสิ่งที่เรียกว่าธาตุไฟเข้าแทรก หากไม่สามารถควบคุมได้ สุดท้ายมันก็จะะเิ
“ตรึงแนวอาคมไว้” ใต้เท้าหยางะโดังลั่น ขณะที่พยายามรักษาเสถียรภาพเกราะป้องกันที่สร้างขึ้นจากอักขระเวทย์
ฮูหยินผู้เฒ่ากรีดร้องเสียงดังลั่น เธอพยายามวิ่งถลาเข้าไปด้านใน หากแต่ถูกนายท่านผู้เฒ่ากอดเอาไว้แน่น เจียงมามา และสีจิ้นเหอเองก็ถูกรั้งตัวเอาไว้เช่นกัน
นายท่านผู้เฒ่าหันไปะโถามใต้เท้าข้างๆ ผู้เป็ผู้ช่วยของใต้เท้าหยาง “ท่านทำอะไรไม่ได้เลยหรอ รีบช่วยหลานสาวข้าสิ ถ้าช่วยไม่ได้ข้าจะถอนทุนงานวิจัยทั้งหมดทิ้งซะ”
ใต้เท้าตู้ผู้เป็เสมือนเลขาใต้เท้าหยางหันมากลับมาด้วยอาการหน้าซีด “ข้าก็อยากช่วย แต่ทำไม่ได้ หลานของท่านถูกธาตุไฟเข้าแทรก ต้องใช้ผู้ที่มีปราณวงจรเวทย์ร่วมกัน จึงจะสามารถแก้ไขเสียรภาพได้”
ใช่แล้วการแก้ไขปัญหาธาตุไฟเข้าแทรกกรณีที่เร่งด่วนอย่างเช่นตอนี้ก็คือ การใช้ผู้ที่มีปราณวงจรเวทย์เข้ากันได้ ช่วยในการแลกเปลี่ยนพลัง และปรับกระแสวงจรให้อยู่ในความสมดุล ปกติทั่วไปก็จะใช้ผู้ที่เป็สามี หรือภรรยา เพราะในตอนแต่งงาน ในพิธีจะมีการปรับวงจรเวทย์ให้สอดคล้องกัน เพื่อให้รับรู้ถึงกันได้เสมออยู่แล้ว
และอีกแบบคือ สิ่งที่หาเจอได้น้อยยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทรอีก นั่นคือการใช้บุคคลที่บังเอิญเกิดมามีกระแสวงจรเวทย์สอดคล้องกันนั่นเอง ปกติแล้วพวกเขาเ่าั้จะสามารถรับรู้ถึงกันได้ อาจเป็ความรู้สึกสนิทสนมมากกว่าปกติ หรือความไว้เนื้อเชื่อใจที่มากยิ่งกว่าคนในครอบครัว หรือสามีภรรยา
แล้วคนแบบนี้จะไปหามาจากที่ไหน ใต้เท้าตู้จ้องมองครอบครัวตระกูลสีด้วยความเห็นใจ พวกเขาคงต้องทำใจเสียแล้ว ในตอนนี้ตัวเขาเองก็ต้องจัดการให้เวทย์ที่ใช้ป้องกันนั้นคงทนรองรับแรงะเิได้ ยิ่งเป็แรงะเิจากผู้มีภาชนะเป็ทะเลิญญาเสียด้วย
ใน่จังหวะนั้นเอง ทางด้านจิวฮวาก็รู้สึกราวกับกำลังจะขาดใจตาย หากแต่เธอก็รู้สึกถึงกระแสสายใยอะไรบางอย่าง เธอจ้องมองตามเส้นออร่าสีแดงที่ไหลถลักออกจากร่างกายของเธอไป มันลอยไปหาคนผู้หนึ่ง เขาคือชายคนนั้นที่เธอผงกหัวให้ก่อนที่จะเดินเข้ามา
ใน่เสี่ยววินาทีที่ทั้งสองได้สบตากัน จิวฮวาก็เปล่งเสียงออกมาอย่างแ่เบา “ช่วย….ช่วยด้วย”
ชายหนุ่มรู้สึกหัวใจกระตุก ราวกับเขากำลังจะสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไป ใน่เวลาที่ไม่ทันได้คิดหน้าคิดหลัง เซวียนเฟยหรงก็ละทิ้งจุดที่ต้องดูแลอาคมของตัวเอง ะโเข้าไปในกองเพลิงทันที
ใต้เท้าตู้เหลือกตามองบนด้วยความใ อยากจะะโห้ามให้ดังลั่น หากแต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะคนก็ะโเข้าไปแล้ว ใต้เท้าตู้ได้แต่เสียใจที่สูญเสียเ้าหน้าที่ที่มีฝีมือไปอีกหนึ่ง แล้วจึงทำได้เพียงถลาเข้าไปยืนแทนที่คนที่เพิ่งทิ้งหน้าที่ และทำการรักษาเสถียรระภาพการเกราะเวทย์ต่อไปเท่านั้น