The Organian

    บทที่5 ตอนที่20 : ทายาทผู้พิทักษ์

    ณ ตึกทองเมลฟิลด์ ‘ส่วนอก’ ภายในห้องลำลองที่คุณเวิร์ดให้ฟาคาราดีนกักตัวอยู่          ชายมาดผู้ดีเคาะประตูห้องพอเป็นพิธีก่อนจะเปิดเข้าไปด้านใน “คุณสบายดีนะ?” เขาเอ่ยถาม          “สบายดีครับ” ชายเครางามที่กำลังนั่งสมาธิเพื่อฝึกฝนการควบคุมอวัยวะพิเศษตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าเนื่องจากยังคงพยายามถือศีลอดอาหารให้ได้อย่างพ่อของเขา          “ต้องขอโทษด้วยนะที่ผมยังไม่สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่คุณอาละวาดได้ เลยทำให้คุณยังคงต้องอยู่ในห้องนี้” เอ็ดเวิร์ด สปีช ที่สาม เอ่ยด้วยทีท่าลำบากใจไม่น้อย          แต่เมื่อฟาคาราดีนเห็นสีหน้าของคุณเวิร์ด เขาก็รีบตอบกลับในทันที “ไม่เป็นไรครับ อยู่ที่นี่ผมก็มีความสุขดี เป็นที่ที่เหมาะมาก ๆ สำหรับการฝึกพลังอวัยวะพิเศษของผมเลยครับ รู้สึกสงบมาก ๆ  ผมชอบที่นี่ครับ” เด็กหนุ่มผู้มีลำไส้เล็กเป็นอวัยวะพิเศษลืมตาขึ้นพลันยิ้มออกมาอย่างมีความสุข          เมื่อคุณเวิร์ดเห็นว่าสภาพจิตใจของชายชาวอาหรับยังดีอยู่ก็ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย “อ่อ.. ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว แต่ที่ผมจะมาบอกก็คือ หลังจากการประกาศผลสอบผมก็จะไม่กักคุณไว้ที่นี่แล้วล่ะ คุณสามารถออกไปข้างนอกได้ตามปกติแล้ว”          “แล้วถ้าผมจะอยู่ต่อได้ไหมครับ?” ชายผู้อิดโรยถามกลับทันควัน ซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะชอบห้องนี้เอาเสียมาก ๆ           “ได้สิ ถ้าคุณต้องการ แต่อย่าหักโหมในการฝึกมากเกินไปล่ะ” ผู้อำนวยการพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกพลางยิ้มให้ก่อนจะเดินออกจากห้องไป..          ณ ห้องฝึกต้นไม้ห้องประจำของพวกของเกษม เมื่อถึงเวลานัดเพื่อการฝึกฝนพลัง           เพื่อน ๆ ในกลุ่มทุกคน ก็ได้ไปรวมตัวกันตามปกติ เว้นเพียงแต่โจเซฟที่ไม่ได้มาตามนัด          บรรยากาศของการฝึกในครั้งนี้มันไม่เป็นปกติเอาเสียมาก ๆ  ดูทุกคนอึมครึมอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งต่างจากครั้งก่อน ๆ เป็นราวฟ้ากับเหว อันเนื่องมาจากเรื่องที่เกิดขึ้นกับซีรินญ่านั่นเอง                “แล้วพี่ชายนายล่ะอลัน?” มีสท์เห็นถึงความผิดปกติจึงเอ่ยถามขึ้น          “หลังจากที่กลับจากตึกทองเจ้านั่นก็เข้าไปเก็บตัวเงียบในห้องฝึกคนเดียวน่ะ แต่ไม่ต้องห่วงหรอก เขาก็เป็นอย่างนี้แหละ เดี๋ยวพอทำใจตั้งสติได้ก็จะกลับออกมาเอง” ชายหัวเห็ดเล่าสถานการณ์          ซึ่งหลังจากจบบทสนทนาดังกล่าว บรรยากาศก็กลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง.. ทุกคนพร้อมใจกันก้มหน้ามองต่ำ ดูท่าว่าพวกเขาไม่มีกะจิตกะใจที่จะฝึกฝนอีกต่อไปแล้ว          แต่ในขณะนั้นเอง เกษมก็ได้พูดอะไรบางอย่างขึ้นภายใต้ความหมดอาลัยตายอยาก “เฮ้เพื่อน ๆ .. ฉันว่าฉันคิดอะไรดี ๆ เกี่ยวกับการช่วยซีรินญ่าออกแล้วล่ะ”           และเมื่อสิ้นสุดประโยคของเดอะไซท์สตีลเลอร์ เพื่อน ๆ ต่างก็จับจ้องสายตาอันเต็มไปด้วยความหวังไปที่หนุ่มแว่นในทันที          “ฉันคิดว่า มันน่าจะต้องมีอวัยวะพิเศษบางอย่างที่สามารถช่วยซีรินญ่าได้ โดยอวัยวะที่ฉันคิดออกตอนนี้ก็คือ ตับ ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถกำจัดสารพิษ หรือของเสียออกจากร่างกายได้” ชายผู้จุดประกายความหวังเสนอแนวทางให้กับเพื่อน ๆ พร้อมให้เหตุผล          “แล้วเราจะหาคนที่มีตับเป็นอวัยวะพิเศษได้ยังไงล่ะ?” มีสท์ตาลุกวาว          “ในวันประกาศผลสอบจะมีการรวมตัวของนักศึกษาทั้งหมดอีกครั้ง เราจะไปตามหาเขากัน!” เกษมตอบเสียงเข้มพร้อมกับความหวังที่เต็มเปี่ยม          และวันเวลาก็ดำเนินผ่านไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงวันประกาศผลสอบ..           ณ หอประชุมยานแม่ ‘แอนวู้ด’ เวลา แปดนาฬิกา               การเช็กชื่อเป็นไปอย่างราบรื่นแม้ยังคงไร้ร่องรอยของโจเซฟ เพราะชายผู้ไม่สามารถควบคุมโทสะของตนเองได้ ถูกถอดถอนจากการเป็นนักศึกษาเรียบร้อยแล้ว รวมถึงฟาคาราดีนที่ยังคงถูกกักตัวอยู่เป็นวันสุดท้าย..          “เอาล่ะเรามาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่า ก่อนอื่นผมขอประกาศสิ้นสุดการทดสอบ วิชาการใช้ชีวิต ลง ณ บัดนี้” สุภาพบุรุษชุดทักสิโด้ประกาศก้องถึงจุดประสงค์ที่เขาเรียกนักศึกษามารวมกัน          “และต่อไป.. จะเป็นการประกาศนักศึกษาที่ทำคะแนนได้สูงที่สุดในรายวิชานี้ โดยคะแนนที่เขาทำได้คือหนึ่งพันคะแนน ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้แก่.. คุณดันทัวร์ เทเปส!” เอ็ดเวิร์ด สปีช ที่สาม ขานชื่อพลางผายมือไปยังผู้ชนะเลิศในการสอบ          โดยหลังจากประกาศรายชื่อผู้ที่ได้คะแนนสูงที่สุดเสร็จ ก็มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งจำนวนสิบคน ลุกขึ้นปรบมือโห่ร้องดีใจกับดันทัวร์ ซึ่งซีรินญ่าก็คือหนึ่งคนในกลุ่มนั้นด้วย          “ต้องใช่แน่ ๆ มันเอาคนที่เป็นทาสของมัน เพิ่มคะแนนให้ตัวเองสินะ! ถึงว่า.. มันไม่ได้กังวลเกี่ยวกับการโดนหักคะแนนเลย คนอะไรมันจะเลวได้ขนาดนี้!” อลันเอ่ยขึ้นด้วยความขยะแขยงในการกระทำของดันทัวร์เป็นอย่างมาก          และเมื่อการประกาศผลจบลง ชายผิวซีดก็ไม่รีรออะไรทั้งสิ้น เขายืดอกเดินขึ้นไปบนเวทีก่อนจะแบมือพลางยื่นไปต่อหน้าคุณเวิร์ดในทันที “ฉันขอตำราออแกเนียน”          “เอ๋.. อะไรคือตำราออแกเนียน หรอคะ?” มิทาจิเอียงคอก่อนจะถามขึ้นด้วยความสงสัย          แล้วก็เป็นโสตคนเดิม ที่เล่าสิ่งที่เขาเคยไปยินมาให้เพื่อน ๆ ได้ฟัง “ฉันว่าพวกเราก็เคยเห็นคุณเวิร์ดอ่านมันอยู่นะ ตอนที่ไปหาเขาที่ตึกทองน่ะ ว่ากันว่ามันคือหนังสือประจำตระกูลสปีช ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น ข้างในจะบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับออแกเนียนทั้งหมดที่คนในตระกูลสปีชแต่ละรุ่นพบเจอและรวบรวมมา”          “ก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันจะเอาไปทำอะไร แต่ฉันว่ามันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ” อลันออกความเห็นที่ทุกคนก็น่าจะคิดตรงกัน          แต่ในขณะนั้นเอง ก็เกิดสิ่งที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้น! “ผมให้คุณไม่ได้หรอกนะ” เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สามมองต่ำลงไปยังมือที่กำลังแบอยู่ ก่อนจะเงยกลับขึ้นมาจ้องตรงไปที่ดันทัวร์พลางเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงอันนิ่งเรียบแต่แฝงไปด้วยความหนักแน่น               “ถ้างั้น.. ฉันขอออกาเน็มของฉันคืน” แวมไพร์หนุ่มยังคงไม่ล้มความพยายามที่จะขอสิ่งของอันเป็นสิทธิ์โดยชอบธรรมของเขาที่จะได้รับ          “สิ่งนั้นผมก็ให้คุณไม่ได้เช่นกัน.. ความเสียหายครั้งที่แล้วที่คุณสร้างขึ้นด้วยออกาเน็มชิ้นนั้นมันรุนแรงเกินไป” คุณเวิร์ดปฏิเสธซ้ำเป็นครั้งที่สองด้วยใบหน้าและน้ำเสียงเดิม          ทั่วทั้งหอประชุมแอนวู้ดเงียบสงัด.. บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด           ทุกคนต่างจับจ้องว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นต่อจากนี้          “หึ ๆ .. ที่จริงฉันก็ไม่ได้แปลกใจเท่าไหร่นะที่แกจะไม่ให้ฉัน เพราะฉะนั้นฉันก็ได้เตรียมแผนสำรองเอาไว้แล้ว” ดิเอ็มเพอร์เรอร์พูดพลางหันไปส่งสัญญาณลับบางอย่างให้กับซีรินญ่า          และเมื่อเดอะลัลลาบายได้รับสัญญาณ เธอก็ได้ใช้พลังจากอวัยวะพิเศษเปล่งเสียงออกมาทันที!!          เสียงของซีรินญ่าดังก้องกังวานไปทั่วทั้งหอประชุม แต่คนที่ฟุบหลับไปมีเพียงแค่ เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม คนเดียวเท่านั้น          เธอสามารถกำหนดเป้าหมายในการใช้พลังของเธอได้อย่างแม่นยำและชัดเจนมากขึ้นแล้ว อันเนื่องมาจากผลของการฝึกฝน ประกอบกับการกระตุ้นพลังจากฟันพิเศษของดันทัวร์          ซึ่งหลังจากที่คุณเวิร์ดหลับใหลไปในภวังค์ ก็เหมือนกับว่าภายในมหาวิทยาลัยตอนนี้ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรอีกไปโดยปริยาย..          “ที่จริงฉันก็ไม่อยากจะทำแบบนี้หรอกนะ แต่ในเมื่อไอ้คุณเอ็ดเวิร์ดมันไม่ยอมให้ในสิ่งที่ฉันต้องการ มันก็ต้องโดนแบบนี้แหละ! การทดสอบบ้าบออะไรไร้สาระสิ้นดี เป้าหมายของฉันน่ะ.. มันยิ่งใหญ่กว่านั้นเยอะ!” ดันทัวร์ได้ทีจึงถือโอกาสประกาศกร้าวลั่นหอประชุม          “และสิ่งต่อไปที่ฉันต้องการก็คือ.. ฝังเขี้ยวลงบนคอของพวกแกทุกคน โดยถ้าพวกแกยินยอมแต่โดยดี พลังจากเขี้ยวของฉัน จะมอบที่สุดแห่งพลังให้กับอวัยวะพิเศษของพวกแก ถึงแม้แกจะไม่เคยได้ฝึกฝนพลังอะไรอย่างที่ไอ้คุณเวิร์ดแนะนำเลยก็ตาม!” ไอ้แวมไพร์โฉดหลอกล่อ          “แต่ถ้าคนไหนไม่ให้ความร่วมมือ มันจะต้องโดนแบบนี้!!” ดิเอ็มเพอร์เรอร์ดีดนิ้วส่งสัญญาณให้หนึ่งในลูกสมุนของเขา นำตัวหญิงสาวชาวโปลิชหุ่นสูงยาวผมบ๊อบเทสีน้ำตาลเข้มผู้มีท่าทางหวาดกลัวคนหนึ่งขึ้นไปบนเวที          ชายผิวซีดเชยคางของหญิงสาวที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะเลื่อนมือลงไปที่คออันขาวเนียนและค่อย ๆ บีบอย่างช้า ๆ “ขอบใจมากนะที่อุตส่าห์มางานเลี้ยงของฉัน.. แต่ก็เสียใจกับแกด้วยเช่นกันที่ร่างกายของแกมันบังอาจต่อต้านคมเขี้ยวของดันทัวร์ เทเปสผู้นี้” น้ำหนักมือของมันเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนหญิงสาวผู้ไม่มีทางสู้ดิ้นทุรนทุรายก่อนจะแน่นิ่งไปอย่างน่าเอนจอนาถ          หลังจากที่ไอ้ปิศาจโรคจิตทำการเชือดไก่ให้ลิงดู มันทิ้งร่างของเหยื่อลงพลางหันไปหาคนอื่น ๆ ที่อยู่ในหอประชุม “ถือเป็นโชคร้ายของนังนี่ เพราะว่าร่างกายของมันดันปฏิเสธคมเขี้ยวของฉัน เพราะฉะนั้นจึงสรุปสิ่งที่ฉันต้องการอย่างง่าย ๆ ได้ว่า ใครไม่ยอมมาเป็นพวกกับเดียวฉัน มัน.. ต้อง.. ตาย..” ไอ้สัตว์ประหลาดตัวร้ายพูดอย่างโหดเหี้ยมราวกับเป็นผู้ถือไพ่เหนือกว่าทุกคนในที่นี้ โดยมีเสียงโห่ร้องเชียร์อัพอย่างบ้าคลั่งจากกองทัพนักศึกษาออแกเนียนผู้ตกเป็นทาสของเขา          เหตุการณ์อันอุกฉกรรจ์ครั้งนี้ทำให้ทั่วหอประชุมอื้ออึงไปด้วยเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวปนสังเวช..           ซึ่งมีสท์ก็เป็นหนึ่งในนั้น สาวผมเปียที่ทนไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงเบือนหน้าหนีไปพลางเอามือขึ้นมาปิดบังความรู้สึกสลดที่เผยออกมาทางใบหน้า          โดยเพื่อน ๆ ที่ยังมีกำลังใจเข้มแข็งอยู่ต่างก็เข้าไปโอบกอดเพื่อให้ความรู้สึกปลอดภัยแก่หญิงสาวผู้เปราะบาง          “ฉันว่าความหวังของเราในการช่วยซีรินญ่า สูญสิ้นไปพร้อมกับลมหายใจผู้หญิงคนนั้นแล้วล่ะ” เกษมจ้องเขม็งไปที่เหตุการณ์ด้วยสายตาอันเคร่งขรึมก่อนพูดพลางลูบหัวมีสท์อย่างแผ่วเบา          “เอ.. คาซาเมะซังหมายถึงผู้หญิงที่โดนดันทัวร์สังหารไป คือคนที่มีตับเป็นอวัยวะพิเศษหรอคะ?” นินจาสาวที่ดูจะชินชากับการเห็นคนเสียชีวิตต่อหน้าเอ่ยถามขึ้นอย่างไม่สะทกสะท้าน          “ฉันมองไม่เห็นอวัยวะพิเศษของเขาหรอก แต่ไม่ว่าอวัยวะพิเศษของเขาจะเป็นอะไร สิ่งนั้นมันก็สามารถต้านทานคมเขี้ยวของดันทัวร์ได้ ยังไงก็ตามตอนนี้เธอได้จากเราไปแล้ว” เกษมยังคงโอบมีสท์ไว้ในอ้อมกอดก่อนอธิบายเสริม          และด้วยคำขู่นั้นของดันทัวร์ ก็ทำให้นักศึกษาบางคนหวาดกลัว จนตัดสินใจยอมให้ดันทัวร์ฝังเขี้ยวลงบนคอของเขาเพื่อรักษาชีวิต บางส่วนก็ยินยอมให้ดันทัวร์ฝังเขี้ยวแต่โดยดีเพราะต้องการพลังที่เพิ่มขึ้น           และ.. ก็มีบางคนก็พยายามขัดขืน “ไม่ยอมหรอกโว้ย!!” ชายรูปร่างสูงโปร่งผมหยักศกยาวถึงไหล่สีบลอนด์ขาวตะโกนขึ้นอย่างฉุนเฉียวพลางปล่อยอะไรบางอย่างที่เป็นของแหลมคมชิ้นเล็ก ๆ ออกจากร่างกายมุ่งตรงไปยังตัวของแวมไพร์ผิวซีด!!          แต่ก่อนที่อาวุธนั้นจะเข้าถึงตัวของดิเอ็มเพอร์เรอร์ ก็ได้มีพายุขนาดใหญ่บังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าของเขาราวกับเป็นเกราะป้องกัน มันปัดกวาดทุกสิ่งอย่างจนสิ้น ทั้งยังเข้าไปจู่ชายหนุ่มผู้ไม่ยอมสวามิภักดิ์จนกระอักเลือดอีกด้วย! และด้วยความรุนแรงนั้นก็เองทำเอาหอประชุมถึงกับเกิดรอยแตกร้าวขนาดใหญ่ขึ้น          ซึ่งนั่นถือเป็นการประกาศศักดาต่อพวกที่คิดจะเหิมเกริมได้เป็นอย่างดี          หลังจากนั้นหนึ่งในลูกสมุนของดันทัวร์ก็ได้ลากตัวผู้ท้าทายที่กำลังอยู่ในสภาพร่อแร่แต่ก็ยังพอมีสติอยู่ ขึ้นไปบนเวทีเพื่อสังเวยคมเขี้ยวของจอมปิศาจในทันที!               ชายผู้ที่โดนฟันวิเศษของดิเอ็มเพอร์เรอร์กัดเข้าไป ก็เกิดอาการดิ้นทุรนทุรายอย่างเจ็บปวด จนแน่นิ่งไปชั่วครู่.. ซึ่งนั่นถือเป็นอาการปกติของทุกคนที่โดนคมเขี้ยว ก่อนที่เหยื่อจะได้สติกลับคืนมาใหม่ และหลังจากนั้นดันทัวร์ก็จะกลายเป็นเจ้านายของเขาไปโดยปริยาย          แผนการของแวมไพร์หนุ่มกำลังเป็นไปได้อย่างราบรื่น จนต้องมาหยุดชะงักอีกหนึ่งครั้งกับผู้ขัดขืนคนที่สอง..          “แกรู้มั้ย? ว่าพ่อฉันเป็นใคร!?” เด็กหนุ่มคนหนึ่งตะโกนขึ้นด้วยภาษาพูดที่ไม่ค่อยชัดเท่าไหร่แต่ก็พอจะจับใจความได้               ซึ่งเสียงที่อู้อี้จนขัดหูนั้น ก็ทำเอาดันทัวร์ที่กำลังเพลิดเพลินกับการฝังเขี้ยวอยู่ ชะงักด้วยความหงุดหงิดและมองจ้องไปยังเด็กหนุ่มเจ้าของเสียงในทันที “ว่ามาซิ.. แกเป็นลูกเต้าเหล่าใคร?” เขาปาดเลือดที่ขอบปากพลางเอ่ยถาม                “พ่อฉันเป็นถึงหนึ่งในแปดผู้พิทักษ์แห่งออแกเนียนเลยนะโว้ย! ชาวิส ซี ทาวาสซ์ (Chavis C Tavasz) น่ะแกรู้จักมั้ย? ชายผู้มีอวัยวะพิเศษที่แข็งแกร่งที่สุดทางกายภาพ ออการ์เดี้ยนประจำทวีปอเมริกาเหนือยังไงล่ะ!  ถ้าแกทำอะไรฉันแม้แต่นิดเดียว พ่อฉันไม่ปล่อยแกเอาไว้แน่!!” เด็กหนุ่มผู้มีนามว่า โอ๊บ ซี ทาวาสซ์ (Aop C Tavasz)ประกาศกร้าว           เขาเป็นเด็กชาวแคนาเดียน แต่งกายด้วยชุดวอร์มสีส้มรัดกุมทั้งตัวหรือก็คือชุดประจำที่คนงานเหมืองถ่านหินใส่นั่นเอง ซึ่งดูจากภายนอกแล้วก็พอจะเดาได้ว่าเป็นคนที่ตรากตรำทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก ๆ  เพราะสามารถสังเกตได้จากหน้าตาและผิวพันธุ์ที่หยาบกร้านเกินกว่าอายุ                “แล้วพ่อแกอยู่ที่นี่ไหมล่ะ?” ดิเอ็มเพอร์เรอร์ถามกลับอย่างเยือกเย็น พลางหันไปสั่งลูกสมุน “ไปเอาตัวมันมา!”           และทันทีที่ได้รับคำบัญชา พวกลิ่วล้อก็ได้ลากตัวเด็กเจ้าปัญหาขึ้นไปเพื่อสังเวยคมเขี้ยวในทันที.. โดยทางฝั่งของโอ๊บเองก็พยายามขัดขืนสุดชีวิตแต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้          “หวังว่าถ้าได้พลังจากเขี้ยวของฉันไป แกจะแข็งแกร่งได้สักครึ่งหนึ่งของพ่อแกนะ ไม่สิแค่เสี้ยวเล็ก ๆ ของเขาก็เกินพอแล้ว..” แวมไพร์กระหายเลือดเหลือบตามองต่ำไปยังเหยื่อของเขาที่ถูกบังคับให้นั่งคุกเข่าต่อหน้า ก่อนที่จะฝังคมเขี้ยวลงบนคอของผู้สืบสายเลือดจากผู้พิทักษ์          โดยตอนนี้ ก็เหลือนักศึกษาเพียงไม่กี่กลุ่มแล้ว ที่ยังยืนหยัดไม่กลัวคำขู่ของดันทัวร์ และยังไม่แสดงปฏิกิริยาว่าจะสู้หรือยอมให้ดันทัวร์ฝังเขี้ยว โดยหนึ่งในกลุ่มพวกนั้นก็คือกลุ่มของเกษม          “พวกแกที่เหลือคงอยากจะตายอย่างทรมานกันมากสินะ?” ดิเอ็มเพอร์เรอร์พูดขึ้นพลางปาดเลือดออกจากปากหลังจากฝังเขี้ยวลงบนคอของทายาทออการ์เดี้ยนเสร็จ          “ที่แกทำอย่างนี้ แกต้องการอะไรกันแน่!?” อลันตะคอกถามด้วยความโกรธแค้น          “นี่ไอ้กระจอก.. ฉันทำถึงขนาดนี้แกยังไม่รู้อีกหรอ? ว่าสิ่งที่ฉันต้องการก็คือ.. ออแกเนียนทุกคนบนโลกใบนี้จะต้องเป็นทาสของฉัน! ถ้ามันคนไหนไม่ยินยอม.. ก็ต้องตาย! โดยมีจุดเริ่มต้นคือที่นี่!” เจ้าอสูรกายในร่างมนุษย์พูดขึ้นพลางกวาดมือวางอำนาจอย่างโหดเหี้ยม          ก่อนที่จะส่งสายตามมาทางเกษม “อันที่จริง ฉันก็เสียดายความสามารถของบางคนในกลุ่มพวกแกนะ มันน่าจะช่วยฉันได้มากในการตามหา ออแกเนียนคนอื่น ๆ  แต่ยังไงก็ตามถ้าไม่ยอมมาเป็นพวกเดียวกับฉัน ก็ต้องฆ่าทิ้งอยู่ดี..” มันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไร้ความปรานี          “ที่มันชวนฉันเข้ากลุ่มของมันตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ ไม่ใช่เพราะมันอยากได้คะแนนสูงสุดการสอบ แต่เพราะอยากให้ฉันช่วยหาคนที่เป็นออแกเนียนให้มันสินะ..” ชายผู้มีตาพิเศษกำหมัดแน่นพลางพูดขึ้นด้วยความขุ่นเคือง          และในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดอยู่นั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเสียงแหบห้าวของหญิงสาวดังขึ้นมาจากอีกมุมหนึ่งของห้อง ซึ่งก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังคงยืนหยัดไม่ทำอะไรกับสถานการณ์ที่ดันทัวร์กำหนดให้ตัดสินใจ “เฮ้ ๆ  ๆ .. เดี๋ยวก่อนไอ้หนู เดี๋ยวก่อน.. นี่แกคิดจริง ๆ หรอว่าไอ้พลังฟันผุ ๆ ของแกมันจะสามารถควบคุมออแกเนียนได้ทุกคนน่ะ!” เธอวางน้ำเสียงในการพูดได้อย่างน่าเกรงขาม อันเป็นสัญญาณเตือนว่าเจ้าดันทัวร์ เทเปส ดิเอ็มเพอเพอร์ นั้นได้เจอกับของจริงเข้าให้แล้ว..