แนะนำให้เปิดเพลง Kim BumSoo - I Miss You ฟังไปด้วยนะคะตอนนี้
ความเดิมตอนที่แล้ว
เดซี่และจียงใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในโลกหลังความตายกลางทุ่งดอกเดซี่ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ค่อย ๆ เติบโตจาก “เพื่อนผี” กลายเป็คนรัก จียงยังคงแต่งเพลงและคิดถึงความฝันบนโลกความจริง ส่วนเดซี่เองก็รักเขามากพอที่จะอยากให้เขาได้กลับไปทำตามความฝันอีกครั้ง
ขณะนั้น ณ โลกแห่งความจริง
ห้อง ICU โรงพยาบาล X ประเทศไทย
หลังจากประสบอุบัติเหตุ เดซี่ถูกนำตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เธอนอนนิ่งอยู่ในห้อง ICU มานานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว ร่างกายยังมีลมหายใจ หัวใจยังเต้นอยู่ภายใต้เสียงเครื่องมือแพทย์ที่ดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ แต่เ้าของรอยยิ้มสดใสกลับไม่เคยลืมตาขึ้นมาอีกเลย
เธอกลายเป็เ้าหญิงนิทรา
วันแล้ววันเล่าผ่านไปโดยไม่มีวี่แววว่าเดซี่จะฟื้น ทุกเช้า แม่ของเธอจะมานั่งข้างเตียง จับมือลูกสาวไว้เหมือนกลัวว่าหากปล่อยมือเพียงเสี้ยววินาที เดซี่จะล่องลอยหายไปไกลกว่าเดิม เพื่อนสนิทของเธอผลัดกันมาเยี่ยม พูดคุย เล่าเื่ตลก เล่าเื่ในมหาวิทยาลัย เล่าแม้กระทั่งเื่เล็ก ๆ ที่ปกติเดซี่คงหัวเราะจนตาหยี หากเธอยังลืมตาอยู่ตรงนี้
ไม่มีใครรู้ว่าเสียงเ่าั้ส่งไปถึงเดซี่หรือไม่
แต่ทุกคนยังพูด
เพราะถ้าหยุดพูด ก็เหมือนยอมรับว่าเธออาจไม่มีวันได้ยินอีกแล้ว
ข้างเตียงคนไข้ ผู้เป็แม่นั่งจับมือลูกสาวไว้แน่น มือของเธอผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าซูบซีดจากการอดหลับอดนอน ดวงตาบวมช้ำเพราะร้องไห้มานับครั้งไม่ถ้วน เธอมองใบหน้าของลูกสาวที่ยังคงหลับสนิท ใบหน้าที่เคยสดใส เคยหัวเราะ เคยบ่นงอแงเื่เล็กน้อย แต่ตอนนี้กลับเงียบงันราวกับตุ๊กตาแก้วที่เปราะบางเกินจะแตะต้อง
“โธ่ลูก...” เสียงของเธอสั่นเครือ ขณะยกมือเดซี่ขึ้นแนบแก้ม “เมื่อไหร่แกจะตื่นขึ้นมาคุยกับแม่สักที แกจะนอนแบบนี้ไปตลอดไม่ได้นะลูก”
น้ำตาหยดลงบนหลังมือลูกสาวอย่างห้ามไม่อยู่
“แม่คิดถึงเสียงแกนะ คิดถึงเวลาที่แกเรียกแม่ คิดถึงเวลาที่แกหัวเราะ คิดถึงแม้แต่ตอนที่แกเถียงแม่ด้วยซ้ำ”
เสียงของเธอขาดหายไปพร้อมลมหายใจที่สั่นสะท้าน
“ทำไมพระเ้าถึงใจร้ายกับแกขนาดนี้ เอาชีวิตแม่ไปยังดีกว่า ให้แม่เจ็บแทนแกยังดีกว่า...โธ่ ลูกสาวของแม่”
เสียงสะอื้นของผู้เป็แม่ทำให้บรรยากาศในห้องยิ่งหนักอึ้ง มายมิล เพื่อนสนิทของเดซี่ที่ยืนอยู่ไม่ไกล เม้มปากแน่น พยายามกลั้นน้ำตาของตัวเอง ก่อนจะค่อย ๆ เดินเข้าไปแตะไหล่หญิงวัยกลางคนอย่างระมัดระวัง
“แม่คะ พักผ่อนบ้างเถอะนะคะ” มายมิลพูดเสียงเบา “เดี๋ยวพวกหนูดูแลมันเอง ถ้าแม่เป็อะไรไปอีกคน มันฟื้นขึ้นมาต้องด่าพวกหนูเละแน่เลยค่ะ”
ผู้เป็แม่หลับตาลง น้ำตายังไหลไม่หยุด แม้คำพูดนั้นจะไม่ได้ทำให้ความเ็ปลดลง แต่ก็ทำให้เธอยอมปล่อยมือจากลูกสาวช้า ๆ อย่างคนที่ไม่มีแรงเหลือจะต่อต้านอะไรอีกแล้ว มายมิลประคองเธอลุกจากเก้าอี้อย่างเบามือ พาออกไปนอกห้อง ICU เพื่อให้เธอได้พักหายใจบ้าง แม้เพียงไม่กี่นาทีก็ตาม
บิวตี้ยืนอยู่หน้ากระจกใส ดวงตาแดงก่ำมองร่างของเดซี่ที่นอนนิ่งอยู่ด้านใน น้ำตาไหลลงมาเงียบ ๆ โดยไม่มีเสียงสะอื้น เธอไม่กล้าร้องไห้ดัง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงเกินไป ราวกับกลัวว่าความผิดในใจจะดังเกินกว่าที่ใครจะรับไหว
บิวตี้อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น
วันที่พวกเธอกำลังจะข้ามถนนไปมหาวิทยาลัย วันที่เสียงรถแล่นผ่านไปมาดังปะปนกับเสียงพูดคุยของนักศึกษา วันที่ทุกอย่างควรจะเป็เพียงวันธรรมดาวันหนึ่ง เดซี่เห็นลูกแมวตัวเล็กอยู่กลางถนน มันตัวสั่นอยู่ท่ามกลางรถที่ขับผ่านไปมา และในวินาทีนั้น เดซี่ไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
เธอวิ่งออกไป
เร็วเกินกว่าที่ใครจะคว้าตัวไว้ทัน
แล้วเสียงเบรกดังสนั่นก็เปลี่ยนทุกอย่างในชีวิตของพวกเธอไปตลอดกาล
“แม่คะ...” บิวตี้พูดขึ้นด้วยเสียงสั่น “หนูขอโทษนะคะ วันนั้นถ้าหนูห้ามมันสักนิด ถ้าหนูดึงมันไว้ทัน มันคงไม่ต้องมาเป็แบบนี้”
ความผิดที่เกาะกินหัวใจมาตลอดหนึ่งเดือนทำให้เธอแทบยืนไม่ไหว ภาพเดซี่ล้มลงบนถนน ภาพเื ภาพเสียงกรีดร้อง และภาพตัวเองที่ทำอะไรไม่ได้เลยยังตามหลอกหลอนเธอทุกคืน ทั้งที่อยู่ใกล้ที่สุด ทั้งที่ควรจะช่วยเพื่อนได้มากกว่านี้ แต่สุดท้ายเธอกลับทำได้เพียงยืนตัวชา มองเพื่อนรักถูกพรากรอยยิ้มไปต่อหน้าต่อตา
ผู้เป็แม่หันมามองบิวตี้ แววตาที่เต็มไปด้วยความเสียใจอ่อนลงเล็กน้อย ก่อนจะดึงเด็กสาวเข้ามากอดไว้
“โธ่ บิวลูก มันไม่ใช่ความผิดของหนูหรอก” เธอลูบหลังบิวตี้เบา ๆ “ต่อให้หนูห้าม แม่ก็เชื่อว่าเดซี่มันคงวิ่งไปอยู่ดี”
บิวตี้สะอื้นหนักขึ้น
“ไอ้เด็กคนนี้มันก็เป็แบบนี้แหละ” แม่ของเดซี่ฝืนยิ้มทั้งน้ำตา สายตามองผ่านกระจกเข้าไปยังลูกสาวที่นอนนิ่งอยู่ด้านใน “เห็นใครเดือดร้อนก็ทนไม่ได้ แม้แต่ลูกแมวตัวเดียวมันก็ไม่ปล่อยผ่าน อย่าโทษตัวเองเลยนะลูก มันคงเป็เคราะห์กรรมของเดซี่มัน”
คำปลอบโยนนั้นทำให้บิวตี้ร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น เธอกอดแม่ของเพื่อนแน่น ขณะที่มายมิลยืนอยู่ข้าง ๆ น้ำตาคลอเต็มดวงตา ไม่รู้ว่าควรปลอบใครก่อนดี เพราะคนตรงหน้าทุกคนต่างเ็ปไม่ต่างกัน
“แม่คะ...ขอบคุณนะคะ”
ในตอนนั้นเอง หมอเ้าของไข้เดินเข้ามาพร้อมแฟ้มประวัติคนไข้ เขาหยุดอยู่หน้าห้องแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ขอโทษนะครับคุณแม่ ได้เวลาตรวจคนไข้แล้ว ผมขออนุญาตเข้าไปตรวจอาการคนไข้สักครู่นะครับ”
แม่ของเดซี่รีบเช็ดน้ำตา พยักหน้าทั้งที่ยังเสียงสั่น
“ดะ...ได้ค่ะคุณหมอ”
ประตูห้อง ICU ถูกเปิดออกเบา ๆ ก่อนจะปิดลงอีกครั้ง พร้อมกับสายตาของทุกคนที่ยังจับจ้องไปยังร่างของเดซี่บนเตียง ราวกับกลัวว่าหากละสายตาเพียงเสี้ยววินาที พวกเขาอาจพลาดปาฏิหาริย์ที่รอคอยมาตลอด
ขณะเดียวกันนั้น ณ โลกหลังความตาย
ใต้ต้นไม้ใหญ่กลางทุ่งดอกเดซี่ สถานที่ที่เดซี่และจียงได้พบกันครั้งแรกยังคงงดงามเหมือนวันเดิม ท้องฟ้าสีครามทอดกว้างอยู่เหนือศีรษะ กลีบดอกไม้สีขาวไหวเอนไปตามสายลมอ่อน ๆ แสงแดดอบอุ่นตกกระทบพื้นหญ้าอย่างอ่อนโยน ราวกับโลกทั้งใบไม่เคยมีความเ็ปใด ๆ เกิดขึ้น
เดซี่นั่งอยู่ข้างจียงใต้ร่มไม้ใหญ่ ศีรษะเอนพิงไหล่เขา ขณะที่แขนของจียงโอบเธอไว้หลวม ๆ ทั้งสองพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายเหมือนทุกวันที่ผ่านมา ในโลกที่ไม่มีเวลา พวกเขาไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว แต่ร่างกายของกันและกัน กลิ่นหอมของดอกไม้ และเสียงหัวเราะเบา ๆ กลับคุ้นเคยเสียจนเหมือนอยู่ด้วยกันมาทั้งชีวิต
“ถ้าวันหนึ่งเราได้กลับไปจริง ๆ” เดซี่พูดขึ้นเบา ๆ ขณะมองทุ่งดอกไม้ตรงหน้า “ที่รักจะยังจำที่นี่ได้ไหมคะ”
จียงก้มมองเธอ
“จำได้สิครับ”
“จำได้หมดเลยเหรอ”
“ครับ” เขายิ้ม “จำได้ว่าคุณดุแดดให้ผม จำได้ว่าคุณตั้งชื่อเราว่าเพื่อนผี จำได้ว่าคุณสร้างบ้านไม่มีหน้าต่าง จำได้ว่าคุณแอบวาดดอกเดซี่ลงในสมุดเพลงของผม”
“จียง!” เดซี่เงยหน้ามองเขาทันที แก้มขึ้นสีจาง ๆ “รู้อยู่แล้วเหรอคะ”
“รู้ั้แ่แรกแล้วครับ”
“แล้วทำไมไม่บอก”
“เพราะมันน่ารักดี”
เดซี่เม้มปากเหมือนอยากเถียง แต่สุดท้ายก็ยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เสียงหัวเราะเบา ๆ ของเธอทำให้จียงยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว
แต่แล้วรอยยิ้มของเธอก็ค่อย ๆ จางลง
สายตาของเดซี่หยุดอยู่ที่มือของจียง มือที่กำลังโอบเธอไว้เมื่อครู่เริ่มเลือนรางลงอย่างประหลาด ผิวที่เคยอุ่นและมีตัวตนค่อย ๆ โปร่งใสจนเธอมองเห็นมือของตัวเองผ่านฝ่ามือเขาได้
หัวใจของเดซี่กระตุกวูบ
“จียงคะ...” เสียงของเธอแ่ลง “ที่รัก เกิดอะไรขึ้นกับคุณ”
เธอรีบจับมือเขาขึ้นมาให้ดู ปลายนิ้วสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
จียงก้มมองมือตัวเอง ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไปในทันที
“เอ๊ะ...” เขาพึมพำ “ทำไมร่างกายผมเป็แบบนี้”
มือของเขาไม่ใช่แค่โปร่งใส แต่มันกำลังเลือนลงทีละน้อย ราวกับหมอกบางที่ถูกแสงแดดกลืนหายไปอย่างช้า ๆ
“เกิดอะไรขึ้น”
เสียงของจียงเต็มไปด้วยความสับสน เขามองร่างกายของตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ ขณะที่เดซี่รีบคว้าตัวเขาเข้ามากอดแน่น เหมือนเพียงแค่กอดไว้ให้มากพอ เธอจะสามารถรั้งเขาให้อยู่ตรงนี้ได้
“ไม่นะ” เธอส่ายหน้า น้ำตาเอ่อขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “คุณกำลังจะหายไปเหรอ ไม่จริง...ไม่จริงใช่ไหม”
จียงกอดเธอตอบทันที อ้อมแขนของเขายังอยู่ แต่ความรู้สึกกลับเบาลงเรื่อย ๆ จนน่ากลัว เขารับรู้ได้ถึงบางอย่างที่กำลังดึงตัวเองออกไปจากที่นี่ ดึงทั้งร่าง ทั้งจิต ทั้งความรู้สึกทั้งหมดของเขาให้ค่อย ๆ หลุดจากโลกใบนี้
“เดซี่...” เสียงเขาสั่น “ผมรู้สึกไม่ดีเลย เหมือนตัวผมกับจิตของผมกำลังจะสลายไป”
เขากอดเธอแน่นขึ้น
“ผมไม่อยากหายไป”
คำพูดนั้นทำให้เดซี่ปล่อยน้ำตาออกมาอย่างสุดกลั้น เธอซบหน้ากับอกเขา มือทั้งสองข้างกำเสื้อของเขาแน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยเพียงนิดเดียว เขาจะหลุดหายไปจากอ้อมแขนของเธอจริง ๆ
“หรือคุณกำลังจะไปเกิดใหม่” เธอพูดปนสะอื้น “หรือว่าเราทำอะไรผิด ทำไมร่างกายคุณถึงเป็แบบนี้ พระเ้าได้โปรด...มันเกิดอะไรขึ้น”
ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา
มีเพียงร่างกายของจียงที่จางลงเรื่อย ๆ ท่อนล่างของเขาเริ่มเลือนหายจนแทบมองไม่เห็น ชัดเจนแล้วว่าต่อให้ทั้งสองกอดกันแน่นแค่ไหน ก็ไม่มีอะไรหยุดสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นได้
“ไม่นะ” จียงส่ายหน้า ดวงตาแดงก่ำ “ผมยังไม่อยากไปเกิดตอนนี้ ผมจะทิ้งคุณไว้คนเดียวได้ยังไง”
น้ำตาของเขาไหลลงมาเงียบ ๆ
ความกลัวที่เคยคิดว่าผ่านพ้นไปแล้วกลับถาโถมใส่หัวใจอย่างรุนแรงกว่าครั้งไหน เขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะหายไปไหน ไม่รู้ว่าจะได้ไปเกิดใหม่จริงหรือไม่ และไม่รู้ว่าสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าคืออะไร แต่สิ่งเดียวที่เขารู้คือเขาไม่อยากทิ้งเดซี่ไว้ในโลกกว้างใหญ่ที่ไม่มีใครนอกจากเธอคนเดียว
// นี่ผมกำลังจะหายไป แล้วทิ้งให้เธออยู่ที่นี่คนเดียวอย่างนั้นเหรอ //
จียงกอดเธอแน่นจนปลายนิ้วสั่น
// ไม่นะ...ผมยังไม่อยากไปไหน อย่าให้ผมต้องทิ้งเธอไว้แบบนี้เลย พระเ้า ได้โปรดเถอะ ถ้าจะต้องมีใครไปจริง ๆ อย่างน้อยให้เธอไปก่อนผมก็ยังดี ให้ผมต้องโดดเดี่ยวแทนเธอ อย่าให้เธอต้องอยู่คนเดียวในที่แห่งนี้เลย //
แต่คำอ้อนวอนทั้งหมดก็เป็เพียงเสียงในใจที่ไม่อาจส่งไปถึงใคร
ร่างของเขาจางลงมากกว่าเดิม เวลาเหลือน้อยลงทุกที จียงรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าตัวเองกำลังจะหายไปภายในไม่กี่นาทีนี้ เขารวบรวมแรงทั้งหมดที่ยังเหลืออยู่ ยกมือขึ้นจับแก้มของเดซี่ให้เงยหน้ามองเขา
“เดซี่” เขาเรียกเสียงเบา “ผมเหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว หยุดร้องไห้ก่อนได้ไหมครับ ผมอยากบอกลาคุณ”
เดซี่ส่ายหน้าทันที น้ำตาไหลอาบแก้ม
“ไม่ค่ะ อย่าพูดแบบนั้น อย่าบอกลากันเลยนะคะ”
เสียงของเธอขาดหายเหมือนคนกำลังจมน้ำ
“เราสองคนทำอะไรไม่ได้แล้วจริง ๆ” จียงพยายามฝืนพูด ทั้งที่เสียงของตัวเองก็สั่นไม่ต่างกัน “จิตของผมกำลังจะหายไป ผมไม่อยากไปโดยไม่ได้บอกอะไรคุณเลย ฟังผมเถอะนะ”
มือของเขาเลือนรางมากขึ้นทุกที แต่ยังพยายามเช็ดน้ำตาบนใบหน้าเธออย่างอ่อนโยน ดวงตาที่เคยสดใสของเดซี่หม่นลงจนเขาเจ็บลึกไปทั้งใจ น้ำตาแต่ละหยดของเธอเหมือนคมมีดที่กรีดลงบนหัวใจเขาซ้ำ ๆ
เขาอยากปลอบเธอ
อยากบอกว่าทุกอย่างจะไม่เป็ไร
แต่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหลังจากนี้จะมีอะไรเหลืออยู่ให้เธอยึดไว้
“ไม่ค่ะ” เดซี่ยังคงส่ายหน้า “เราจะต้องไม่บอกลากัน ไหนสัญญาแล้วไงคะว่าจะไม่ไปไหน สัญญาแล้วไม่ใช่เหรอ”
คำว่าสัญญาทำให้จียงหลับตาลงชั่วขณะ ความเ็ปแล่นผ่านอกจนแทบหายใจไม่ออก
“ขอโทษนะที่รัก” เขากระซิบ “ขอโทษที่ผมรักษาสัญญาไม่ได้ ขอโทษนะ ขอโทษจริง ๆ”
“อย่าขอโทษ...” เดซี่จับมือเขาไว้แน่น “อย่าไปเลย เค้าจะอยู่ยังไงถ้าไม่มีที่รัก”
จียงดึงเธอเข้ามากอดอีกครั้ง อ้อมกอดนั้นเต็มไปด้วยความรัก ความเสียใจ และความอาลัยที่ไม่มีคำพูดใดอธิบายได้หมด เขาซบหน้าลงกับเรือนผมสีแดงเชอร์รี่ของเธอ ปล่อยให้น้ำตาของตัวเองไหลออกมาอย่างเงียบงัน
ยอดดวงใจของเขา
ผู้หญิงที่ทำให้โลกหลังความตายไม่เงียบเหงา ผู้หญิงที่กลายเป็บ้าน เป็แสงสว่าง และเป็ความสุขเดียวในสถานที่ที่ไม่มีใครรู้จักแห่งนี้ เขาไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งตัวเองจะต้องเป็ฝ่ายจากเธอไปก่อน
// ฉันไม่เคยเตรียมใจไว้เลยว่าเราจะต้องเจอเื่แบบนี้ //
เดซี่กอดเขาแน่นขึ้น ความเ็ปในอกเหมือนจะฉีกเธอออกเป็ชิ้น ๆ
// ฉันคิดว่าเราจะได้อยู่ด้วยกันแบบนี้ตลอดไป ให้เราเจอกันแล้วต้องจากกันอีกอย่างนั้นเหรอ แค่เราตายั้แ่อายุยังน้อยยังไม่พออีกหรือไง พระเ้า...ทำไมถึงโกรธเกลียดพวกเราขนาดนี้ อย่าเอาเขาไปเลย ได้โปรด อย่าเอาเขาไปจากฉัน //
จียงค่อย ๆ ผละออกเพียงเล็กน้อย เพื่อมองหน้าเธอให้ชัดที่สุดเท่าที่จะทำได้
“เดซี่...ที่รัก” เขาพูดเสียงแ่ “จำวันแรกที่เราเจอกันได้ไหม”
เดซี่ร้องไห้จนพูดไม่ออก ได้แต่พยักหน้าเบา ๆ
“วันแรกที่ผมได้เจอคุณ คุณนั่งอยู่ข้างผมแล้วดุแดดเหมือนมันทำผิดอะไรนักหนา” เขายิ้มทั้งน้ำตา “ตอนนั้นผมคิดว่าคุณเป็ผู้หญิงที่แปลกมาก แปลกจนผมหัวเราะออกมา ทั้งที่ก่อนหน้านั้นผมกลัวแทบตาย”
ปลายนิ้วของเขาแตะแก้มใสที่เปียกชื้นไปด้วยน้ำตา
“แล้วหลังจากนั้น คุณก็ทำให้ที่นี่ไม่เงียบอีกเลย ทำให้ผมยิ้มได้ ทำให้ผมยังแต่งเพลงได้ ทำให้ผมรู้สึกว่าต่อให้เราอยู่ในโลกหลังความตาย ชีวิตของผมก็ยังมีความหมาย”
เสียงของจียงเบาลงเรื่อย ๆ
“ผมรักคุณนะ รักมาก ๆ เดซี่ของผม”
เดซี่สะอื้นจนตัวสั่น เธอพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เสียงกลับติดอยู่ในลำคอ ความกลัว ความเสียใจ และความเ็ปอัดแน่นจนเธอไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้ทัน
จียงก้มลงจูบเธอเบา ๆ
เป็จูบที่อ่อนโยน เศร้า และแ่เบาราวกับคำลาครั้งสุดท้าย
เมื่อเขาผละออก ร่างของเขาเหลือเพียงแสงจาง ๆ ที่ค่อย ๆ แตกสลายไปกับสายลม ดวงตาของจียงยังคงมองเธออย่างรักใคร่ แม้ตัวตนของเขากำลังเลือนหายไปทีละนิด
“ผมจะไม่มีวันลืมคุณ ไม่ว่าชาติไหน”
เขาฝืนยิ้มให้เธอเป็ครั้งสุดท้าย
“ลาก่อน...”
// ผมอยากให้คุณมีความสุขนะ ที่รัก //
แล้วร่างของจียงก็สลายหายไปต่อหน้าเธอ
“ไม่!”
เดซี่ะโสุดเสียง มือทั้งสองข้างเอื้อมคว้าไปยังที่ที่เขาเคยอยู่ แต่สิ่งที่เธอคว้าได้มีเพียงอากาศว่างเปล่า กลีบดอกเดซี่สีขาวปลิวผ่านปลายนิ้วของเธอไปอย่างเงียบงัน ราวกับโลกทั้งใบไม่รับรู้ว่าเธอกำลังแตกสลายแค่ไหน
“ไม่นะ อย่าเพิ่งไป...ฉันยังไม่ได้บอกคุณเลย”
เธอทรุดลงกับพื้น น้ำตาไหลไม่หยุด เสียงสะอื้นดังขาด ๆ หาย ๆ จนแทบฟังไม่เป็คำ
“ฉันยังไม่ได้บอกคุณเลยนะ...”
เดซี่กำมือแน่นตรงอกตัวเอง ความเ็ปที่ไม่เคยรู้สึกมานานในโลกแห่งนี้ถาโถมกลับเข้ามาพร้อมกันทั้งหมด เจ็บจนเหมือนหัวใจถูกฉีกออกจากร่าง เจ็บจนแทบหายใจต่อไม่ไหว
“ฉันยังไม่ได้บอกคุณเลยว่า...ฉันก็รักคุณ”
คำสารภาพที่สายเกินไปหลุดออกมาท่ามกลางความว่างเปล่า
ไม่มีจียงอยู่ตรงนั้นแล้ว
ไม่มีอ้อมกอด ไม่มีเสียงเรียก ไม่มีมืออุ่น ๆ ที่คอยเช็ดน้ำตาให้เธออีกต่อไป
เหลือเพียงทุ่งดอกเดซี่ที่กว้างใหญ่เกินไปสำหรับคนเพียงคนเดียว
เดซี่ก้มหน้าร้องไห้อยู่อย่างนั้น จนกระทั่งความรู้สึกประหลาดบางอย่างแล่นผ่านปลายนิ้ว เธอค่อย ๆ ก้มลงมองมือตัวเอง แล้วลมหายใจของเธอก็สะดุด
มือของเธอกำลังเลือนราง
ผิวที่เคยชัดเจนเริ่มโปร่งใสขึ้นทีละน้อย เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นกับจียงเมื่อครู่ไม่มีผิด
เดซี่เบิกตากว้าง ความกลัวระลอกใหม่พุ่งเข้ามาแทนที่ความเ็ป
“ไม่นะ...” เธอพึมพำเสียงสั่น “ทำไม...เกิดอะไรขึ้น”
ร่างของเธอกำลังจะจางหายไปเช่นกัน