เจียนั่วกล้าเอ่ยได้เลยว่าความโกรธที่มีตลอดหนึ่งอาทิตย์นี้ จะต้องมากกว่าความโกรธทั้งยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาของตนรวมกันอย่างแน่นอน
ตนเคยเชื่อว่าในฐานะอัศวิน การรักษาความอ่อนน้อมถ่อมตนและความเห็นอกเห็นใจเป็นคุณธรรมที่ต้องได้รับการยกย่องในทุกสถานการณ์ ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าโม่เจ๋อเอ่อร์ ตนกลับไม่สามารถระงับเพลิงโทสะที่เกิดขึ้นอย่างน่าประหลาดได้จริงๆ บางคราตนถึงขั้นรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังจงใจยั่วยุ
ยกตัวอย่างเช่นภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าตนในยามนี้ ทั้งตัวของโม่เจ๋อเอ่อร์สวมชุดตัวในเพียงตัวเดียวพลางนอนแผ่หลานิ่งอยู่บนเตียง ผ้าห่มคลุมกายท่อนบนทรงสามเหลี่ยมคว่ำ ต้นขากำยำทั้งสองข้างแยกออกอย่างไม่สง่างามและเปลือยเปล่าอยู่ด้านนอก
นับเป็นครั้งแรกที่ตนได้เห็นภาพเช่นนี้ เจียนั่วจัดการลากอีกฝ่ายก่อนพยายามอธิบายอย่างมีน้ำอดน้ำทนถึงการฝึกฝนกายใจให้ดีงามจนเคยชินในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ตนเป็นอัศวินที่ดีที่ปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด ทว่าอีกฝ่ายกลับนั่งอยู่ตรงนั้นและเพลิดเพลินกับท่าทางหน้านิ่วคิ้วขมวดยามพยายามอธิบายของตนอย่างมีความสุข แต่หลังจากนั้นทุกอย่างยังคงกลับมาเป็นเช่นเดิม
“เจ้าทำเช่นนี้เท่ากับเป็นอัศวินที่มิได้มาตรฐาน!” เจียนั่วอดจนเหลืออด
“ข้าก็มิได้อยากจะเป็นอัศวินที่ได้มาตรฐานอันใด”
โม่จ้านเอามือเท้าคางพลางเอียงคอมองเจียนั่ว สีหน้าฉายแววไร้เดียงสายิ่งนัก
“เจ้าเป็นอัศวินที่ดีก็พอแล้ว ข้ามิใช่ประเภทนั้น ปล่อยข้าไปเถิด”
หลังจากสถานการณ์หวนกลับมาเป็นเช่นเดิมสิบกว่ารอบ เจียนั่วที่คิดว่าตนถูกฝึกจนไม่เห็นสิ่งใดอยู่ในสายตาแล้ว กลับยังมิอาจเมินเฉยต่อรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างเละเทะของอีกฝ่ายได้ หากมิใช่เพราะความจริงปรากฏอยู่ตรงหน้า ตีให้ตายเจียนั่วก็ไม่มีทางเชื่อว่าคนเช่นนี้จะฝึกฝนจนมีทักษะที่เก่งกาจน่าหวาดกลัว
ทั้งๆ ที่ตนมีความสนใจในตัวโม่เจ๋อเอ่อร์ แต่กระนั้นรอกระทั่งคนมาอยู่ตรงหน้ากลับมักจะโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ ไม่มีปรารถนาเพิ่มขึ้นอีกขั้นแม้แต่น้อย
เมื่อเทียบกันแล้ว โม่จ้านกลับปล่อยตัวเป็นอิสระโดยสิ้นเชิง
นับแต่ข้ามมิติมา หากมิรีบเอาตัวรอดจากสถานการณ์ยากลำบากก็ต้องหนีหัวซุกหัวซุน วิ่งเต้นเหน็ดเหนื่อยตลอดทั้งวัน นึกมิถึงว่าช่วงเวลาที่สุขสบายที่สุดจะเป็นยามนอนแทะตำราอย่างบ้าคลั่งอยู่ในหอพักของฉิวอิน เดิมทีคาดเดาว่าหลังมาถึงเมืองเคอเอ่อร์ปัวนั่วจะต้องมีปัญหาตามมากองใหญ่ ทว่าสวรรค์กลับประทาน 'ความสงบสุข' ทุกสิ่งอย่างมิต้องให้ตนเป็นผู้คอยจัดแจง เวลาที่เหลือจึงกลายเป็นช่วงพักผ่อน ทำให้ร่างทั้งร่างของโม่จ้านผ่อนคลายลง
นี่มิอาจนับได้ว่าโม่จ้านเกียจคร้าน เพียงแต่เป็นเพราะยามปกติเกลียวสปริงนั้นแน่นจนเกินไป ทำให้จิตใจที่ผ่อนคลายลงกะทันหันเข้าสู่วัฏจักรเลวร้ายที่ดีดกลับ เพื่อนร่วมงานยังเคยเอ่ยล้อเลียน กล่าวว่าโม่จ้านในวันทำงานกับวันพักผ่อนคล้ายกับแยกวิญญาณ ต่างกันราวฟ้ากับเหว
อย่าว่าแต่เจียนั่ว กระทั่งผู้ลากมากดีโดยแท้จริงอย่างเก๋อจือยังสะพรึงเพราะท่านอนของโม่จ้าน สื่อความหมายว่ามิเคยเห็นการเปิดเผยโจ่งแจ้งและการปล่อยตัวตามธรรมชาติรวมอยู่ในร่างเดียวเช่นนี้มาก่อน อีกทั้งยังดีใจเหลือเกินที่ตนมิได้นอนร่วมห้องกับโม่จ้าน
เพียงแต่โม่จ้านกลับมิได้คิดว่ามีสิ่งใดผิดปกติ เมื่อเทียบกับห้องเล็กในโลกก่อนของตน ห้องนี้ทั้งใหญ่ทั้งกว้าง แสงสว่างและการถ่ายเทอากาศล้วนมิเลว ฝึกเตะต่อยก็ยังได้ นับว่าไม่มีสิ่งใดให้ต้องอายสักนิด แน่นอน นอกเสียจากเจียนั่วที่ทั้งปลุกแต่เช้าและบอกให้ตนนอนเร็วอย่างมีระเบียบในทุกๆ วัน
เดิมทีโม่จ้านยังคิดว่าตนควรระแวงและเอาใจใส่อัศวินที่เจตนารมณ์ไม่กระจ่าง อีกทั้งประวัติความเป็นมาน่าสงสัยและหน้าตายผู้นี้ เพียงแต่สิ่งที่น่าแปลกคือภายในเวลาไม่กี่วัน หากมิใช่เพราะ 'กระบวนการแก้ไขความคิดและพฤติกรรมให้ถูกต้อง' ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ตนก็เกือบจะลืมไปแล้วว่ามีสหายร่วมห้องผู้นี้ ต่างคนต่างทำตัวตามสบาย กล่าวได้ว่าไม่มีความระแวงแม้แต่น้อย
ขอขอบคุณท่านเทพน่ารำคาญใจแม้ไม่มีรู้ว่าจะเป็นองค์ใดที่มิได้ช่วงชิงความสามารถในการปรับตัวของตนไป
โม่จ้านขยี้ตาพลางพลิกตัว กอดผ้าห่มเข้าสู่แดนแห่งฝันต่อไป ทว่านอนไปได้ไม่นานกลับเริ่มละเมอเพ้อฝัน เบื้องหน้าเจียนั่ว โม่จ้านที่หลับใหลอยู่ในห้วงจินตนาการเอ่ยพึมพำเสียงเบาไม่กี่ประโยคก่อนเริ่มพลิกตัวกลิ้งไปขอบเตียง ขาข้างหนึ่งถีบอย่างไร้เป้าหมายอยู่สองครั้งก่อนจะหล่นลงบนพื้น
เส้นเลือดดำบนหัวของเจียนั่วจวนปริแตกเสียแล้ว ทว่าท้ายที่สุดทำได้เพียงถอนหายใจอย่างจนปัญญา ตัดสินใจลงไปนำขาของโม่จ้านวางกลับขึ้นบนเตียง
ในเสี้ยววินาทีที่มือทั้งสองข้างสัมผัสกับท่อนขา เจียนั่วพลันตระหนักได้ว่านี่เป็นครั้งที่สองที่คนทั้งสองได้ 'ใกล้ชิดทางเนื้อหนัง' ในขณะเดียวกันยังเป็นครั้งแรกที่ตนได้สัมผัสร่างกายผู้อื่นในสถานการณ์ปกติ เพราะคล้ายกับเมื่อก่อนตนมีแต่เคยช่วยพันแผลโชกเลือดให้สหายเท่านั้น
เจียนั่วยกน่องขาของโม่จ้านขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ผิวสีเมล็ดข้าวสาลีสม่ำเสมอแลดูสุขภาพดี เรียวยาวและล่ำสัน เส้นเอ็นถูกฝึกหนักจนมีพลัง ไม่มีเนื้อส่วนเกินแม้แต่นิดเดียว เผยแรงดึงดูดอันเป็นเอกลักษณ์ของบุรุษเพศออกมา
เจียนั่วยกน่องขาของโม่จ้านกลับไปวางบนเตียง ทันใดนั้นในหัวพลันผุดความคิดประหลาด ในเมื่อกระทั่งน่องขายังมิเลว เช่นนั้นสัมผัสของต้นขาย่อมต้องดีมากอย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ เจียนั่วที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวจึงบีบลงบนต้นขาด้านในของโม่จ้านอย่างแผ่วเบา หลังเงยหน้าขึ้นพลันพบกับสีหน้าตกตะลึงของโม่จ้าน เจียนั่วที่เพิ่งตระหนักได้ว่าตนเพิ่งจะทำสิ่งใดลงไปรีบชักมือกลับ นึกอยากอ้าปากทว่ากลับไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใด ทั่วทั้งใบหน้าเริ่มร้อนระอุ
....ข้ากำลังทำสิ่งใด?
ภายในหัวของเจียนั่วยุ่งเหยิง หลงลืมไปแล้วว่าการกระทำผีสิงเมื่อครู่ของตนเกิดขึ้นเพราะความคิดเช่นไร กุมแก้มหันหลังกลับไปอย่างกระโดกกระเดก
...ทั้งๆ ที่ข้าเป็นผู้ถูกเจ้าลูบ เหตุใดจึงทำเหมือนกับเจ้าเป็นผู้ถูกลวนลามอย่างไรอย่างนั้น?
โม่จ้านเบิกตามองปฏิกิริยาที่อ่อนไหวยิ่งของเจียนั่ว คิดอยากจะคว้าตัวเขาเอาไว้แล้วร้องตะโกนสิ่งที่อยู่ในใจของตนออกไป
มิได้ การถูกเอาเปรียบเช่นนี้ข้าจะต้องเอาคืนมาให้ได้ โม่จ้านโมโหอย่างมาก มือสองข้างดันเตียงกระโดดลงไปทันที
คล้ายกับโม่จ้านที่ภายในหัวกำลังร้อนระอุจะไม่รู้ตัวสักนิดว่ายามตนเผชิญหน้ากับเจียนั่วมักมีกลิ่นอายคล้ายเด็กในช่วงวัยต่อต้าน พยายามจะหาเรื่องปะทะกับอีกฝ่ายอยู่เสมอ
เจียนั่วที่กำลังตกอยู่ในภาวะสับสนถูกโม่จ้านดึงไหล่ให้เปลี่ยนจากหันหลังเป็นเผชิญหน้า เจียนั่วที่พบกับใบหน้าขุ่นเคืองของโม่จ้านอย่างกะทันหันถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ผลสุดท้ายชนขอบเตียงตนเอง ในขณะที่กำลังจะล้มลงได้เอื้อมมือไปคว้าท่อนแขนของโม่จ้าน เป็นเหตุให้คนทั้งสองล้มลงบนเตียงด้วยท่วงท่าคลุมเครืออย่างยิ่ง
บรรยากาศหยุดชะงักภายในเสี้ยววินาที ใบหน้าคนทั้งสองห่างกันมิถึงห้ามิลลิเมตร ต่างฝ่ายต่างสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกันอย่างชัดเจน
โม่จ้านนิ่งงันเช่นกัน ครั้นสบมองแววตาตื่นตระหนกของเจียนั่ว ในใจพลันผุดความคิดชั่วร้าย ส่งฝ่ามือร้ายกาจสอดเข้าไปด้านหลังเจียนั่วก่อนจะเริ่มเคล้นสะโพกอย่างแรง
“...อุ๊บอื้อๆๆๆ!!!” เสียงร้องด้วยความตื่นตระหนกของเจียนั่วถูกมือใหญ่ของโม่จ้านสกัดกั้นไว้ในลำคอ
โม่จ้านคิดเพียงแต่จะเอาเปรียบคืน มิได้สนใจการกระทำในยามนี้ที่มิต่างกับผู้ใช้กำลังด้วยความลุ่มหลงแต่อย่างใด เจียนั่วตื่นตระหนกสุดขีด ส่งเสียง “อื้อ” ขณะพยายามดิ้นรนสุดชีวิต ถึงขั้นลืมสิ่งที่เรียกว่าพลังเวทไปจนสิ้น เพราะพละกำลังของโม่จ้านได้เปรียบอย่างสิ้นเชิง การดิ้นรนขัดขืนของเจียนั่วล้วนแต่เสียแรงเปล่า
รอกระทั่งโม่จ้านเคล้นคลึงจนพอใจจึงดึงมือขวาออกจากกายสั่นเทาของเจียนั่ว
“จุดจบการกินเต้าหู้ข้าคือเช่นนี้ รู้แล้วใช่หรือไม่? ท่านอัศวินเวท”
โม่จ้านกดสายตาลงมองเจียนั่วที่อาภรณ์ยับยู่ยี่ไม่เป็นระเบียบก่อนจะปล่อยมือซ้ายที่ปิดปากอีกฝ่ายเอาไว้
อ่า เหตุใดจึงรู้สึกเปียกที่มืออยู่บ้าง?
โม่จ้านเพ่งพินิจครู่หนึ่งกลับต้องนิ่งงันเสียแล้ว เจียนั่วขบกรามแน่น สายตาคมกริบดังนกเหยี่ยวเสมองไปทางอื่นอย่างไร้ที่พึ่ง เปี่ยมด้วยความรู้สึกอัปยศและไม่ยินยอม หางตายังมีของเหลวสีใสไหลออกมาไม่กี่หยด ส่วนตนทับอยู่บนต้นขาของเจียนั่ว กดร่างที่ดูผอมบางอยู่บ้างเมื่อเทียบกับตนไว้ใต้อาณัติอย่างแน่นหนา
...จบสิ้นแล้ว เห็นทีครานี้ตนจะเล่นแรงเกินไป โม่จ้านกลืนน้ำลายก่อนจะลุกจากตัวของเจียนั่วเงียบๆ