3.
เจอกันสักที
เช้านี้ฉันต้องรีบตื่นเพราะต้องทำกับข้าว เพื่อไปถวายพระกับคุณป้าเอง ฉันถือของพะรุงพะรัง ทั้งปิ่นโตใส่อาหารคาวหวาน ทั้งสังฆทานทั้งดอกไม้ธูปเทียน เดินผ่านประตูที่เชื่อมต่อกันได้ ก็เจอกับเอพริลที่มาจากทางไหนไม่รู้ ยื่นมือมาดึงของที่ฉันถือมา ไปถือให้หน้าตาเฉย
“ มาฉันช่วย..”
“ ไม่ต้อง...เอามานี่ ”
ฉันพยายามดึงของๆ ฉันกลับมาฉันยังเคืองนายเื่ชิงช้านั่นอยู่นะ
“ รีบไปเถอะแม่รออยู่ ”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ดีขึ้น ไม่เหมือนครั้งแรกที่เราเจอกันอะไรที่ทำให้เขาเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ หรือหลงเสน่ห์นางฟ้าคนนี้ขึ้นมาอีกคน..
“ ฉันจะถือของๆ ฉันเอง ”
ฉันมองหน้าเขา เขามองตาฉัน จ้องกันแบบนั้น จนตาจะถลนออกมาอยู่แล้ว
“ เธอยังโกรธเื่ชิงช้านั่นอยู่ล่ะสิ ”
เฮ้ย!!!จ้องตาฉันแค่นี้รู้ความคิดฉันแล้วหรือไง
“ เปล๊า...ไม่ได้โกรธ ”
ฉันพูดเสียงสูง ส่ายหน้าจนผมกระจาย
“ วันหน้า...ฉันอนุญาตให้เธอไปนั่งได้นะ ฉันเปลี่ยนชิงช้าแล้วอันใหม่นี่นั่งได้สองคนพอดี ”
พูดจบเขาก็เดินไปโดยไม่รอฉันสักนิด
เราไปทำบุญที่วัดกันสามคน เอพริลเป็คนขับรถ พอถวายอาหารเช้าและสังฆทานเรียบร้อย คุณป้าก็พาเรามาถวายของที่กุฏิของแม่ชีที่ท่านนับถือรูปหนึ่ง
แม่ชียิ้มให้เราอย่างอ่อนโยนฉันเห็นแววตาท่านที่มองมา มีเมตตาทำให้ฉันนึกถึงหลวงตาบุญขึ้นมาทันที แม่โทรมาบอกว่าตอนนี้ท่านเริ่มไม่ค่อยแข็งแรงนักเนื่องจากความชรา ฉันคงได้กลับไปเยี่ยมท่านบ้าง คงไม่นานเกินรอนักหรอก...
“ ได้เจอกันสักทีสินะ ”
ท่านพูดขึ้นมา มองฉันทีมองเอพริลทีท่านหมายความว่าอะไร ใครที่ได้เจอกันสักที ฉันกับแม่ชี หรือฉันกับเอพริลหรือคุณป้ากับแม่ชี โอ๊ย!!ปวดหัว...ท่านไม่ยอมพูดให้กระจ่าง...เหมือนหลวงตาจริงๆ
“ ใครเ้าคะแม่ชีที่ได้เจอกันสักทีน่ะค่ะ”
ฉันอดสงสัยไม่ได้ เลยถามท่านกลับไปเพราะทุกวันนี้มีเครื่องหมายคำถาม อยู่เต็มหัวฉันไปหมดแล้ว
ท่านไม่ตอบได้แต่ยิ้ม...โธ่แม่ชีเ้าขา แล้วจะพูดออกมาทำไมนะ
“ อย่าลืมนั่งสมาธิ อย่าลืมบุญอย่าลืมทำความดี...จะช่วยเ้าได้...แฟรี่..”
ท่านรู้จักชื่อฉันได้อย่างไรกันนี่ชื่อฉันดังมาถึงกุฏิของท่านเชียวหรือ
“ เ้าค่ะ...”
ฉันก้มลงกราบท่านอีกครั้ง มันสามารถทำอะไร ได้มากกว่านี้อีกไหมนี่
“ เ้าก็เหมือนกันนะเอพริล...อย่าห่างบุญ ”
ท่านหันไปบอกเอพริลด้วย
“ ครับ ”
เขาก้มลงกราบเหมือนฉัน เหมือนรู้ว่าที่แม่ชีพูด มันหมายความว่าอย่างไร นี่มันอะไรกัน ทำไมฉันถึงไม่รู้เื่ของตัวเองเลยแต่ท่านทำเหมือนรู้ทุกอย่าง…อกฉันกำลังจะะเิอยู่แล้ว
“ อย่าสงสัย อย่ากังวลใดๆ เลยแฟรี่...มันจะทำให้เ้าเป็ทุกข์...ทำในสิ่งที่เ้าปรารถนาก็พอ.”
ท่านพูดเหมือนรู้ถึงความรู้สึกของฉันบอกฉันว่า...ให้ทำในสิ่งที่ฉันปรารถนางั้นหรือ....แล้วฉันปรารถนาอะไร....
หลังจากกลับมาจากวัดฉันขอตัวจากคุณป้า พาตัวเองเดินไปที่ซุ้มศาลาริมสระบัววางปิ่นโตไว้ข้างๆ ตัว นั่งชันเข่า มองดูดอกบัวหลากสี ที่กำลังบานสะพรั่ง...
“ท่านบอกว่า…อย่าสงสัยอย่ากังวลใดๆ ไม่ใช่เหรอ..มันจะทำให้เป็ทุกข์..”
ฉันเหลือบตามองคนพูดนิดหนึ่งและหันกลับไปมองดูดอกบัว ตรงหน้าเหมือนเดิม
“ ฉัน...อยากอยู่คนเดียว ”
“บางอย่าง...ฉันตอบเธอได้นะ ”
“ ตอนนี้...ฉันไม่อยากรู้อะไรทั้งนั้น รวมทั้งเื่ของนายด้วย...ฉันจะกลับบ้าน ”
ฉันลุกขึ้นยืน แล้วหันไปพูดกับเขาอีก
“ จริงอย่างที่แม่ชีพูด ทำในสิ่งที่ฉันปรารถนาก็พอ ”
ฉันเดินกลับบ้านที่อยู่ติดกัน คิดไปด้วยว่ายิ่งอยากรู้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งทุกข์ สู้ปล่อยทุกอย่างให้เป็ไปตามธรรมชาติจะดีกว่าการได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ การเป็ผู้ให้ นี่คือสิ่งที่ตัวเองปรารถนาที่สุดแล้ว...
ฉันกลับมาทำงานบ้าน ปกติรอพ่อกลับมากินข้าวพร้อมกัน โทรคุยกับแม่นิดหน่อย และเริ่มนั่งสมาธิ ก่อนที่ตัวเองจะผลอยหลับไป
“ นายต้องสัญญากับฉันนะ ว่านายจะต้องจำฉันได้นายจะไม่ลืมเื่ของเรา”
ฉันกำลังพูดกับผู้ชายคนหนึ่ง แต่ในม่านหมอก ทำให้ฉันไม่สามารถมองเห็นเขาได้นอกจากมือของเขา ที่กุมมือฉันเอาไว้แน่น
“ ฉันสัญญา ฉันจะไม่ลืมเธอ ”
ฉันลืมตาตื่น พร้อมกับเสียงของผู้ชายปริศนาคนนั้น ที่ยังคงก้องอยู่ในหัว
“ ฉันสัญญา ฉันจะไม่ลืมเธอ ”
ฉันไม่เคยฝันอะไรแบบนี้ ภาพความฝัน กับเสียงของผู้ชายที่รู้สึกคุ้นๆ หูหรือเพราะเมื่อวานฉันคิดมากไป..ช่างเถอะ!!!ใครก็ฝันแบบนี้ได้ทั้งนั้น วันนี้เปิดเรียนวันแรกเสียด้วยมัวแต่คิดโน่นคิดนี่ เดี๋ยวไปไม่ทันกันพอดี
ฉันเดินออกมาจากบ้านเพื่อที่จะเดินไปขึ้นรถเมล์ที่หน้าปากซอย เพราะมหาลัยกับที่ทำงานของพ่ออยู่คนละทางกัน ฉันโตแล้ว เลยไม่อยากเป็ภาระท่านมากนัก เดี๋ยวใครๆ จะว่าๆ ฉันยังเป็ลูกแหง่
เอี๊ยดดดดดด!!!
เสียงเบรคและเสียงล้อที่กำลังเสียดสีกับถนนทำให้ฉันอดหันไปมองไม่ได้ นายออกัสจอมกวนนี่เอง
“ นี่เธอให้ฉันไปส่งเอาไหม ”
เขาเปิดกระจกรถพูดกับฉัน แต่ฉันกลับทำหูทวนลมเดินต่อไปซะงั้น
“ รถฉันน่ะแรงนะ ”
เขายังะโตามมาอีก
“ ก็เอาไว้ให้ตัวแรงของนายนั่งเถอะ ฉันขอไปรถเมล์ดีกว่าไปกับนายแหวะ!!! ”
ฉันหันไปว่าและแลบลิ้นใส่เขาอีกนึกว่าตัวเองกับรถเท่ห์นักหรือไง ฉันไม่สนหรอก ฉันไปยืนดมกลิ่นจั๊กแร้ผู้โดยสารบนรถเมล์ยังดีกว่าทนนั่งดมกลิ่น หมาเน่าในปากนายนั่นเสียอีก
ฉันเดินเข้าไปนั่งโต๊ะที่ว่างในห้องเรียนเพื่อรออาจารย์ที่กำลังจะมาสอน ทุกคนหันมามองฉัน เหมือนเห็นตัวประหลาดเหมือนที่ป้ายรถเมล์เมื่อเช้านี้ ฉันก้มมองตัวเอง สำรวจว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า
“ เขามองเธอเพราะเธอน่ะ สวยมาก ยิ่งผมด้วย ส้วยสวย...เธอชื่ออะไรน่ะ ”
ผู้หญิงคนนี้ช่วยบอกเหตุผลที่ฉันสงสัยนี่คือเพื่อนคนแรกของฉันเลยนะ ฉันหันไปยิ้มให้เธออย่างเป็มิตร
“ แฟรี่...เรียกแฟร์เฉยๆ ก็ได้...แล้วเธอล่ะ ”
ฉันถามเธอกลับไปบ้าง
“ ฉันชื่อ...นานา...เรามาเป็เพื่อนกันนะ ”
เธอยิ้มให้ฉันอย่างจริงใจ
“ ฮื่อ..ได้สิ...เธอคือเพื่อนคนแรกของฉันเลยนะ ”
ฉันส่งนิ้วก้อยให้นานาเกี่ยวเพื่อมิตรภาพของเรา แต่สายตาตัวเองดันเหลือบไปเห็น เอพริล เขากำลังมองฉันอยู่ เราอยู่ห้องเดียวกันจริงๆ ฉันยักคิ้วให้เขาเขาเพียงแต่ยิ้มที่มุมปากเพียงอย่างเดียว
“ ใครเหรอแฟร์ที่ยิ้มให้เธอน่ะ ”
นานาคงเห็นว่าฉันยักคิ้วให้เอพริล เลยถามด้วยความสงสัย
“ เอพริล...บ้านเราอยู่ติดกัน ”
“ หล่อเนอะ”
ฉันไม่ตอบนานา เพราะอาจารย์เดินเข้ามาในห้องพอดี เราเลยต้องเลิกซักถามกันทันที
วิชาแรกเราไม่ได้เรียนกันมากนักเพราะเป็การแนะนำตัวกันมากกว่า ฉันหันไปเห็นนายนั่น มีสาวๆ นั่งอยู่ข้างๆ พอดี เสน่ห์แรงจริงนะวันแรกก็มีสาวมาคอยเอาใจแล้ว
“ กลับด้วยกันสิ ”
เอพริลยืนพิงรถเรียกให้ฉันกลับด้วยกัน วันนี้มันวันอะไรนะ ตอนเช้าเจอพี่ ตอนเย็นเจอน้อง
“ ไม่...ฉันจะกลับรถเมล์...ชอบ..เพื่อนเยอะดี ”
ฉันตอบเขาก่อนจะเดินหนี
“ แฟร์...กลับกับฉันเถอะ แม่สั่งมาว่าให้รับเธอกลับไปด้วย เมื่อเช้าฉันตื่นไม่ทันเธอน่ะเลยไม่ได้รับเธอมาด้วยกัน ”
ฉันว่าฉันเห็นเขามาถึงก่อนนะหรือเป็เพราะฉันนั่งรถเมล์ เลยช้ากว่าเขา ที่ตื่นทีหลังฉันเสียอีก
“ ถ้านายลำบากใจ ฉันจะบอกคุณป้าให้...ฉันไม่ชอบเป็ภาระของใคร ”
“ ฉันเต็มใจ...มาสิ ”
เขาเปิดประตูด้านข้างคนขับให้ฉันเลยจำใจต้องนั่งกลับบ้านพร้อมเขา เราไม่ค่อยคุยกันมากนักทั้งๆ ที่ฉันเป็คนพูดค่อนข้างเก่ง ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร สงสัยจะเซ็งล่ะมั้ง
เขาไม่จอดรถให้ฉันลงหน้าบ้านทั้งๆ ที่บ้านฉันถึงก่อน ฉันไม่ถามล่ะ เดินกลับเอาเองก็ได้ เพราะไม่ไกลกันมากนัก
“ ไปบ้านฉันกันไหม ”
เขาหันมาชวนฉันก่อนลงจากรถ...เอ๊ะ...วันนี้มาแปลก
“ หิรัญญิกา กับดอกกล้วยไม้ป่าน่ะ ออกดอกเต็มต้นเลยนะ หอมแล้วก็สวยมากชอบไม่ใช่เหรอ ”
เขายิ้มกว้าง...พยายามเอาของมาล่อซึ่งมันก็ได้ผล
“ แป๊บหนึ่งก็ได้ ”
ฉันตอบอย่างไว้เชิงนิดหนึ่งั้แ่เจอเขาเมื่อสองเดือนก่อน ฉันไม่เคยไปเหยียบบ้านเขาอีกเลยเพราะคิดว่าเขาคงหวง เลยไม่อยากให้เขายุ่งยากใจ ได้แต่ชะเง้อชะแง้มองอยู่ห่างๆ
ดอกหิรัญญิกาออกดอกเต็มไปหมดกลิ่นหอมอ่อนๆ ของมันทำให้ชื่นใจ ฉันเดินไปที่ชิงช้าเขาเปลี่ยนใหม่เหมือนที่เขาบอก ชิงช้าอันใหญ่กว่าเดิม ลักษณะเหมือนบุ้งกี๋ดอกกล้วยไม้ป่าก็ออกดอกแล้วจริงๆ ด้วย แต่นี่มันหน้าฝนนะ ไม้ดอกพวกนี้มันต้องออกหน้าหนาวกันไม่ใช่เหรอ
“ นายทำยังไง มันถึงออกดอกหน้านี้ได้ ”
ฉันหันไปถามเขา ที่ยืนกอดอกพิงต้นหิรัญญิกาอยู่เขาทำท่าแบบนี้บ่อยจัง
“ ใส่ปุ๋ยบำรุง เร่งดอก...บังคับมันน่ะ ”
“ นายน่าเรียนเกษตร มากกว่า เรียนสังคมสงเคราะห์นะ ”
“ ฉันรู้สึกว่า..ตัวเองต้องอยู่คณะนี้...ทำไมไม่รู้ ”
“ แล้วนายชอบหรือเปล่าล่ะ”
“ ก็ชอบนะ...แล้วเธอล่ะ...ทำไมถึงเลือกคณะนี้ ”
“ ก็ชอบเหมือนนายนั่นแหละ ”
ฉันตอบเขาพร้อมกับยิ้มให้เขาจนตาหยี
"มานั่งตรงนี้ด้วยกันใหม”
เขาชวนฉันนั่งที่ระเบียงด้วยกันแต่ฉันว่านั่งชิงช้าสบายกว่าเยอะ
“ นายมานั่งชิงช้ากับฉันสิ...ที่ยังเหลืออยู่นะ ”
เขาเดินมานั่งข้างๆ ฉันตามคำชวนเราเริ่มคุ้นเคยกันมากขึ้นไม่เหมือนครั้งแรกที่เราเจอกัน
“ ทำไมนายไม่อยู่บนตึกใหญ่กับครอบครัวของนายล่ะ ” ฉันอยากรู้ ว่าเพราะอะไรเขาถึงแยกตัวเองออกมา
“ ฉันชอบอยู่คนเดียวมากกว่า...ชอบบ้านหลังเล็กๆ อบอุ่นดี ”
“ นายนี่แปลกดีนะ บอกอยู่คนเดียวอบอุ่น...เพิ่งเคยได้ยินนี่แหละ ” เขาหันมายิ้มให้อย่างเปิดเผย
“ เอ๊ะ!!!...ทำไมพระของนายเหมือน…”
ฉันชี้ไปที่คอเสื้อของเขา ที่กระดุมเสื้อหลุดลงมาสองเม็ดทำให้ฉันมองเห็นพระที่เขาสวมอยู่ ฉันจำพระองค์นี้ได้มันเหมือนของฉัน ที่เคยให้เด็กคนนั้นไป เขายิ้มมากขึ้น อย่าบอกนะว่าเขาคือ...
“ มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง หน้าตาน่ารัก ผมยาว อุ้มตุ๊กตาไว้ที่อก ให้ฉันมาเมื่อสิบเอ็ดปีที่แล้ว...ก่อนไปเธอบอกว่าเธอชื่อแฟรี่แปลว่านางฟ้า อย่าลืมนะ...ั้แ่นั้นมาฉันไม่เคยลืมเธอเลย ”
“ ไม่น่าเชื่อ...ว่าเด็กผู้ชายคนนั้นจะเป็นาย ”
“ วันนั้นที่ฉันพูดกับเธอไม่ดี ฉันขอโทษนะ ”
นั่นสิ เขารู้ว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นคือฉันเพราะวันนั้นฉันบอกชื่อเขาไปด้วย
“ แล้วนายเลิกกลัวคนตาย เลิกกลัวผีหรือยังล่ะ ”
ฉันยิ้มขำเมื่อนึกถึงเด็กผู้ชายคนนั้น
“ ไม่กลัวแล้ว...ก็มีพระองค์นี้อยู่ด้วยตลอดเวลา ”
เขาหันมามองหน้าฉันในระยะใกล้ ฉันต้องเสมองไปทางอื่นและเปลี่ยนเื่คุยแก้เขินไปเลยดีกว่า
“ ฉันเห็นในโรงรถ มีรถเหมือน เป็รถกู้ภัย ของใครเหรอ ”
“ ของฉันเองกับพ่อน่ะ...ฉันออกกู้ภัย ในเวลากลางคืน กลางวันก็เรียน ”
เขาเริ่มเล่าเื่ของตัวเองให้ฉันฟัง
“ พ่อบอกว่า ยิ่งกลัวก็ยิ่งต้องทำฉันออกกู้ภัยกับพ่อตอนอายุสิบห้า ฉันทำมันน้อยกว่าเธออีกพ่อบอกว่าเธอทำกู้ภัยตอนอายุสิบเอ็ด เธอเก่งนะ ”
“ ฉันอยากทำน่ะ...มันคือสิ่งที่ฉัน้าฉันอยากช่วยคน..ฉันอยู่ที่นี่ฉันก็จะอาสาทำงานกู้ภัย กับพ่อเหมือนเดิม บอกท่านไปแล้ว...ท่านก็ตัดชุดไว้ให้ฉันแล้วด้วย...ชุดกู้ภัยที่นี่เท่ห์ดีเหมือนชุดหมีเลย ”
“ พรุ่งนี้เธอไปมหาลัยกับฉันนะ ...แล้วกลับด้วยกันทุกวันได้ไหม ”
เขาชวนฉันเปลี่ยนเื่คุยเฉยเลย
“ อย่าเลย...ฉันไปเองกลับเองดีกว่า ”
ฉันรีบปฏิเสธ เพราะไม่อยากใกล้ชิดเขามากนักไม่ได้รังเกียจ แต่ใจมันหวิวเมื่ออยู่ใกล้เขา แม้กระทั่งตอนนี้
“ งั้นเป็บางวันก็ได้ ”
เขาต่อรอง ฉันมองหน้าเขาอย่างคนที่กำลังตัดสินใจ
“ ก็ได้...ถ้าวันไหนฉัน้าไปหรือกลับ ฉันจะบอกนายก็แล้วกัน โอเคป่ะ ”
ฉันเอียงคอยิ้มให้เขา เขายิ้มตอบกลับมาอย่างพอใจ ฉันลุกขึ้นยืนก่อนหันไปบอกเขา
“ ฉันจะกลับแล้ว ต้องทำกับข้าวไว้ให้พ่อไม่รู้ว่าป่านนี้ท่านกลับหรือยัง ”
“ ให้ฉันไปส่งนะ ”
ฉันพยักหน้าให้แทนคำตอบ