ถึงแม้เถ้าแก่ร้านจะพูดให้กำลังใจหลี่จิ้งถิงออกไปเช่นนั้นแต่ลึก ๆ แล้วเขาเองก็ยังคงรู้สึกไม่วางใจดังนั้นทุกเจ็ดถึงสิบวันจะต้องเรียกสมุดบัญชีมาตรวจดูรวมถึงสอบถามเด็กหญิงเกี่ยวกับข้อตกลงทางการค้าทุกอย่าง ที่นางเพิ่งไปทำมาอย่างละเอียด
“เ้านำกำไรที่ได้จากคราก่อนไปลงทุนซื้อไหมชั้นดีจนหมดเลยหรือ เหตุใดจึงไม่ทำอย่างค่อยเป็ค่อยไปเล่า”เถ้าแก่ร้านเอ่ยคำถาม
“นั่นเป็เพราะทุกครั้งที่ร้านเราขยับทำอะไรจะต้องมีผู้ที่คอยจับตาดูอยู่เสมอ ดังนั้นครั้งนี้ข้าก็เลยเหมาเส้นไหมชั้นดีมาจนหมดกว่าที่พวกเขาจะล่วงรู้ว่าร้านเราจะทำอะไร ก็เกรงว่าจะไม่ทันการณ์ไปเสียแล้ว”
ครั้งนี้หลี่จิ้งถิงได้ร่างแบบถุงหอมที่แตกต่างกันเอาไว้ล่วงหน้าแล้วหลายสิบแบบโดยแต่ละแบบจะถูกเย็บปักขึ้นมาในปริมาณที่จำกัดเมื่อผลิตครบถ้วนตามจำนวนที่กำหนดเอาไว้แล้ว แบบร่างนั้นก็จะถูกทำลายทิ้งทันที
ดังนั้นถ้าต่อไปลูกค้า้าถุงหอมในรูปแบบนั้นอีกต่อให้มีเงินก็ไม่สามารถจะซื้อหามาได้หลี่จิ้งถิงคิดจะทำให้ถุงหอมของร้านนางถูกซื้อหาในรูปแบบของกำนัลหรือของขวัญให้เ้านายหรือญาติผู้ใหญ่ ฉะนั้นทุกรูปแบบของทุกหอมจึงเกิดจากการวาดแบบเองและเพิ่มเติมรายละเอียดพิเศษลงไป
เถ้าแก่ร้านยังคงสอบถามเื่ที่สงสัยกับนางต่อและหลี่จิ้งถิงก็สามารถตอบข้อซักถามของเขาได้ทุกข้อ ในเมื่อเด็กหญิงวางแผนทุกขั้นทุกตอนเอาไว้อย่างละเอียดแล้วเถ้าแก่ร้านจึงค่อยคลายกังวลลงไปได้ เขาเองก็อยากเห็นหลี่จิ้งถิงหาเงินก้อนโตได้เร็วๆ เช่นกัน
สุดท้ายเถ้าแก่ร้านก็ถูกคำพูดของหลี่จิ้งถิงทำให้ยินยอมเชื่อใจแต่โดยดี หลังจากนั้นทั้งสองก็แยกย้ายกันออกไปทำงานในส่วนที่ถนัดของตนเอง
เนื่องจากในละแวกเดียวกันกับร้านของหลี่จิ้งถิงก็ยังมีร้านค้าในรูปแบบเดียวกันกับนางอีกสองสามร้านเมื่อพวกเขาเห็นว่าร้านค้าคู่แข่งสามารถนำสิ่งของเหลือเก็บภายในร้านออกมาใช้ได้อย่างคุ้มค่า มิหนำซ้ำยังก่อให้เกิดกำไรก้อนงามอีกด้วยมิหรือพวกเขาจะไม่รีบกระโจนลงมาไขว่คว้าหาโอกาสด้วยเช่นกัน
“ท่านพ่อดูเอาเถิดร้านของเถ้าแก่โจวน่าจะทำกำไรจากการขายถุงหอมได้เพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัวในเมื่อสินค้าในร้านของเรากับร้านเขาก็เหมือนกันทุกอย่างเช่นนั้นร้านเราก็มีโอกาสแสวงหาส่วนแบ่งในผลกำไรนี้ได้เช่นกัน มิใช่รึ”
เถ้าแก่เสิ่นได้ฟังคำพูดน่าสนใจจากปากของลูกชายก็ยกยิ้มเ้าเล่ห์ดวงตาเป็ประกายในทันที
“ตกลง ในเมื่อจู่ๆ ก็มีคนช่วยคิดค้นวิธีการหาเงินเพิ่มให้เราและร้านเรากับร้านเถ้าแก่โจวเองก็เป็ร้านขายผ้าเหมือน ๆ กันแล้วเหตุใดจะผลิตสินค้าออกมาคล้าย ๆ กันไม่ได้เล่า”
เถ้าแก่เสิ่นมิได้รู้สึกผิดอันใดที่จะผลิตสินค้าลอกเลียนแบบร้านของเถ้าแก่โจว สิ่งที่เขาสนใจมีเพียงหนึ่งเดียวนั่นก็คือหาเงินทองและทรัพย์สมบัติให้ได้มาก ๆจะได้มีกินมีใช้อย่างสุขสบายไปทั้งชาติก็เท่านั้น
ลูกชายของเขาเองก็มีความคิดไม่แตกต่างกันและเพราะคุ้นเคยกับการเจรจาการค้าเป็อย่างดีดังนั้นเสิ่นหยางเจี๋ยจึงเสนอความคิดต่ออย่างกระตือรือร้น
“พอพวกเราผลิตถุงหอมออกมาได้แล้วข้าก็คิดจะใช้กลยุทธ์ยอมลดราคาลง เพื่อสู้กับพวกเขาสักหน่อย ในเมื่อข้าให้เงื่อนไขที่ดีกว่าร้านของเถ้าแก่โจวผู้ใดจะกล้าปฏิเสธร้านที่ให้ราคาดีกว่าเล่า”
เมื่อทั้งสองพ่อลูกพูดคุยรายละเอียดกันเรียบร้อยแล้วก็ได้ออกคำสั่งให้คนงานในงาน จัดการผลิตถุงหอมขึ้นมาทันทีจากนั้นทั้งคู่ก็หันมายิ้มให้แก่กันด้วยความภาคภูมิใจ ในความชาญฉลาดของพวกตนพวกเขามั่นใจว่าการค้าครั้งนี้ของตนจะต้องประสบความสำเร็จมากกว่าร้านของเถ้าแก่โจวอย่างแน่นอน
แต่ที่เถ้าแก่เสิ่นไม่รู้ก็คือกว่าที่ถุงหอมของร้านตนเองจะถูกผลิตเป็รูปเป็ร่างถุงหอมที่ถูกออกแบบเป็พิเศษของหลี่จิ้งถิงก็ได้ขายกระจายไปยังร้านค้าเครื่องหอมต่าง ๆ แล้ว
ถุงหอมที่ถูกผลิตขึ้นจากร้านเถ้าแก่โจวสุดท้ายก็มีชื่อเสียงเลื่องลือ มีผู้คนเข้ามาซื้อหาไม่ขาดสาย
เมื่อกิจการเริ่มขยับขยายหลี่จิ้งถิงกับเถ้าแก่โจวก็ตัดสินใจว่าจ้างคนเพิ่มเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ของเด็กหญิง
“ข้าอยากจะถามความคิดเห็นของท่านหากข้าอยากจะว่าจ้างจิตรกรผู้หนึ่ง ให้มาช่วยออกแบบถุงหอมของร้านเราจะได้ไหม เป็เพราะข้าได้เห็นภาพวาดผลงานของเขาแล้วก็รู้สึกชอบมากดังนั้นจึงอยากจะได้ตัวเขามาทำงานด้วยเ้าค่ะ” หลี่จิ้งถิงบอกกล่าวกับเถ้าแก่ร้าน
“คนค้าขายเช่นข้าอาจไม่มีความรู้เื่ความงดงามของภาพวาดแต่ก็ยังรู้สึกว่าภาพวาดของจิตรกรผู้นั้นยอดเยี่ยมจริง ๆ ดังนั้นต่อไปหากเื่ใดที่เ้าเห็นว่าเหมาะสมก็ไม่ต้องรอมาไต่ถามความคิดเห็นข้าหรอกนะ”
แน่นอนว่าในฐานะคนค้าขายเถ้าแก่ร้านรู้ดีว่าโอกาสในการทำเงินเช่นนี้ ใช่จะหามาได้ง่าย ๆหากหลี่จิ้งถิงคิดว่าสิ่งใดทำแล้วเป็ผลดีกับร้าน เขาก็คิดว่าดีด้วยเช่นกัน
“จริงสิได้ยินว่าเ้าเข้าไปเสนอความคิดกับร้านเครื่องหอมว่า ในปีปีหนึ่งถุงเครื่องหอมของร้านเราจะแบ่งการผลิตออกเป็ฤดูกาลและในแต่ละฤดูกาลจะมีการใส่สมุนไพรที่แตกต่างกันออกไปด้วยงั้นหรือ”
“ใช่เ้าค่ะในเมื่อข้าวางแผนให้ถุงเครื่องหอมของเรา ไม่ใช่สินค้าที่วางขายอย่างดาษดื่นและเหมาะจะซื้อหาเป็ของกำนัลได้แล้ว ต่อไปก็ต้องเพิ่มมูลค่าให้กับถุงหอมเ่าั้ด้วยการสร้างความแตกต่างที่มีเอกลักษณ์ให้กับมันด้วย”
พอพูดจบหลี่จิ้งถิงก็ยื่นแบบร่างตราประทับอันใหม่ของร้านขายผ้าสกุลโจวให้เถ้าแก่ร้านดูลวดลายบนตราประทับถูกออกแบบให้มีความหรูหรา และสวยงามมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
“ต่อไปถุงเครื่องหอมของร้านเราทุกชิ้นจะต้องปักตราประทับร้านลงไปด้วย เพื่อป้องกันการถูกสวมรอยจากผู้ไม่หวังดีและเพื่อแสดงเอกลักษณ์พิเศษของร้านเราเ้าค่ะ”
“ถ้าต้องเพิ่มงานละเอียดเช่นนี้ลงไปเ้าคิดว่าปี ๆ หนึ่งจะผลิตถุงหอมออกมาอย่างจำกัด สักเท่าใดดีถึงจะเหมาะสมข้าคิดว่าถุงหอมที่มีเอกลักษณ์เช่นนี้เกรงว่า ผู้คนจะยิ่งควักเงินซื้อโดยไม่สนใจราคาเลยสักนิดเดียว”
เถ้าแก่ร้านรู้ดีว่าผู้คนสนใจซื้อหาสินค้าที่มีวางจำหน่ายน้อย นั่นเป็เพราะพวกเขาคิดว่าของยิ่งมีน้อยก็ยิ่งมีคุณค่านั่นเอง
“โดยธรรมชาติของถุงหอมก็มี่เวลาที่กลิ่นจะจางหายไปได้เองอยู่แล้วดังนั้นข้าจึงตั้งใจออกแบบถุงหอมตามฤดูกาลเริ่มแรกข้าคิดจะทำเพียงแค่สองร้อยถุงต่อหนึ่งฤดูเท่านั้นเ้าค่ะ”
“ถ้าผลิตเพียงแค่สองร้อยถุงเ้าคิดว่ารายได้ของถุงหอมจะสามารถรองรับค่าใช้จ่าย และยังสามารถก่อให้เกิดกำไรได้งั้นหรือ”
หลี่จิ้งถิงยิ้มพลางกล่าว“ดังนั้นข้าจึงตั้งใจจะขายถุงหอมในราคาสูงกว่าปกติเ้าค่ะนี่คือแบบร่างของกล่องที่ข้าตั้งใจจะเอาไว้ใช้บรรจุถุงหอม ในเมื่อตั้งใจจะยกระดับให้ถุงหอมของร้านเราคือของกำนัลก็จำเป็ต้องออกแบบกล่องใส่ให้หรูหรา ดูมีราคาด้วยไม่อย่างนั้นจะสามารถโอ้อวยกันได้อย่างไรว่า ข้ามีถุงหอมของร้านขายผ้าโจวนะ”
ความคิดที่ได้หลังจากการปรึกษาหารือทำให้ผู้คนกล่าวขานถึงถุงหอมร้านขายผ้าโจวเพิ่มมากขึ้นเถ้าแก่เสิ่นเห็นคู่แข่งของตนนอกจากจะไม่ลดราคาขายแล้วยังสามารถเรียกเงินจากบรรดาผู้มีอันจะกินได้ ก็รู้สึกแค้นใจ
นอกจากตัวเขาเองจะไม่อาจโน้มน้าวใจให้ร้านเครื่องหอมหันมาซื้อถุงหอมจากร้านของเขาได้แล้วแม้กระทั่งเถ้าแก่เสิ่นยอมลดราคาลงจนเข้าเนื้อแล้ว อีกฝ่ายก็ยังไม่นึกสนใจดูท่าร้านเครื่องหอมคงตั้งใจผูกขาดกับร้านเถ้าแก่โจวจริง ๆ เสียแล้ว
‘คอยดูเถอะแค้นครั้งนี้ข้าจำได้ไม่ลืม และจะต้องเอาคืนให้ได้’
ท่ามกลางความคึกคักของการแย่งกันซื้อถุงหอมจากร้านขายผ้าสกุลโจวจู่ ๆ ก็มีข่าวลือหนาหูในเมืองเกิดขึ้นว่า ท่านเ้าเมืองที่อยู่ในวัยเหมาะสมจะเลี้ยงหลานอยู่กับบ้านกำลังส่งแม่สื่อออกไปดูตัว เพื่อมองหาภรรยาเอกคนใหม่
ชาวบ้านหลายคนได้ฟังคำบอกเล่านี้ต่างก็พากันส่ายหน้า หรือไม่ก็จับกลุ่มซุบซิบนินทากันอย่างออกรสออกชาติ ทุกคนล้วนรู้ดีแก่ใจว่าจะมีหญิงบริสุทธิ์ดี ๆ คนใดยินยอมเป็ภรรยาของตาเฒ่าวัยไม้ใกล้ฝั่งอย่างท่านเ้าเมือง นอกเสียจากครอบครัวฝ่ายหญิงจะถูกอำนาจเงินบังตา หรือไม่ก็ถูกบีบบังคับจนต้องยอมจำนนเท่านั้น
“จริงสิยายเฒ่าได้ยินว่าหลานสาวบ้านเ้า หน้าตางดงามอยู่ไม่น้อยระวังจะไปเข้าตาท่านเ้าเมืองเอานะ”
หญิงชราชักสีหน้าขึงตามองอีกฝ่ายอย่างต่อว่าต่อขาน ดูก็รู้ว่าทั้งคู่ไม่เป็มิตรกันอยู่ก่อนแล้ว
“ชิเรือนของเ้าน่าจะกว้างขวางไม่พอ ถึงได้ก้าวก่ายเข้ามายุ่งเื่ในเรือนข้านังหนูของข้ายังพอมีบุญวาสนาอยู่บ้างเดือนหน้านี้ก็จะแต่งไปเป็สะใภ้บ้านอื่นแล้ว” พอพูดจบนางก็แค่นยิ้มใส่อีกฝ่าย
คนรอบข้างพอได้ยินบทสนทนาของหญิงชราทั้งสองต่างก็รีบหยุดคิดกันบ้างแล้วว่า ในครอบครัวของตนยังมีหญิงสาวที่อยู่ในวัยเหมาะสมและยังไม่มีคู่ครองหรือใกล้ออกเรือนอยู่อีกหรือไม่
คนที่มีบุตรสาวต่างก็พากันสังหรณ์ใจไม่ดีใบหน้าเริ่มฉายแววตื่นตระหนก สุดท้ายทุกคนต่างก็พากันนั่งไม่ติดครุ่นคิดว่าไม่ได้การแล้ว ต้องรีบกลับไปหาหนทางหลบหลีกในทันก่อนที่บรรดาแม่สื่อจะถูกส่งให้มาทาบทามบุตรสาวของตนถึงเรือน
กลายเป็ว่ายามนี้หลายครอบครัวต่างก็ไม่มีเวลาสงบใจได้ไตร่ตรองอย่างละเอียดรีบเปิดบ้านรับแม่สื่อที่เคยเข้ามาทาบทามด้วยสีหน้ายินดี ไม่แสร้งทำสีหน้าบูดบึ้ง เพื่อเรียกร้องเงินสินสอดเพิ่มอย่างที่เคยผ่านมา
รวมถึงอีกหลายบ้านที่เคยออกปากว่าการแต่งงานของบุตรสาวตนนั้น เป็เื่ที่ยังไม่ต้องรีบร้อนตอนนี้กลับกลายเป็การปรึกษาหารือกัน ระหว่างสองครอบครัวเพียงไม่นานก็ดำเนินการตามขั้นตอนสามหนังสือ หกพิธีการเสร็จเรียบร้อยอย่างง่ายดาย
เถ้าแก่โจวเองก็ได้ยินข่าวเื่นี้อยู่ตลอดคราแรกก็ไม่คิดจะเก็บเอามาใส่ใจ เนื่องจากบุตรสาวของเขาก็แต่งงานออกเรือนไปนานแล้วแต่พอหัวย้อนไปคิดถึงบทสนทนา ของสองหญิงชราที่ได้ยินมาเมื่อหลายวันก่อนท่าทีก็แปรเปลี่ยนเป็วิตกกังวล เมื่อนึกถึงหลี่จิ้งถิง
“เสี่ยวถิงระยะนี้เ้าไม่ต้องเข้าเมืองมาที่ร้านนะ อยู่ที่เรือนค่อย ๆคิดเื่การค้าถุงหอมอย่างมีสมาธิก็พอ”
เถ้าแก่โจวคิดจะกันหลี่จิ้งถิงให้พ้นจากเื่นี้โดยการให้นางเลี่ยงไปอยู่นอกเมืองสักพัก พอเื่เหลวไหลไร้สาระพวกนี้จบลงค่อยให้นางกลับมาทำงานก็ยังไม่สาย
หลี่จิ้งถิงไม่ขุ่นใจในคำพูดของเถ้าแก่ร้านเื่ข่าวลือในระยะนี้นางก็เคยได้ยินเข้าหูมาเหมือนกันการกระทำของเถ้าแก่โจวในครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าเกิดจากความหวังดี
“ดีเหมือนกันเ้าค่ะระยะนี้ท่านยายจูเองก็สุขภาพไม่ค่อยดีข้าเองก็จะได้อาศัย่เวลานี้คอยอยู่ดูแลนาง”
ความจริงแล้วเื่ข่าวลือหลี่จิ้งถิงเองก็ไม่ได้นึกกังวลอะไรมากนางคิดว่าตนเองยังเป็เพียงเด็กหญิงอายุเพียงสิบสองปีเท่านั้นเื่แต่งงานหรือหาคู่ครองจึงยังเป็เื่ไกลตัวมากมายนัก
แต่สุดท้ายเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่กำลังจะเกิดขึ้นก็ทำให้หลี่จิ้งถิงรู้ว่า สิ่งที่นางคิดเป็สิ่งที่ผิด!!!
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ยืนยันอีกครั้งว่า เสี่ยวถิงลูกสาวอิชั้นไม่ได้จบการตลาดค่า แต่คนมันต้องเอาตัวรอดอะเนอะ ในสมองมีอะไรเค้นออกมาใช้ให้หมดลูก
ขอบคุณทุกการกดเพิ่มเข้าชั้นนะคะ คุณทำให้เรามั่นใจว่า ยังมีคนอ่านผลงานของเราอยู่ ^^
ถ้าใครอยากให้กำลังใจนักเขียนกับน้องเสี่ยวถิง ช่วยกด
กดติดตาม กดเพิ่มเข้าชั้นกันด้วยนะคะ