เกิดใหม่เป็นชาวสวนตัวน้อยๆ ข้าจะพาครอบครัวเป็นเศรษฐีนี [จบ]

    เล่มที่ 1 บทที่ 27 บัญชีแยกบ้าน

            “ข้ามาเอาของของบ้านข้า คราวก่อนที่มา เจ้ายังไม่คืนเครื่องมือชิ้นนั้นให้ข้า ครั้งนี้ท่านแม่ให้ข้ามาเอาคืน บ้านข้าจำเป็นต้องใช้” เป็นหลี่เยวี่ยซือนั่นเอง นางเดินมาพูดตรงหน้าสองแม่ลูกอย่างมีเหตุผลเต็มปากเต็มคำ

            หลี่อันหรานกอดอกถลึงตาใส่นาง “บ้านพวกข้าไม่มีของของบ้านพวกเจ้า เดิมทีเครื่องมือชิ้นนั้นก็เป็นของพวกข้า รีบออกไปเสีย บ้านข้าไม่ต้อนรับเจ้า”

            “ข้าไม่อยากคุยกับคนไร้เหตุผลเช่นเจ้า ข้ามาหาท่านป้าสามต่างหาก” หลี่เยวี่ยซือหันไปหาเสิ่นอิ๋นหวน “ท่านป้าสาม ท่านแม่ข้าบอกว่าท่านมายืมเครื่องมือชิ้นนั้นจากบ้านพวกข้าด้วยตัวเอง ตอนนั้นท่านบอกว่ายืมเพียงไม่กี่วันก็จะคืนให้ นี่มันผ่านมากี่วันแล้ว ท่านไม่คิดจะคืนใช่หรือไม่?”

            เสิ่นอิ๋นหวนถูกหลี่เยวี่ยซือพูดใส่ปาวๆ จนไม่กล้าโต้ตอบ เดิมทีนิสัยของเสิ่นอิ๋นหวนก็เช่นนี้ มิเช่นนั้นคงไม่ถูกบ้านป้าสะใภ้ใหญ่กับป้าสะใภ้รองกดขี่ตามใจชอบหรอก

            หลี่อันหรานเอาตัวไปบังเสิ่นอิ๋นหวนพร้อมกับมองหลี่เยวี่ยซือตาขวาง “ไม่มีทาง หากเจ้าจะเอากลับไปก็เอาบัญชีแยกบ้านมาดู จะได้รู้ว่าเครื่องมือชิ้นนี้เป็นของบ้านผู้ใดกันแน่ ข้าอยากถามป้าสะใภ้รองเช่นกันว่านางจะไม่ยอมฟังแม้แต่คำสั่งของท่านปู่ท่านย่าใช่หรือไม่”

            “ตอนนั้นทำบัญชีก็เพราะกลัวคนแบบพวกเจ้าเถียงข้างๆ คูๆ นี่แหละ อย่าคิดว่าข้าไม่เคยเห็นสมุดบัญชีเล่มนั้นเชียวละ เครื่องมือชิ้นนั้นเดิมทีเป็นของบ้านพวกข้าต่างหาก”

            หลี่อันหรานเห็นหลี่เยวี่ยซือทำท่าจะเอ่ยต่อ นางจึงโพล่งขึ้นแบบไม่เกรงใจไปว่า “กลับไปบอกป้าสะใภ้รอง หากนางยังมาทวงเครื่องมือชิ้นนั้น ข้าจะนำเรื่องนี้ไปคุยกับท่านย่า ข้าอยากเห็นเช่นกันว่าท่านย่าจะว่าอย่างไร หากท่านย่าไม่สนใจแม้แต่สมุดบัญชีเล่มนั้น เช่นนั้นข้าก็จะยอมคืนเครื่องมือให้บ้านพวกเจ้าแต่โดยดี”

            หลี่เยวี่ยซือโต้ตอบไม่ถูก เดิมทีแล้วบ้านใหญ่กับบ้านรองอาศัยการใช้ลูกไม้หน้าไม่อายมาเอาของจากบ้านสามไปจำนวนไม่น้อย ตอนแรกเอาไปโดยอ้างว่ายืม แต่เอาไปแล้วกลับกลายเป็นของบ้านพวกเขาและไม่นำมาคืนอีก 

            เดิมทีบ้านสามไม่ได้ยากจนแบบทุกวันนี้ แต่ที่เป็นแบบนี้เพราะถูกบ้านใหญ่กับบ้านรองกดขี่จนไม่เหลืออะไรต่างหาก

            “ได้ เช่นนั้นเชิญเจ้ารอได้เลย ข้าจะกลับไปบอกให้ท่านย่าตัดสิน ดูซิว่าท่านย่าจะตัดสินใจอย่างไรที่พวกเจ้ายืมของไปแล้วไม่คืน”

            หลี่เยวี่ยซือหันตัวเตรียมจากไป แต่แล้วเมื่อเงยหน้าขึ้นกลับเห็นเจียงเฉิงเดินเข้ามาจากด้านนอกพอดี เขาถือตะกร้าสานไว้ในมือข้างหนึ่ง อีกข้างจูงมือหลี่อันอันพร้อมกับก้มหน้าคุยอะไรบางอย่างกับเด็กทั้งสอง

            หลี่เยวี่ยซือตาเป็นประกายทันทีที่เห็น ท่าทีดุดันเมื่อครู่หายวับภายในพริบตา มุมปากค่อยๆ ยกยิ้มบางๆ แววตาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนและเดินไปหาเจียงเฉิง “ท่านพี่ฉาง ท่านไปที่ใดมาหรือเจ้าคะ?”

            เจียงเฉิงปรายตามองหลี่เยวี่ยซือเพียงแวบหนึ่ง ก่อนที่สายตาเขาจะมองผ่านนางไปยังหลี่อันหรานที่อยู่ด้านหลังโดยไม่รู้ตัว “พวกข้าไปจับปลาที่ทะเลสาบ แม่นางมาทำอะไร มีธุระอะไรหรือ?” น้ำเสียงของเจียงเฉิงเย็นชาอย่างเห็นได้ชัด

            ในใจเขารู้ดีว่าหลี่อันหรานไม่ชอบให้เขาอยู่กับหลี่เยวี่ยซือ ขนาดแค่คุยกันเพียงไม่กี่ประโยคก็ยังเห็นผ่านหางตาว่านางหน้าบึ้ง

            “ข้ามีธุระกับท่านป้าสาม ตอนนี้กำลังจะกลับพอดี ท่านพี่ฉาง เรื่องที่ท่านอยากถามเมื่อคราวก่อนเป็นอย่างไรบ้างแล้ว? ตรวจสอบได้ความว่าอย่างไรบ้าง?” หลี่เยวี่ยซือจงใจพูดเรื่องนี้ให้หลี่อันหรานได้ยินโดยเฉพาะ

            สีหน้าของเจียงเฉิงจมลง “ตอนนี้ยังไม่ได้คำตอบ”

            หลี่อันหรานเดินมารับตะกร้าใส่ปลาจากมือเขา จากนั้นดึงหลี่อันหลินกับหลี่อันอันให้ถอยห่างออกมา และชำเลืองตามองพวกเขาสองคนอย่างเย็นชาแวบหนึ่งก่อนเดินเข้าห้องครัวไป

            หลี่เยวี่ยซือเห็นนางมีท่าทีเช่นนี้ก็แค่นเสียงเย็น กระนั้นก็ยังคงถามเจียงเฉิงด้วยรอยยิ้ม “หากท่านพี่ฉางต้องการให้ข้าช่วยก็บอกมาได้เลย เรื่องที่ข้าพูดไปเมื่อคราวก่อนยังคงยืนยันตามเดิม ข้าเองก็ไม่ใช่คนไร้หัวใจ ท่านน่าจะเข้าใจความรู้สึกที่ข้ามีต่อท่านนะเจ้าคะ”

            หลี่เยวี่ยซือพูดจบแล้วเดินผ่านเจียงเฉิงออกไป แต่ในจังหวะที่เดินผ่าน นางลอบแตะหลังมือเขาเบาๆ

            เจียงเฉิงตกใจแต่ไม่ได้พูดอะไร เขารอจนหลี่เยวี่ยซือจากไปแล้วจึงค่อยเดินไปหาหลี่อันหราน เห็นนางก้มหน้าชำแหละปลาพวกนั้นจึงถามว่า “เจ้าไม่พอใจอีกแล้วหรือ?”

            นางเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง “ข้าไม่ได้ไม่พอใจ”

            “ข้ามองออก” เจียงเฉิงพูด เขานั่งลงตรงหน้าเตาและเริ่มเติมฟืน ช่วงแรกเขายังทำได้ไม่ดี เงอะงะงุ่มง่าม มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ถึงขั้นเกือบทำไฟดับ

            หลี่อันหรานมองเขาแล้วขมวดคิ้ว “ให้ข้าทำเอง ดูก็รู้ว่าท่านไม่ใช่คนที่จะมาทำงานแบบนี้”

            ความจริงตอนแรกนางก็ทำไม่ค่อยเป็นเช่นกัน ที่ตอนนี้ทำเป็นเพราะสถานการณ์บังคับ

            เจียงเฉิงถูกนางไล่ไปอยู่ด้านข้าง “ข้าแค่อยากช่วย หากข้าทำได้ไม่ดีก็บอก ข้าจะได้ทำตามที่เจ้าบอก”

            หลี่อันหรานเงยหน้ามองเขา “ท่านอยากช่วยจริงหรือ?”

            เขาพยักหน้า “จริง ถึงแม้จะช่วยอะไรได้ไม่มาก แต่อย่างน้อยก็ช่วยเท่าที่ทำได้ อยากให้ช่วยอะไรก็บอกมาได้เลย”

            เขายังคงมีมารยาทเสมอ เป็นแบบนี้มาตั้งแต่วันแรกที่พบกัน คอยปฏิบัติต่อนางด้วยท่าทีขอบคุณอยู่ตลอด ทว่านางไม่ชอบที่เขาเป็นแบบนี้แม้แต่น้อย แต่วันนี้นางไม่ได้พูดอะไร “เช่นนั้นท่านไปชำแหละปลาพวกนั้นเถอะ ชำแหละให้สะอาด ข้าจะใช้ทำเป็นมื้อเย็น”

            เจียงเฉิงพยักหน้าอย่างเชื่อฟังแล้วไปชำแหละปลาที่เขียง ในตอนนี้เอง เสิ่นอิ๋นหวนก็เดินเข้ามาจากด้านนอกพอดี “อันหราน เหมือนว่าแม่ปลาตัวนั้นจะออกไข่แล้ว”

            หลี่อันหรานหยุดงานในมือแล้ววิ่งไปดูแม่ปลาที่กะละมังทันที มันออกไข่แล้วจริงด้วย นางยิ้มหน้าบานด้วยความดีใจ

            น้องชายกับน้องสาวมามุงดูปลาตัวนั้นด้วยความสงสัย หลี่อันหรานกำชับพวกเขาอย่างจริงจัง “ต้องเลี้ยงปลาตัวนี้ให้ดี พวกเจ้าอย่าได้คิดจะนำมันมากินเด็ดขาด ห้ามแตะต้องมันด้วย เข้าใจหรือไม่?”

            จากนั้นนางเรียกเจียงเฉิงมาช่วยขนกะละมังใบนี้ไปไว้ที่ห้องตัวเอง นางอยากดูแลไข่ปลาพวกนี้ด้วยตัวเอง คิดว่าอีกไม่นานก็จะน่าฟักเป็นลูกปลา หากมีสถานที่สำหรับเลี้ยงพวกมัน ไม่แน่ว่าถึงเวลานั้นจะสามารถขายปลาที่โตแล้วเป็นเงินแบบที่เจียงเฉิงว่าจริงๆ

            ทุกคนทานมื้อเย็นกันอย่างมีความสุข วันนี้เป็นวันแรกที่หลี่อันหรานไม่อารมณ์เสียเพราะเรื่องของหลี่เยวี่ยซือ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นไปด้วยดีมาก หลังจากที่ทานมื้อเย็นกันเสร็จได้สักพัก เสิ่นอิ๋นหวนก็พาบุตรชายและบุตรสาวคนเล็กไปเข้านอน

            ส่วนหลี่อันหรานรีบกลับไปดูไข่ปลาพวกนั้นที่ห้องตัวเอง นางมีรอยยิ้มเพ้อฝันปรากฏบนใบหน้า เจียงเฉิงมาที่ห้องนางเพราะมีเรื่องอยากปรึกษา เขาเข้ามาเห็นนางมีท่าทีแบบนี้จึงถามด้วยความสงสัย “เจ้าไม่ฆ่าปลาตัวนี้เพราะอยากเลี้ยงลูกปลาให้โตหรือ?”

            นางพยักหน้า “ถูกต้อง หากเลี้ยงจนโตก็ขายแลกเงินได้ อีกอย่างเวลาน้องชายน้องสาวอยากกินปลาจะได้ไม่ต้องเปลืองแรงไปจับที่ทะเลสาบอีก”

            เจียงเฉิงรู้สึกว่าความคิดนี้ไม่เลว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังขมวดคิ้วถามอยู่ดี “ตอนที่พวกลูกปลายังเด็กก็พอเลี้ยงในห้องเจ้าได้อยู่ แต่หากพวกมันโตแล้วก็ต้องการพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น ถึงเวลานั้นเจ้าจะทำอย่างไร?”