TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 129 สิ่งมีชีวิตหลากโลกาฝุ่นสีเงิน เมอร์ลิน?

    ตอนที่ 129 สิ่งมีชีวิตหลากโลกาฝุ่นสีเงิน เมอร์ลิน?


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ***** 





    บุรุษผู้มีรูปร่างกำยำเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ


    ส่วนผู้ถูกหยอกล้อกลับยิ้มตอบแล้วส่ายศีรษะไปมาเล็กน้อย “ใจร้ายรึ? ไม่หรอก ... ศิษย์ของข้าทุกคน ข้าล้วนสั่งสอนให้เขามุมานะด้วยตนเอง จะประสบความสำเร็จเท่าไหร่ก็ล้วนขึ้นอยู่กับพวกเขา”


    “ฝุ่นสีเงินท่านลืมอะไรไปรึเปล่า? ไม่ใช่ว่าท่านตั้งความหวังให้เขาช่วยเหลือพวกท่านให้ออกมาจากกรงขังไม่ใช่หรอ? ทำไมท่านไม่ส่งเสริมให้เข้ารุ่งโรจน์ไปทีเดียวล่ะ ยิ่งสำเร็จได้เร็วเท่าไหร่ก็ไม่ยิ่งจะเกิดผลดีกว่าหรือ?” บุรุษรูปร่างกำยำเอ่ย


    ตอนนั้นเองบุรุษผู้มีรูปโฉมที่งดงามไร้ที่เปรียบก็เอ่ยขึ้น 


    “การที่เขาจะช่วยพวกเราจำเป็นต้องรู้แจ้งกลายเป็นสิ่งมีชีวิตหลากโลกาเสียก่อน ท่านเองก็สั่งสอนศิษย์ตั้งหลายคน ทุ่มเททรัพยากรต่างๆ ไปไม่น้อย แต่ก็ยังไม่มีสักคนสามารถวิวัฒน์กลายเป็นสิ่งมีชีวิตหลากโลกามิใช่หรือ?”


    คำพูดของบุรุษรูปงามทำให้คิ้วของอีกฝ่ายกระตุกขึ้นมาถี่ๆ


    “คำพูดของท่านนั้นทำให้ข้าเจ็บแสบได้ตลอด เอาอย่างนี้เป็นไง พวกเรามาซ้อมมือกันสักตั้งไหม?” บุรุษรูปร่างกำยำเอ่ยด้วยท่าทางที่เจ้าเล่ห์


    “เหอะ ข้าไม่หลงกลท่านหรอก” บุรุษรูปงามเอ่ยอย่างยิ้มๆ


    แล้วบุรุษที่มีฉายานามว่าฝุ่นสีเงินก็เอ่ยขึ้น


    “การสำเร็จเป็นสิ่งมีชีวิตหลากโลกา ไม่ใช่เสวยทรัพยากรนับไม่ถ้วนก็สามารถเป็นได้ เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะเป็นสิ่งมีชีวิตหลากโลกาตั้งแต่กำเนิด สำหรับสิ่งมีชีวิตที่เล็กจ้อยแล้วพวกเขาจะต้องฝ่าฟันขึ้นมาด้วยตนเอง ใช้โชค มานะ ความเข้าใจ ทะลวงขอบเขตแต่ละขอบเขตด้วยตนเองจึงจะมาถึงระดับเช่นพวกเราได้”


    “ได้ ... ได้ ... ได้ ... ข้ายอมพวกเจ้าสองพี่น้องแล้ว อย่าได้กลั่นแกล้งข้าอีกเลย” บุรุษรูปร่างกำยำเอ่ยออกมาอย่างยอมแพ้ เขาไม่สามารถปะทะฝีปากกับสองคนนี้ได้


    “มีเพียงแต่เขาเท่านั้นที่เป็นความหวังของพวกเรา เจ้าสิ่งมีชีวิตโสมมนั้นนับวันยิ่งเหิมเกริม สิ่งมีชีวิตหลากโลกากี่ท่านต่อกี่ท่านก็ตกเป็นเหยื่อของมัน ไม่นานวันนั้นอาจมาถึงพวกเรา”


    “เหอะ ถ้าท่านกลัวเจ้านั่นขนาดนั้นทำไมไม่ไปสวามิภักดิ์ต่อสิ่งมีชีวิตเคออสสักท่านเล่า”


    “สวามิภักดิ์ต่อสิ่งมีชีวิตเคออส? หากทำได้อย่างที่ท่านพูดจริง ท่านคงจะไม่มาอยู่กับพวกเราที่นี่”


    “ข้าแค่พูดเล่นเท่านั้น ข้าเองก็ไม่ต้องการตัดเส้นทางการบ่มเพาะของตัวเองหรอก ไม่แน่ว่าอนาคตข้างหน้าข้าอาจจะสามารถสำเร็จเป็นสิ่งมีชีวิตเคออสก่อนที่เจ้านั่นจะคุกคามเข้ามาก็ได้”


    “ข้าก็หวังให้เป็นแบบนั้น หากท่านได้เป็นสิ่งมีชีวิตเคออส ข้าทั้งสองจะได้พึ่งพิงท่านได้บ้าง”


    ยิ่งพูดบุรุษรูปร่างกำยำก็รู้สึกเหมือนถูกเหน็บแนม เขานั้นคร้านจะฟังคำพูดเหล่านี้


    “พวกเราทุกคนล้วนอยู่ในระดับสมบูรณ์พร้อมเช่นเดียวกัน ห่างเพียงอีกก้าวเดียวก็จะเข้าสู่ขอบเขตเคออส หากท่านมีพลังรบด้อยกว่าข้าสักหน่อย ข้าคงจะเล่นงานท่านให้สาแก่ใจเสียบ้าง”


    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า เกรงว่าหากร่างจริงของข้าหนีออกจากกรงขังนั้นได้ ท่านจะไม่พูดเช่นนี้”


    “หืม ... ดูเหมือนพวกท่านจะมั่นใจในพลังร่างจริงของพวกท่านเหลือเกิน ขอให้พวกท่านเป็นสิ่งมีชีวิตเคออสข้างในนั้นอย่างนั้นจริงๆ เถอะ เมื่อจัดการเจ้านั่นได้ ข้าจะสวามิภักดิ์ต่อพวกท่านทั้งสองเลยทันที” บุรุษร่างกำยำเอ่ยอย่างท้าทาย


    “ท่านแน่ใจนะ” บุรุษรูปงามเอ่ยอย่างยิ้ม


    “หึ ...” บุรุษร่างกำยำไม่ได้เอ่ยต่อ เพราะเขาเองก็ไม่มั่นใจเหมือนว่าเรื่องนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ เมื่อครู่เขาแค่พูดเล่นๆ ออกมาเท่านั้น หากรับปากไปมิเท่ากับตกอยู่ในที่นั่งลำบากอย่างนั้นหรือ


    หากต้องการสวามิภักดิ์สิ่งมีชีวิตเคออสท่านหนึ่ง เขาไม่รีบทำในตอนนี้ดีกว่าหรือ 


    “ฝุ่นสีเงินท่านแน่ใจนะว่าศิษย์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตอันกระจ้อยร่อยของท่านนั้นมีเหตุปัจจัยที่มากพอจะเชื่อมต่อกับร่างจริงของพวกท่านที่อยู่ข้างในนั้นได้ แล้วพวกท่านคิดว่าการโจมตีทั้งภายนอกภายในพร้อมกันจะทำให้พวกท่านทลายกรงขังออกมาได้แน่นะ” บุรุษรูปร่างกำยำถามซ้ำอีกครั้งหนึ่ง


    “พูดถึงความมั่นใจ แน่นอนว่าไม่ ...  ต้องรู้ไว้ว่าเหตุผลที่เสี้ยววิญญาณของพวกเราสามารถหลุดออกมาจากกรงขังนั้นได้ก็เป็นเพราะเขา เขาจึงเป็นความหวังของพวกเรา” ฝุ่นสีเงินเอ่ย


    “อย่างนั้นก็ดี ข้าหวังว่าเขาจะไม่บ่มเพาะได้ช้าเกินไป หากผ่านไปหมื่นยุคจักรวาลแล้วเขายังไม่สามารถกลายเป็นสิ่งมีชีวิตหลากโลกาได้ ไม่แน่ว่าพวกเราอาจจะไม่มีวันได้พบกับเขาอีก ... พวกท่านแตกดับก็แล้วไปเถอะ เพราะถึงยังไงพวกท่านก็เป็นแค่ร่างแยกอยู่แล้ว แต่ข้านี่สิมีแค่ร่างนี้ร่างเดียวเท่านั้น คิดจะเข้าสวามิภักดิ์กับสิ่งมีชีวิตเคออสในตอนนั้นก็พวกเขาก็คงรังเกียจที่จะรับข้าเข้าร่วมแล้ว” 


    หนึ่งยุคจักรวาลมีระยะเวลายาวนานถึงหนึ่งล้านล้านล้านล้านปีโดยประมาณ หากจักรวาลนั้นๆ ไม่เผชิญหน้ากับการล่มสลายเพราะเหตุอื่นไปเสียก่อน ยุคจักรวาลหนึ่งล่มสลายก็จะมีเวลาเท่านี้


    หมื่นยุคจักรวาลสำหรับสิ่งมีชีวิตอันเล็กจ้อยนับว่ายาวนานเป็นอย่างมาก พวกเขาสามารถตายแล้วเกิดใหม่ได้นับครั้งไม่ถ้วน แต่สำหรับสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่เช่นสิ่งมีชีวิตหลากโลกาแล้ว หนึ่งยุคจักรวาลก็เป็นแค่ช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น


    “เจ้าอย่าได้กังวลใจไปเลย ข้านั้นเชื่อในสายตาของน้องชายของข้า” บุรุษรูปงามเอ่ยแล้วชายตามองบุรุษผมสีเงินที่อยู่ข้างๆ


    “ข้านั้นชักจะรังเกียจสายตาของพวกเจ้าสองพี่น้องนัก เอาเถอะๆ ข้าจะเดิมพันกับพวกเจ้าสักตั้งก็แล้วกัน” บุรุษรูปร่างกำยำเอ่ยแล้วหันหลังจากไป


    ตอนนี้จึงเหลือแต่บุรุษสองพี่น้องเท่านั้น


    “น้องโอเมก้า เจ้าแน่ใจกับศิษย์คนนี้ของเจ้าจริงๆ หรือ?” บุรุษรูปงามเอ่ยอย่างไม่แน่ใจ


    “การบ่มเพาะจะขึ้นอยู่กับความแน่นอนได้อย่างไร ดูอย่างเขาคนนั้นสิ อุส่าทุ่มเทเพื่อศิษย์ของตนเองไปมากมายแต่ศิษย์เหล่านั้นก็ไม่สามารถแตะชายขอบของสิ่งมีชีวิตหลากโลกาได้อยู่ดี แต่ลูกศิษย์ทุกคนของข้านั้นซึมซับในเจตจำนงของข้า และข้าก็เชื่อในเจตจำนงของตนเอง เด็กน้อยเอ็ดเวิร์ดผู้นี้จะสามารถเติบโตกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ย่ิงใหญ่ได้อย่างแน่นอน” 


    แท้จริงแล้วสิ่งมีชีวิตหลากโลกาฝุ่นสีเงินผู้นี้ก็คือร่างแยกของโอเมก้าผู้ยิ่งใหญ่ “เมอร์ลิน” ที่สามารถหลุดเข้ามาในปฐมโลกเคออสแห่งนี้เพราะรับรู้ถึงการตื่นของเฟิร์สโดยบังเอิญ


    ซึ่งเด็กน้อยเอ็ดเวิร์ดที่ว่าก็คือเฟิร์สในปัจจุบันนี่เอง


    ตอนนั้นเองฝุ่นสีเงินที่เคยห่อหุ้มดวงจันทร์ก็พัดปลิวกลับมาและหายเข้าไปในเรือนผมสีเงินนั้น


    แท้ที่จริงแล้วเหตุที่ดวงจันทร์ของโลกเปลี่ยนเป็นสีเงิน ซึ่งสสารที่นาซ่ากำลังศึกษาก็คือฝุ่นสีเงินของเมอร์ลินนั่นเอง


    เหตุการณ์ที่เฟิร์สสลับร่างนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันเป็นเพราะอาจารย์ของเขา


    “ข้าไม่สามารถแทรกแซงสองโลกนั้นได้อีกแล้ว ไม่เช่นนั้นเจ้าตัวน่ารังเกียจนั่นจะตามกลิ่นมาได้พบ ... เด็กน้อยเอ๋ยจงเติบโตให้ดีเถอะ หากเจ้ามีอันตรายถึงขั้นดับสูญ อาจารย์ผู้นี้ยินดีจะแหกกฏลงมือช่วยเจ้าเอง” เมอร์ลินเอ่ยพึมพำ


    ตอนนั้นเองเทพบิดรหรืออัลฟ่าผู้ยิ่งใหญ่ก็เอ่ยแซวว่า “เจ้าเองก็ไม่ได้ใจดำอย่างที่เขากล่าวอ้าง”


    เมอร์ลินไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา เขายิ้มแล้วหันหลังเดินจากไป


    ไม่นานร่างแยกของปฐมอัลฟ่าเทพบิดรก็หายไปเช่นเดียวกัน


    ………..


    ภายในโลกที่เป็นดาวเคราะห์สีฟ้า


    เฟิร์สนั้นได้พบกับความผิดหวัง เมื่อเขาตื่นมาในวันรุ่งขึ้น แต่ผลลัพธ์กลับไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคาดหวังเอาไว้


    “มันจบแล้วจริงๆ หรอ?”


    “มันจะจบทั้งที่ฉันยังไม่ได้เริ่มต้นอะไรเนี้ยนะ!” 


    เด็กหนุ่มระบายอารมณ์ออกมาด้วยนำ้เสียงที่โศกเศร้า


    เขาในตอนนี้ไม่สามารถสลับร่างกับอีวาได้แล้ว เหตุการณ์ทุกอย่างที่ผ่านมาราวกับว่ามันเป็นความฝันที่เขาต้องตื่นแค่นั้น


    แต่เขารู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน เพราะการบ่มเพาะขอบเขตดาราแดงคือข้อพิสูจน์


    พิสูจน์ที่ว่าอีวานั้นคือเรื่องจริง


    เขาไม่ใช่คนที่ทะลวงขอบเขตการบ่มเพาะนี้ได้ แต่เป็นอีวาที่ทำมัน


    การบ่มเพาะนี้จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เฟิร์สคิดว่าอีวามีอยู่จริง


    “เราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วอย่างนั้นหรอ?” เฟิร์สเอ่ยออกมาอย่างอ่อนแรง


    เขานั้นจมจ่อมอยู่กับความเศร้านี้อยู่พักใหญ่ 


    เมื่อเขาคิดว่าหญิงสาวนั้นอาศัยอยู่อีกโลกหนึ่งที่ไม่รู้จัก เขาก็เริ่มจะรู้สึกท้อแท้


    แต่เมื่อเขาคิดว่าอบิสที่ปรากฏบนโลกอาจเป็นสิ่งที่อีกโลกหนึ่งส่งมายังโลกนี้เช่นกัน


    ไฟที่ใกล้จะมอดดับ จู่ๆ ก็ลุกโชนขึ้นมา



    คล้ายกับเรื่องTheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์ ที่คุณอ่าน