คีรินทร์ที่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมากลางดึก สายตาของเขามองไปกระทบกับร่างของใครบางคนที่ขดตัวนอนอยู่บนโซฟา
“อะไรเนี่ย!” ชายหนุ่มอุทานเบาๆด้วยความใ พยายามเพ่งมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าฝ่าความมืดใต้แสงไฟอันสลัวๆที่ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามา
“ปรางรัศมีงั้นหรอ?” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆอย่างไม่อยากจะเชื่อ ทำไมเธอถึงเข้ามาอยู่ในห้องของเขาแล้วมานอนตรงนี้ได้ ชายหนุ่มได้แต่คิดสงสัยในใจ คำถามมากมายตีกันไปหมด
เขายันตัวลุกขึ้นจากที่นอนช้าๆก่อนจะใช้วิชาตัวเบาค่อยๆเดินย่องไปหาหญิงสาวเพื่อเช็คดูว่าใช่เธอจริงๆหรือเปล่า
ชายหนุ่มนั่งลงตรงหน้าเธออย่างช้าๆ ไม่กล้าขยับตัวแรงกลัวเดี๋ยวหญิงสาวจะรู้สึกตัวตื่น แล้วความลับทั้งหมดที่ตัวเองพยายามเก็บซ่อนอยู่จะถูกเปิดเผย
สายตาคมมองจ้องใบหน้าสวยที่ตอนนี้กำลังหลับตาพริ้มด้วยอาการฝันหวาน ชายหนุ่มยิ้มบางๆที่มุมปากอย่างพอใจ ไม่ว่าเธอจะเข้ามานอนอยู่ตรงนี้ด้วยเหตุผลอะไร แต่อย่างน้อยนั่นก็แสดงให้เขาเห็นว่าตอนนี้เธอเชื่อใจและไว้ใจเขาแล้ว
ใจจริงชายหนุ่มอยากจะอุ้มหญิงสาวให้เธอไปนอนบนเตียงนุ่มๆของตนแทน แต่เพราะความลับเื่ที่ตนปิดบังเธออยู่ ทำให้เขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ นอกจากนั่งมองหญิงสาวที่กำลังหลับสบายด้วยความเอ็นดู
ไม่ว่าเธอจะเป็ใคร แต่เธอได้ชื่อว่าเป็ผู้หญิงของฉันแล้ว ต่อไปนี้ฉันจะปกป้องและดูแลเธอเอง จะไม่ให้ใครมาทำร้ายเธอได้อีก เขาคิดในใจไม่สามารถส่งเสียงออกมาได้เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกตัวตื่น
คีรินทร์ค่อยๆยันตัวลุกขึ้นและเดินกลับไปนอนที่เตียงของตนดังเดิมโดยทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก่อนที่เขาจะหลับตาและเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านผ้าม่านเข้ามากระทบดวงตาของชายหนุ่มปลุกให้เขาตื่นจากภวังค์ ดวงตาคมค่อยๆปรือตาลืมขึ้นอย่างช้าๆ หันมองสำรวจรอบๆแต่ก็ไม่พบร่างของหญิงสาวที่นอนอยู่ตรงโซฟาเช่นเมื่อคืนนี้แล้ว
“ตื่นแล้วเหรอ ตื่นเช้าจัง” เขาพึมพำกับตนเองเบาๆก่อนจะลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมตัวสำหรับการใช้ชีวิตในวันนี้
วันนี้คีรินทร์มีประชุมที่บริษัททีพีเจ ร่วมกับบอร์ดบริหารตอนบ่ายโมง แต่เขาต้องเข้าไปดูงานของตนเองที่ซันไชน์กรุ๊ป่เช้าเสียก่อน
ชายหนุ่มนั่งรถเข็นของตนเองลงลิฟท์มาจากชั้นบน เห็นอาหารเช้าที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับคนสองคนวางอยู่บนโต๊ะอาหาร แต่กลับไม่เห็นตัวของหญิงสาว เขาจึงถามแม่บ้านที่ยืนอยู่แถวนั้น
“เธอยังไม่ลงมาเหรอ”
“ฉันอยู่นี่ค่ะ” หญิงสาวตอบ
เธอเดินออกมาจากโซนครัว บนตัวสวมทับด้วยชุดผ้ากันเปื้อน นั่นทำให้ชายหนุ่มเดาได้ไม่ยากว่าเธอตื่นมาเข้าครัวเพื่อเตรียมอาหารเช้าให้เขา ซึ่งนั่นก็สร้างความพอใจให้เขาเป็อย่างมากมาก แสดงให้เห็นว่าหญิงสาวใส่ใจรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของตน
“บัวลอยไข่หวาน ฉันทำใส่กล่องเก็บอุณหภูมิไว้ให้คุณเอาไปทานที่ทำงานนะคะ” เธอพูดก่อนจะวางถุงผ้าที่บรรจุกล่องบัวลอยไข่หวานวางไว้ตรงเคาน์เตอร์ข้างโต๊ะอาหาร
เมื่อวานเธอแอบได้ยินพชรบอกว่าวันนี้ชายหนุ่มผู้เป็ว่าที่สามีมีประชุมที่บริษัท หญิงสาวจึงได้ลุกขึ้นตื่นเพื่อทำขนมหวานให้เขาโดยเฉพาะ
สองคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเป็ปมด้วยความงุนงง เขาสงสัยว่าเธอรู้ได้อย่างไรว่าเขาชอบกินบัวลอยไข่หวาน
“ฉันเคยอ่านสัมภาษณ์ของคุณ คุณให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าหากเป็ไปได้คุณก็อยากจะทานบัวลอยไข่หวานรสชาติฝีมือของคุณแม่คุณอีก แต่ฉันไม่ใช่คุณแม่ของคุณรสชาติก็คงจะสู้ท่านไม่ได้ แต่ว่าฉันตั้งใจทำให้คุณนะคะ คุณจะได้รู้สึกว่าคุณไม่ได้โดดเดี่ยวในที่ทำงาน คุณยังมีคุณแม่ของคุณแล้วก็ฉันที่จะคอยเป็กำลังใจและอยู่เคียงข้างคุณเสมอค่ะ” เธอพูดเพื่อให้กำลังใจชายหนุ่ม
หลังจากที่เมื่อวานได้ไปัับรรยากาศในครอบครัวของคีรินทร์ ปรางรัศมีก็รับรู้ได้ว่าแม่อยู่ที่ทำงานชายหนุ่มนั้นจะต้องโดดเดี่ยวอดทนกับคำดูถูกเหยียดหยามสักแค่ไหน เธอจึงอยากทำอะไรให้เขาได้มีกำลังใจหรือมีแรงขึ้นมาบ้าง
“ขอบใจนะ” เขากล่าวคำขอบคุณพร้อมจัดส่งยิ้มบางๆไปให้เธอ
“ทานข้าวกันเถอะค่ะ เดี๋ยวจะเย็นเอาซะหมด” หญิงสาวพูดก่อนที่เธอจะเลื่อนเก้าอี้ตรงหัวโต๊ะออกและเดินไปเข็นรถเข็นของชายหนุ่มมาแทนที่ หลังจากนั้นเ้าตัวจึงถอดผ้ากันเปื้อนออกยื่นให้กับแม่บ้านที่ยืนอยู่ตรงนั้นแล้วเดินไปนั่งที่ของตน
พวกเขาลงมือรับประทานอาหารตรงหน้าร่วมกัน ถึงความรู้สึกระหว่างทั้งสองตอนนี้จะยังเรียกว่ารักไม่ได้ แต่พวกเขาก็คือเพื่อนที่ดีต่อกัน ชายหญิงทั้งสองที่มีชีวิตคล้ายคลึงกันนั่นจึงทำให้พวกเขาเข้าใจกันและกันและความรู้สึกของอีกฝ่ายได้เป็อย่างดี
ไม่นานนักพชรก็มารับคีรินทร์ออกไปที่บริษัทตามหน้าที่ จึงเหลือแค่ปรางรัศมีที่ต้องอยู่บ้านคนเดียวกับคนใช้ในบ้าน
เมื่อชายผู้เป็ว่าที่สามีลับสายตาไปแล้ว หญิงสาวก็แต่งตัวออกจากบ้านไปทำธุระของเธอในทันที ถึงแม้จะไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นจากอะไรดี แต่หญิงสาวก็คิดว่ามันก็ดีกว่าที่เธอไม่ได้ทำอะไรเลย