ฉันน่าจะคิดออกั้แ่รับรู้ว่า่เวลานี้คือตอนที่เข้าร่วมกิจกรรมแคมป์อาสากับแฮดลี่ย์เป็เวลา 3 วัน 2 คืนที่ฉันไม่เคยลืมได้เลย หล่อนเข้ามาโน้มน้าวให้ฉันเข้าร่วมด้วยโดยอ้างคำพูดที่โรแมนติกว่าอยากใช้เวลาอยู่ด้วยกันและริเวอร์ตัลปาร์คก็เห็นดวงดาวชัดเจนในตอนกลางคืน ในคืนแรกทุกอย่างปกติเราทำกิจกรรมใน่กลางวันจนถึงมืดและพากันแยกย้ายเข้าแคมป์ของตัวเอง คืนที่สองคือคืนที่ปลดปล่อยมีงานเลี้ยงจัดขึ้นรอบกองไฟเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาทุกคนต่างช่วยงานและมอบความสนุกให้กับนักท่องเที่ยวจนเหนื่อยล้า ตอนนั้นฉันเอาแต่เฝ้ามองแฮดลี่ย์ขณะที่หล่อนอาสาดีดกีตาร์และร้องเพลงให้กับทุกคนฟัง หล่อนสวยและมีเสน่ห์ภายใต้รอยยิ้มที่แจกจ่ายให้กับทุกคนอย่างเป็กันเองนั่นเป็อย่างมาก
ฉันแอบหวงหล่อนที่เห็นว่าใครต่อใครต่างพากันชื่นชมและหวังว่าจะได้สิ่งล้ำค่าอย่างรอยยิ้มของแฮดลี่ย์ น้อยใจเพราะว่าตั้งวันแรกจนถึงคืนสุดท้ายฉันกับหล่อนแทบไม่ได้คุยกันเป็การส่วนตัวเพราะต่างคนต่างมีหน้าที่ของตัวเอง แม้ว่าฉันจะพยายามทำความเข้าใจแต่ก็อดที่จะเสียดายไม่ได้เพราะสุดท้ายก็ไม่ได้ทำตามแบบคำพูดสุดโรแมนติกที่แฮดลี่ย์บอกไว้ ทว่าในตอนที่ฉันปลีกตัวออกจากทุกคนแฮดลี่ย์ก็โผล่เข้ามาโอบกอดเป็ความอดอุ่นที่รับรู้ได้ในทันทีว่าหล่อนเองมีความคิดถึงมากแค่ไหน
“ฉันบอกแล้วไงว่าจะพาเธอไปที่หนึ่ง ขอโทษที่ปล่อยให้เธอรอ”
หล่อนพาฉันไปยังสถานที่หนึ่งและเป็สถานที่ที่ทำให้ฉันรู้สึกขอบคุณแฮดลี่ย์เป็อย่างมากเพราะหล่อนรู้ว่าฉันชอบความสวยงามของดวงดาวแต่ทว่าฉันกลับไม่ได้สนใจดาวสักดวงบนท้องฟ้าเพราะเอาแต่มองสายตาของแฮดลี่ย์ที่ส่งมาให้เป็ประกายพราวระยิบไม่แพ้ดวงดาวที่ส่องแสงระยับอยู่บนผื้นฟ้าสีดำอันกว้างใหญ่นั้นได้เลย คืนนั้นเราอยู่ด้วยกันจนดึกไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนและฉันกับแฮดลี่ย์ไม่ได้สนใจมันมากนัก หล่อนคอยแต่กระชับโอบกอดฉันภายใต้เสื้อโค้ทที่ปกคลุมไว้อยู่เพราะความเย็นของอากาศยิ่งทำให้เราแนบชิดกันมากยิ่งขึ้น
“ฉันชอบ่เวลานี้จัง” แฮดลี่ย์เอ่ยหลังจากละสายตาจากดวงดาวมาจ้องหน้าฉัน หล่อนยกมือััเบา ๆ ที่แก้มและไล้นิ้วมือของตัวเองลงบนปลายจมูก ก่อนจะค่อย ๆ จับแว่นที่ดูเหมือนเบี้ยวไปให้ตรงตามตำแหน่งเดิม “เธอสวยมากเลยรู้ไหม” เป็เสียงแ่เบาราวกับละเมอเอื้อนเอ่ยแต่กลับทำให้หัวใจของฉันเต้นตึกตักอย่างรวดเร็ว ฉันไม่ได้ตอบอะไรกลับไปนอกจากส่ายหน้าแก้อาการเขินอายเพราะถูกจ้องมองนานเกินไป เอาแต่คิดว่าคงมีแต่แฮดลี่ย์คนเดียวเท่านั้นที่มองเห็นว่าฉันเป็คนสวย
“มองหน้ากันได้ไหมคะที่รัก” เสียงของแฮดลี่ย์ช่างหวานกินใจ สะกดและดึงดูดให้ฉันเอาแต่จดจ้องความสวยงามเบื้องหน้าอย่างไม่อาจละสายตา
“ฉันรักเธอมากนะแฮด” เอื้อนเอ่ยอย่างเลื่อนลอยตอนที่เอาแต่จ้องริมฝีปากที่กำลังส่งรอยยิ้มที่ใครต่อใครต่างอยาก
และเราจูบกัน ตอนนั้นทั้งฉันกับแฮดลี่ย์รับรู้อยู่ในก้นบึ้งของจิตใจว่าการจูบในครั้งนี้ไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาเพราะมันมีความ้าที่แฝงอยู่ในนั้นอย่างมากล้น เราต่างมองหน้ากันภายใต้แสงจันทร์และดวงดาวที่กำลังพราวระยิบ บรรยากาศหนาวเย็นช่างเป็ใจกับสถานการณ์นี้เกินไป แฮดลี่ย์พาฉันกลับไปยังแคมป์ของหล่อน หลังจากนั้นเราสองคนต่างปลดปล่อยราวกับโหยหามานานอย่างไม่อาจหยุดยั้งความ้าของกันและกันได้เลย ฉันยอมมอบตัวและหัวใจให้กับแฮดลีย์ทั้งหมดอย่างไม่มีข้อแม้ เอาแต่พร่ำบอกว่ารักหล่อนอยู่ซ้ำ ๆ โดยไม่รู้เลยว่าคืนนั้นเป็เพียงส่วนหนึ่งเกมสนุกของหล่อนและกลุ่มเพื่อนที่หลอกให้ฉันตายใจซึ่งมันได้ผลอย่างดีเพราะว่าหลังจากนั้นฉันก็รักยิ่งแฮดลี่ย์มากกว่าเดิม เอาแต่คอยมองหล่อนราวกับละเมอเพ้อพก โหยหาอยู่ตลอดเวลาราวกับคนโง่และไม่ว่าแฮดลี่ย์สั่งให้เดินไปซ้ายหรือขวาฉันก็จะทำ ตกอยู่ในกำมือของหล่อนซึ่งฉันก็สมยอมอย่างไม่มีข้อแม้
“เฮอะ” เพราะคิดว่าสิ่งที่แฮดลี่ย์แสดงออกในคืนนั้นไม่ว่าจะสายตา คำพูด หรือการกระทำคือการที่หล่อนเองรักฉันอยู่ไม่ใช่น้อยเพราะเอาแต่เข้าข้างตัวเองไปเสียหมดโดยไม่สนอะไร “โคตรโง่เป็บ้าเลย” นึกย้อนกลับไปแม้ไม่อยากจดจำแต่ต้องยอมรับว่าคืนนั้นช่างเป็่เวลาที่มีความสุขจริง ๆ
...แต่ว่ามันจะต้องไม่มีวันเกิดขึ้นอีก ฉันปฏิญาณกับตัวเองเพราะไม่้าให้เอลลีวัย 18 ต้องเ็ปหลังจากนี้ สิ่งที่ฉันจะทำคือการขัดขวางพวกเขาไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม
“เฮ่อ...” แต่ว่ามันช่างยากเย็นเกินไปเพราะเอลลีในตอนนี้ก็หลงแฮดลี่ย์จนมองข้ามทุกอย่างไปเสียหมด “เฮ่อออออออออออออออออออ”
“เฮ้ เธอโอเคไหม” สะดุ้งนั่งหลังตรงตอนมีเสียงของใครบางคนดังจากล็อกหนังสืออีกฟากหนึ่ง
“ไง...อเล็กซ์” เขาอยู่ตรงนั้นก้มมองฉันที่นั่งผ่านช่องหนังสือที่เรียงกันอยู่ก่อนจะพาตัวเองมาหยุดยืนฝั่งตรงข้ามกับที่ฉันนั่งกอดเข่าเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก ฉันทอดถอนหายใจอีกครั้งแล้วฟุบหน้ากับเข่าตัวเองเพราะไม่มีอารมณ์อยากจะพูดคุยกับใครสักเท่าไหร่
“ฉันไม่อยากยุ่งหรอกนะแต่ว่าครั้งนี้เป็ครั้งที่ 10 แล้วมั้งที่เธอเอาแต่ถอนหายใจ” เงยหน้ามองตอนที่อเล็กซ์นั่งลงเยื้อง ๆ กับที่ฉันนั่งอยู่ก่อน เลื่อนสายตาไปยังในมือที่ถือหนังสือเล่มใหญ่ไว้เขาเลยยกขึ้นโชว์ “อ๋อ พอดีต้องมาช่วยคุณแอนนาจัดหนังสือน่ะ”
“งั้นสิ”
“เธอมีอะไรไม่สบายใจอยู่แน่ ๆ” เขาคาดเดาจากอาการที่ฉันกำลังเป็อยู่ ซึ่งนั่นทำให้ฉันยิ่งไม่เข้าใจเพราะคนอย่างอเล็กซ์ที่เมื่อก่อนเอาแต่กลั่นแกล้งคนอื่นไปทั่วทำไมต้องมาสนใจฉันที่อยู่ตรงนี้ด้วย
“ทำไมคิดงั้น” ฉันก็อยากจะรู้ว่าอเล็กซ์้าอะไร เขาเปลี่ยนไปในทางที่ดีหรือแค่หลอกให้ฉันเชื่อใจว่าเขาเปลี่ยนแล้ว
“ไม่รู้สิ” เขายักไหล่แล้ววางหนังสือเล่มใหญ่ไว้ข้างตัวก่อนจะชันเข่าขึ้นแล้วโอบกอดในท่าเดียวกับที่ฉันกำลังเป็อยู่ตอนนี้ “ก็อาจเพราะเธอไม่ยอมไปเข้าเรียนกับพวกเอลลีทั้ง ๆ ที่มันก็เลยเวลาเข้าเรียนมานาน แล้วเธอก็เอาแต่ถอนหายใจและก้มหน้ากอดเข่าตัวเองแบบนี้ล่ะมั้ง”
“นั่นสิ”
“บอกฉันได้นะแคลร์”
ฉันหัวเราะในลำคอแล้วพิงแก้มกับหัวเข่าตัวเอง หลังจากที่ขอตัวกับพวกเอลลีฉันก็กลับมายังห้องสมุดแอบอยู่ในล็อกในสุดเพราะ้าตัดขาดจากทุกคนโดยการปิดโทรศัพท์หนีและกลับมาใช้สมาธิกับตัวเองอีกครั้งเพราะเอาแต่คิดหาวิธีไม่ให้เอลลีและแฮดลี่ย์ได้กัน ...แต่จะให้บอกกับอเล็กซ์ไปแบบนั้นก็คงไม่ได้เด็ดขาด
“ไม่มีอะไรที่นายต้องรู้หรอกอเล็กซ์” ตอบโดยที่ไม่รู้ว่าเขากำลังทำหน้ายังไง บางทีอเล็กซ์คงรู้ตัวว่าตอนนี้ฉันไม่ต้องใครเป็เพื่อนพูดคุยด้วยและเขาควรลุกเดินไปเสีย
“ฉันรู้ว่าฉันไม่สมควรจะถามเธอด้วยซ้ำ” แต่ว่าเขายังไม่ยอมไปไหน “แต่ถ้าหากมันมีอะไรที่พอช่วยเธอได้บ้างฉันก็อยากจะทำ” ฉันเงยหน้ามองอเล็กซ์
“ว้าว นายดูเหมือนอเล็กซ์ตอน 10 ขวบเลย” ฉันยกยิ้มเพราะคิดถึงตอนที่เขาเคยเป็คนดีกว่านี้
“ไงนะ” แต่ฉันลืมไปว่าตอนนี้ฉันไม่ใช่เอลลี เขาคงจะงุนงงอยู่ไม่ใช่น้อยที่ฉันทำเป็เหมือนคนที่รู้จักเขามาก่อน
“เอลลีเล่าเื่นายให้ฟังน่ะ” อเล็กซ์พยักหน้ารับรู้กับข้ออ้างที่ฉันบอกไป
“เอลลีกับเธอคงสนิทกันมาก” เวลาต่อมาั์ตาของเขาก็เศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด “ฉันก็เคยสนิทกับเอลลีมาก่อน แบบตอนนั้นมันดีมากเอลลีเป็คนที่ดีมากจริง ๆ”
“เื่นั้นฉันรู้”
เราต่างเงียบกันไปอยู่พักใหญ่โดยต่างคนต่างนั่งก้มหน้ากอดเข่าของตัวเองไว้ ในตอนนี้ทำให้ฉันคิดว่าการที่อเล็กซ์อยู่ตรงนี้ด้วยก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ บางทีเขาอาจจจะกลับมาเป็คนเดิมที่เคยดีเพราะฉันรับรู้ได้จากน้ำเสียงและสายตาเป็ห่วงเป็ใยของเขา
“เื่ความรักเหรอ” เป็อเล็กซ์พูดขึ้นมาก่อน
“ทำไมถึงคิดว่าเป็เื่นั้น” ฉันแค่นหัวเราะ ไม่อยากบอกว่าสิ่งที่เขาพูดเป็เื่จริง
“ก็” “เขาเกาแก้มตัวเองแล้วทำหน้าครุ่นคิด “เธอไม่ได้มีปัญหาเื่เรียน เื่ครอบครัวก็ไม่น่าใช่เพราะฉันได้ยินมาว่าตอนนี้แม่เธอได้กลับไปทำงานแล้ว เื่เพื่อนยิ่งเป็ไปไม่ได้ ก็คงเหลือเื่เดียว...”
“ดูสิ” ฉันเหยียดขาตรงแล้วโน้มตัวเข้าไปจ้องเขา “นายกลับมาเป็นักวิเคราะห์แล้ว” เขาเป็อเล็กซ์ที่ฉันเคยรู้จักจริง ๆ
“ไม่เอาหน่า” อเล็กซ์ปัดมือไปมาตอนที่ฉันเอาแต่จ้อง เขาเบี่ยงหน้าหนีไปอีกทาง “กลับไปนั่งที่เดิมเลยไป”
“ฉันดีใจที่นายคิดได้” ฉันพิงหลังกับชั้นหนังสือ “แม้ว่าเมื่อก่อนจะเรียกฉันว่ายัยสมิธจอมเพี๊ยนก็เถอะ” ประโยคหลังฉันบ่นกับตัวเองเบา ๆ
“ว่าไงนะ คุณนายสมิธเหรอ”
“เปล่า”
“เธอพูดถึงแม่เธอทำไม”
“ก็บอกว่าเปล่าไงอเล็กซ์”
“โอเค หูฉันอาจจะเพี้ยน” อเล็กซ์เอาแต่จ้องมาจนฉันต้องยักไหล่ถามเขากลับไปว่ามีอะไร “เธอไม่ได้ตอบฉัน เพราะงั้นคงเป็เื่ความรักสินะ” ฉันเบือนหน้าหนีไปในทันที
“เขาทำเธอเสียใจเหรอ” ฉันไม่ได้ตอบกลับไป “รู้ไหมเธอระบายกับฉันได้ สัญญาว่าจะไม่เอาไปบอกใคร ฉันบอกแล้วไงแคลร์ว่าฉันรู้สึกผิดกับที่ผ่านมาจริง ๆ ถ้ามีอะไรที่พอช่วยได้ฉันก็จะช่วยเธอ”
“ว้าวฉันดูเป็คนพิเศษขนาดนั้นเลย นี่รู้ไหมอเล็กซ์อย่าลืมว่านอกจากฉันแล้วยังมีคนอื่นอีกมากมายที่นายควรไปขอโทษนะ” อเล็กซ์เม้มปากแล้วก้มหน้าอย่างรู้สึกผิดในทันที
“ใช่ฉันรู้มันแย่มาก” เขาบอกเสียงอ่อน “แต่ว่าก่อนหน้านี้ฉันไปไล่ขอโทษทุกคนที่เคยแกล้งมาแล้วล่ะ”
“ทุกคนเลยเหรอ?” ฉันเลิกคิ้วถามอย่างไม่เชื่อเท่าไหร่
“รู้อะไรไหมฉันจำได้ทุกคนเลย ตลอดเวลาที่แกล้งพวกเขาฉันกลับเอาไปรู้สึกผิดอยู่ทุกคืน ฉันรู้...แต่ฉันไม่ได้ขอให้พวกเขาให้อภัยเช่นเดียวกับเธอเพราะสิ่งที่ทำมันแย่จนเกินไปซึ่งเธออาจจะไม่เชื่อนั่นมันสิทธิ์ของเธอฉันไม่ว่าอะไรเลยเพราะว่าฉันมันพวกเด็กเวรจริง ๆ”
“ว้าว นายนี่เปลี่ยนไปจริง ๆ สินะแทบไม่อยากจะเชื่อ” อเล็กซ์ยิ้มบาง ๆ
“แต่เื่ที่บอกว่าฉันจะช่วยเธอทุกอย่างฉันอยากทำจริง ๆ นะ”
“อย่างงั้นเชียว” ฉันหรี่ตามองอเล็กซ์ เขายกนิ้วขึ้นสามนิ้วเสมอไหล่
“ให้ฉันเป็ลูกน้องตามติดคอยรับใช้เธอก็ได้ฉันก็จะทำ สาบานเลยว่าจะไม่ให้เธอหนักใจเด็ดขาด” ฉันขำในเวลาต่อมา อเล็กซ์ยิ้มตามที่ทำให้ฉันคลายความเครียดได้บ้าง
“ขอบคุณนะ แต่ได้ข่าวว่านายต้องทำงานที่โรงเรียนไม่ใช่เหรอ”
“โอ้แคลร์” เขาเอามือทาบอกตัวเองแล้วก้มหน้าให้เพียงเล็กน้อย “เื่นั้นมันก็ใช่ แต่รู้ไหมเธอสามารถเรียกใช้ได้ตลอดแล้วฉันก็จะรีบมาทันที”
“เว่อร์ไปหน่าอเล็กซ์” ฉันเงยหน้าแล้วถอนหายใจ อเล็กซ์ยังนั่งอยู่ไม่ได้ไปไหนและฉันก็เอาแต่คิดว่าเื่ที่เก็บไว้คนเดียวควรบอกใครสักคนดีไหม อย่างน้อยเมื่อก่อนอเล็กซ์ก็เคยเป็ผู้รับฟังที่ดีคนหนึ่ง “ใช่...เื่ความรักน่ะ” ฉันหลับตาตอนที่เริ่มพูด อเล็กซ์ทำเสียงตอบรับในลำคอ
“ฉันแค่กำลังสับสนว่าจะต้องทำยังไงดี ใจหนึ่งของฉันก็อยากจะจบทุกอย่างลงแต่อีกใจก็เอาแต่บอกว่ายังยอมทุกอย่าง”
ตอนนี้ฉันกำลังคิดถึงเื่จูบกับแฮดลี่ย์ ฉันพยายามทำใจให้แข็งแล้วแต่พอหล่อนมาอยู่ตรงหน้าฉันก็ลืมสิ้นเื่ที่จะต้องทำไปเสียทุกอย่าง พยายามเตือนสติตัวเองอยู่เสมอแต่พอได้ัักลายเป็ฉันเองที่ควบคุมอะไรไม่ได้เลย
“คน ๆ นึงทำไมมีผลกับหัวใจเราขนาดนั้นก็ไม่รู้”
“แต่เขาทำเธอเสียใจใช่ไหม” ฉันพยักหน้าทั้งที่ยังเอาแต่หลับตา ตอนนี้ฉันกำลังพยายามห้ามไม่ให้ความเสียใจกลั่นเป็น้ำตาแล้วไหลออกมาต่อหน้าคนอื่น “เธอรักเขามากงั้นเหรอ”
“อือ เป็รักแรกน่ะ”
“และก็เป็รักที่มาถึงตอนนี้”
“ประมาณนั้น”
“รู้อะไรไหมแคลร์เธอไม่ควรจะมาเสียใจเื่เขาเลย” ฉันลืมตามองคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม “ถ้าเขาไม่เห็นค่าเธอก็รู้แล้วว่าเขามันไม่ได้เื่ขนาดไหนและเขาก็โง่มากที่ปล่อยมือจากเธอไป” อเล็กซ์ยกกำปั้นขึ้นมาทั้งสองข้าง “เอางี้หรือเปล่าให้ฉันไปต่อยเขาให้ร่วงไปเลยไหม” แล้วฉันก็ขำออกมาอีกครั้ง
“ขอบคุณแต่ไม่ต้องหรอก”
“หรือเธอจะทำเอง ฉันสอนให้ว่าเธอต้องกำมือยังไงแต่คงไม่ต้องหรอกเพราะหมัดเธอน่าจะหนักอยู่แล้วเพราะแบรนโด้คางแตกเลยหลังจากที่โดนเธอสั่งสอนไป” ฉันยังคงขำอยู่เบา ๆ “แต่ฉันสามารถสอนเธอได้จริง ๆ นะแคลร์”
“ไม่เอาหน่า” โบกมือห้ามตอนอเล็กซ์เริ่มตั้งท่าชกมวย “ฉันไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอก” แม้อยากจะทำมากก็เถอะ แต่จะให้ฉันไปต่อยแฮดลี่ย์มันก็ยังไงอยู่
“เอาเป็ว่าเธอสบายใจแล้วใช่ไหม” อเล็กซ์หยิบหนังสือเล่มใหญ่ถือไว้แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้น “พอดีว่าต้องทำงานต่อให้เสร็จน่ะ” เพราะเขามีงานที่ต้องทำและเขาก็ใช้เวลามานั่งเป็เพื่อนฉันนานพอสมควรเลยทีเดียว
“ขอบใจนะ”
“ไม่เป็ไร รู้ไหมเธอนั่งที่นี่ได้จนเลิกเรียนเลยนะฉันจะดูต้นทางให้เองรับรองคุณแอนนาจะไม่มีทางเดินมาโซนนี้ได้เด็ดขาด” ฉันขำตอบกลับไป “อ๋าจริงสิ” อเล็กซ์มองขึ้นไปยังชั้นหนังสือ้าสุด เขาเดินไปสุดล็อกและเขย่งหยิบหนังสือมาหนึ่งเล่ม ตอนนั้นฉันถึงได้เห็นใบหน้าอีกฟากของเขาที่มีรอยฟอกช้ำอยู่อย่างชัดเจน
“รู้ไหมว่าเล่มนี้เธอควรอ่านมันเป็หนังสือจิตวิทยาช่วยทำให้เรามองโลกได้ดี—” เขามองหนังสือในมือของตัวเองแล้วยื่นมาให้ฉันที่เอาแต่จ้องเขาอย่างไม่วางตา “มีอะไรหรือเปล่าแคลร์”
“เมื่อวานนายไม่ได้โดนต่อยหนิ” เพราะรอยช้ำยังดูใหม่มาก อเล็กซ์เบือนหน้าไปอีกฝั่งเหมือนที่ทำบ่อย ๆ ก่อนหน้านี้คล้ายกับกำลังปิดบัง เขาเอาหนังสือยัดเก็บไว้ที่เดิมแล้วขยับออกไปยืนอยู่ห่าง ๆ ตอนที่ฉันลุกขึ้น
“ไม่มีอะไรหรอกหน่า” เขาพยายามเอามือปิดบังมันไว้ แววตาเขาเลิ่กลั่กมองไปยังทางอื่นราวกับคนมีพิรุจ
“อเล็กซ์บอกฉัน” ทำท่าจะเดินไปแต่ฉันก็ดึงแขนเขาไว้ “คุณเมสันทำนายอีกแล้วใช่ไหม” หากฉันเดาไม่ผิดก็น่าจะมีอยู่คนเดียวที่ชอบทำร้ายอเล็กซ์ ยิ่งเป็เื่ที่เขาถูกทำโทษยิ่งอาจทำให้คุณเมสันโกรธเข้าไปอีก
“ไม่มีอะไรหรอก” เขากลืนน้ำลายตอบเสียงสั่น “รู้ไหมว่าพ่อฉันก็อารมณ์ร้อนแบบนี้”
“แต่เขาไม่ควรทำร้ายนาย!” ไม่ใช่คำพูดของฉันแต่เป็ของอีกคนที่พึ่งเข้ามาด้วยสีหน้าแสดงความไม่พอใจออกมา
“เอลลี /เอลลี”
“โทษทีฉันมาถึงสักพักแล้วไม่ได้ตั้งใจแอบฟังหรอกนะแต่ว่าเื่นี้มันปล่อยผ่านไม่ได้” เธอเดินตรงเข้ามาหาแล้วจ้องมองยังรอยฟกช้ำที่อเล็กซ์พยายามหลบเลี่ยงไม่ให้เห็น
“ไม่เป็ไรหรอกหน่าเอลลี” เขาทำเป็หัวเราะกลบเกลื่อนและตอบกลับไป
“นึกแล้วเชียวว่าทำไมตอนที่นายมาคุยกับฉันถึงเอาแต่เอามือปิดหน้าตรงนี้ไว้” เอลลีเท้าเอวแล้วถอนหายใจ
“เอลลี” ฉันเรียกคนที่กำลังพยายามทำใจให้เย็น
“ฉันเป็ห่วงเห็นเธอพรวดพราดออกมาแบบนั้นเลยมาตามน่ะ” เธอตอบแล้วหันกลับไปหาอเล็กซ์ต่อ “ฉันว่าคุณเมสันทำเกินไปแล้วล่ะ รู้ไหมว่าถึงแม้ว่าเขาจะเป็พ่อนายแต่เขาควรโดนสั่งสอนเสียบ้าง”
“เอลลีไม่เอาหน่าเธอก็รู้ว่านี่มันเื่ปกติ” อเล็กซ์พยายามอธิบาย
“นายอย่าชินกับการถูกทำร้ายแบบนี้สิอเล็กซ์” ฉันพยักหน้าเห็นด้วยกับเอลลี ส่วนเขาเอาแต่ก้มหน้าเงียบ “แล้วเมื่อไหร่นายจะหลุดพ้นถ้านายยอมให้เขาทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ”
“ใช่” ฉันเสริม
“ฉันจะไปคุยกับเขาให้รู้เื่”
“หะ...เดี๋ยว” อเล็กซ์จับแขนเอลลีไว้ตอนที่เธอหันหลังจะเดินออกไป “เธอจะไปคุยอะไรกับใคร”
“คุณเมสันไง”
“ถ้าเขาทำร้ายเธอล่ะ”
“นายก็รู้ว่าเขาไม่มีทางทำแบบนั้นกับฉัน” เพราะพ่อของฉันกับคุณเมสันเป็เพื่อนรักกันมาก่อน แล้วคุณเมสันก็เอ็นดูฉันเหมือนลูกคนหนึ่งมาตลอดและที่สำคัญหากคุณเมสันคิดจะทำร้ายฉันจริง ๆ คุณนายสมิธที่เขาเกรงใจหนักหนาจะเป็คนสั่งสอนเขาต่อเอง ซึ่งฉันรู้ดีว่าหากแม่ฉันได้เป็คนลงมือในเื่นี้เองแล้วคุณเมสันไม่รอดแน่ ๆ
“ดีเลยฉันจะไปด้วย” ฉันเดินไปสมทบกับเอลลี อเล็กซ์มองเราสองคนสลับกันไปมาอย่างไม่เห็นด้วยสักเท่าไหร่
“รู้ไหมเื่นี้เราจัดการได้” เอลลีบอกกับเขาอย่างมั่นใจ
“ถ้าเขาไม่ยอมล่ะ”
“ก็ให้มันรู้กันไปข้างหนึ่ง”
“เจ๋งแจ๋ว!” ฉันเผลอตบมือเสียงดังไปหนึ่งทีเพราะเห็นด้วยกับสิ่งที่เอลลีทำอย่างสุด ๆ ในตอนนี้ไม่ต้องเอาแต่มาคิดเื่ที่น่าปวดหัวเพราะว่าฉันกับเอลลีมีสิ่งที่ต้องทำ “ฉันหมายถึงเราไปกันเลยไหมตอนนี้เลยฉันพร้อมแล้ว”
พอรู้ว่าจริง ๆ แล้วเย็นนี้เอลลีมีนัดกับแฮดลี่ย์ฉันก็แทบปกปิดความดีใจของตัวเองออกมาไม่มิดเพราะอย่างน้อยเอลลีก็เลือกที่จะไปจัดการเื่ของอเล็กซ์กับฉันโดยยอมผิดนัดกับแฮดลี่ย์ พนันเลยหากหล่อนรู้คงได้แสดงความหงุดหงิดออกมาอย่างปิดไม่อยู่แน่ ๆ
“เฮ้...ไง” ฉันแทบจะเดินชนแผ่นหลังเอลลีเพราะเธอหยุดเดินกระทันหันและเมื่อเห็นว่าใครอยู่ตรงหน้าฉันก็อยากจะมุดดินหนีไปเสียเลยตอนนี้
“หวัดดีอเดล” เขามองมายังฉันกับเอลลีสลับกันไปมา
“อเล็กซ์ไม่ได้แกล้งพวกเธอใช่ไหม” เขาชี้ไปยังชายหนุ่มที่ยืนอยู่คอตกอยู่ข้างหลัง ฉันส่ายหน้ายังไม่กล้าจ้องเขาเพราะเื่ราวที่ผ่านมายังใหม่
“ดีแล้วล่ะ” อเดลเกาท้ายทอยเขาค่อนข้างมีท่าทางประหม่าแล้วเอาแต่เหลือบตามองเอลลี “ฉันไปก่อนนะ”
“อือ” ตอบแล้วแอบมองตามจนพ้นแผ่นหลังของอเดลไปฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกและต้องใเมื่อหันกลับมาเจอสายตาของเอลลีที่จ้องอย่างคิดอะไรอยู่ “อะไร”
“เธอรู้จักกับเขาได้ไง ไม่สิเมื่อวานเขาก็ช่วยพวกเธอไว้อยู่แต่ว่านะแคล์...” เอลลีขมวดคิ้วถาม ฉันยักไหล่ตอบกลับไป “อย่าเข้าใกล้คนแบบเขาอีกเด็ดขาด รู้ไหมถึงเขาจะดูเป็คนดีในสายตาทุกคนก็ใช่ว่าเขาจะเป็คนดีจริง ๆ”
ฉันค่อนข้างงุนงงกับคำตอบของเอลลีนิดหน่อยเพราะจู่ ๆ เธอก็ดูทำท่าไม่ชอบอเดลขึ้นมาเฉยเลยทั้ง ๆ ที่ในตอนนี้อเดลยังไม่มีบทบาทสำคัญอะไรและฉันมั่นใจว่าตอนนั้นฉันแทบไม่ได้สนใจอเดลเลยแม้แต่น้อยแต่ยังไม่ทันได้ถามต่อเอลลีก็เดินนำไปอย่างรวดเร็วให้ฉันรีบตามจนแทบไม่ทันเสียแล้ว
..
“ขอบใจนะที่เธอมากับฉัน” เอลลีบอกตอนที่พากันออกมาจากโรงเรียนและเดินตามเส้นทางที่จะไปบ้านของอเล็กซ์ โดยเขาเดินคอตกตามมาด้วยอยู่ข้างหลังราวกับหวั่นกลัว
“มันแน่นอนอยู่แล้วเอลลี ฉันไม่มีทางปล่อยเธอไปคนเดียวหรอก”
เราเดินกันจนมาถึงบ้านของอเล็กซ์ เขายืนห่อไหล่ไม่กล้าจ้องมองแม้แต่ประตูบ้านของตัวเองด้วยซ้ำ ในจังหวะที่เอลลีกำลังจะเดินเข้าไปอเล็กซ์ยกมือขึ้นห้ามเสียก่อน เขาเอาแต่สั่นหัวไม่เห็นด้วย
“ฉันขอบคุณพวกเธอจากใจจริงนะ แต่เื่นี้มัน...” เสียงเขายังสั่นไม่หาย ฉันจับไหล่ของอเล็กซ์ให้เขามั่นใจในเื่ที่ฉันกับเอลลีทำ
“เชื่อใจพวกเราสิอเล็กซ์” ฉันบอกเขาเอลลีพยักหน้าให้แล้วดันมือของเขาที่ค้างอยู่ออก
“อย่างน้อยเขาก็น่าจะเกรงในบารมีคุณนายสมิธบ้างล่ะ” เอลลียักไหล่ในขณะที่อเล็กซ์ผ่อนคลายได้บ้าง เขายิ้มบาง ๆ ให้อย่างขอบคุณแล้วยอมแต่โดยดี
พวกเรา 3 คนเดินเข้าไปในบ้านและตรงไปยังห้องที่คุณเมสันชอบเข้าไปเก็บตัวอยู่ ในห้องค่อนข้างสกปรกเกิดจากการไม่ดูแลทำความสะอาดทั้งยังมีกลิ่นสาบของเหล้าเบียร์คละคลุ้งไปหมด เศษก้นบุหรี่กระจัดกระจายแม้แต่ควันบุหรี่ที่กำลังล่องลอยราวกับไม่มีอากาศได้ถ่ายเทให้ออกไป เอลลีได้แต่ส่ายหน้าถอนหายใจเมื่อเห็นว่าตัวบุคคลที่เป็ปัญหากำลังนอนหลับแผ่หลาอยู่บนโซฟาขณะที่มือข้างหนึ่งของเขายังถือขวดเบียร์อยู่
“สวัสดีค่ะคุณเมสัน” เอลลีกล่าวทักทาย
คุณเมสันลืมตาตื่นแล้วไอโครกครากเสียงดัง เขาพยายามพาตัวเองลุกขึ้นนั่งไม่วายยกขวดเบียร์ขึ้นมากระดก ต่อด้วยหยิบเอาบุหรี่ที่ยังดับไม่หมดจากที่เขี่ยบุ่หรี่มาดูดต่อ เชื่อเลยว่าทุกการกระทำของเขาทำให้ฉันทนดูไม่ได้จนต้องเบือนหน้าไปทางอื่นเช่นเดียวกับอเล็กซ์
“โอ้เฮ้ ไง แค่ก ๆ เอลลี” คุณเมสันยิ้มกว้างเมื่อลืมตาได้อย่างเต็มที่ เขาดับบุหรี่ทิ้งทันที “ว้าว หนูมาบ้านลุงครั้งแรกในรอบ 5 ปีเลยนะเนี่ย” เขามองมายังฉัน “นั่นใครน่ะ เพื่อนใหม่เหรออเล็กซ์”
“แคลร์ค่ะ” ฉันบอกแล้วทำท่าจะยื่นมือไปทักทาย แต่คิดอีกทีไม่ควรจะทำดีกว่าเลยรีบเก็บมือตัวเองไว้
“ไม่ยักรู้ว่าอเล็กซ์จะมีเพื่อนผู้หญิงนอกจากเอลลีด้วย” เขาแค่นหัวเราะแล้วเอาแต่จ้องมองลูกชายตัวเอง “ว่าแต่มีอะไรกันงั้นหรือถึงมาที่นี่กันอย่าบอกนะว่ามาทำรายงงานน่ะ”
“เื่อเล็กซ์ไงคะคุณเมสัน” คุณเมสันหยุดหัวเราะเมื่อเอลลีเริ่มพูดเสียงจริงจัง เธอเข้าเื่ทันทีโดยไม่ต้องเกริ่นอะไรก่อน “คุณไม่ต้องมองเขาหรอกค่ะ มันเป็เื่ที่หนูต้องคุยกับคุณ” ฉันอยากจะช่วยเสริมแต่เพราะว่ายังอยู่ในร่างของแคลร์ คุณเมสันไม่น่าจะฟังเท่าไหร่
“มีเื่อะไรที่ต้องทำหน้าเครียดขนาดนั้นกันล่ะเอลลี” เขาว่าพลางหัวเราะแล้วยกเบียร์ขึ้นดื่ม “ลูกชายลุงมันไปแกล้งใครจนเกิดเื่อีกล่ะ”
“ไม่ค่ะ อเล็กซ์เขาคิดได้แล้ว”
“โอ้แบบนั้นก็ดีแล้วหนิ งั้นมีอะไรล่ะ”
“คุณรู้อยู่แก่ใจดีนะคะว่ามันเป็เื่อะไร” เอลลีเดินไปหาอเล็กซ์แล้วจับใบหน้าด้านที่มีรอยฟกช้ำของเขาโชว์ให้คุณเมสันดู “รู้ใช่ไหมคะว่าอเล็กซ์คือลูกชายคนเดียวของคุณในตอนนี้” คุณเมสันวางขวดเบียร์ไว้บนโต๊ะเสียงดัง เขาลุกขึ้นพรวดในทันที
“ลูกผู้ชายมีาแมันเื่ปกติไม่ใช่เหรอ” คุณเมสันขมวดคิ้วจ้องหน้าตอบ เสียงเขาดูหงุดหงิดเป็อย่างมากเมื่ออเล็กซ์ยังคงเอาแต่ก้มหน้า ฉันสังเกตเห็นว่าเขาตัวสั่นเล็กน้อยตอนที่คุณเมสันเอาแต่จ้องราวกับกำลังกล่าวโทษว่าเป็ต้นเหตุที่ทำให้เขาเองถูกเด็กผู้หญิงตำหนิอยู่ “เฮ้เอลลีและเื่นี้มันไม่เกี่ยวอะไรกับหนูรู้ใช่ไหม”
“หนูรู้ค่ะ” เอลลีถอนหายใจแรง แล้วยกมือนวดขมับตัวเองเบา ๆ “แต่คุณอย่าลืมสิคะว่าอเล็กซ์ก็เป็เพื่อนหนูเหมือนกัน”
“ใช่แล้วเขาก็เป็ลูกชายลุง ลุงดูแลเองได้”
“ยังไงคะ” เอลลีขำในลำคอ “โดยการทุบตีเขาไม่หยุดแบบนั้นเหรอคะที่เรียกว่าดูแล”
“เอลลี!” ฉันพาตัวเองไปบังเอลลีทันทีตอนที่คุณเมสันตะคอกเรียกเธอเสียงดัง เช่นเดียวกับอเล็กซ์ที่ทำใจกล้ามายืนอยู่ข้าง ๆ เอลลีกระตุกชายเสื้อของฉันแล้วบอกทางสายตาว่าให้หลบไปเพราะเธอจะเป็คนจัดการเื่นี้เอง
“มันไม่เกี่ยวกับหนูรู้ใช่ไหม เฮอะ” เขาเดินเข้ามาแล้วหันไปจ้องหน้าอเล็กซ์อีกครั้ง ฉันเลยดึงอเล็กซ์ออกห่างจากเขาในทันที “โอ้... ดูเหมือนจะมีคนปกป้องด้วยหนิแถมยังเป็ผู้หญิงเสียด้วย ไม่ยักรู้ว่าแกจะอ่อนแอถึงขนาดหลบอยู่หลังผู้หญิง!”
“พอเถอะค่ะ!” และฉันทนไม่ได้อีกแล้ว “คุณควรจะมีเหตุผลกว่านี้นะคะคุณเมสัน ในนี้คุณเป็ผู้ใหญ่สุดน่าจะทำตัวให้มันสมกับคนที่มีวุฒิภาวะหน่อย”
“โอ้” เขาถอนหายใจแล้วเดินออกห่างไป “เธอชื่ออะไรนะแคลร์ใช่ไหม ฉันรู้จักเธอหรือเปล่า”
“ไม่ต้องสนใจเื่นั้นหรอกค่ะคุณเมสัน” เอลลีท้วงขึ้น “ที่พวกหนูมาวันนี้แค่อยากจะคุยและขอร้องคุณ”
“เื่อะไรล่ะ” เขาแค่นหัวเราะอีกครั้ง “เื่ที่ฉันทำร้ายลูกชายฉันน่ะหรือ หนูก็รู้หนิเอลลีว่านี่มันเื่ภายในครอบครัวลุง”
“แต่คุณไม่ควรที่จะทำแบบนั้นกับอเล็กซ์”
“ก็ดูมันทำตัวสิ!” เขาชี้หน้าอเล็กซ์และเค้นเสียงอย่างเหลืออด “ถ้ามันไม่ทำตัวเหลวแหลกฉันไม่ทำแบบนี้หรอก!”
“ผมขอโทษครับ” อเล็กซ์ก้มหน้าบอกเสียงสั่น น้ำตาของเขาเริ่มหยดไหล
“ไม่ใช่เพราะอเล็กซ์ทำตัวแบบนั้นหรอกค่ะ” เอลลีพยายามบอกอย่างใจเย็น “คุณรู้ว่าเมื่อก่อนอเล็กซ์ไม่ได้เป็แบบนี้และคุณก็รู้ดีแก่ใจว่าต้นเหตุของปัญหาทั้งหมดมันก็มากจากตัวคุณ”
“...”
“คุณเมสันคะ” เอลลีเรียกเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้น “หนูรู้ว่าการสูญเสียทุกอย่างไปในคราวเดียวมันทำให้เรารู้สึกยังไง” เธอยกประเด็นหนึ่งขึ้นมาแล้วมันทำให้คุณเมสันที่ดูอารมณ์ร้ายเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
“เธอจะรู้ได้ยังไง”
“เพราะหนูก็เคยสูญเสียไงคะ” ฉันรู้ว่าสิ่งที่เอลลีกำลังเอ่ยหมายถึงอะไร “คุณก็รู้ว่าทั้งหนูกับแม่ก็ต่างรับไม่ได้กับการที่พ่อต้องจากไปอย่างกระทันหัน” ฉันยังจำความสูญเสียในวัย 9 ขวบได้ดี
“...”
“ตอนนั้นครอบครัวของคุณก็เข้ามาช่วยเหลือพวกเราไว้จนมันผ่านมาได้”
ในตอนนั้นครอบครัวของคุณเมสันยังอยู่กันครบเช่นกัน อเล็กซ์เคยมีน้องชายและเขาเป็ที่รักของทุกคน เช่นเดียวกับคุณนายเมสันหล่อนจิตใจดีและเป็คุณครูที่นักเรียนต่างเคารพนับถือ แต่หลังจากนั้นตอนที่อเล็กซ์และฉันกำลังอยู่เกรด 7 ก็มีเื่ราวอันน่าเสียใจเกิดขึ้น คุณเมสันสูญเสียภรรยาและลูกชายคนเล็กกับอุบัติเหตุทางรถยนต์โดยเขาเป็คนขับรถคันนั้นแต่ว่าเขากลับไม่เป็อะไรเลย เื่นี้ทำให้เขาโทษแต่ตัวเองแล้วเอาแต่ขังตัวอยู่ในห้องไม่ยอมออกไปเจอผู้คนอีกเลย เป็เหตุผลที่เขาเอาแต่กดดันอเล็กซ์คาดหวังให้ลูกชายที่เหลือเพียงคนเดียวไปตามทางที่ขีดไว้โดยไม่สนจิตใจของอเล็กซ์เลยว่าต้องแบกรับเื่ราวต่าง ๆ มากมายแค่ไหน
“เราไปข้างนอกกันเถอะ” ฉันหันไปหาอเล็กซ์แล้วเอ่ยเบา ๆ เพราะเื่ราวที่เอลลีกำลังคุยอยู่ตอนนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อนและคุณเมสันคงไม่อยากให้คนนอกอย่างฉันรับรู้เท่าไหร่
“นายโกรธเขาบ้างไหม” ฉันถามอเล็กซ์หลังพากันมาออกมารอเอลลีอยู่ชานระเบียงหน้าบ้าน เขาเช็ดคราบน้ำตาออกไปแล้วเอาแต่จ้องมองประตูอย่างเป็กังวล
“เคยสิ” อเล็กซ์ตอบเสียงเบา “แต่ฉันเข้าใจเขาทุกอย่าง”
“เื่แม่กับน้องชายของนายน่ะเหรอ”
“เอลลีคงบอกสินะ”
“ประมาณนั้น ขอโทษนะที่ละลาบละล้วง”
“ไม่เป็ไรหรอกคนแถวนี้รู้กันดี จริง ๆ เขาไม่ได้เป็แบบนี้หรอกั้แ่แม่กับน้องจากไปเขาก็ไม่ได้ไปทำงานเก็บตัวจนถูกไล่ออกแล้วเอาแต่โทษตัวเองอยู่แบบนั้น” อเล็กซ์นั่งลงบนเก้าอี้ไม้แล้วค้ำศอกบนหน้าขาตัวเอง เขาประสานมือไว้แล้วหันเข้าไปในบ้านอีกครั้ง “เธอว่าเอลลีจะเป็ไรไหมปล่อยให้อยู่กับคนขี้เมาแบบพ่อฉันนั่นน่ะ”
“ฉันเชื่อว่าเอลลีเก่งพอตัวนะ” เพราะฉันมั่นใจว่าเธอมีวิธีที่ทำให้คุณเมสันยอม อย่างน้อยก็ในเื่ที่เขาไม่ควรทำร้ายอเล็กซ์อีก
“นั่นสินะ แต่พ่อฉันน่ะ...”
“ทำไมนายดูเป็ห่วงเขาขนาดนั้นเลยนะ ทั้ง ๆ ที่เขาทำร้ายนาย”
“ก็เขาเป็พ่อฉันหนิแถมฉันยังมีแค่เขา” อเล็กซ์ถอนหายใจ “อันที่จริงฉันมั่นใจว่าเอลลีคงคุยกับเขาได้แหละรู้ไหม เห็นแบบนั้นเอลลีเป็คนที่เข้มแข็งมากนะ” ฉันขำรับเบา ๆ “ตอนเด็ก ๆ ที่เราเล่นด้วยกันเอลลีเอาแต่ปกป้องฉันจากคนที่มารังแกตลอดเลย”
“โตมานายเลยไปรังแกคนอื่นต่องั้นสินะ” อเล็กซ์ก้มหน้า
“ใช่ มันแย่สุด ๆ เลยรู้ทั้งรู้ว่าการถูกรังแกเป็ยังไง” เขาเอ่ยอย่างรู้สึกผิด
“แต่นายทำแบบนั้นเพราะผลพวงมาจากพ่อนายและนายก็คิดได้แล้ว ฉันยกโทษให้ก็ได้”
“จริงเหรอ!” เขาทำตาโต “แต่เธอไม่ต้องยกโทษให้ฉันง่าย ๆ เพียงเพราะมีเื่แบบนี้เกิดขึ้นก็ได้”
กับคนที่โดนกลั่นแกล้งมาตลอดอย่างแคลร์คงไม่เห็นด้วยหากฉันให้อภัยอเล็กซ์อย่างง่ายดาย เื่นี้ฉันลืมคิดถึงจิตใจคนที่ถูกรังแกมาตลอดได้ยังไง
“นั่นสิ คนที่โดนมาตลอดเขาจดจำได้เสมอแหละ”
“ฉันยอมเป็เบ้เธอตลอดชีวิตยังได้เลยแคลร์เพราะสิ่งที่ฉันกลั่นแกล้งเธอมันเกินกว่าจะให้อภัยจริง ๆ”
“ไว้ฉันจะบอกเื่นี้กับแคลร์ให้นะ” เขาทำหน้างุนงงนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อจากนั้น
“แคลร์” เขาเรียกหลังจากที่ฉันลุกขึ้นยืดตัวบิดี้เี
“ว่าไง”
“ขอบคุณทั้งเธอและเอลลีอีกรอบนะ” เขาเดินมาอยู่ข้าง ๆ
“ไว้นายบอกกับเอลลีเองเถอะ” เขาหัวเราะนิดหน่อย ฉันสูดลมหายใจเข้าเบา ๆ แล้วมองไปยังสนามหญ้าหน้าบ้านของเขาที่มีหญ้าขึ้นยาวเต็มไปหมด “ไม่ได้มาวิ่งเล่นที่นี่นานแค่ไหนแล้วนะ” ตอนเด็ก ๆ ฉันกับอเล็กซ์และน้องชายเขาชอบมาเล่นที่นี่ประจำเลย
“ว่าไงนะ”
“เปล่า นายตัดหญ้าบ้างนะรกแบบนั้นงูจะฉกเอา” อเล็กซ์ขำอย่างเห็นด้วย
“รู้ไหมว่าพวกเธอสองคนเหมือนกันมาก” เขาบอก “มันอาจจะดูเป็ความคิดที่บ้าแต่ว่าฉันเคยคิดว่าตอนที่ฉันคุยกับเธอคือตอนที่ฉันกำลังคุยกับเอลลีอยู่ดวยล่ะ แบบว่าไม่รู้สิอาจเป็เพราะพวกเธอสนิทกันเลยนิสัยเหมือนกันมั้ง”
เพราะฉันคือเอลลีไงอเล็กซ์ฉันคือเอลลีที่เป็เพื่อนนายั้แ่เด็ก ๆ จะให้บอกอเล็กซ์ไปแบบนั้นเหรอ คงไม่มีทาง
“เอาเถอะหน่าอเล็กซ์”
“แล้วฉันก็รู้สึกผิดมากจริง ๆ ที่ตลอดเวลาไม่เคยเห็นว่าพวกเธอเป็คนดีมากขนาดนี้”
“ตอนนี้นายเป็คนที่ดีขึ้นแล้วเลิกคิดเื่อะไรพวกนั้นเถอะ”
“นั่นสิ” อเล็กซ์ตอบ เป็จังหวะที่เอลลีเปิดประตูออกมาโดยหัวคิ้วพันกันยุ่งเหยิง ซึ่งฉันเดาได้ว่าข้างในนั่นคงทำให้เธอปวดหัวอยู่มากเลยทีเดียว
“พ่อนายมันงี่เง่า” เอลลีชี้หน้าอเล็กซ์เร็ว ๆ แล้วยกมือขึ้นนวดขมับตัวเอง
“ไม่ได้ผลสินะ” อเล็กซ์ถอนหายใจ
“เขาจะไม่ทำอะไรนายอีกต่อไปอเล็กซ์” เอลลีบอก “แต่ถ้าเขาทำอีกเขาก็จะเจอคนอย่างคุณนายสมิธ...รอได้เลย” ประโยคหลังเธอตั้งใจะโเข้าไปในบ้าน อเล็กซ์และฉันพากันขำ
“ขอบคุณเธอมากจริง ๆ นะเอลลี” อเล็กซ์เช็ดมือกับกางเกงตัวเองตอนลุกขึ้นยืน “พวกเธอทั้งสองคนเลยฉันไม่รู้จะตอบแทนเื่นี้ยังไงดี แบบคนแบบฉันเนี่ยนะทำไมยังได้โอกาสรับสิ่งดี ๆ จากพวกเธออีกกัน โดยเฉพาะเธอแคลร์ ฉันรังแกเธอมาตลอดแท้ ๆ” เขาบอกอย่างยืดยาว ฉันและเอลลีมองหน้าแล้วยิ้มให้กันเพียงนิดหน่อย
“เพราะนายคิดได้จริง ๆ ล่ะมั้ง” และถ้าฉันมีโอกาสฉันจะบอกกับแคลร์และให้หล่อนตัดสินใจเองว่าอเล็กซ์ในตอนนี้ควรให้อภัยหรือเปล่า “แต่ยังไงฉันก็จะจับตานายอยู่ตลอดรู้ไหม” อเล็กซ์ยิ้ม
“พวกเธอจะกลับบ้านเลยหรือเปล่า” เขาถามแล้วทำท่าควานหาอะไรบางอย่างจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ของตัวเอง “อะนี่... ฉันได้มากจากคุณเมลินีตอนไปช่วยงานในครัวน่ะ คิดว่าพวกเธอน่าจะชอบกัน” เป็คูปองอะไรบางอย่าง
“ไม่อยากเชื่อ” เอลลีรับคูปองนั้นไปแล้วทำตาลุกวาว เธอโชว์ให้เห็นในเวลาต่อมา
“ถามจริง!!” เพราะเป็คูปองร้านไอศกรีมร้านโปรดที่เคยปิดตัวไปแล้ว และตอนเด็ก ๆ ฉันชอบแอบคุณนายสมิธไปกับอเล็กซ์บ่อยมาก ๆ
“ร้านมันกลับมาเปิดแล้วน่ะ ฉันก็พึ่งรู้ตอนคุณเมลินีบอกนั่นแหละเลยคิดถึงเธอทันที” อเล็กซ์อธิบายในตอนที่เอลลีเอาแต่พลิกดูกระดาษคูปองไปมาราวกับคนสติล่องลอยไปแล้ว “ฉันคิดอยู่แล้วเชียวว่าเธอจะต้องชอบด้วยแคลร์”
“มันแน่นอนอยู่แล้วอเล็กซ์” ฉันยิ้มกลับไป
“ขอบใจนายมากนะ” เอลลีบอกเขา “แล้วนายไม่เก็บไว้เองบ้างเหรอ” ฉันเลิกคิ้วตามกับคำถามของเอลลี เพราะคิดว่าอเล็กซ์ก็ชอบไอศกรีมร้านนี้เหมือนกัน
“รู้อะไรไหม” เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นเสมออก “ฉันไม่เคยชอบช็อคมิ้นท์เลย”
.
.
.
“บอกเลยว่าคนอย่างอเล็กซ์พลาดของดีในชีวิตนี้ไปแล้ว” เอลลีเอ่ยขึ้นตอนตักไอศกรีมรสช็อคโกแลตมิ้นท์เข้าปากด้วยช้อนพลาสติกอันเล็กขณะที่เรากำลังพากันเดินตามทางกลับบ้าน ฉันพยักหน้าหงึกหงักและเลียไอศกรีมสีฟ้าสดใสที่อยู่ในขนมปังโคนอย่างเห็นด้วย
“ช็อคมิ้นท์คือจิติญญา” ฉันเอ่ยอย่างสัตย์จริง ยกให้สิ่งที่กำลังลิ้มรสอยู่ตรงนี้คือสิ่งที่อร่อยที่สุดในโลก “ไม่เข้าใจว่าทำไมคนถึงไม่ชอบกัน” เอลลีพยักหน้าแล้วขำเบา ๆ
“ฉันก็คิดงั้น” เธอหลับตาตอบตอนตักไอศรีมเนื้อนุ่มเข้าปากอีกคำ
“อร่อยใช่ไหม” ฉันถาม เอลลีพยักหน้าหงึกหงักอย่างรวดเร็วแล้วเราต่างพากันหัวเราะ
วันนี้เื่ของคุณเมสันกับอเล็กซ์จบลงไปด้วยดี ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าเขาจะไม่กล้าทำอะไรอเล็กซ์อีกเพราะอย่างน้อยคุณเมสันก็เคยเป็คนจิตใจดีมาก่อน เขาน่าจะมีความเป็พ่อหลงเหลืออยู่บ้างไม่มากก็น้อย
“จริงสิ” ฉันนึกเื่อะไรบางอย่างออก “เธอรู้ใช่ไหมว่าคุณเมสันเคยทำงานอยู่ที่อุทยานริเวอร์ตัลปาร์คมาก่อน”
“ใช่...” เอลลีพยักหน้ารับ เธอคลางในลำคอแล้วก็ทำท่าเหมือนคิดอะไรออก อันที่จริงฉัน้าให้เธอทำแบบนี้อยู่แล้ว “มันเป็โอกาสดีเลยที่เขาจะได้เริ่มต้นใหม่ว่าไหม”
“ถูกเผงเลย” ฉันยื่นมือเข้าไปแล้วใช้นิ้วโป้งเช็ดคราบไอศกรีมที่เลอะมุมปากของเอลลี เธอแลบลิ้นเลียเล็กน้อย
“ฉันคิดว่าน่าจะช่วยเขาได้นะ...มั้ง” อันที่จริงฉันก็ไม่ได้อยากให้เอลลีเป็คนอาสาที่จะช่วยคุณเมสันในเื่นี้เท่าไหร่เพราะเธอต้องไปคุยกับแฮดลี่ย์โดยตรง
“เอล...”
“ไม่นะ...”
ฉันหลับตาลงแล้วถอนหายใจแรงเมื่อเผลอไปคิดถึงคนที่ไม่อยากนึกถึงและหล่อนดันมาอยู่ตรงนี้ที่หน้าบ้านของเอลลีอีกแล้ว! อันที่จริงฉันควรจะเอะใจั้แ่มีเสียงรถเทียบท่ากับถนนแล้วด้วยซ้ำ
“แฮดลี่ย์”
“ไม่อยากจะเชื่อ” เหลือกตามองบนแทบจะปล่อยโคนไอศกรีมตัวเองหลุดออกจากมือไป
“เธอบอกว่ามีธุระแต่ธุระของเธอคือการมากินไอศกรีมกับแคลร์เหรอ” หล่อนทำหน้าราวกับคนที่กำลังผิดหวัง ซึ่งฉันได้แต่กรอกตาไปมาอย่างเบื่อหน่าย
“เอ่อ...แฮด”
“ตอบสิเอล”
“ว้าว” เผลอหัวเราะขำเมื่อคิดไปว่าแฮดลี่ย์กำลังแสดงอาการหึงหวงออกมาให้เห็นอีกแล้ว เอลลีส่งสายตาห้ามปรามมาให้ฉันในทันที
“อ้าวไงจ้ะเด็ก ๆ”
“แม่ / แม่” ทั้งฉันและเอลลีตอบรับพร้อมกัน แฮดลี่ย์ขมวดคิ้วจ้องเราสองคนไปมา
“คุณนายสมิธ...ให้หนูช่วยนะคะ”
ทำเสียงสูงเพราะไม่ใช่แค่แฮดลี่ย์คนที่อยู่ข้าง ๆ อย่างเอลลีเองก็ทำหน้าสงสัยเหมือนกัน ฉันรีบพาตัวเองเข้าไปช่วยคุณนายสมิธถือของก่อนจะเข้าบ้าน ปล่อยให้สองคนที่เริ่มผิดใจเคลียร์กันไปเพราะอย่างน้อยแผนของวันนี้ก็ทำสำเร็จไปแล้ว