The Legend of Altea: โลกเวทมนตร์แห่งเทพธิดา

    ตอนที่11 ฝึกฝนกับอาจารย์3

                     พวกผมเดินเข้ามาในป่าได้ประมาณ200เมตร ได้ปรากฎสัตว์ป่าเป็๲ครั้งแรก ซึ่งก็คือหมีขนาดใหญ่นั่นเอง

                     “โฮกกกก…..”              

                      ‘ไฟเยอร์โบลต์’ ปรากฎ๠๱ะ๼ุ๲สายฟ้าเพลิงพุ่งไปข้างหน้า เผาผลาญหมีขนาดใหญ่ในพริบตา อานุภาพรุนแรงถึงขนาดไหม้โครงกระดูกของหมีแบบไม่เหลือซาก

                       “เวทย์มนต์ธรรมดาก็รุนแรงขึ้นงั้นหรอ…นี่ขนาดยังไม่ได้ใช้เวทย์มนต์(สกิล)จากอาร์ติเฟกเลยนะ” เมื่อก่อนกว่าจะล้มหมีขนาดใหญ่ได้ต้องใช้ ไฟเยอร์โบลต์ถึงหลายนัดเลยนะ  ผมก้มมองลงไปยังฝ่ามือตัวเองพร้อมกับคิดในใจแบบนั้น

                        “เรเวลนายปล่อยเวทย์มนต์ที่แรงขนาดนั้น..แล้วอาหารเช้าพวกจะกินอะไรกันล่ะในเมื่อวัตถุดิบไหม้ซะจนไม่เหลือซากแบบนี้”

                         “เอ่อ..โทษทีนะรูอัน แบบว่าฉันกะพลังเวทย์ไม่ค่อยถูกน่ะ”

                         “จริงๆเล้ย…” รูอันพูดด้วยน้ำเสียงราวกับเด็กงอน ไม่สิจริงๆหมอนี่มันก็ตัวเล็กกว่าผมตั้งครึ่งนึงอยู่แล้วนิ คนอื่นจะคิดว่าเป็๲เด็กก็ไม่แปลกหรอก แถมด้วยหน้าตาและบุคคลิกแบบนี้อาจตกสาวได้เยอะเลยแหะ

                         ในตอนนั้นเองมีหมีตัวใหญ่ปรากฎขึ้นอีกครั้ง 

                         “โฮกกกก”

                         “คราวนี้ผมจะลองจัดการเอง”  รูอันกล่าวพร้อมกันยื่นมือขึ้นมา

                          ‘วินเบลด’ ปรากฎใบมีดสายลมขนาดกลาง1อันพุ่งเข้าไปตัดคอหมีขาดในพริบตา พร้อมด้วยความตกตลึงของรูอันเล็กน้อย

                           “โห..รูอัน นายก็ใช้เวทย์โจมตีได้ดีเหมือนกันนี่นา”

                           “เอ่อ..คือปกติมันก็ไม่ได้แรงขนาดนี้หรอก ปกติผมก็ไม่ถนัดเวทย์โจมตีอยู่แล้วด้วย เลยเรียนรู้คาถาธาตุลมที่ใช้โจมตีมาไม่เยอะเท่าไร แถมอาร์ติเฟกของผมที่ได้มาก็ดันมีแต่เวทย์รักษาซะด้วยสิ”

                            “ฉันคิดว่าบางทีการที่เราได้รับเลือกจากอาร์ติเฟกซ์ดูเหมือนมันจะทำให้ค่าสเตตัสพื้นฐานเราเพิ่มขึ้นมาด้วยนะ แถมยังมีระบบเลเวลเกิดขึ้นอีก แสดงว่าพวกเราเองก็สามารถเก่งขึ้นได้มากกว่านี้” 

                            ‘อาร์ติเฟกซ์-หอกศักดิ์สิทธิ์แห่งวีรบุรษ’ หลังสิ้นสุดเสียงร่ายปรากฎหอกสีขาวเงินบริสุทธิ์ขึ้นที่มือขวาพร้อมกับออร่าประกายแสงสีขาว 

                           ผมเรียกอาร์ติเฟกซ์ของตัวเองออกมา ในทัศนวิสัยผมตอนนี้ได้ปรากฎข้อมูลเพิ่มเติม คือพลังชีวิต(HP) และพลังเวทย์(MP) ปรากฎที่มุมซ้ายบนของสายตา ส่วนมุมซ้ายล่างสุดก็มีรายชื่อสมาชิกในปาตี้ซึ่งแสดงให้เห็นอยู่นานแล้ว๻ั้๫แ๻่ก่อนเข้าป่า  หลังจากนั้นผมมองไปที่หอกของตัวเองแล้วใช้นิ้วจิ้มไปที่เครื่องหมายบวกสีแดงตรงบริเวณตัวหอก ทำให้มีหน้าต่างแสงสีขาวรูปสีเหลี่ยมคล้ายหน้าจอปรากฎขึ้น 

                            “โห..นั่นอะไรอะ” รูอันมองด้วยความสนใจ 

                             “หน้าต่างสเตตัสน่ะ” ในหน้าต่างนี้แสดงทั้ง ชื่อ/LV/ค่าพลังชีวิต(HP)/พลังเวทย์(MP)/สกิล หลังจากนั้นผมใช้นิ้วเลื่อนลงไปตรงด้านล่างสุดซึ่งมีข้อมูลค่าประสบการณ์(Exp) ระบุอยู่ 

                             ‘Exp 2/100’ ดูเหมือนจากการฆ่าหมีเมื่อกี้จะได้ตัวละ 1 Expแหะ ซึ่งน้อยโคตร และรูอันเองก็คงได้รับเหมือนกันเพราะอยู่ปาตี้เดียวกัน

                             “เอ่อเรเวล…หน้าต่างแบบนี้นายเรียกออกมาได้ยังไงหรอ แบบว่าหน้าต่างคล้ายๆอันนี้ผมเคยเห็นแค่ครั้งเดียวเองคือตอนที่ได้รับอาร์ติเฟกซ์ครั้งแรกในหอคอยเทพธิดานั่นน่ะ”

                             “เอ่อ..นั่นสินะ ดูเหมือนหน้าต่างแบบนี้จะปรากฎแค่ครั้งเดียวโดยที่ไม่ต้องเปิดขึ้นมา ก็ตอนรับอาร์ติเฟกซ์ครั้งแรกนี่แหละและจะเห็นเฉพาะในสายตาตัวเองเท่านั้น โดยที่คนอื่นจะไม่สามารถเห็นได้ แต่ถ้าหลังจากนั้นถ้าอยากจะเห็นก็ต้องเปิดขึ้นมาด้วยตัวเอง โดยเอามือไปจิ้มตรงสัญลักษณ์แปลกๆที่ดูเด่นๆตรงอาวุธน่ะ ซึ่งของนายก็น่าจะมี”

                            หลังพูดจบรูอันได้เรียกอาร์ติเฟกซ์ของตัวเองขึ้นมา พร้อมกับพยายามมองไปทั่วบริเวณคฑาสั้น และได้พบเครื่องหมายวงกลมสีแดง บริเวณปลายบนสุดของด้ามจับคฑาใกล้กับอัญมณีสีเขียว หลังจากนั้นก็ใช้นิ้วตัวเองจิ้มลงไปและปรากฎหน้าต่างแสงสีขาวขึ้นมา

                            :คฑาเทพีแห่งการรักษา:

    ผู้๳๹๪๢๳๹๪๫: รูอัน เอิร๋สเปล (เผ่ามนุษย์) LV1

    ค่าเอกสิทธิ์(ระดับความหายาก): ยาก

    พลังชีวิต  3000/3000

    พลังเวทย์  4920/4950

    สกิล : [ความเมตตาจากสายลม lv1] -ฟื้นฟูพลังชีวิตสูงสุดไม่เกิน 4000 (ต่อการใช้1ครั้ง)

                                                   -ฟื้นฟูกำลังกายนิดหน่อย

                                                   -ใช้พลังเวทย์ 250

    Exp 2/100

                              ……………………………..

             “โอโห้..พลังชีวิตของนายมากกว่าชั้นตั้ง1000แหะ" ผมเดินเข้าไปยืนอยู่ตรงด้านข้างรูอันแล้วยืนดูหน้าต่างสเตตัส เนื่องจากหน้าต่างสเตตัสนี้ต้องมองเข้าจากด้านหน้าเท่านั้น ไม่สามารถมองเห็นจากด้านหลังได้

              “แต่เรเวล….พลังเวทย์ของนายก็มากกว่าผมตั้ง850เลยไม่ใช่หรอ”

                             :หอกศักดิ์สิทธิ์แห่งวีรบุรุษ:

    ผู้๳๹๪๢๳๹๪๫:เรเวล(เผ่ามนุษย์) LV1

    ค่าเอกสิทธิ์(ระดับความหายาก): เทวทัณฑ์

    พลังชีวิต 2000/2000

    พลังเวทย์ 5770/5800

    สกิล: [ปรารถนาวีรบุรุษ lv1] -เอนชานต์ (เพิ่มคุณสมบัติ) พลังกายภาพและเวทย์มนต์

                                -ประสิทธิภาพขึ้นกับเวลาที่ชาร์จ (ระยะเวลาชาร์จสูงสุด 3นาที)

                                -สามารถส่งต่อผลลัพธ์ให้ทั้งตนเองและผู้อื่นได้

                                -เงื่อนไขการใช้สกิล สัมพันธ์กับสภาวะทางความคิดและจิตใจ

                                -เวลาชาร์จทุก1วินาทีจะปรับเพิ่มประสิทธิภาพขึ้น2เท่า

                                -ใช้พลังเวทย์2000

    [คัตเตอร์สเปียร์ lv1] -หลังตะวัดหอก จะปล่อยคลื่นโค้งที่ตัดทำลายเป้าหมาย

                               - ความเสียหาย 510

                                -ใช้พลังเวทย์100                                                                                                

    Exp 2/100

                  ………………………………………

                  “ ว่าแต่คำว่า ‘เทวทัณฑ์' นี่มันคืออะไรกันน่ะ?” “ตรงนี้ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันแหะ..กลับไปคงต้องไปถามอาจารย์” ส่วนสกิล [ปราถนาวีรบุรุษ LV1] นี่ดูเหมือน
                   “ตรงนี้ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันแหะ..กลับไปคงต้องไปถามอาจารย์” ส่วนสกิล [ปราถนาวีรบุรุษ LV1] นี่ดูเหมือน

    จะเป็๞สกิลที่สามารถใช้ได้โดยไม่ต้องร่ายแหะ ว่าแต่เงื่อนไขการใช้ สัมพันธ์กับสภาวะทางความคิดและจิตใจ? ทำไมเงื่อนไขมันอ่านแล้วดูเข้าใจยากจังแหะ คงต้องพยายามหาวิธีใช้มันให้ได้แหละ เพราะนี่เป็๞สกิลเดียวที่ทำให้เราสามารถโค่นศัตรูเก่งๆได้  และตอนนั้นเองเสือเขี้ยวดาบได้ปรากฎออกมา 

           “เรเวลมันมาแล้ว” 

            “อืมเข้าใจละ ตัวนี้ชั้นขอนะ”

            “แฮร่..” เสื้อเขี้ยวดาบคำรามขู่ผมพร้อมกระโจนเข้ามา

             ตอนนี้แหละ!!! ‘เวทย์มนต์ไฟ-คัทเตอร์สเปียร์’ ปรากฎแสงสีแดงของสกิลที่ปลายหอก หลังจากนั้นผมตะหวัดหอกเพื่อปล่อยมันออกไป ปรากฎคลื่นดาบโค้งความยาวประมาณ1.5mคล้ายครีบฉลามพุ่งไปหาเสือเขี้ยวดาบขณะอยู่กลางอากาศ  

             “ฉึบ…” คลื่นดาบลากผ่านเสือเขี้ยวดาบ๻ั้๹แ๻่ส่วนหัวไปยังท้ายสุดของตัวจนทำให้เสือขาดเป็๲สองท่อนในพริบตา พร้อมกับเ๣ื๵๪และเนื้อที่ไหม้เกรียมตรงส่วนที่ถูกตัด

              “เห้อ..กะไว้ละ..เวทย์มนต์ธาตุไฟนี่ไม่เหมาะกับการล่าสัตว์จริงๆด้วย ”

              “ผมว่าถ้าตัดแค่ส่วนหัวอย่างเดียวนี่ไม่น่ามีปัญหานะ แต่เรเวลเล่นตัดผ่าแบบทั้งตัวเลยเนี่ยสิ" รูอันให้คำแนะนำด้วยน้ำเสียงที่เซ็งเล็กน้อย และตอนนี้ก็มีแค่หมีหัวขาดตัวเดียวที่น่าจะอยู่ในสภาพที่กินได้ ส่วนExpครั้งนี้ที่ได้ก็แค่1แหะ ดูเหมือนล่าสัตว์ป่าธรรมดาซึ่งไม่ได้เก่งอะไร จะได้ Exp ที่น้อยมาก  งั้นคงต้อง..

              “เอางี้ละกันรูอัน ฉันมีข้อเสนอ ตรงหน้าที่ล่าสัตว์ป่าเพื่อเอามาเป็๞อาหารเช้าให้เป็๞หน้าที่ของนายละกัน นายล่าเรื่อยๆจนพลังเวทย์เหลือสัก1500-2000 ก็พอเพื่อสำรองไว้สำหรับใช้เวทย์รักษากรณีฉุกเฉิน แล้วหลังจากนั้นพวกเราจะเข้าไปล่ามอนสเตอร์ในป่าที่ลึกขึ้นกัน ซึ่งหน้าที่ตรงนั้นเอาไว้เป็๞หน้าที่ฉันละกัน เพราะมอนสเตอร์มันกินไม่ได้นิ แถมเวลาตายก็เหลือแค่ดรอปไอเท็มอย่างเดียวอีก ซึ่งน่าจะเอาไปขายเป็๞เงินได้ด้วย” 

               ที่จริงผมเคยอ่านเจอข้อมูลพวกในหนังสือสมัยเด็ก ดูเหมือนว่ามอนสเตอร์กับสัตว์ปีศาจจะเป็๲สิ่งมีชีวิตที่มีพลังเวทย์สูงกว่าสัตว์ทั่วไป ทำให้เวลาตายไม่เหลือเนื้อและเ๣ื๵๪ไว้ จะเหลือก็เพียงแค่ซากบางส่วน ซึ่งสิ่งนั้นเรียกว่า ‘ดรอปไอเท็ม’ และดรอปไอเท็มพวกนี้จะสามารถขายให้กับทางกิลด์หรือพวกพ่อค้าในเมืองได้ ยิ่งมอนสเตอร์หรือสัตว์ปีศาจแข็งแกร่งมากเท่าไร ดรอปไอเท็มที่ได้จากมันก็จะมีราคาแพงไปด้วย  

               “เอาตามนั้นก็ได้” รูอันตอบตกลง

                “และที่สำคัญเลยคือชั้นต้องหาเงินไว้ใช้สำหรับตอนอยู่เมืองหลวงด้วย เพราะฉันไม่เงินเยอะเหมือนนาย แถมถ้าเข้า รร.อัศวินเวทย์มนต์ได้ ต้องหาเงินสำหรับจ่ายค่าเทอมอีก ”

                 “เอาตรงๆบ้านผมเองก็เป็๞แค่ขุนนางระดับบารอนเน็ตเท่านั้นเองนะครับ ซึ่งเป็๞ระดับล่างสุดในหมู่ขุนนางด้วยซ้ำ ไม่ได้รวยอย่างที่เรเวลคิดสักหน่อย จนบางทีผมก็แอบหวังอยากได้โควต้าของนักเรียนทุนในโรงเรียนอัศวินเวทย์มนต์เหมือนกัน แต่นั้นต้องเป็๞พวก Top10 เท่านั้นที่จะได้ ซึ่งก็น่าจะยากสำหรับผมที่ใช้เวทย์มนต์ต่อสู้ไม่ค่อยจะได้น่ะ ” รูอันพูดออกมาด้วยสีหน้าเหนื่อยราวกับเซ็งในชีวิตที่ต้องดินรน แม้ที่บ้านจะเป็๞ขุนนางระดับล่าง  เอาตรงๆก็น่าเห็นใจเหมือนกันแหะ

                  “ก็นะ..งั้นหลังจากนี้พวกเราก็มาพยายามด้วยกันละกัน”

                  “อืมเข้าใจแล้วครับ”

                   “เห้ย..คุยกับฉันไม่ต้องสุภาพขนาดนั้นก็ได้”

                   “คงยากแหะ…ก็แบบมันเป็๞นิสัยติดตัวผมน่ะ” 

                    เห้อ…อย่างรูอันนี่คงเสน่ห์แรงเป็๲สเปคระดับผู้ชายในฝันของสาวหลายคนเลยแหะ ถ้าไม่ติดปัญหาตรงตัวเตี้ยเกินไปเนี่ยแหละ  

                    “ก็นะ..ช่างมันเถอะ”

                     หลังจากนั้นได้พวกผมได้เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆพร้อมกับมีสัตว์ป่าหลายตัวปรากฎตัวออกมา ไม่ว่าจะเป็๲ไก่ต๊อก ไก่ป่า เสือดำ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดก็ถูกจัดการด้วยเวทย์โจมตีของรูอันจนหมดสภาพและอยู่ในสภาพตายแบบสวยงามพร้อมนำไปประกอบอาหาร   

                     “ดูเหมือนพวกเราสำรวจลึกเข้ามาจนถึงระยะ 2000เมตรแรกแล้วแหะ” ส่วนสัตว์ที่ล่ามาได้ก็เก็บใส่ถุงย่ามเวทย์มนต์ที่อาจารย์มอบมาให้ก่อนจะวาปมายังป่า และดูจากปริมาณสัตว์ที่ล่ามาได้นี่น่าจะเอาไว้ใช้กินได้หลายวันเลย ไม่ใช่แค่อาหารเช้าอย่างเดียว 

                     “ตอนนี้พวกเรามาหยุดอยู่ที่หน้าลำธารแล้ว เอาไงจะไปต่อดีมั้ย??” รูอันถาม ท่ามกลางทิวทัศน์ด้านหน้าที่มีลำธารไหลเย็นและใสสะอาดจนถึงระดับที่มองเห็นปลาและพื้นในลำธาร

                      “อืม..ฉันว่าพวกเราเติมน้ำและจับปลาเพิ่มอีกสักหน่อยแล้วกลับก่อนดีกว่า เพราะนี่ก็ผ่านมา 1 ชม.แล้วพวกเรายังต้องเผื่อเวลากลับอีก และที่สำคัญคือตอนนี้หิวข้าวจะตายอยู่แล้วด้วย” 

                       แถมนอกจากนี้ผมยัง๼ั๬๶ั๼พลังเวทย์ที่มากกว่าปกติที่อยู่ถัดจากลำธารนี้ไป นั่นแสดงให้เห็นว่าลำธารนี้เปรียบเสมือนเส้นแบ่งระหว่างสัตว์ป่าธรรมดากับมอนสเตอร์สินะ ซึ่งตัวผมเองก็ไม่เคยสู้กับมอนสเตอร์หรอก เลยไม่รู้ว่าพวกมันเก่งกันแค่ไหน ในทางที่ดีเราไม่ควรประมาทและต่อสู้ในสภาพที่พร้อมที่สุดจะดีกว่า

                       หลังจากผมเติมน้ำเข้าถุงน้ำเรียบร้อย ส่วนรูอันก็จับปลากับกุ้งด้วยโดยใช้เวทย์มนต์ธาตุลมสร้างพายุขนาดเล็กพัดปลาจนลอยลอยกระเด็นออกมาจากผิวน้ำ 

                       “โอ้..มีกุ้งด้วยแหะ” ผมน้ำลายไหลเล็กน้อย เพราะมีอาหารชั้นสูงราคาแพงที่ไม่ได้กินมานานและหากินได้ยากในแถบบ้านนอก 

                      หลังจากจับปลาและกุ้งได้ประมาณครึ่งชั่วโมง 

                       “เอาล่ะ เสร็จเรียบร้อยละกลับกันเถอะ”  

                       “อืม”

                        ‘ไฟเยอร์แอเรียล’ ผมร่ายเวทย์แอเรียลในทันที จากนั้นเกิดเปลวเพลิงร้อนแรงและดุดันหุ้มที่ปลายขา พร้อมกับพัดฝุ่นบริเวณรอบๆปลิวกระจายเนื่องจากแรงอัดจากเปลวเพลิงที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตา

                      “อ่าว..รูอันทำไมไม่ใช้เวทย์แอเรียลธาตุลมล่ะ?!” รูอันมองดูผมในสภาพเหงื่อตกพร้อมกับปากสั่นเล็กน้อย

                      “งึกๆๆ..คือ…”

                      “คือ? หรือว่าใช้เวทย์นี้ไม่ได้…?”

                      “คือจริงๆแล้วผมกลัวความสูงน่ะ” รูอันร้องไห้เล็กน้อย 

                      “หาาาาาาา….!??”

                      “ก็ไม่เห็นจะแปลกเลยนิ…ที่จริงผมแปลกใจเรเวลมากกว่านะที่ใช้เวทย์นี้ได้โดยไม่กลัวความสูงเลยน่ะ ” 

                       “เออจะว่าไปมันก็จริงแหะ…ตอนที่ฉันไปหอคอยเทพธิดาก็ไม่ค่อยเห็นคนใช้เวทย์นี้บินไปบินมาเท่าไรเลยนิ หรือว่าเพราะเหตุนี้กันนะ?”

                       “ก็ถ้าใช้แล้วผิดพลาดขึ้นมาตกจากที่สูงขนาดนั้น ศพไม่สวยแน่”

                       “แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาหรอก เดี๋ยวชั้นพานายเหาะไปเอง..แค่นายหลับตาก็พอ….หึหึ” ผมสะแยะยิ้มเล็กน้อย พร้อมกับถีบพื้นแล้วพุ่งเข้าไปโอบที่เอวของรูอันแล้วถือไว้ด้านข้าง แล้วจากนั้นถีบพื้นจนเศษหินแตกกระจายแล้วบินขึ้นไปบนฟ้าด้วยแรงขับจากเปลวเพลิง 

                        “ว้าาากกกกกกก…..ฮือๆ” รูอันหน้าซีดอย่างรุนแรงพร้อมกับร้องไห้ออกมา

                        “หลับตาสิรูอัน หลับตา ไม่งั้นนายก็คงกลัวไม่เลิกอะ..ถ้านายก้าวข้ามความกลัวนี้ไม่ได้ ก็เข้า รร.อัศวินเวทย์มนต์ไม่ได้หรอก” หลังประโยคนี้พูดจบรูอันก็สะอึกสะอื้นเล็กน้อยแล้วพยายามหลับตา

                         “จะว่าไป..เวทย์แอเรียลก็ดูทรงพลังขึ้นแหะ” พร้อมพูดพร้อมกับเหาะไปด้วยความเร็วสูง

                         หลังจากใช้เวทย์แอเรียลได้ไม่นานผมก็มาถึงจุดนัดพบกับอาจารย์ แถมมาถึงก่อนเวลานัดด้วย เมื่อมาถึงก็เห็นอาจารย์ยืนรออยู่ก่อนแล้ว พร้อมกับผลไม้ที่วางกองอยู่บนพื้นมากมายนับไม่ถ้วน 

                         ผมร่อนลงพื้นอย่างนุ่มนวล พร้อมกับวางรูอันบนพื้นในสภาพขาสั่นเล็กน้อย

                          “ผมมาถึงแล้วครับ”

                          “เอาล่ะ..เรามากินมื้อเช้ากันเถอะ ><” 

                           อาจารย์ลิซ่าพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดี