"ฟางเหนียงเ้าเสร็จหรือยัง"
จ้าวเย่วเอ่ยเรียกหญิงสาวด้วยท่าทีรีบร้อนอยู่ที่หน้าห้อง
"เสร็จแล้วๆ"
"เร็วๆ เข้า สายแล้วนะ"
จ้าวเย่วยังคงบ่นให้สหายของตนเล็กน้อยทั้งที่ฟางเหนียงออกมาจากห้องแล้ว
"ไปกันเถอะ"
วันนี้ทั้ง 2 แต่งตัวสวยงามมากกว่าทุกวัน เพราะ 1-3 วันนี้เป็่เทศกาลไหว้พระจันทร์ คนนี้ที่นี่เฉลิมฉลองกันถึง 3 วัน 3 คืน ทั้งสองเลือกที่จะออกไปเดินเล่นที่ตลาดด้านล่างูเาเป็วันสุดท้ายเพราะมีการจัดแสดงตกแต่งต้นไม้มงคล จะเป็เช่นไรหรือฟางเหนียงเองก็ยังไม่เคยเห็นเช่นกันเพราะนี่คือครั้งแรกของนาง ทางสำนักปิดเรียนให้ศิษย์ทุกคนได้เดินทางกลับบ้านเพื่อไปอยู่กับครอบครัว แต่หญิงสาวไม่มีบ้านให้กลับเพราะเธอมีเพียงที่นี่ที่เดียว ฉะนั้นตลอด 2 วันที่ผ่านมานางใช่เวลาทั้งหมดไปกับการฝึกพลังิญญา เพราะเมื่อเปิดเรียนมาหญิงสาวต้องเริ่มฝึกกับเ้าสำนัก เพราะฉะนั้นนางจะไม่ยอมให้เขามาดูถูกนางเด็ดขาด จ้าวเย่วพึ่งกลับจากบ้านเมื่อเช้านี้ เพราะสัญญากันฟางเหนียงไว้ว่าจะพานางไปเที่ยวเล่นที่ตลอดและหาของอร่อยกินกัน
"อ่าว คารวะเ้าคะท่านเ้าสำนัก ท่านรองเ้าสำนัก"
ทั้งคู่เอ่ยทักทายผู้มาใหม่ขณะที่กำลังยื่นป้ายเพื่อให้องครักษ์ที่เฝ้าเวรยามหน้าประตูทางเข้าสำนักลงชื่อ หนิงเฟิ่งและหยงอี๋เพียงพยักหน้าเท่านั้น
"เ้าสองคนจะไปเที่ยวงานไหว้พระจันทร์ที่ตลสดงั้นหรือ"
เป็หยงอี๋ที่เอ่ยชวนคุยอย่างเป็มิตร
"เ้าคะ ท่านรองเ้าสำนักก็จะไปที่นั้นด้วยหรือเ้าค่ะ"
"ใช่ พวกข้ามีธุระสำคัญ แล้วพวกเ้าไปเช่นไรไปด้วยกันดีหรือไม่"
หยงอี๋เอ่ยชวนทั้งคู่จากใจจริง ฟางเหนียงมองไปทางหนิงเฟิ่งที่ยังคงแสดงสีหน้าเรียบเฉยไม่ได้เอ่ยอันใด ั้แ่เื่วันนั้นนางก็ไม่ได้เจอเขาอีกเลย ขืนไปรถม้าคันเดียวกันคงต้องอึดอัดจนกระอักเืตายเป็แน่ พอคิดมาถึงตรงนี้ก็ขนลุกทันที
"ขอบคุณเ้าสำนักที่เอ่ยชวนเ้าค่ะ แต่พวกข้าสองคนติดต่อรถม้าไว้แล้วเ้าค่ะ นั้นไงมาพอดีเลยพวกข้าขอตัวก่อนนะเ้าค่ะ"
ฟางเหนียงตัดจบโดยเร็ว จากนั้นทำท่าคารวะและจับมือจ้าวเย่วเดินออกไปในทันทีโดยไม่รอคำขออนุญาตใดๆ ใช้เวลาเพียง 2 เค่อก็เดินทางมาถึงตลาด
“โห~~~ เหตุใดถึงครึกครื้นเช่นนี้”
ฟางเหนียงอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น ดวงตาของนางเป็ประกาย นี่นับเป็ครั้งแรกที่นางได้ออกมาเที่ยวชม เปิดหูเปิดตากับเทศกาลของคนในโลกนี้ เดิมทีคิดว่าคงไม่รื่นเริงเหมือนอย่างเช่นโลกเก่า เพราะเทคโนโลยีต่างๆ ยังไม่มี แต่ภาพตรงหน้าของนางในตอนนี้กลับงดงามเสียยิ่งกว่าด้วยซ้ำ ผู้คนแต่งตัวด้วยสีสันสดใส บ้างก็มากับสหาย คู่รัก หรือบ้างก็จูงมือลูกหลานช่างดูอบอุ่น และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของเทศกาลไหว้พระจันทร์ไปทั่วบริเวณ
"ว๊าว~~"
ฟางเหนียงอุทานออกมาอีกครั้งเมื่อบริเวณที่นางอยู่มีการแสดงเล่นไฟ ผู้คนต่างยืนปรบมือและส่งเสียโหด้วยความตื่นเต้น ทั้งสองจูงมือกันวิ่งเข้าร้านนั้นที บ้างก็เข้าร่วมการแสดงโชว์เมื่อเขาเปิดอาสาสมัคร ใบหน้างามยิ่มหัวเราะสดใสเป็ตัวเอง นี่นับเป็ครั้งแรกที่นางมีความสุขที่สุดหลังจากที่ได้เข้ามาอยู่ในโลกใบนี้ ได้ทำอะไรก็ไม่ต้องว่าใครจะมองนางไม่ดีเพราะเช่นไรก็ไม่มีใครจำได้
"นางคือผู้ใดหรือ"
เสียงนุ่มเอ่ยขึ้นเรียบๆ มือหนาควงจอกสุราไปมาช้าๆ ขณะที่ดวงตาคมกำลังจ้องมองฟางเหนียงจากบนชั้นสองของโรงเตี๊ยม
"แม่นางฟางเหนียง คุณหนูแห่งสำนักเพลิงวิหคขอรับ"
"เช่นนั้นหรือ"
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอีกครั้ง พลางยกจอกสุราขึ้นดื่มด้วยท่าทีเ้าเล่ห์ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยขณะที่มองหญิงสาวที่ด้านล่าง ฟางเหนียงยกไม้ขนาดใหญ่ขึ้น ก่อนที่จะทุบเข้าไปที่ก้อนหินใหญ่ที่มีคนนอนอยู่ด้านล่าง นางกำลังร่วมแข่งผู้ที่มีพละกำลังแข็งแกร่ง เมื่อตนสามารถเป็คนเดียวที่ทุบจนก้อนหินแตกก็หัวเราะและยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
"แม่นางท่านนี้ตัวเล็กนิดเดียว แต่พละกำลัง และความแข็งแกร่งไม่เป็รองใครจริงๆ ไม่ทราบว่าท่านมีนามว่าอันใดขอรับ"
เฒ่าแก่ผู้เป็เ้าของหัวหน้าการแสดงเอ่ยถามฟางเหนียงเมื่อการแสดงจบ
"ข้ามีนามว่าถิงถิงเ้าค่ะ"
หญิงสาวเอ่ยชื่อเดิมของตนในยุคก่อน เพราะถึงเช่นไรผู้คนก็จำนางไม่ได้เป็แน่ เมื่อก่อนนางแต่งหน้าหนาจนดูไม่ได้ขนาดนั้น แต่วันนี้นางตั้งใจแต่งบางเบาเน้นการเผยผิวที่อ่อนเยาว์ต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง อีกอย่างผู้คนมากมายเช่นนี้ไม่มีใครจำนางได้เป็แน่
"ชื่อไพเราะเหมาะสมกับใบหน้าที่งดงามยิ่ง นี่คือเงินรางวัลสำหรับผู้ชนะขอรับ"
"ขอบใจเฒ่าแก่"
หญิงสาวหยิบถุงเงินที่ด้านในมีเงินอยู่ไม่มาก จากนั้นะโลงจากเวทีแสดงและจูงมือจ้าวเย่วเดินดูนั้นดูนี่ต่อ
"ข้าหิวแล้วทานอันใดกันดี"
จ้าวเย่วบ่นออกมาเหมือนอย่างเด็กน้อย ฟางเหนียงที่เห็นเช่นนั้นจึงตวัดแขนพาดที่บ่าของสหายอย่างเป็กันเอง
"ได้สิ วันนี้เ้าเลือกเลยข้าเลี้ยงเอง"
ฟางเหนียงเอ่ยพลางโยนถุงผ้าที่พึ่งได้รางวัลมาอย่างอารมณ์ดี
"ที่นี่มีโรงเตี๊ยมไหนอร่อยๆ หรือไม่"
"ถ้าขึ้นชื่อเื่รสชาติเลิศรส วิวทิวทัศน์สวยงาม สุราหวานหอม มีความเป็ส่วนตัว บ่าวในร้านตอนรับอย่างดีก็ต้องเป็โรงเตี๊ยมกุ้ยฮวาแต่ราคาแพงหลิ้ว ข้าว่าเราหาโรงเตี๊ยมที่รสชาติอาหารอร่อยก็พอ"
จ้าวเย่วเอ่ยชื่นชมเสียยกใหญ่ แต่ก็ต้องมีสีหน้าผิดหวังเพราะราคามันแพงเกินไป วันนี้ฟางเหนียงเอ่ยปากจะเลี้ยงนางจึงไม่อยากให้เพื่อนต้องเสียเงินมากมาย ฟางเหนียงคิดตามที่สหายของตนเอ่ย มันก็จริงหากราคาแพงมากมายเช่นนั้นจริงก็หาโรงเตี๊ยมธรรมดาที่อาหารอร่อยก็พอ ตอนนี้นางได้รับเงินรายเดือนเท่าศิษย์คนอื่นๆ ไม่ได้มีสิทธิ์มากมายหรือเงินเดือนเยอะเท่าคุณหนูในห้องหอเหมือนแต่ก่อนแล้ว อะไรประหยัดได้ก็ต้องประหยัด
"ตามใจเ้า"
ฟางเหนียงเอ่ยพลางจูงมือกันไปโรงเตี๊ยม แต่ขณะที่กำลังจะก้าวเท้ากลับมีผู้หนึ่งเดินเข้ามาดักหน้าไว้ก่อน
"ค่ำคืนแห่งความรื่นเริงเช่นนี้ โรงเตี๊ยมกุ้ยฮวาย่อมเป็ตัวเลือกที่ดีสำหรับการเฉลิมฉลอง เทศกาลที่ดีเช่นนี้ไม่ได้มีบ่อยเ้าว่าหรือไม่"
เสียงนุ่มเอ่ยออกมาจากคนตัวโตที่ยื่นขวางหน้าของหญิงสาวทั้งสอง เขาสวมด้วยชุดสีขาวบริสุทธิ์มีลวดลายนกกระเรียนสีทองสวยงาม ผ้าเนื้อดีทำให้เขาดูงามสง่าแม้เพียงเห็นแค่ด้านหลัง ในมือของชายหนุ่มถือพัดสีขาวเข้ากันกับชุด
"ท่านหมายความเช่นไร"
ฟางเหนียงเอ่ยถามชายหนุ่มที่กำลังกางพัดในมือปกหน้าตัวเองไว้ เห็นเพียงดวงตาขณะที่หันหน้ามาหาคนทั้งคู่
แป๊ะ! เสียงพัดกระทบกันขณะที่ปิดมัน เผยให้เห็นใบหน้าของชายตรงหน้า "หล่อจัง" ฟางเหนียงเอ่ยกับตนเองในใจทันทีที่เห็นหน้าชายหนุ่ม ดวงตาคมจ้องมองหญิงสาวที่ยังคงตะลึงเมื่อได้เห็นหน้าเขา
"เป็อันใด ตะลึงไปเลยหรือ"
ชายหนุ่มเอ่ยแซวหญิงสาวเล็กน้อย
"ตกลงที่ท่านพูดหมายความอย่างไร"
"เทศกาลดีๆ เช่นนี้ผู้คนมากมายจนแทบเดินชนกัน แต่แปลกที่เ้าสองคนกลับโดดเด่นในสายตาของข้า เช่นนี้นับว่าคือวาสนาต่อกันหรือไม่"
"แล้ว?"
หญิงสาวเอ่ยสั้นๆ เพราะยังไม่เข้าใจนางเอ่ยถามเขาถึงสองครั้ง แต่ชายหนุ่มยังไม่เอ่ยเข้าประเด็นสักที ทั้งที่ยังไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
"ข้ามีนามว่า ไป๋หลานเฉิน วันนี้อยากรู้จักกับสหายเช่นเ้า ไม่ทราบว่าข้าพอจะมีคุณสมบัติพอหรือไม่"
"เขาคือบุตรชายคนโตของจวนท่านเ้าเมือง"
จ้าวเย่วกระซิบที่ข้างหูของฟางเหนียง ฟางเหนียงมองชายหนุ่มอย่างใช้ความคิด เป็ถึงลูกเ้าเมืองมิน่าไม่ว่าจะเสื้อผ้า หน้า ผม ล้วนดูดี ไม่รู้ว่าตนจะต้องอยู่ในโลกนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ มีคนเช่นนี้เป็สหายนับว่าก็ดีเช่นกัน
"ไม่ปิดบัง ข้าคือบุตรชายของท่านเ้าเมืองแต่แล้วเช่นไรข้าก็คนธรรมดาทั่วไป หากไม่เชื่อคืนนี้ข้าขอเป็เ้ามือเลี้ยงแม่นางสักมื้อจะได้หรือไม่"
หลานเฉินได้ยินทั้งคู่กระซิบกันจึงรีบเอ่ยปากแก้ต่างให้ตัวเองเสียก่อน
"ขออภัยด้วยข้าสองคนมีสหายมากแล้ว ขอตัวก่อน"
ฟางเหนียงคิดจนแน่ใจว่าการไม่เข้าประยุ่งกับคนใหญ่คนโตชีวิตนางจะสงบเสียกว่า
"แต่เทศกาลไหว้พระจันทร์เช่นนี้ เกรงว่าโรงเตี๊ยมจะเต็มหมดแล้ว หากต้องรอก็คงอีกถึง 1 ชั่วยาม ข้าคงเสียมารยาทเกินไปที่พึ่งพบกันครั้งแรกก็เข้ามารบกวนเลย แต่ข้านั้นมีความบริสุทธิ์ใจและอยากเป็เพื่อนกับแม่นางทั้งสองจริงๆ ข้าได้จองโรงเตี๊ยมกุ้ยฮวาไว้แล้ว และเป็ห้องที่มองลงมาเห็นถนนพอดี อีกไม่กี่เค่อก็จะถึงการประกวดจัดตกแต่งต้นไม้มงคลแล้ว วิวที่นั้นมองลงมาพอดีทานอาหารไปด้วย ดูไปด้วยเพลิดเพลินดีหรือไม่"
หลานเฉินยังคงไม่ยอมแพ้เอ่ยหวาดล้อมหญิงสาวทั้งสองให้คล้อยตาม จ้าวเย่วมองไปรอบๆ พบว่าโรงเตี๊ยมเต็มจริงๆ บ้างโรงเตี๊ยมมีคนต่อแถวเต็มหน้าโรงเตี๊ยม เกรงว่าวันนี้พวกนางคงไม่มีโรงเตี๊ยมเพื่อทานอาหารแน่ๆ
"ข้าว่าที่คุณชายหลานเฉินเอ่ยก็น่าสนใจ โรงเตี๊ยมแถวนี้คงเต็มหมดแล้ว"
จ้าวเย่วเอ่ยบอกแก่สหายของตนเอง
"เช่นนั้นก็ได้"
หญิงสาวเอ่ยจบก็เดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม
.
ภายในโรงเตี๊ยมกุ้ยเหลิน
"ข้ารินให้เ้าค่ะ"
เสียงหวานเอ่ยขึ้นพลางยกขวดสุราและรินให้ชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งยิ้มส่งให้เหลียนฮวาก่อนที่จะยกจอกสุราเข้าปาก
"เ้าเองก็ทานให้เยอะๆ นะ"
"เ้าค่ะ"
"ข้าได้ข่าวว่าที่สำนักถูกคนร้ายลักลอบเข้าไปทำร้ายศิษย์จนได้รับาเ็"
"อื้ม~~"
หนิงเฟิ่งเพียงตอบรับในลำคอสั่นๆ ทำให้เหลียนฮวาไม่ได้เอ่ยอันใดต่อ วันนี้ชายหนุ่มดูแปลกไปมากจากครั้งล่าสุดที่ได้เจอกัน
"ฮ่าๆๆ คุณชายชั่งมีอารมณ์ขันยิ่ง"
เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของคนกลุ่มหนึ่ง ดังเข้ามาจนถึงห้องของทั้งคู่อยู่ หนิงเฟิ่งที่กำลังยกจอกสุราเข้าปากถึงกลับชะงักเมื่อได้ยินสียงนั้น พลางทำหน้าเหมือนกับรู้ว่าเสียงหัวเราะที่ได้ยินนั้นเป็เสียงของคนที่ตนเองรู้จัก
“ผู้ใดกันเหตุใดถึงไม่มีมารยาทเช่นนี้”
เหลียนฮวาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นท่าทีของชายหนุ่มที่แปลกไป
“เสี่ยวเอ้อร์ เข้ามาหน่อย’
“ขอรับคุณหนู”
บ่าวรับใช้ในร้านเข้ามาในทันทีเมื่อถูกเรียก
“ห้องทางนั้นเป็ของผู้ใดกัน เหตุใดถึงได้ส่งเสียงดังยิ่งนัก”
“วันนี้ลูกค้าที่ร้านมากมายบ่าวเองก็จำไม่ได้ รอสักครู่นะขอรับ เดี่ยวบ่าวไปดูให้ขอรับ”
ภายในห้องทานอาหารอีกห้อง
“หากวันนี้ไม่ได้คุณชายหลานเฉินเกรงว่าพวกข้าสองคนคงได้กลับสำนักแล้วเป็แน่ โรงเตี๊ยมทุกแห่งคนมากมายจนแทบจะเหยียบกันอยู่แล้ว”
จ้าวเย่วเอ่ยขึ้นอย่างเป็มิตร เมื่อมองลงไปทางหน้าต่างเห็นด้านล่างที่มีผู้คนมากมาย เพื่อรอให้โรงเตี๊ยมว่าง
“มิลำบากอันใด ข้าเองก็มิมีสหายเลยแม้สักคนยิ่งเทศกาลเช่นนั้นทุกครั้งต้องออกมาเที่ยวชมและทานอาหารผู้เดียวทุกครั้ง ว่าแต่วันนี้พวกเ้าจะไปที่ใดต่อหรือไม่หลังทานอาหารเสร็จ”
“บอกตามตรงพวกข้าสองคนก็ได้คิดว่าจะไปที่ใดต่อ หลังทานอาหารเสร็จก็น่าจะกับสำนักกันแล้ว”
เป็ฟางเหนียงเป็คนเอ่ยตอบแทน
“เช่นนั้นก็น่าเสียดายนัก หลังการแข่งขันตกแต่งต้นไม้มงคลเสร็จ จะมีเรือให้เช่าเพื่อชื่นชมพระจันทร์ไปตามแม่น้ำขวาหยวน มีดนตรีบรรเลงไพเราะ อีกทั้งยังสามารถทำโคมไฟเพื่อลอยเองได้ด้วยนะ”
หลานเฉินเอ่ยอย่างโน้มน้าวให้หญิงสาวทั้งสองสนใจ ฟางเหนียงที่ได้ยินดวงตาเป็ประกายที่ชายหนุ่มเอ่ยนั้น ถ้าที่โลกก่อนมันชั่งดูโรแมนติกนัก แต่นี้นางพึ่งเคยเจอกันกับเขาครั้งแรกหากจะให้ไปเช่นนั้นก็คงดูไม่ดีหนักถึงแม้จะมิได้ไปผู้เดียวยังมีจ้าวเย่วไปด้วยก็เถอะ
“เอาไว้โอกาสหน้าเป็เช่นไร”
“โอกาสเช่นนี้เห็นทีต้องรอปีหน้าเลย หากเป็ข้าคงเสียดายแย่”
หลานเฉินยังคงไม่ละความพยายาม แต่ดูเหมือนเขาจะเอ่ยเช่นไรก็ไม่สำเร็จ
"เอ๊ะนั่น! ท่านพี่ข้า"
จ้าวเย่วอุทานออกมาเมื่อสายตามองลงไปเห็นพี่ชายของตนเดินเที่ยวชมอยู่ที่ถนน
"เ้าจะลงไปหาท่านพี่ของเ้าหรือไม่ อีกนานกว่าจะมีโอกาสได้กลับมิใช่หรือ"
ฟางเหนียงเอ่ยกับสหายของตน เพราะท่าทางดีใจของจ้าวเย่วเมื่อได้เห็นนั้นก็ทำให้หญิงสาวรู้ได้ทันทีว่านางอยากไปพบ แต่คงเป็เพราะไม่อยากให้นาอยู่ที่นี่สองต่อสองกับไป๋หลานเฉินผู้นี้เป็แน่ จึงเอ่ยดักมันไว้ก่อน จ้าวเย่วมีท่าทีลังเลเล็กน้อยแต่เมื่อเห็นฟางเหนียงพยักหน้าว่านางอยู่ผู้เดียวได้จึงอุ่นใจ
“พวกเ้าสองคน คุยกันไปก่อนนะข้าขอตัวสักครู่ ข้าจะไปทักทายท่านพี่เสียหน่อยอีกเดี่ยวข้ามา"
จ้าวเย่วที่เงียบมานานเอ่ยขึ้นมามองไปเห็นพี่ชายของตนเลือกซื้อของที่ด้านล่าง นางเองก็ได้ซื้อของให้ท่านพ่อและแม่เช่นกัน ถือโอกาสนี้ฝากท่านพี่ไปให้เลยเพราะคงอีกนานเลยที่นางจะได้กลับบ้าน
“เช่นนั้นเ้าก็ระวังตัวด้วยผู้คนมากมายยิ่ง”
ฟางเหนียงเอ่ยกับสหายของตนอย่างเป็ห่วง จึงทำให้ในห้องอาหารตอนนี้เหลือเพียงหลานเฉินแลฟางเหนียงที่นั่งดื่มและทางอาหารกันสองคน แต่เวลาผ่านไปไม่นานเท่านั้นจู่ๆ ห้องที่ทั้งคู่อยู่ก็มีเสียงเคาะดังขึ้น
“ผู้ใดกัน”
หลานเฉินเอ่ยถามคนที่อยู่ด้านนอก เขาพึ่งมีโอกาสได้อยู่และพูดคุยกับแม่นางฟางเหนียงสองต่อสองเพียงครู่เดียวเท่านั้น
“ขออภัยที่รบกวนคุณชายหลานเฉิน ข้างนั้นมีแม่นานฟางเหนียงหรือไม่ขอรับ”
"มีอันใดหรือ"
เมื่อหญิงสาวได้ยินเสียงก็รีบเปิดประตูในทันที เพราะเสียงนั้นเป็เสียงของอาเหยาผู้ช่วยคนสนิทของท่านเ้าสำนักหนิงเฟิ่งนางจำได้ดี และก็เป็อย่างที่คาดเมื่อเปิดมาเป็อาเหยาจริงๆ เลยออกไปคือหนิงเฟิ่งที่ยืนอยู่แต่ไม่ได้เอ่ยอันใด เพียงเดินผ่านหน้านางไปโดยที่ไม่ได้หันมามองเท่านั้น
“ตามไปสิขอรับ”
อาเหยาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นหญิงสาวยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่
“เหตุใดข้าต้องไป อีกอย่างจ้าวเย่วยังไม่มาเลยข้าจะทิ้งนางไปได้เช่นไร”
“เื่นั้นมิต้องห่วงขอรับ แม่นางจ้าวเย่วข้าจะพานางไปส่งจนถึงที่พักเลยขอรับ ท่านรีบตามเ้าสำนักไปก่อนเถอะขอรับ ตอนนี้เลย”
"เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน ขออภัยที่ต้องกลับกะทันหันและขอบคุณอาหารมื้อนี้นะเ้าค่ะ"
ฟางเหนียงหันไปทางไป๋หลานเฉินที่นั่งอยู่
"มิเป็อันใด หวังว่าโอกาสหน้าเราคงได้นั่งเรือชมแม่น้ำฮวาหยวนด้วยกัน"
หลังร่ำลาชายหนุ่ม ฟางเหนียงถึงจะมีท่าทีมึนงงแต่ก็รีบตามหนิงเฟิ่งไปอย่างรวดเร็ว ถึงอย่างไรนางก็อาศัยเขาอยู่หรือเรียกง่ายๆ ว่าเขาคือผู้ปกครองของนางเลยก็ได้
"คุณชายหนิงเฟิง ฮึ! "
ไป๋หลายเฉินส่งเสียงในลำคอ ก่อนที่จะยกจอกสุราขึ้นดื่ม หลังหญิงสาวออกไปแล้ว
---------
1 เค่อ คือ15 นาที
1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
1 ชั่วยามมี 8 เค่อ
1วันมี 100 เค่อ
1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร 2 ลี้ เท่ากับ 1 กิโลเมตร
ยามจื่อ คือ 23.00 - 24.59 น.
ยามโฉ่ว คือ 01.00 - 02.59 น.
ยามอิ๋น คือ 03.00 - 04.59 น.
ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น.
ยามเฉิน คือ 07.00 - 08.59 น.
ยามซื่อ คือ 09.00 - 10.59 น.
วสันต์ = ฤดูใบไม้ผลิ คิมหันต์= ฤดูร้อน สารท= ฤดูใบไม้ร่วง เหมันต์= ฤดูหนาว