ธรรมชาติของคนที่มักจะเชื่อสิ่งที่เห็นตรงหน้ามากกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่คิดว่าตัวเองฉลาดอย่างท่านย่าซุนเมื่อได้ยินคำพูดที่ถังฉือเย่พูดกับวังซื่อ นางก็รีบเข้าไปหาลูกสะใภ้สามพร้อมกับด่ากราดชุดใหญ่
“คิดว่าตัวเองเก่งหรือวังซื่อเฉิน เจ้ากล้ามากนะที่มาเล่นลูกไม้นี้กับข้า ไม่ดูเลยนะว่าตัวเองเป็นอะไร คิดว่าตัวเองทำเรื่องแย่ ๆ ไว้แล้วจะไม่มีใครรู้กระนั้นหรือ หึ! ตอนขายนางไปเจ้าก็ไม่เห็นว่าจะพูดอะไร พอมาตอนนี้กลับทำมาเป็นแม่ผู้แสนดี…ข้าอยากจะอ้วก!”
“ไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่ ข้าก็ไม่ได้...”
ไม่ทันจะพูดจบประโยค หญิงชราก็ปรี่เข้ามากระชากผมของนางอย่างแรง วังซื่อกรีดร้องลั่นจนเสี่ยวเหยาตกใจและร้องไห้ออกมา ถังฉือเย่รีบพุ่งตัวเข้าไปแล้วปิดตาเสี่ยวเหย่าไว้พูดปลอบประโลมว่า “ไม่ต้องกลัวนะเหยาเอ๋อร์ ไม่มีอะไรหรอก” ก่อนจะหันไปพูดกับสตรีสองคนที่กำลังฉุดกระชากลากถูกกันอยู่
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ! อย่าทำท่านแม่ของข้า!”
แต่มีหรือที่คนอย่างท่านย่าซุนจะฟัง ยิ่งครั้งนี้เดิมพันสูงเพราะเป็นเรื่องงานแต่งงานของถังหย่งหมิง ลูกชายสุดที่รักของด้วยแล้ว นางหญิงชราก็ยิ่งสติหลุด โดยเฉพาะเมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ของถังฉือเย่ ก็เหมือนเป็นการราดน้ำมันลงบนกองเพลิง เพราะเท่ากับยืนยันว่าสิ่งที่นางคิดนั้นเป็นเรื่องจริง ท่านย่าซุนจึงโกรธจัดจนดวงตาแดงก่ำ จากนั้นก็กระชากผมอย่างแรงพร้อมกับตบไปที่ใบหน้าของวังซื่ออีกหลายครั้ง จนอีกฝ่ายร้องไห้ไม่หยุดและพยายามดิ้นรนสุดแรง
แต่ท่านย่าซุนที่แม้จะสูงอายุแล้ว แต่กลับเป็นคนคล่องแคล่ว ร่างกายแข็งแรง ยิ่งเมื่ออารมณ์โกรธเข้าครอบงำแล้ว วังซื่อจึงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนางเลย
ถังฉือเย่ยืนดูทั้งสองคนนั้นยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่อย่างนั้นไม่ได้เดินเข้าไปห้าม เพียงแต่ตะโกนเสียงดัง ๆ ว่า “ท่านย่า! หยุดเดี๋ยวนี้ ข้าขอร้องล่ะ อย่าตีท่านแม่ของข้าอีกเลย!”
ท่านย่าซุนถอนหายใจแรง ๆ ด้านนอกก็เริ่มมีคนได้ยินเสียงแล้วชะโงกหน้าออกมาดูด้วยความสนใจ บางคนตะโกนถามกลับมาว่า
“แม่เฒ่าซุน! นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
บางคนที่มีน้ำใจก็เดินเข้ามาห้ามพร้อมกับบอกว่า “หยุดได้แล้ว! นี่จะเอาให้ตายกันไปข้างหนึ่งเลยหรือไง?”
คราวนี้ท่านย่าซุนหยุดกึก ไม่กล้าโวยวายอีก เพราะเกรงว่าคนอื่นจะล่วงรู้ว่าตัวเองได้ขายหลานสาวที่ไล่ออกจากบ้านไปให้กับชายแก่เพื่อเป็นนางบำเรอ มิหนำซ้ำเรื่องนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงถังหย่งหมิงอีกด้วย ดังนั้นเมื่อเห็นว่าชาวบ้านเริ่มมามุงดูกันมากขึ้น นางจึงหยุดมือก่อนจะเดินฮึดฮัดกลับเข้าบ้านไป
หญิงสาวหลายคนรีบปรี่เข้ามาประคองวังซื่อที่ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เสื้อผ้าขาดวิ่น แก้มทั้งสองข้างบวมเป่ง และร้องไห้ราวกับจะเป็นจะตายเสียให้ได้
ถังฉือเย่ยืนกอดอยู่กับเสี่ยวเหยาที่กำลังร้องไห้อย่างหนัก คนรอบข้างจึงต่างพากันออกมาถามไถ่ “นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น แม่ของเจ้าไปทำอะไรให้ย่าของเจ้าโกรธอีกล่ะ?”
คราวนี้ถังฉือเย่ร้องไห้บ้าง นางตอบว่า “วันนี้ท่านแม่กับท่านป้ารองพาข้าเข้าไปในตัวเมือง ใครจะไปรู้ว่า…”
“เย่เอ๋อร์!” วังซื่อพูดตะคอกโดยไม่รอให้ถังฉือเย่พูดจบ
หญิงสาวหยุดร้องในทันที จากนั้นก็จ้องมองที่วังซื่อทำราวกับว่าตกใจเหลือเกินกับคำตะคอกนั้น พลอยทำให้คนอื่น ๆ นั้นต่างหันไปมองที่วังซื่อเช่นเดียวกัน
วังซื่ออ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง จู่ ๆ นางก็เผยสีหน้าที่ดูน่ากลัวอย่างไม่อาจปกปิดได้อีกพร้อมกับตะเบ็งออกมาสุดเสียง
“เมื่อกี้ท่านย่าของเจ้าเข้ามาทำไมเจ้าไม่มาดึงนางเอาไว้ เจ้ามันเนรคุณ ใจดำอกตัญญู”
“ข้ายื้อเอาไว้ไม่อยู่นี่ ท่านแม่เองก็เห็น”ถังฉือเย่พูดเสียงซื่อกับการโยนความผิดของวังซื่อ…แน่นอนว่าคำว่าอกตัญญูนั้นสามารถฆ่าคนได้ แต่มันก็ต้องขึ้นกับว่าเป็นเวลาไหนด้วยเช่นกัน
ถังฉือเย่ยกมือข้างหนึ่งขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลลงอาบสองข้างแก้ม ความที่ถูกมัดอยู่นาน ร่างกายจึงเลอะเทอะมอมแมมไปหมด แขนเสื้อของนางที่ฉีกขาดไปตั้งนานแล้วนั้น เผยให้เห็นรอยเชือกที่รัดและเสียดสีตรงข้อมือจนบวมแดง ยิ่งชาวบ้านทุกคนได้เห็นสองพี่น้องที่กำลังกอดกันร้องไห้ก็รู้สึกเวทนาสงสารเป็นอย่างมาก ทนไม่ไหวต้องพูดเป็นเชิงปรามว่า
“คุณนายวัง เจ้าจะไปว่าเด็ก ๆ ได้อย่างไร ดูสิ! จะไปโกรธให้มันได้อะไรขึ้นมา อย่างแม่เฒ่าซุนน่ะ จะเข้าไปห้ามได้อย่างไร แล้วอีกอย่างสาวน้อยเย่ก็ตัวเล็กแค่นี้ เจ้ายังไม่ปกป้องให้ดีเลย แล้วยังจะให้นางเป็นฝ่ายมาปกป้องเจ้าอีกหรือ?”
อีกคนเสริม “ใช่แล้ว ยังจะมาข่มขู่อะไรเด็ก ๆ อีก หากเมื่อกี้เจ้าเก่งมากนักทำไมถูกแม่สามีตบจนกลายเป็นแบบนี้ล่ะ”
ถังฉือเย่ได้ยินก็ลอบอมยิ้มกับตัวเอง นางรู้ดีว่าผู้หญิงประเภทวังซื่อนั้นเป็นประเภทที่ผู้หญิงด้วยกันเกลียดมากที่สุด ซึ่งเดิมทีคนในหมู่บ้านก็ไม่ได้ชอบนางอยู่แล้ว ตอนนี้ก็ยิ่งมองว่านางหาเรื่องทะเลาะเพื่อระบายอารมณ์ ผู้คนจึงต่างพากันพูดปลอบประโลมถังฉือเย่กันยกใหญ่ โดยที่ไม่ได้สนใจวังซื่อเลย จากนั้นจึงค่อย ๆ แยกย้ายกันกลับไป
หญิงสาวนึกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจว่าฝีมือการแสดงของตัวเองยังไม่ตกจริง ๆ ดังนั้นเมื่อเดินไปส่งพวกเขากลับไปกันหมดแล้ว นางจึงตักน้ำล้างหน้าพร้อมกับได้ยินเสียงใครคนหนึ่งด้านนอกพูดว่า
“จะยุให้แตกคอกันก็ให้คนอื่นทำแทน เก่งเสียจริง ๆ”
ตอนนั้นเองที่ถังฉือเย่ยิ้มออกมานิดหนึ่ง ก่อนจะเดินออกไปแล้วบอกว่า “ชมกันเกินไปแล้ว” …เป็นฉีจิงนั้นเอง เขาอยู่ในห้องเก่า ๆ ซึ่งตั้งอยู่ตรงทางลาดชันซึ่งอีกครึ่งอยู่ใกล้ถนน อีกครึ่งอยู่ใกล้แม่น้ำ คนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็มีไม่มากเท่าไหร่ ทั้งสองพูดคุยกันผ่านกำแพงไม้ไผ่ ฝั่งนี้มองไม่เห็นเขา ทางฝั่งนู้นก็มองไม่เห็นนางเช่นกัน ดูแล้วก็เป็นการซ่อนตัวที่ดีเลยทีเดียว
ผ่านไปครู่หนึ่งชายหนุ่มก็พูดทำลายความเงียบว่า “กลับเป็นเจ้าที่ได้เตือนข้า”
“เตือนอะไร?”
ฉีจิงไม่ได้อธิบายอะไรต่อ เพราะได้เปลี่ยนเรื่องไปว่า “ข้าไปสืบเรื่องของถังหย่งหมิงมาแล้ว ได้ข่าวมาว่าเขาคิดจะหาวิธีแทรกตัวเข้าไปในการประชุมการค้าของเมืองหลงเหมิน ก็เลยไปทำความรู้จักกับเถ้าแก่คนนั้น เขาเป็นเถ้าแก่ร้านขายธัญพืชแล้วก็มักมากสุด ๆ ชอบไปขอหญิงสาวจากบ้านที่ยากจนมาทำเมีย ทุกวันนี้ก็มีบ้านเล็กบ้านน้อยไปถึงแปดบ้าน ส่วนเรื่องอื่น ยังคงต้องคอยสืบไปเรื่อย ๆ”
ถังฉือเย่เลิกคิ้วขึ้น “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบใจเจ้ามากนะอาฉี”
“ถังหย่งหมิงคงไม่รามือง่าย ๆ แน่ เจ้าอยากให้ข้าช่วยอะไรไหม?”
“ไม่เป็นไร” นางพูดพร้อมกับรอยยิ้มเล็ก ๆ ตรงมุมปาก “เรื่องที่เอาคนอื่นมาข่มแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเสือหรอกถึงจะสามารถทำได้”
“ได้! ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ระมัดระวังตัวด้วยแล้วกัน”
จากนั้นทั้งสองคนก็พูดจากันอะไรอีกนิดหน่อย ก่อนที่ถังฉือเย่จะกลับเข้าบ้านไปแล้วมองเห็นว่าวังซื่อกำลังนอนตะแคงอยู่บนเตียง ทำตัวเหมือนเป็นคนอ่อนแอ น้ำตายังคงไหลรินอยู่อย่างเงียบ ๆ แต่พอเห็นว่าถังฉือเย่เดินเข้ามาแล้วก็หันมาใช้ดวงตาโกรธแค้นจ้องมองมา
ถังฉือเย่หัวเราะอย่างเย็นชาเมื่อเห็นท่าทางของวังซื่อที่คล้ายกำลังรอให้คนมาปรนนิบัติ…ทำไมถึงคิดว่าหลังจากนางทำเรื่องแบบนี้แล้ว นางจะยอมลำบากลำบนปรนนิบัติรับใช้อีก หญิงสาวจึงเดินเลี่ยงไปแล้วทำอาหารสำหรับตัวเองและเสี่ยวเหยาเท่านั้น
เด็กสาวยืนอยู่ตรงโต๊ะอย่างไม่สบายใจ เมื่อมองมาที่นางสลับกับมองไปที่วังซื่อ ถังฉือเย่จึงพูดอย่างอ่อนโยนว่า “กินข้าวเถอะ เชื่อฟังพี่นะ เรื่องอื่น ๆ เจ้าไม่ต้องสนใจหรอก”
เสี่ยวเหยานั่งลงทันที ความเฉียบแหลมที่ติดตัวมาทำให้เด็กหญิงรู้และแยกแยะได้ว่าใครกันแน่ที่ดีกับนางจริง ๆ แต่ถึงอย่างนั้นเสี่ยวเหยาก็ยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้น นอกจากก้มหน้าก้มตากินข้าวไปอย่างเงียบ ๆ
วังซื่อโกรธเป็นอย่างมาก แต่ด้วยความที่นางได้รับการอบรมมาบ้าง ฉะนั้นถึงจะโมโหเพียงใดก็ไม่เหมือนท่านย่าซุนที่ด่ากราดไม่เลือก ได้แต่พูดอย่างอัดอั้นว่า
“เนรคุณ อกตัญญู! ขนาดแม่แท้ ๆ ของตัวเองยังไม่รู้จักคำว่ากตัญญู แบบนี้จะไปได้สักกี่น้ำกัน” อาจเป็นเพราะแก้มทั้งสองข้างที่บวมมากจึงทำให้เสียงของนางไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ แต่เมื่อเห็นว่าถังฉือเย่ไม่แม้แต่จะสนใจเลย นางก็ยิ่งโกรธ นางจึงพุ่งไปที่โต๊ะ หมายใจจะคว่ำโต๊ะนั้นเสีย
ถังฉือเย่ใช้ตะเกียบแตะจานเอาไว้ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมา แล้วมองหน้านางด้วยสีหน้าที่เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้ม พอได้สบตากันแล้วมือของวังซื่อก็สั่นขึ้นมา และไม่กล้าทำอย่างใจคิด เมื่อภาพความทรงจำครั้งก่อนที่เพียงแค่นางปัดจานเกลือตกเท่านั้น ถังฉือเย่ก็กล้าที่จะเอาถ่านมาโยนใส่นาง แล้วนับประสาอะไรกับการคว่ำโต๊ะครั้งนี้
ทั้งสองฝ่ายนิ่งกันไปชั่วขณะ ก่อนที่จะเป็นวังซื่อที่พ่ายแพ้จะเบือนหน้าหนีแล้ววิ่งกลับไปนอนบนเตียงตามเดิม
สองพี่น้องจึงหันมากินข้าวกันอีกครั้งจนอิ่ม หลังจากนั้นถังฉือเย่จึงไปจัดที่นอนให้เสี่ยวเหยาโดยไม่ได้สนใจวังซื่ออีกเลย กระทั่งเช้าวันถัดมาท้องฟ้าเพิ่งจะสว่างได้ไม่นานนักนางก็ได้ยินเสียงของรถม้าดังขึ้น หญิงสาวคาดว่าน่าจะเป็นถังหย่งหมิงที่เสียเงินจ้างรถม้าหรือไม่ก็รถลากกลับมาบ้านอย่างแน่นอนหลังจากโดนคนของเถ้าแก่หนิวทำร้ายขนาดนั้น
ถังฉือเย่คิดว่าท่านอาสี่ของตระกูลถังผู้นี้จะต้องมาหาแน่ ดังนั้นนางจึงตัดสินใจเดินออกไปหาเองเสียดีกว่า จนได้เห็นถังหย่งหมิงก็กำลังเกาะประตูแล้วเดินลงมาจากรถมาเพื่อจ่ายเงินให้คนขับรถ บาดแผลบนร่างกายเมื่อผ่านไปคืนหนึ่งแล้ว ก็เริ่มเผยร่องรอยออกมาให้เห็น
ถังหย่งหมิงเจ็บจนแทบจะหายใจไม่ออก เขากัดฟันไว้แน่นแล้วหันกลับมาเมื่อเห็นเด็กสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกล และยืนกอดอกมองเขาอยู่ ชายหนุ่มอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะตั้งหลักได้แล้วตะคอกขึ้นว่า
“เจ้ายังกล้ามาอีกรึ?”
“ทำไมข้าจะไม่กล้าล่ะ?” หญิงสาวทำสีหน้ายียวน ไม่คิดจะกลัวเกรงเพราะมั่นใจว่ามีคนช่วยเหลือ “ถังหย่งหมิง เข้ามานี่สิ ข้ามีอะไรจะบอก”
.
.
.