กลิ่นหอมอวลของธูปกำยานโชยละล่องมาตามสายลมแต่ไกล ก่อนที่รถม้าจะเลี้ยวเข้าสู่เขตอารามเสียด้วยซ้ำ
วัดเทียนหนิงซึ่งตั้งอยู่ชานเมืองเซิ่งจิงในวันนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้มีจิตศรัทธาที่หลั่งไหลมาทำบุญในวันพระใหญ่ เสียงระฆังทองกังวานแว่วเป็จังหวะสม่ำเสมอ ผสานไปกับเสียงสวดมนต์ทุ้มต่ำของภิกษุสงฆ์ที่ดังมาจากพระอุโบสถหลังใหญ่ ลานหินกว้างเบื้องหน้าปูด้วยแผ่นสีเทาเรียบสนิท ซึ่งผ่านการเหยียบย่ำของผู้แสวงบุญมาหลายยุคหลายสมัยจนขึ้นเงาวับ สองข้างทางมีต้นสนโบราณแผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา ยามใบสนต้องลมโชยจะเกิดเสียงซู่ซ่าแ่เบาชวนให้จิตใจสงบ
เสิ่นว่านอวี๋ตั้งใจพายอดดวงใจมาทำบุญใหญ่ในนามของเหยาเหยา นางจัดการทั้งถวายข้าวสารอาหารแห้งแก่คนยากไร้ บริจาคปัจจัยก้อนใหญ่เพื่อปฏิสังขรณ์ศาลาวัด ตลอดจนปล่อยนกปล่อยปลาเพื่อพลานามัยบุตรสาว หากพูดกันตามจริง นางยอมทำทุกอย่างเพื่อสะสมบารมีให้แก่ลูกน้อยตามที่ระบบ้า ทว่าในใจลึกๆ ก็คิดว่า ต่อให้ไม่มีระบบวิเศษใดๆ การสั่งสมความดีก็ย่อมเป็มงคลแก่ชีวิตอยู่แล้ว
ทารกน้อยเหยาเหยาถูกห่อตัวด้วยผ้าเนื้อนุ่มหนาอบอุ่น ซุกตัวอยู่ในอ้อมอกของมารดา ดวงตากลมโตใสแป๋วทอดมองผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาด้วยความตื่นตาตื่นใจ
โ คนเยอะแยะไปหมดเลย! ท่านแม่ช่างใจบุญสุนทาน พาข้ามาทำบุญตั้งหลายอย่างแน่ะ เหยาเหยาคิดในใจพลางยิ้มแป้นอย่างปลาบปลื้ม เอ... แต่ว่าพอท่านแม่ทำบุญในนามของข้าแบบนี้ ระบบจะนับแต้มบุญให้ข้าด้วยไหมนะ?
ราวกับจะตอบข้อสงสัยนั้น เสียงสัญญาณ ‘ติ๊ง’ อันคุ้นเคยพลันดังขึ้นในหัวทันที
ตรวจพบผู้ปกครองกระทำกุศลกรรมในนามของ มอบแต้มบุญเพิ่มแต้ม แต้มบุญสะสมปัจจุบัน: แต้ม
ได้ตั้งสิบห้าแต้มแน่ะ! ดวงตาของเหยาเหยาเปล่งประกายวาววับ ยอดเยี่ยมที่สุด! ท่านแม่ทำบุญทีเดียวคุ้มค่าเหลือล้น! สะสมไปเรื่อยๆ แบบนี้ อีกไม่นานข้าต้องมีแต้มบุญพอไปแลกของดีๆ ในระบบได้แน่!
เมื่อเสิ่นว่านอวี๋ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วในใจของบุตรสาว มุมปากของนางก็หยักโค้งเป็รอยยิ้มละมุน ในใจลอบตัดสินใจทันทีว่า วันหน้าจะหาโอกาสพาลูกน้อยมาทำบุญบ่อยๆ ในเมื่อการทำความดีส่งผลดีทั้งในทางโลก และช่วยเกื้อหนุน ระบบวิเศษ ของลูกสาวได้ถึงเพียงนี้ มีหรือที่คนเป็แม่จะปฏิเสธ
นางกระชับอ้อมกอดอุ้มเหยาเหยาเดินผ่านลาน มุ่งหน้าไปยังพระอุโบสถหลังใหญ่ ตั้งใจจะไปพบท่านเ้าอาวาสเพื่อให้ท่านประพรมน้ำมนต์ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและอำนวยพรให้แก่ลูกรัก
ทว่ายามที่ก้าวพ้นแนวเสาระเบียง เสียงพูดคุยจีบปากจีบคออันคุ้นหูก็ดังแว่วมาเข้าหูเสียก่อน
——————
ณ ลานหินด้านข้างศาลา ฟ่านชิงเสวี่ยในชุดกระโปรงผ้าแพรสีขาวบริสุทธิ์ดูอ่อนหวาน ยืนทอดสายตามองไปยังเด็กหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่ตรงเชิงบันไดศาลาอย่างไม่วางตา
เด็กหนุ่มผู้นั้นมีอายุราวสิบสามสิบสี่ปี รูร่างสูงโปร่งท่วงท่าสง่างามเกินกว่าเด็กในวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด เขาอยู่ในฉลองพระองค์สีครามเรียบหรู ทว่าขับเน้นบารมีสูงส่ง ใบหน้าคมคายราวกับถูกสลักเสลาขึ้นจากหยกเนื้อดี เ็าไร้ความรู้สึก ั์ตาสีดำสนิทลึกล้ำนิ่งสงบดุจสระน้ำลึกที่มองไม่เห็นก้น บรรยากาศรอบกายแผ่รังสีสะกดข่มจนผู้คนรอบข้างไม่กล้าแม้แต่จะเฉียดกรายเข้าใกล้
เหยาเหยาซึ่งถูกมารดาอุ้มผ่านทางนั้นพอดี เหลือบสายตาไปเห็นเด็กหนุ่มผู้นั้นเข้า สมองน้อยๆ ก็พลันสะดุดกึก
เอ๊ะ! พี่ชายรูปงามคนนั้นเป็ใครกันน่ะ? หล่อเหลาเ็าปานน้ำค้างแข็งขนาดนั้น... เหยาเหยาจ้องเขม็งตาแทบไม่กะพริบ เดี๋ยวก่อนนะ ท่าทางเย่อหยิ่งเย็นะเื ใบหน้างามล่มเมืองดั่งหยกสลัก แถมคนรอบตัวยังพากันขยาดจนไม่กล้าเข้าใกล้... นี่มัน ‘ท่านอ๋องเ็า’ พระเอกของเื่ชัดๆ! เป้ยจิ้งหาน!
โอ้โห ตัวจริงนี่เ็ากว่าที่พรรณนาไว้ในนิยายเสียอีก! บรรยากาศรอบตัวเขายังกับอุณหภูมิติดลบสิบองศาอย่างนั้นแหละ
อ๋อ นึกออกแล้ว! ในนิยายระบุไว้ว่า วันนี้คือวันที่ฟ่านชิงเสวี่ยกับพระเอกมี ‘วาสนาพบกันครั้งแรก’ ที่อารามแห่งนี้! นางจะแกล้งทำเป็สะดุดล้ม แล้วพระเอกก็ทิ้งเพื่อเข้าไปรับนางไว้ในอ้อมแขน เป็จุดเริ่มต้นของมหากาพย์ความรักหวานซึ้งตรึงใจตลอดทั้งเื่!
เมื่อเหยาเหยาปะติดปะต่อเื่ราวได้ ก็นึกสนุกพลางจับตามองฟ่านชิงเสวี่ยที่กำลังค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้พระเอกอย่างมี
ฮั่นแน่ มาแล้วไง! กำลังจะงัดมุกคลาสสิกสะดุดล้มมาใช้แล้ว... ช่างเถอะ เื่รักๆ ใคร่ๆ ของนางกับพระเอก ข้าไม่ขอเข้าไปก้าวก่ายหรอกนะ ขอแค่ครอบครัวของข้าอยู่รอดปลอดภัยก็พอ ส่วนพระเอกจะเป็ของใครก็ช่างหัวเขา
แต่ว่า... ทารกน้อยเอียงคอครุ่นคิดอย่างลังเล ในนิยาย พอฟ่านชิงเสวี่ยได้ครองคู่กับพระเอก นางก็อาศัยบารมีและอำนาจของพระเอกมาบดขยี้ตระกูลซ่งจนย่อยยับนี่นา! ถ้าเป็แบบนั้น... ข้าควรจะเชียร์ให้นางจีบพระเอกติดดี หรือควรจะเข้าไปขัดขวางดีนะ? โอ๊ย คิดแล้วปวดหัวชะมัด!
เสิ่นว่านอวี๋ผู้เป็มารดาได้ยินทุกถ้อยคำในใจของบุตรสาวอย่างแจ่มชัด สายตาของนางลอบมองไปยังเด็กหนุ่มผู้เ็าคนนั้นสลับกับฟ่านชิงเสวี่ยที่กำลังคืบคลานเข้าใกล้เป้าหมาย
นางสลักลึกใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้นี้ไว้ในใจอย่างเงียบเชียบ
——————
เมื่อสบโอกาสและกะระยะได้อย่างแม่นยำ ฟ่านชิงเสวี่ยก็แสร้งทำเป็สะดุดชายกระโปรงตัวเอง ร่างบางเสียหลักล้มไปทางเป้ยจิ้งหาน พร้อมกับเปล่งเสียงร้องอุทานแ่เบา "อ๊ะ!"
ตามบทเดิม เป้ยจิ้งหานควรจะยื่นมือออกมารับร่างของนางไว้ทันท่วงที จากนั้นสายตาทั้งสองจะผสานกันเนิ่นนาน ก่อเกิดเป็ภาพจำอันงดงามชั่วนิรันดร์
ทว่า——
เป้ยจิ้งหานกลับทำเพียงเบี่ยงกายถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยท่าทีเรียบเฉยและรวดเร็ว
ฟ่านชิงเสวี่ยที่ทิ้งน้ำหนักตัวไปข้างหน้าอย่างเต็มที่ จึงล้มคะมำกระแทกพื้นอย่างจัง ดูอนาถสายตาและไร้ซึ่งความงดงามใดๆ ทั้งสิ้น
ลานวัดพลันเงียบกริบลงไปชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงกระซิบกระซาบและเสียงหัวร่อต่อกระซิกของชาวบ้านจะดังเซ็งแซ่ขึ้นมาเป็ระลอก
เป้ยจิ้งหานก้มลงมองเด็กสาวที่นอนกองอยู่บนพื้นด้วยสายตาเ็าไร้คลื่นความรู้สึกใดๆ "เดินเหินระวังหน่อย" น้ำเสียงของเขาเรียบเรื่อยไร้ยดี เอ่ยจบก็หมุนกายเตรียมจะเดินจากไปทันที
ใบหน้าของฟ่านชิงเสวี่ยด้วยความอับอายขายหน้าจนอยากแทรกแผ่นดินหนี นางรีบยันกายลุกขึ้น ขอบตาแดงก่ำราวกับจะร่ำไห้ "ท่าน...ท่านพี่ ชิงเสวี่ยเพียงแต่พลั้งเผลอ..."
"ข้าไม่รู้จักเ้า" เป้ยจิ้งหานตอบกลับด้วยน้ำเสียงะเื โดยไม่แม้แต่จะปรายหางตามองนางอีกเป็หนที่สอง
เหยาเหยาที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ในอ้อมอกมารดา ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
แม่เ้าโว้ย!!! พระเอกก้าวหลบเฉยเลย! ปล่อยให้นางล้มหน้าทิ่มหน้าคว่ำหมดสภาพขนาดนั้น! เหยาเหยาตื่นเต้นดีใจจนแทบอยากจะปรบมือให้ นี่มันผิดบทไปไกลลิบเลยนี่นา! ในนิยายพระเอกต้องรับนางไว้สิ! ทำไมเนื้อเื่ถึงพลิกผันไปได้ขนาดนี้!
อ๋อ... ข้าเข้าใจแล้ว! ั์ตาของทารกน้อยทอประกายแจ่มใสขึ้นมาทันที เป็เพราะข้าแอบช่วยเปลี่ยนชะตากรรมของตระกูลซ่งไปทีละน้อย ปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีกจึงแผ่ขยายวงกว้าง จนทำให้เส้นเื่หลักเริ่มบิดเบี้ยวไปจากเดิม! ตอนนี้ฟ่านชิงเสวี่ยคงไม่สามารถพึ่งพิง ‘นางเอก’ หรือ ‘บทคุ้มครอง’ ได้อีกต่อไปแล้ว!
ฮ่าๆๆ อยากแสร้งทำเป็อ่อนแอเรียกร้องความสนใจดีนัก! ล้มหน้าทิ่มกลางลานวัดต่อหน้าธารกำนัล สะใจจริงๆ โว้ย!
เสิ่นว่านอวี๋ที่รับรู้เสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างสะใจในใจของลูกสาว ก็แทบจะกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ นางต้องรีบยกมือขึ้นปิดปากเพื่อไม่ให้หลุดหัวเราะออกมา
ทว่าในนั้นเอง เป้ยจิ้งหานที่กำลังจะก้าวเท้าจากไป จู่ๆ ก็หยุดชะงักลงเสียดื้อๆ
ดวงตาคมปลาบดุจพญาเหยี่ยวของเขากวาดมองไปรอบลานหินกว้าง ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่บนร่างของทารกน้อยในอ้อมแขนของเสิ่นว่านอวี๋
เหยาเหยาที่กำลังหัวเราะร่าเริงอยู่ในใจ พลันเห็นพระเอกหันขวับมาสบตาเข้าอย่างจัง ก็ถึงกับตัวแข็งทื่อไปทันที
เอ๊ะ! ทำไมพระเอกถึงมองมาที่ข้าล่ะ! หรือว่า... หรือว่าเขาจะได้ยินเสียงในใจของข้าเหมือนกัน?! เป็ไปไม่ได้น่า! คนที่ได้ยินเสียงข้าควรจะมีแค่คนในครอบครัวซ่งเท่านั้นไม่ใช่หรือ!
ดวงตาดำขลับลึกล้ำของเป้ยจิ้งหานจดจ้องทารกน้อยเขม็ง ทารกผู้นั้นกำลังเบิกตากลมโตจ้องตอบเขาอย่างไม่ลดละ แววตาคู่นั้นใสกระจ่างและเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งสติปัญญาอันลึกซึ้ง ผิดแผกไปจากทารกทั่วไป ราวกับมีดวงิญญาของผู้ใหญ่ซุกซ่อนอยู่ภายในร่างเล็กๆ นั้น
ในใต้หล้านี้ ผู้คนยามพบเห็นใบหน้าเขา ล้วนพากันหลบสายตาด้วยความยำเกรง บ้างก็หวาดกลัว บ้างก็ประจบสอพลอ หรือไม่ก็แฝงไปด้วยความทะเยอทะยานหมายปอง เขาเผชิญกับสายตาเ่าั้จนชินชาและรู้สึกว่าโลกใบนี้ช่างน่าเบื่อหน่าย ไร้ซึ่งสิ่งใดที่ควรค่าแก่การใส่ใจ
ทว่าทารกน้อยผู้นี้กลับจ้องมองเขาตรงๆ ั์ตาคู่ใสสะอาดนั้นปราศจากความหวาดกลัว ไม่มีแววประจบสอพลอ มีเพียงความตื่นเต้นอันบริสุทธิ์ใจ — และที่สำคัญ มีแววตาบางอย่างที่คล้ายกับความ ‘รู้เท่าทัน’ ราวกับว่านางสามารถมองทะลุเปลือกนอกอันเ็าของเขา และล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ข้างใน
เป็ครั้งแรกในรอบหลายปีที่หัวใจอันด้านชาของเด็กหนุ่มสั่นไหวเบาๆ และสีหน้าเรียบเฉยนั้นปรากฏรอยกระเพื่อมขึ้นวูบหนึ่ง
เขาจ้องมองนางอยู่ชั่วอึดใจใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ เบือนสายตากลับ และสาวเท้าเดินจากไปอย่างเงียบ ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ทว่าหัวใจดวงน้อยของเหยาเหยากลับเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอก
ใจหายใจคว่ำหมด! เขามองข้าทำไมกันนะ! สายตาเย็นะเืนั่นทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งตัว! เขาคงแค่แปลกใจที่เห็นเด็กทารกกล้าจ้องหน้าเขาละมั้ง... ใช่ ต้องเป็อย่างนั้นแน่ๆ เด็กทารกเพิ่งเกิดจะไปมีความคิดความอ่านอะไรได้ เขาไม่มีทางรู้หรอก
เฮ้อ ค่อยยังชั่ว ต่อไปข้าต้องระวังตัวให้มากกว่านี้ อย่าไปจ้องหน้าคนแปลกหน้านานเกินไป เดี๋ยวจะถูกจับพิรุธได้
ทารกน้อยหารู้ไม่ว่า ในส่วนลึกของจิตใจเด็กหนุ่มผู้เ็าที่เพิ่งเดินจากไปนั้น ภาพดวงตากลมโตใสกระจ่างดุจดวงดาวของทารกหญิงผู้นั้น ได้ประทับแน่นฝังลึกเสียแล้ว
——————
อีกด้านหนึ่ง ฟ่านชิงเสวี่ยยืนเคว้งคว้างอยู่เพียงลำพังท่ามกลางสายตาดูแคลนของฝูงชน ความเจ็บระบมจากาแและความอับอายขายหน้าแล่นพล่านจนใบหน้าร้อนผ่าว นางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ
ฉากนี้ในความทรงจำของนาง มันต้องเป็จุดเริ่มต้นแห่งความรักระหว่างนางกับท่านอ๋องเ็าสิ! เขาควรจะโอบอุ้มร่างของนางไว้ในอ้อมแขน และตกหลุมรักดวงตาอันใสซื่อบริสุทธิ์ของนางั้แ่แรกพบ!
ทว่าทุกอย่างกลับพังทลายไม่เป็ชิ้นดี ั้แ่แผนการแอบอ้างบุญคุณช่วยชีวิตที่ถูกตระกูลซ่งขัดขวาง การมาเยือนจวนที่ถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย จนกระทั่งการพบกันครั้งแรกที่อารามแห่งนี้ซึ่งกลายเป็ความอัปยศอดสูครั้งใหญ่
สายตาเคียดแค้นของนางเหลือบไปเห็นเสิ่นว่านอวี๋ที่กำลังอุ้มทารกน้อยเดินจากไปไกล จู่ๆ ความคิดประหลาดบางอย่างก็แล่นเข้ามาในสมอง
ทุกครั้งที่แผนการของนางผิดพลาดและบิดเบี้ยวไป... ล้วนแต่มีคนของตระกูลซ่งเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ!
นางจ้องมองไปยังแผ่นหลังของทารกน้อยในอ้อมแขนของซ่งฮูหยิน สายตาหรี่เล็กลงด้วยความระแวงสงสัย
ฟ่านชิงเสวี่ยสะบัดศีรษะไล่ความกังวลอันไร้สาระนั้นออกไป ทว่าในใจกลับมีความแคลงใจก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ
ตามเนื้อเื่เดิมที่นางเคยอ่านมา ตระกูลซ่งเป็เพียงตัวประกอบไร้ค่าที่ไม่มีบทบาทใดๆ ใน่ต้นเื่ พวกเขาเป็เพียงขุนนางจงรักภักดีทว่าโง่เขลาเบาปัญญาที่รอวันถูกกวาดล้างและล่มสลายในการศึกชิงบัลลังก์ตอนปลายเื่เท่านั้น แต่เหตุใดในยามนี้ ตัวประกอบ เหล่านี้กลับสามารถขัดขวางเส้นทางของนางได้ทุกย่างก้าว ราวกับล่วงรู้ว่านางจะเดินหมากตัวใดล่วงหน้าอย่างนั้นแหละ
ก้มลงมองฝ่ามือของตนเองที่เปรอะเปื้อนฝุ่นดินจากการล้มคว่ำ เล็บมือที่เคยได้รับการดูแลประทินผิวอย่างดีบัดนี้ฉีกขาดบิ่นหัก เป็ครั้งแรกนับั้แ่ทะลุมิติเข้ามาในโลกใบนี้ที่ความมั่นใจอันเต็มเปี่ยมของนางเริ่มสั่นคลอน
"ไม่เป็ไร..." นางกระซิบปลอบใจตนเองเบาๆ พลางบีบมือแน่นจนปลายนิ้วซีดขาว "หนทางยังอีกยาวไกล บทนางเอกคุ้มครองของข้ายังคงอยู่ ตราบใดที่สามารถหัวใจของพระเอกได้ อำนาจล้นฟ้าในแผ่นดินนี้ก็จะเป็ของข้า ถึงเวลานั้น... ตระกูลซ่ง ข้าจะค่อยๆ ชำระบัญชีแค้นกับพวกแกทีละคน!"