ชีชีรู้ดีว่าหากวันนี้จัดการเื่ราวได้ไม่ดี เธอจะกลายเป็ตัวประหลาดของเขตบ้านพักทหารและจะถูกทุกคนตีตัวออกห่างจนโดดเดี่ยวในที่สุด
เหล่าพี่สะใภ้ทหารเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีความรู้แม้ปัจจุบันจะไม่อนุญาตให้งมงายเื่ภูตผีปีศาจแล้ว แต่ในใจลึกๆพวกเธอก็ยังคงเชื่อถืออยู่บ้าง
เพียงแต่ถูกบีบคั้นด้วยสถานการณ์จึงไม่กล้าเอ่ยปากพูดออกมาตรงๆเท่านั้น
“ทุกคนเข้าข้างฉันอย่างนั้นหรือคะ? เปล่าเลยค่ะพวกเขาแค่ยืนอยู่ข้างความถูกต้องต่างหากวันนี้คุณมาหาเื่ถึงหน้าบ้านโดยไม่มีสาเหตุ แถมยังพูดจารุนแรงขนาดนั้นไม่ควรขอโทษงั้นหรือ? คุณทำเื่งมงายคิดจะขโมยโชคลาภของสหายหลี่ต้าเฉียง แต่ทุกคนไม่ควรจะตำหนิคุณหรือ?
พี่สะใภ้ทหารทุกคนล้วนเป็คนดีที่แยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ทำไมพอเข้าหูคุณถึงกลายเป็ว่าพวกเขาถูกฉันล่อลวงไปได้ล่ะคะ?หรือว่าพี่สะใภ้มากมายขนาดนี้เป็คนโง่กันหมด? มีคุณเป็คนฉลาดอยู่คนเดียว? ฉันเชื่อว่าความยุติธรรมอยู่ในใจทุกคนเสมอและพี่สะใภ้ทุกคนก็ตาสว่างพอที่จะไม่ถูกคุณจูงจมูกด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำหรอกค่ะ”
ชีชีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดและเที่ยงธรรมทำเอาเหล่าพี่สะใภ้เหมือนได้เห็นแสงสว่างวาบเข้ามาในหัว
พวกเธอเพิ่งจะมารู้สึกตัวว่าถูกหลินเสี่ยวหรูใช้คำพูดปั่นหัวเข้าให้แล้วแต่ละคนจึงเริ่มแสดงอาการโกรธแค้นขึ้นมาทันที
“หลินเสี่ยวหรู นอกจากปากจะเสียแล้ว ความคิดคุณยังโสโครกอีกฉันขอเสนอให้ไปแจ้งเื่ที่คณะศิลปกรรมทหารให้พวกเขาอบรมสั่งสอนคุณให้ดีเสียหน่อย”
“ใช่ แล้วคุณยังทำเื่งมงายอีก ต้องถูกลงโทษอย่างหนัก!”
“แถมยังมีเจตนาทำลายชีวิตสมรสของทหาร จิตใจต่ำทรามจริงๆ”
คราวนี้หลินเสี่ยวหรูถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาจริงๆ“พี่สะใภ้คะ ฉันผิดไปแล้ว ฉันไม่ควรพูดจาส่งเดชเลยยกโทษให้ฉันสักครั้งเถอะนะคะ”
“เอาล่ะ เลิกทะเลาะกันได้แล้ว” พี่สะใภ้หลี่แทรกตัวออกมาจากฝูงชน“สหายหลิน คุณขอโทษสหายชีอย่างเป็ทางการเสียแล้วเื่วันนี้ก็ให้มันจบๆ ไป วันหน้าวันหลังจะพูดจะจาอะไรก็ระวังหน่อยอย่าสักแต่ว่าพูด ระวังภัยจะมาถึงตัวเพราะปากนะ”
พี่สะใภ้หลี่เองก็ไม่ได้ชอบหลินเสี่ยวหรูและอยากจะยืนอยู่ข้างความถูกต้องเช่นกัน
ทว่าหลินเสี่ยวหรูนั้นมีเื้ัที่ไม่ธรรมดาเธอเป็ถึงหลานสาวแท้ๆ ของผู้บัญชาการกองพลหลิน
เื่นี้มีคนรู้น้อยมากแต่พี่สะใภ้หลี่กลับรู้ตื้นลึกหนาบางเป็อย่างดี
แม้จะไม่ถึงขั้นต้องประจบประแจงแต่เธอก็ไม่อยากจะล่วงเกินอีกฝ่ายจนถึงขั้นแตกหัก
ถึงแม้หลินเสี่ยวหรูจะไม่อยากทำเพียงใดแต่เธอก็จำต้องก้มหัวคำนับชีชี “สหายชี ฉันขอโทษฉันไม่ควรพูดจาเหลวไหล โปรดยกโทษให้ฉันด้วยนะคะ”
ชีชีมองพี่สะใภ้หลี่ด้วยสายตาที่มีความหมายแฝงลึกซึ้งพี่สะใภ้คนนี้ชอบถือวิสาสะตัดสินใจแทนคนอื่นแบบนี้เสมอหรือว่าจะมีเบื้องลึกเื้ัอะไรกันแน่?
แต่ไม่ว่าพี่สะใภ้หลี่จะมีจุดประสงค์อะไรในเมื่อเธอออกปากมาแล้ว ชีชีก็จำเป็ต้องให้เกียรติ
มิเช่นนั้นอย่าว่าแต่สามีของอีกฝ่ายที่เป็ผู้บังคับกองพันจะหาเื่กลั่นแกล้งลู่เหย่ในภายหลังเลยลำพังแค่ชีชีจะใช้ชีวิตอยู่ในเขตบ้านพักทหารแห่งนี้ต่อไปก็คงจะไม่ราบรื่นนัก
เธอจึงเอ่ยกับหลินเสี่ยวหรูว่า“เห็นแก่หน้าพี่สะใภ้หลี่ ฉันจะไม่ถือสาหาความคุณอีก ไปได้แล้วค่ะ”
หลินเสี่ยวหรูราวกับได้รับอภัยโทษเธอรีบเอามือกุมหน้าแล้ววิ่งหนีออกไปทันที
“ติ๊ง! ขัดขวางครั้งที่หนึ่งสำเร็จ เหลืออีกสองครั้ง”
เสียงระบบที่คุ้นเคยดังขึ้นความขุ่นมัวในใจของชีชีก็พลันมลายหายไปในพริบตา
“ทุกคนแยกย้ายกันเถอะ สหายชียังจัดของไม่เสร็จเรียบร้อยเลยอย่าอยู่เกะกะแถวนี้เลยนะ”
พอพี่สะใภ้หลี่ะโบอกแบบนั้นทุกคนต่างก็รู้ความและแยกย้ายกันกลับบ้านของตน
หลี่ต้าเฉียงถูมือไปมา“พี่สะใภ้ งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”
“ได้จ้ะ วันนี้ขอบใจนายมากนะ”
“ไม่เป็ไรครับ พี่สะใภ้มีงานอะไรให้ช่วยก็เรียกผมได้เลย”
“ได้เลยจ้ะ”
หลี่ต้าเฉียงเป็คนดีชีชีจดจำบุญคุณครั้งนี้ไว้ในใจ และตั้งใจว่าวันหน้าหากมีโอกาสจะต้องตอบแทนแน่นอน
เมื่อเห็นว่าทุกคนไปกันหมดแล้วพี่สะใภ้หลี่จึงดึงมือชีชีมาจับไว้ “สหายชีฉันมีเื่จะคุยด้วยหน่อยน่ะ”
“เข้าไปนั่งข้างในบ้านเถอะค่ะ”
“งั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะ”
ชีชีหยิบลูกอมกำมือหนึ่งยื่นให้เธอ“เตาไฟของฉันยังทำไม่เสร็จ น้ำร้อนก็เลยยังไม่มีทานลูกอมแก้กระหายไปก่อนนะคะ”
“แหม คุณก็เกรงใจเกินไปแล้ว”
พี่สะใภ้หลี่แกะเปลือกรูดลูกอมเข้าปากพลางครุ่นคิดว่าจะเริ่มต้นพูดยังไงดี
“พี่สะใภ้หลี่คงอยากจะคุยเื่หลินเสี่ยวหรูใช่ไหมคะ?”
“คุณนี่ฉลาดจริงๆ เลยนะ อ่านใจฉันออกหมดเลย”
“เปล่าหรอกค่ะ พี่สะใภ้อยากจะพูดอะไรก็เชิญเลยค่ะ”
“ฉันแค่อยากจะบอกคุณว่าหลินเสี่ยวหรูคนนั้นมีใจให้ลู่เหย่ของคุณอยู่คุณต้องคอยดูไว้ให้ดีๆ นะ”
ชีชีเบ้ปากอยู่ในใจไม่ใช่แค่มีใจหรอก ดูท่าทางลู่เหย่เองก็คงจะชอบหล่อนด้วยเช่นกัน
สองคนนั้นน่ะใจตรงกันแน่ๆเพราะมีเชือกแดงนั่นเป็หลักฐานอยู่
ถ้าไม่ใช่เพราะมีเธอโผล่มาเป็ตัวแปรสำคัญละก็คนที่ลู่เหย่จะแต่งงานด้วยก็ต้องเป็หลินเสี่ยวหรูไม่ผิดแน่
แต่คำพูดเหล่านี้เธอจะไม่บอกพี่สะใภ้หลี่เด็ดขาดเื่การเปิดใจคุยเื่ลึกซึ้งกับคนที่เพิ่งรู้จักกันผิวเผินเธอไม่มีวันทำแน่นอน
“พี่สะใภ้หลี่วางใจเถอะค่ะ ลู่เหย่ของฉันเขาเป็คนซื่อสัตย์ไม่ทำเื่แบบนั้นแน่”
“แบบนั้นก็ดีแล้ว” พี่สะใภ้หลี่ลังเลอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะกระซิบว่า“ฉันได้ยินมาว่า หลินเสี่ยวหรูเป็หลานสาวแท้ๆของผู้บัญชาการกองพลหลินน่ะ”
“งั้นหรือคะ? เื้ัดีขนาดนี้เองมิน่าล่ะถึงได้วางท่าจองหองนัก”
“เื่นี้ฉันก็แค่ได้ยินเขาเล่ามาน่ะนะ คุณรู้ไว้คนเดียวก็พอ”
“พี่สะใภ้วางใจเถอะค่ะ ฉันเป็คนเก็บความลับเก่ง”
ก่อนที่พี่สะใภ้หลี่จะกลับชีชีได้ยัดมะเขือเทศให้เธอไปสองลูก “ฉันซื้อมาจากในเมืองวันนี้เองพี่สะใภ้เอากลับไปทำน้ำแกงทานนะคะ”
“งั้นพี่ไม่เกรงใจแล้วนะ”
ในคืนนั้น…ลู่เหย่ไม่ได้กลับบ้าน
ตอนแรกชีชีคิดว่าจะนอนไม่หลับแต่พอเข้าไปอาบน้ำในมิติและดื่มน้ำพุิญญาไปแก้วใหญ่เธอกลับหลับลึกไร้ซึ่งความฝันจนถึงเช้าวันใหม่
เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้าเธอลงมือทำบะหมี่ทำมือราดหน้าด้วยหมูเส้นผัดพริกหยวก กลิ่นหอมฟุ้งไปไกลนับสิบลี้
ระหว่างที่กินก็พลางครุ่นคิดถึงวิธีหาเงินไปด้วย
เงินที่ลู่เหย่ให้ไว้ถูกใช้ไปครึ่งหนึ่งแล้วหากจะรักษามาตรฐานความเป็อยู่ให้ได้แบบนี้ต่อไปเธอจำเป็ต้องมีรายได้ที่มองเห็นได้เป็ชิ้นเป็อัน
หรือว่าจะต้องหางานทำ?หากได้งานเบาๆ ก็คงจะดีไม่น้อย
แต่มันไม่ใช่เื่ง่ายเลยขนาดพี่สะใภ้หลี่ยังต้องอยู่บ้านเฉยๆ ต่อให้มีโควตาตำแหน่งงานว่างก็คงยังไม่ถึงคราวของเธอในเร็วๆ นี้แน่
ในยุคสมัยนี้ไม่อนุญาตให้ค้าขายส่วนตัวหากถูกจับได้จะถูกตราหน้าว่าเป็พวกเก็งกำไรและทำลายระบบเศรษฐกิจโทษสถานเบาคือติดคุก โทษสถานหนักคือถูกยิงเป้า
คิดไปคิดมาทางเดียวที่จะหาเงินได้คือการเข้าทำงานประจำ
แต่หากไม่ถึงที่สุดจริงๆชีชีก็ไม่อยากเลือกเส้นทางนั้น
ประเด็นสำคัญคือค่าแรงในสมัยนี้มันต่ำเกินไป เพิ่งเข้าโรงงานได้แค่เดือนละ 18หยวน พอได้บรรจุเป็พนักงานประจำก็ได้แค่ 23 หยวน
ต้องทำงานเหนื่อยรากเืทุกวันแต่เงินที่ได้กลับแทบไม่พอกรอกหม้อ
ชีชีไม่อยากจะทำเื่ที่ลงแรงไปแต่ไม่ได้อะไรตอบแทนแบบนั้น
พอเธอล้างชามเสร็จพี่สะใภ้หลี่ก็มาเคาะประตูพอดี
“สหายชี พวกเราจะขึ้นเขาไปขุดผักป่า คุณจะไปด้วยกันไหม?”
“ไปค่ะ รอสักครู่นะคะ”
ชีชีจงใจหยิบรองเท้าผ้าใบสีเหลืองจากในมิติมาสวมและยังคงใส่เสื้อผ้าชุดเก่าที่ใส่มาจากเมืองจิง
เธอสะพายตะกร้าใบใหม่ที่เพิ่งซื้อมาแล้วเดินตามกลุ่มพี่สะใภ้ทหารขึ้นเขาไป
“แถวนี้ผักป่าเยอะไหมคะ?”
“ไม่เยอะหรอก ทุกบ้านก็ออกมาเก็บกันหมดต่อให้มีเยอะแค่ไหนก็ไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนจำนวนมากขนาดนี้หรอก”
แต่ละคนมีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนักในบ้านมีผู้ชายทำงานหาเงินอยู่คนเดียว แต่ละบ้านก็ต้องเลี้ยงลูกตั้งหลายคนแถมยังต้องส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่ที่บ้านเกิดอีก
แม้แต่ครอบครัวของพี่สะใภ้หลี่เองก็ยังใช้ชีวิตอย่างกระเบียดกระเสียร
ชีชีเข้าไม่ถึงความลำบากของพวกเธอจริงๆทั้งที่ยากจนข้นแค้นขนาดนี้ แต่ก็ยังขยันทำลูกกันจัง
บ้านพี่สะใภ้หลี่มีลูกชายสามคนลูกสาวสองคน แค่กินข้าวคนละชามก็เท่ากับปริมาณที่ชีชีกินได้ตั้งสองสามวันแล้วชีวิตจะอยู่ดีกินดีได้อย่างไรกัน
อย่างไรก็ตามคำพูดเหล่านี้เธอจะไม่หลุดปากออกไปเด็ดขาดเพราะพูดไปนอกจากจะทำให้คนอื่นขุ่นเคืองใจแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
ในขณะที่กลุ่มคนเดินมาถึงตีนเขาทันใดนั้นก็มีเงาสีดำสายหนึ่งวูบผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว
“กระต่าย! มีกระต่ายด้วยค่ะ!” ชีชีตื่นเต้นจนเผลอปรบมือ
“มีกระต่ายแล้วจะได้อะไรล่ะ? ก็ได้แค่มองนั่นแหละไม่มีปัญญาจับได้หรอก”
พี่สะใภ้หลี่เอ่ยขัดขึ้นมาเหมือนสาดน้ำเย็นรดหน้าเธอ
“ฉันรู้วิธีทำกับดักง่ายๆ ค่ะ พวกเราลองดูไหมคะเผื่อโชคดีจะได้มีเนื้อกินกัน?”
“จริงเหรอ?!”
ดวงตาของทุกคนพลันเป็ประกายขึ้นมาทันที