หญิงสาววัยสิบแปดมีรูปโฉมงดงามใบหน้ารูปไข่ห่าน คิ้วใบหลิว ดวงตาดวงดารา จมูกโด่ง ริมฝีปากแดงช่างงดงามเหลือเกิน ตัวสูงรูปร่างอรชรสวมชุดสีแดงสดใสทำให้นางดูโดดเด่นโฉบเฉียวและมีชีวิตชีวายิ่ง
ดวงตาคู่นั้นกวาดมองไปตามถนนหนทางสองข้างทางดูเปล่งประกายสดใส เบื้องหลังมีสาวใช้ติดตามมาด้วยอีกสองคนและผู้คุ้มกันอีกสี่คนเพียงมองก็รู้ว่านางไม่ใช่คนที่ใครก็สามารถเข้าหาได้ง่าย
ชายหนุ่มในชุดสีม่วงโดดเด่นและหรูหรายืนมองหญิงสาวเดินอยู่ท่ามกลางฝูงชนด้วยแววตาหลงใหลมุมปากของเขายกยิ้มเล็กน้อย
ขณะที่หญิงสาวเคลื่อนตัวมาใกล้ถึงมู่หรงจ้านก็ก้าวเท้าเดินเข้าไปตัดขวางทางหญิงสาวพร้อมสับพัดในมือเรียกความสนใจ
“ลั่วซี”
“ได้โปรดเรียกข้าว่าคุณหนูจางเจ้าค่ะ”หญิงสาวพองขนราวกับแมวตัวเมียที่พร้อมกระโจนเขาใส่ชายหนุ่มได้ตลอดเวลาทำให้มู่หรงจ้านหัวเราะออกมาด้วยท่าทางอารมณ์ดี
เขาเดินเข้าไปหาหญิงสาวโดยไม่สนท่าทางไม่พอใจของหญิงสาวจางลั่วซีถอยห่างออกไปทันทีที่เห็นชายหนุ่มเดินเข้ามาหานาง
ชายผู้นี้ช่างน่าไม่อายยิ่งนัก!
เป็นเพราะเขานางถึงได้ต้องหลบหนีมาซ่อนตัวที่นี่...เหตุใดชายผู้นี้ถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้กัน หึ!
จางลั่วซีบุตรีคนที่สี่ของเจ้าตระกูลจางเป็นหญิงสาวที่งดงามมากความสามารถที่โดดเด่นอย่างยิ่งจนเป็นที่ต้องตาของคุณชายตระกูลใหญ่มากมายหลายตระกูลในเป่ยเฉิงน่าเสียดายที่หญิงสาวผู้นี้มีอุดมการณ์อันสูงส่งที่ต้องการเดินบนเส้นทางการค้านางไม่มีความคิดที่จะออกเรือนแต่งงานเป็นฮูหยินเลี้ยงลูกให้ชายใดก็ตาม
เพราะแบบนั้นทันทีที่ตระกูลมู่หรงส่งแม่สื่อมาสู่ขอนางที่เมืองเยี่ยนเป่ยนางจึงอาศัยจังหวะที่ทางตระกูลกำลังวุ่นวายลักขื่อเปลี่ยนเสาสลับตัวกับสาวใช้คนหนึ่งของนาง หลบออกมายังเมืองฉางแทน
ใครจะไปคิดว่าจะมาพบศัตรูในที่แคบที่นี่อีกจนได้
หึ! ดูท่าผู้ชายคนนี้จะสืบค้นข้อมูลนางอย่างดีแล้วอย่างนั้นสินะ
มู่หรงจ้านยังคงยิ้มโบกพัดในมือไปมาด้วยท่าทางสูงส่งราวกับบัณฑิตชั้นสูงไม่สนท่าทางเหมือนแมวน้อยของหญิงสาวแม้แต่น้อยในสายตาของเขานางออกจะน่ารักน่าเอ็นดูเสียด้วยซ้ำจนเขาอดยิ้มอ่อนโยนส่งให้นางไม่ได้
นางช่างเหมาะกับเขาเสียจริง
“ลั่วซี”
“ข้าบอกว่าให้ท่านเรียกข้าว่าคุณหนูจางอย่างไงละเจ้าค่ะ”
“ฮ่าๆๆๆ เจ้าเป็นคู่หมั้นข้าการเรียกแซ่ของคู่หมั้นไม่ค่อยเหมาะสมกระมัง”
จางลั่วซีมีสีหน้าไม่พอใจอย่างยิ่งถลึงตามองเขา“คุณชายได้โปรดให้เกียรติข้าด้วยเจ้าค่ะ ข้าเป็นสตรียังไม่ออกเรือนและไม่เคยมีการหมั้นหมายการที่คุณชายพูดเช่นนี้ ท่านต้องการทำลายชื่อเสียงของข้าอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?”
เหมยหลินกับเสี่ยวซีสาวใช้สองคนของจางลั่วซีมองหน้ากันด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนักชื่อเสียงของสตรีนับเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะชื่อเสียงของสตรีชั้นสูงในตระกูลใหญ่เช่นคุณหนูอย่างพวกนาง
“ลั่วซี”มู่หรงจ้านแสร้งทำท่าทางเหนื่อยหน่ายใจ “ชายเติบใหญ่ย่อมแต่งงานหญิงเติบใหญ่ย่อมออกเรือนเป็นเช่นนี้เสมอมา ตอนนี้เจ้าเองก็อายุสิบแปดแล้วอย่างไรก็ต้องออกเรือนสู้แต่งกับข้าไม่ดีกว่าหรอกหรือ?”
อะไรคือแต่งกับเขาเสียดีกว่า?ใครบอกกันว่านางจะแต่งกับเขา เจ้าคนหน้าไม่อาย
เหมยหลินและเสี่ยวซีเห็นสีหน้าของคุณหนูไม่ค่อยสู้ดีนักเกรงว่านางจะอาละวาดในตลาดจึงเดินขึ้นหน้าไปประชิดตัวของหญิงสาว
“คุณหนูเจ้าคะตอนนี้ในตลาดมีคนมากมายจับจ้องอยู่ พวกเราไปที่เหลาอาหารฟู่จางดีหรือไม่เจ้าคะ?”เหมยหลินเอ่ยเตือนเสียงนิ่ม
จางลั่วซีถลึงตาใส่มู่หรงจ้านก่อนจะสบัดตัวเดินนำไปทางเหลาอาหารฟู่จางโดยมีมู่หรงจ้านกับต้าเหิงบ่าวคนสนิทติดตามขบวนของนางไปด้วยอย่างใกล้ชิด
ระหว่างทางพวกเขาเดินส่วนกับจ้าวห่าวหลินที่เดินทางมายังเมืองฉางพอดี
มู่หรงจ้านจำจ้าวห่าวหลินได้ทันทีที่เห็นเขาแย้มยิ้มหยุดมองทิศทางที่จ้าวห่าวหลินเดินไปด้วยความสนใจการหยุดเดินกะทันหันของมู่หรงจ้านเรียกความสนใจของจางลั่วซีให้หันไปมองพอเห็นว่ามู่หรงจ้านมองไปทางหนึ่งไม่ละสายตานางจึงมองตาม
นางชะเง้อคอมองเห็นชายหนุ่มในชุดผ้าฝ้ายธรรมดาสีดำทั้งชุดเดินผ่านไปแม้ว่าการแต่งตัวจะไม่ได้หรูหราและมีราคาแต่ท่าทางการก้าวเดินและบรรยากาศรอบตัวที่ปล่อยออกมาช่างดูสูงส่งขัดแย้งกับภาพลักษณ์ภายนอกจนทำให้นางสนใจขึ้นมา
ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่คุณชายธรรมดา...เขาเป็นใครกัน?
และเป็นใครกันที่ทำให้มู่หรงจ้านสนใจได้?
นางรู้จักมู่หรงจ้านดีหลังจากตระกูลจางได้ขึ้นอันดับหนึ่งของตระกูลการค้าในเป่ยเฉิงตระกูลมู่หรงก็ได้มาติดต่อการค้ากับตระกูลจางบ่อยครั้งเพื่อซื้อขายสินค้าระหว่างเหนือใต้
แม้นิสัยโดยรวมจะเอาแต่ใจและหยิ่งทะนงในตัวเองไปเสียหน่อยแต่มู่หรงจ้านนับว่ามีหัวทางด้านการค้าไม่น้อย เพียงแต่ชายคนนี้ติดเล่นไปเสียหน่อยไม่เคยทำการค้าอย่างจริงจังทำให้หลายครั้งการค้าในมือของเขาขาดทุนย่อยยับจนแทบไม่เหลืออะไรกลับมา
แต่สิ่งหนึ่งที่เขามีพรสวรรค์ก็คือการมองคน
เขาสามารถมองขาดเรื่องคนเพราะแบบนั้นคนที่อยู่ภายใต้อานัติของเขาล้วนแต่เป็นคนมีฝีมือและมากความสามารถในหลายด้าน
หรือว่าชายคนนั้นเป็นคนที่เจ้าหมอนี่หมายตา?
มู่หรงจ้านเห็นว่าจ้าวห่าวหลินลับสายตาไปแล้วเขาเสียดายเล็กน้อยที่ไม่ได้ตามไปดูเสียหน่อยว่าแท้จริงแล้วชายผู้นี้เป็นใครมาจากตระกูลไหนแต่พอหันกลับมาเห็นจางลั่วซีกำลังมองไปตามทิศทางที่เขามองก่อนหน้านี้ก็แย้มยิ้มเอ็นดู
“เจ้ามองชายอื่นไม่วางตาเช่นนี้ข้าปวดใจ”
จางลั่วซีหันกลับมาถลึงตาใส่เขาและไม่คิดตอบกลับนางมุ่งตรงขึ้นไปในเหลาอาหารเมื่อมาถึงเหลาอาหารนางก็จัดการให้หลงจู๊จัดเตรียมห้องรับรองที่ดีที่สุดให้ตัวนางกับมู่หรงจ้านทันที
ภายในห้องรับรองมีเพียงทั้งสองคนและสาวใช้บ่าวรับใช้ของพวกเขาอีกสามคนเท่านั้น
มู่หรงจ้านรินน้ำชาให้ตัวเองและส่งอีกถ้วยให้กับจางลั่วซีอย่างเป็นธรรมชาติราวกับทำเช่นนี้จนเคยชินแล้ว
จางลั่วซียกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบเล็กน้อยดับกระหาย“เรื่องแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ รีบไปบอกให้แม่สื่อของเจ้าถอนตัวไปเสีย”
“แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ข้าไม่เคยบอกว่าจะเล่น ๆ กับเจ้าเสียหน่อย”
“เจ้าก็รู้...”
“ข้ารู้”มู่หรงจ้านมองสบตาหญิงสาวตรงไปตรงมา บรรยากาศจริงจังขึ้น“ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการทำการค้า แต่เจ้าคิดบ้างหรือไม่ว่าสุดท้ายเจ้าเป็นสตรีก็ย่อมต้องแต่งงานออกเรือนเจ้าคิดว่าครอบครัวสามีของเจ้าจะยินยอมให้เจ้าที่เป็นสะใภ้ออกนอกเรือนไปทำการค้าอย่างนั้นหรือ?”
จางลั่วซีเบือนหน้านางย่อมรู้ ในยุคนี้ที่ชายเป็นใหญ่สตรีเป็นรองนางจะทำอะไรได้ เพราะแบบนี้นางจึงไม่คิดแต่งงานออกเรือน
“ข้าจะไม่แต่งงาน”หญิงสาวเอ่ยอย่างดื้อรั้น
“เจ้าจะอยู่กับพ่อแม่เจ้าไปทั้งชีวิต?”
“ทำไมจะไม่ได้?”
“ข้าไม่ได้จะแช่งท่านพ่อตาแม่ยายหรอกนะแต่ท่านอายุมากแล้ว เจ้าคิดหรือไม่ว่าหลังจากท่านเสียไปแล้วเจ้าจะทำเช่นไรให้พี่ใหญ่เจ้าเลี้ยงดูเจ้า เจ้าคิดว่าพี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้ายินยอมหรือ?”
แน่นอนว่าเรื่องนี้นางเคยคิดและเพราะจมกับความคิดเรื่องนี้ นางจึงไม่ได้เอาเรื่องที่เขาพูดว่า ‘พ่อตาแม่ยาย’ ได้อย่างหน้าตาเฉย
มู่หรงจ้านเห็นว่านางเริ่มยินยอมฟังคำพูดของเขาแล้วเขารีบพูดต่อทันที “หากเจ้าต้องการทำการค้า แต่งกับข้าเสียไม่ดีกว่าหรือพวกเราล้วนรู้จักกัน ตระกูลข้าเป็นตระกูลการค้า ท่านแม่ข้าเองก็ดูแลกิจการการค้าต่อไปเจ้าเป็นฮูหยินข้าก็ดูแลกิจการการค้าของเจ้าได้ตามต้องการและหากต้องออกข้างนอกขึ้นเหนือล่องใต้ ข้าล้วนยินดีติดตามเจ้าไป ดีหรือไม่?”
แววตาของจางลั่วซีมีความวูบไหวตามคำพูดของมู่หรงจ้านนางรู้ดีว่าข้อเสนอนี้ของเขาล้วนดีต่อนาง แต่ว่า...
“ตอนนี้เจ้าก็พูดได้แต่หลังจากแต่งงานแล้วเจ้าจะกักขังข้าไว้ในเรือนหลังอย่างไรก็ได้และถึงตอนนั้นบุรุษเช่นเจ้าก็เบื่อหน่ายภรรยาตัวเอง มีฮูหยินรองและอนุมากมายเต็มเรือนหลังเช่นนั้นข้าจะทำการค้าได้อย่างไร?”
มู่หรงจ้านเอนหลังยิ้มเจ้าเล่ห์แววตาคู่นั้นเป็นประกายจนจางลั่วซีต้องหันหน้าหนี
“เจ้ากำลังหึงหวงข้าหรือ?”
“ระวังคำพูดด้วยข้ากับเจ้าล้วนไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกัน เหตุใดข้าจะต้องหึงหวงเจ้าด้วย”
มู่หรงจ้านหัวเราะ“ข้ายินดีเขียนสัญญาหากข้ามีภรรยาอื่นเจ้าฟ้องร้องหย่าและยึดทรัพย์สินทั้งหมดของข้าไปได้เลยดีหรือไม่?”
จางลั่วซีมีแววตาอ่อนลง“มู่หรงจ้าน เหตุใดเจ้าต้องยึดติดกับข้าไปแต่งสตรีอื่นเป็นภรรยาและมีอนุตามที่ต้องการตามใจเจ้าไม่ดีกว่าหรือ?”
“สตรีอื่นดีอย่างไรวันวันผัดหน้าชะเง้อคอรอชายหนุ่มอยู่กับเรือน น่ารำคาญจะตายไป!ข้าชอบที่เจ้ามีความคิดเป็นของตัวเอง และไม่เป็นเหมือนพวกนางมีเพียงเจ้าที่ข้าต้องการแต่งงานด้วย เหตุใดจะต้องมีสามภรรยาสี่อนุให้ปวดหัวด้วย”
เหมยหลินและเสี่ยวซีที่แอบอกสั่นขวัญแขวนอยู่ด้านหลังมองหน้ากันแล้วรีบก้มหน้าแอบยิ้มอย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่าคำพูดของเขาย่อมสั่นหัวใจดวงน้อยของหญิงสาวได้เช่นกันนางเอ่ยเสียงแผ่วเบาอย่างดื้อรั้น “ข้าขอคิดก่อน”
เพียงแค่นี้มู่หรงจ้านก็ยิ้มกว้างมีความสุขสะบัดคลี่พัดเสียงดังหัวเราะชอบใจ “ข้าจะรอเจ้า”
เขาลุกขึ้นยืนมองนาง“ข้าจะรอเจ้า” เขาย้ำอีกครั้งก่อนจะหมุนตัวออกจากห้องรับรอง
จางลั่วซีรู้สึกราวกับหน้าของนางร้อนผ่าวด้วยความอับอาย
“คุณหนูเจ้าคะ?”เสี่ยวซีเอ่ยทักกระเซ้า “คุณชายมู่หรงไม่แย่นะเจ้าคะ”
“คุณชายมู่หรงยินยอมให้คุณหนูทำการค้าตามต้องการอีกทั้งยังสัญญาว่าจะมีคุณหนูเป็นฮูหยินเพียงผู้เดียวบ่าวคิดว่านี่เป็นเรื่องดีนะเจ้าค่ะ” เหมยหลินเห็นด้วยกับการคบหาครั้งนี้
“อืม...ก็ดี”จางลั่วซีเอ่ยยอมรับแผ่วเบา
พอได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของสาวใช้ทั้งสองนางก็ลุกพรวดหน้าแดงก่ำ“ไป ไปดูร้านตำราตระกูลจางกัน”
“เจ้าค่ะ”
กิจการของตระกูลจางเน้นไปที่การส่งออกของชำเหลาสุราและโรงเตี๊ยมตามเมืองและอำเภอใหญ่ของเป่ยเฉิงเป็นหลักส่วนร้านตำรานี่เป็นการค้าของจางลั่วซีที่เปิดกิจการขึ้นด้วยตัวเอง
เจ้าตระกูลจางมีบุตรด้วยกันทั้งหมดสี่คนเหนือจางลั่วซีมีพี่ชายอีกสามคน เพราะแบบนั้นนางจึงเป็นคุณหนูที่ได้รับความรักและการเอาใจใส่ที่สุดในครอบครัว
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าตระกูลหรือพี่ชายทั้งสามล้วนมีกิจการการค้าทั้งสิ้นพวกเขารู้ดีว่าการค้านั่นเป็นเส้นทางที่สร้างรายได้เยอะแต่ยากลำบากไม่น้อยเช่นกันและกว่าจะสร้างเส้นทางการค้าใหญ่โตได้ต้องพบปะผู้คนและติดสินบนขุนนางท้องถิ่นตามที่ต่างๆ
เพราะพวกเขาล้วนรักและเอ็นดูจางลั่วซีจึงไม่ยินยอมที่จะให้นางมาลำบากบนเส้นทางการค้าด้วยอีกคนพวกเขาคิดอยากให้จางลั่วซีเป็นเพียงฮูหยินผู้ร่ำรวยอยู่ในเรือนหลังสบายดีกว่าเดินทางท่องไปทั่วทุกทิศเพื่อดูแลการค้าใหญ่โตเพราะอย่างนั้นพวกเขาจึงพากันกีดกันจางลั่วซีทุกทาง
แต่จางลั่วซีชื่นชอบการทำการค้ามาตั้งแต่เด็กและเพราะต้องการที่จะพิสูจน์ตัวตนว่าแม้จะเป็นสตรีก็สามารถทำการค้าใหญ่โตได้นางจึงเลือกทำกิจการร้านตำราที่ได้ผลกำไรน้อยที่สุดในวงการ
“คุณชาย...ท่านได้โปรดอย่าทำให้ข้าน้อยลำบากใจเลย”
ทันทีที่จางลั่วซีก้าวเท้าเข้ามาภายในร้านตำราก็ได้ยินเสียงลำบากใจของหลงจู๊ดังขึ้นที่โต๊ะคิดเงินนางมองไปทางนั้นอย่างรวดเร็วและพบกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนหันหลังให้นาง
เป็นเขา!
นางจำแผ่นหลังนี้ได้เขาคือคนที่มู่หรงจ้านให้ความสนใจนั่นเอง เขามาทำอะไรที่นี่?
“เจ้าไม่เชื่อว่าข้าสามารถคัดตำราวันละสิบเล่มได้อย่างนั้นหรือ?”เสียงเกียจคร้านและเอาแต่ใจตอบกลับ
วันละสิบเล่ม?
หลงจู๊หน้าย่นจนแทบจะรวบเข้าด้วยกันเขารู้สึกว่าชายหนุ่มผู้นี้น่าจะเป็นคนที่ร้านตำราคู่แข่งของพวกเขาจ้างมาทำการกลั่นแกล้งและป่วนร้านเขาเสียมากกว่า
ไม่ใช่ว่าเขาเพิ่งทำงานในร้านตำราวันแรกเสียเมื่อไรตลอดที่ผ่านมาเขาก็จ้างบัณฑิตในเมืองคัดตำรามาแล้วกว่าสามปี เขาจะไม่รู้เชียวหรือว่าตำราหนึ่งเล่มใช้เวลาเท่าไร
บัณฑิตที่คัดงานให้เขาได้มากสุดก็เจ็ดวันห้าเล่มแต่เอามาส่งให้เขาในสภาพอิดโรยจนแทบจะคลานเข้ามาหา เจ้าหนุ่มนี้กลับพูดเสียง่ายดายว่าจะคัดวันละสิบเล่ม
มีแต่สวรรค์เท่านั้นแหละที่เชื่อ?”
“หลงจู๊เกิดอะไรขึ้น?”เสียงหวานราวเสียงสวรรค์ดังขึ้น หลงจู๊รีบหันไปมองกะพริบตาสองทีก็จำได้ว่านี่คือคุณหนูเจ้าของร้านตำราแห่งนี้เขารีบปรี่เข้าไปหาราวกับต้องการหาที่พึ่งพิง
“คุณหนูเหตุใดท่านไม่แจ้งข้าน้อยก่อนเล่าขอรับ”
จางลั่วซีปัดหลงจู๊ไปด้านข้างอย่างไม่สนใจแล้วเดินไปหยุดเบื้องหน้าชายหนุ่มผู้นั้นแทน ใบหน้าหล่อเหลาสะอาดสะอ้านสูงส่งมีราศีของชนชั้นสูง
เขาต้องการคัดตำราให้กับทางร้านหรือ?และต้องการคัดทีเดียวทั้งหมดสิบเล่มต่อวัน?
เหตุใดท่าทางของเขาไม่ได้ดูร้อนเงินเช่นนั้น?
เขาคิดจะทำสิ่งใดกันแน่?