ตอนที่ 10 แมงป่องเมฆาม่วง
แมงป่องเมฆาม่วงโดยปกติแล้วเป็สัตว์ออกหากินกลางคืน มักซุ่มล่าเหยื่ออยู่ใต้ดิน เมื่อเหยื่อเข้ามาใกล้จึงปล่อยกระแสไฟฟ้าเพื่อสังหารหรือให้เหยื่อเป็อัมพาต แล้วจึงจัดการปิดฉากด้วยพิษของมัน
พื้นที่ล่าของมันคือบริเวณส่วนกลางของป่าค่อนไปด้านใน บริเวณนี้เต็มไปด้วยสัตว์อสูรที่มอบสารอาหารชั้นดีมากมายให้กับมัน ต่างกับสัตว์อสูรบริเวณชายขอบของป่าที่นอกจากจะตัวเล็กแล้ว คุณค่าทางสารอาหารก็ยังต่ำอีกด้วย
ตัวมันชอบการซุ่มล่าเหยื่อมากกว่าการเข้าไปต่อสู้ตรง ๆ ด้วยอาวุธมากมายของมัน มันสามารถสังหารเหยื่อส่วนใหญ่ได้ด้วยการลอบโจมตี ถึงมันจะถนัดการลอบโจมตี ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะกลัวการเผชิญหน้า ด้วยเกราะแข็งแกร่งและก้ามทรงพลังของมัน มันจึงเป็าาแห่งป่าชั้นกลางนี้
แม้แต่กับเหล่าสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งราวปีศาจในป่าส่วนลึกบางส่วนมันก็มั่นใจว่าสู้ได้ แต่กับเหล่าสัตว์อสูรนอกเขตป่าที่แข็งแกร่งมันได้แต่หลบหนีหัวซุกหัวซุน มันจึงมักเลือกล่าเหยื่อในเขตชั้นกลางเป็ส่วนใหญ่
นาน ๆ ทีมันจึงจะออกไปหาเหยื่อในป่าส่วนหน้าบ้าง ถึงแม้จะมีแต่เหยื่อที่อ่อนแอ แต่สิ่งที่มันต้องระวังกลับเป็พวกมนุษย์ หากนอกเขตป่าด้านหลังคือดินแดนของสัตว์อสูรที่มันไม่อาจต่อกร นอกเขตป่าด้านหน้าคือเขตแดนของพวกมนุษย์
พวกมนุษย์นั้นอ่อนแอ มันสามารถสังหารมนุษย์ส่วนใหญ่ได้อย่างไร้กังวล แต่มนุษย์บางส่วนกลับแข็งแกร่งจนน่ากลัว มันจดจำไว้ว่าหากมันสังหารมนุษย์อ่อนแอมากจนเกินไป มนุษย์ที่แข็งแกร่งก็จะกลับมาสังหารมัน
เหมือนดั่งที่มันเคยเห็นสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งจนมันไม่กล้าแม้แต่จะหายใจยามเผชิญหน้า เมื่อครั้งนั้นสัตว์อสูรตัวนี้บุกไปยังเขตป่าส่วนหน้า สังหารมนุษย์ไปมากมาย เพียงไม่ถึงวันดี มนุษย์กลุ่มใหญ่ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่ากลับบุกมารุมสังหารสัตว์อสูรตัวนั้น
มันล่าเหยื่อไปครั้งล่าสุดเมื่อ 3วันก่อน หมูตุ่นตัวใหญ่เข้ามาหาอาหารในเขตรังของมัน แมงป่องเมฆาม่วงจึงสำราญใจกับอาหารที่ประเคนมาให้ถึงถิ่น เมื่ออาหารมื้อล่าสุดถูกจัดการจนเรียบแล้ว ก็ถึงเวลาของการออกล่าเหยื่ออีกครั้ง คราวนี้มันเลือกล่าเหยื่อที่พื้นที่เขตลึกกว่าครั้งก่อนเพื่อหาโอกาสโจมตีเหยื่อใหม่ ๆ
การย้ายที่ล่าและการออกล่าตอนเช้าแทนตอนกลางคืนก็มาจากเหตุผลนี้เช่นกัน มันคิดว่าคราวนี้มันจะบุกจู่โจมตรง ๆ แทน
ราวกับลาคีซได้ยินความคิดของมัน เบื้องหน้าของมันห่างออกไปไม่ไกลเวลานี้มีซากของนกอสูรอยู่ ตัวมันเองถึงจะไม่ใช่สัตว์กินซาก แต่มันที่มีพิษในตัวย่อมไม่เกรงกลัวพิษจากซาก ยิ่งเป็สัตว์อสูรที่มีสารอาหารมากมายอย่างนกอสูรด้วยแล้ว
มันตรวจเคาะก้ามทั้ง 2ของมัน คลื่นเสียงแผ่กระจายไปรอบ ๆ พื้นที่ มันมักใช้คำแห่งพลังของมันนี้ในการตรวจจับและตรวจตรา
เมื่อมันมั่นใจว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตแข็งแกร่งใด ๆ อยู่รอบพื้นที่แล้ว มันจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปทางซากของนกอสูร มันไม่แปลกใจที่ซากจะมาปรากฏอยู่กลางป่าเช่นนี้ มีเหตุผลมากมายที่ทำให้นักล่าเลือกจะทิ้งรางวัลจากความพยายามของตน
อาจมีสัตว์อสูรตัวอื่นลอบจู่โจมหรืออาจััได้ถึงอันตรายได้จึงรีบหนีออกไป ซากกลางป่าเป็สิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป
ถึงแม้มันจะตรวจสอบด้วยความสามารถเสียงสะท้อนแล้ว มันยังคงไม่วางใจ หางสีม่วงของมันเปล่งแสงสีม่วงเข้มขึ้น กระแสไฟฟ้าปริมาณมหาศาลรวบรวมอยู่ที่ปลายหาง เกิดเส้นสายอัสนีเส้นใหญ่คล้ายอสรพิษแล่นวนอยู่ที่ปลายหางของมัน แมงป่องเมฆาม่วงชี้หางไปที่ซากของนกอสูร แล้วจึงปลดปล่อยสายฟ้า
พื้นที่รอบ ๆ ซากของนกอสูรเกรียมทันที แม้แต่ซากเองก็กลายเป็สีดำ สายฟ้าตกค้างยังคงแล่นพล่านอยู่บนซากพร้อมเสียงเปรี๊ยะ ๆ และเสียงฉ่าเบา ๆ จากเนื้อที่โดนความร้อน
เมื่อทุกสิ่งสงบลงแล้ว มันจึงมั่นใจว่าไม่มีอันตราย ก่อนก้าวเข้าไปใกล้ซากของนกอสูร มันตรวจดูซากสีดำเกรียมเล็กน้อย นกอสูรเวลานี้เหลือเพียง 1ปีก กรงเล็บบางส่วนหักทู่ลงไป จะงอยปากโดนตัด เมื่อมันสังเกตเห็นจะงอยปากที่โดนตัด มันก็ทราบทันทีว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
นี่เป็ฝีมือพวกมนุษย์!
สิ้นความคิด ประกายสายฟ้าที่หางของมันก็แล่นปราดอีกครั้ง หางครั้งนี้มันไม่ได้ยิงออกไป แต่สายฟ้ากลับะเิออก สร้างเป็ะเิสายฟ้าที่มีตัวมันเป็ศูนย์กลาง
ขณะเดียวกันกับที่สายฟ้าะเิออกนั้น ร่างของไพรก็โผล่ออกมาจากซากของนกอสูร ร่างของไพรเวลานี้กลายเป็สีเทา สะท้อนแสงเป็ประกายราวกับประกอบขึ้นจากเหล็กกล้า บนใบหน้าแสดงสีหน้าเ็ป
สองมือของไพรทาบลงบนดิน รากไม้จำนวนมากผุดขึ้นมาจากพื้นดิน พันรัดไปทั่วร่างกายของมันโดยเฉพาะข้อต่อขาทั้ง 8 ข้าง รากไม้บางส่วนชอนไชไปรัดหางของมันไว้ไม่ให้ขยับได้ดั่งใจ
หลังแรงะเิ รากไม้บางส่วนก็กลายเป็สีดำเกรียม หากส่วนมากยังคงรัดพันไว้มากพอให้มันไม่สามารถขยับได้ถนัด ไพรในเวลานี้แสดงสีหน้าเ็ปพร้อมลมหายใจที่ขาดห้วง เนื้อตัวกลายเป็สีเทาเข้มขึ้น มีเสียงฉี่ ๆ ทั่วตัว หากไพรยังคงกัดฟัน หยิบโล่ั์ของตนออกมาตั้งท่าพร้อมต่อสู้
แมงป่องเมฆาม่วงชูก้ามของมันขึ้นฟ้า หากด้านที่ทู่ของก้ามกลับเปล่งแสงขึ้นมา จากเกราะหนากลายเป็ใบมีด ฟาดลงไปที่รากไม้ที่พันขาทั้ง 8ของมัน รากไม้เหนียวที่ทนรับแรงะเิจากสายฟ้าได้ขาดสะบั้นลงอย่างง่ายดาย แมงป่องเมฆาม่วงเหวี่ยงก้ามของมันอีกครั้งหากครั้งนี้เล็งไปที่ไพร
รากไม้จำนวนมากหยั่งรากออกมาจากขาของไพรลงสู่ดินกลายเป็ที่ปักหลักอันมั่นคง ไพรเอียงโล่เป็แนวทแยง แทนที่จะรับคมมีดตรง ๆ ไพรสังหรณ์ว่าก้ามั์นี้สามารถตัดโล่ของเขาได้ราวกับกระดาษ การโจมตีแรกแฉลบแนวโล่ออกไป แมงป่องั์เตรียมใช้ก้ามหนีบไพรที่ยืนอยู่กับที่แทนการตัด แต่ศรแสงกลับมาถึงก่อน ะเิแสงะเิออกตรงหน้า
เมื่อตาของมันมองไม่เห็น มันจึงเคาะก้ามของตนเพื่อตรวจสอบรอบตัวด้วยเสียงสะท้อน หากเวลานี้ข้างกายของมันกลับปรากฏร่างของราตรีขึ้น ราตรีที่ยิงศรแสงเรียบร้อยแล้วก็วิ่งเข้ามาระยะประชิด สองมือทาบไปที่เกราะข้างลำตัว เมื่อทาบเสร็จก็ม้วนตัวถอยหายไป แมงป่องั์ชี้หางไปที่ราตรี พิษเข้มข้นถูกขับมาที่ปลายหาง มันเหวี่ยงหางโจมตีไปทางราตรีแม้ตามองไม่เห็นอย่างแม่นยำ
มันมั่นใจว่าด้วยความเร็วของมัน มนุษย์หญิงตรงหน้าไม่อาจหลบพ้น หากแต่เมื่อทิ่มออกไป หางของมันกลับรู้สึกเหมือนทิ่มเข้าใส่กำแพงหิน
หางของมันคือหนึ่งในอวัยวะที่แข็งแกร่งที่สุดในร่างของมัน มันเร่งกำลังขึ้นแล้วจึงทะลวงผ่านกำแพงหินด้วยระดับความเร็วที่แทบไม่ลดลงไป หากมันกลับรู้สึกเหมือนทิ่มใส่กำแพงหินอีกครั้ง เมื่อทะลวงผ่านไปได้ ก็เจอกำแพงหินอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง กำแพงปรากฏขึ้นถึง 5ครั้งก่อนที่หางของมันจะไม่สามารถทะลวงต่อได้อีกต่อไป
ราตรีถอยหลบออกไปนอกระยะทำการของมันได้แล้ว สายตาของมันกลับมามองเห็นอีกครั้ง มันยังคงใช้ก้ามรับมือกับมนุษย์ถือโล่ตรงหน้าของมัน หากเมื่อมันพยายามจะใช้หางเมื่อใด มันก็จะพบกับกำแพงล่องหนนั่นอีกครั้ง
ขณะที่มันกำลังหัวเสีย ก็มีร่างมนุษย์อีกคนหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน ในมือถือหอกยาว จ้วงแทงไปยังเกราะหนาด้านข้างของมัน ตำแหน่งที่จ้วงแทงคือตำแหน่งเดียวกับที่ราตรีทาบมือลงก่อนหน้านี้
ชั่วขณะที่หอกทิ่มแทงโดนเกราะหนา เกราะหนาของมันก็กลับกลายสภาพเป็นุ่มนิ่มเหมือนยาง ปลายหอกทะลวงลึกเข้าไปในร่าง แรงสั่นะเืก็กระจายออกไปทั่วร่างของมัน
มันััได้ถึงความเ็ปราวกับโดนค้อนั์ฟาดใส่กระจายไปทั่วร่างกาย ร่างของมันชะงักไป ก่อนปลายหางจะปรากฏแสงสีม่วงขึ้นอีกครั้ง ะเิสายฟ้ากระจายไปทั่วบริเวณบังคับให้ฟ้าต้องดำดินหายไป
เมื่อประกายสายฟ้าหายไป ร่างของแมงป่องเมฆาม่วงก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง แผลที่ข้างร่างกายของมันเวลานี้สมานตัวแล้ว หากคราบเืและพลังสั่นะเืในร่างกายยังคงอยู่ ไพรในเวลานี้สีหน้าเคร่งขรึมแต่ร่างกายเริ่มสั่นน้อย ๆ ร่างสีเทาราวเหล็กกล้าของเขาเวลานี้เริ่มเกิดรอยร้าวแล้ว
แมงป่องเมฆาม่วงหันร่างกลับหลังก่อนจะเหวี่ยงก้ามฟาดไปยังราตรีที่ฉวยโอกาสเข้ามาใกล้อีกครั้ง ก้ามของมันปะทะเข้ากับกำแพงล่องหนอีกครั้ง หากครั้งนี้กลับมีเพียงสามชั้นเท่านั้น หลังฝ่าปราการทั้ง 3ชั้น ก้ามที่เรี่ยวแรงถดถอยลงก็ซัดราตรีลอยไป
มันรับรู้แล้วว่าตัวการที่ทำให้เกราะหนาของมันไร้ประโยชน์คืุ์ที่เข้ามาใกล้เมื่อครู่
ร่างของราตรีถูกฟาดลอยออกไป มุมปากเืไหลย้อยลงมา ชั่วขณะก่อนที่ก้ามจะฟาดถูก ราตรีเปลี่ยนส่วนหนึ่งของกล้ามให้นิ่ม ลดความเสียหายเมื่อกระแทกกับร่างกายโดยตรง
มันหันกลับมาอีกครั้ง ก้ามกลายเป็คมกริบ ครั้งนี้มันกรีดลงดินเป็รูปตาข่ายสายแล้วสายเล่า ร่างของฟ้าโผล่ขึ้นมาอีกครั้ง หอกในมือชี้ไปที่แมงป่องั์ก่อนแทงออก ไพรขณะนี้เองก็ยืดแขนของตน ขยายให้ยาวขึ้นและฟาดไปที่ส่วนหัวของแมงป่องเมฆาม่วง
หางของแมงป่องั์สั่นไหว ภาพที่เกิดขึ้นเริ่มไม่ชัดเจน เมื่อมันหยุดขยับ หางแมงป่องสีม่วงก็มีเพิ่มขึ้นมาอีกเส้นหนึ่งกลายเป็ 2หาง เส้นหนึ่งฟาดไปที่ฟ้าขณะที่อีกเส้นหนึ่งแทงไปที่ไพร
สีหน้าของฟ้าเคร่งเครียด ฟ้ารีบะโออกมาใน่ที่ยังมีโอกาส “ช่วยไพร!”
เมื่อพูดจบ ฟ้าก็กัดลิ้นตัวเอง พ่นเืออกมาจำนวนหนึ่ง เมื่อหางที่ฟาดมาโดนเืพวกนั้น หางนั้นก็เคลื่อนไหวช้าลงราวกับเคลื่อนไหวต้านแรงสู้กับกระแสน้ำตก ฟ้าฉวยจังหวะนั้นล่าถอยออกมา ส่วนอีกหางหนึ่งก็ถูกสกัดกั้นด้วยพลังของอรุณ
แมงป่องเมฆาม่วงคำราม เวลานี้มันโกรธจัดแล้ว แม้มันจะไม่สบอารมณ์ แต่มันยังมั่นใจว่ามันสามารถรับมือกับมนุษย์กลุ่มนี้ได้
การโจมตีปกติทั่วไปของมนุษย์ทำอันตรายมันไม่ได้ มันเพียงต้องระวังมนุษย์ผู้หญิงเข้ามาแตะตัวมันแล้วคนอื่นโจมตีตาม การสกัดจากรากไม้และแสงสว่างนั้นทำให้มันลำบากก็จริง แต่มันสามารถรับมือได้ด้วยคำแห่งพลัง เสียงสะท้อน และ คมมีด
หางของมันเปล่งแสงสีม่วง ยิงไปที่ฟ้าที่ม้วนตัวลงพื้น ฟ้าที่เห็นดังนั้นก็มุดตัวลงดิน หากกระแสไฟฟ้าแรงสูงนั้นยังกระจายไปทั่วพื้นที่ใกล้เคียง ร่างของฟ้าโผล่ขึ้นมาอีกครั้ง ผมเผ้ายุ่งเหยิง ิับางส่วนไหม้เกรียม
ฟ้าใช้หอกั์ของตนเป็ไม้ค้ำ กัดฟันเพ่งมองไปที่แมงป่องเมฆาม่วง ขาทั้งสองสั่นระริก ลมหายใจหอบกระชั้น ไพรเมื่อเห็นสภาพของเพื่อนจึงรีบโจมตีด้วยโล่ั์อย่างสุดกำลัง หากแมงป่องั์กลับใช้เพียงก้ามเดียวในการปัดป้อง อีกก้ามหนึ่งกลายเป็ดั่งคมมีด ฟาดไปทางด้านข้างทางร่างของราตรีที่โผล่ขึ้นมาอีกครั้ง
มันมั่นใจแล้วว่ามนุษย์ที่ถือโล่ไม่เป็ภัยต่อมัน เพียงอึดถึกมหาศาล สามารถรับการโจมตีของมันได้ แต่ก็ไม่สามารถทำอันตรายมันได้เช่นกัน เป้าหมายแรกของมันจึงเป็มนุษย์ที่ทำให้เกราะของมันไร้ค่า
คราวนี้มันเปลี่ยนวิธีการโจมตี จากการฟาดธรรมดา มันเปลี่ยนเป็การแทงที่เหมาะกับการเจาะทะลวงมากกว่า กำแพงกว่า 5ชั้นพังทลายลง ก้ามั์เจาะเข้าไปที่ส่วนท้องของราตรี แม้ชั่วขณะนั้นราตรีจะทำให้ปลายกล้ามอ่อนนุ่มลงแล้ว แต่ถึงแม้มีดจะนุ่มแค่ไหน หากมันคมเพียงพอมันย่อมสามารถเฉือนเืเนื้อได้เช่นเดิม
เพราะพลังทำลายจำนวนมากถูกหักล้างด้วยพลังของอรุณแล้ว แผลจึงไม่ถึงชีวิต หากก็สาหัสมากพอจากปริมาณเืที่เสียไป ราตรีกุมแผลไว้ สีหน้าซีดเผือด ร่างทรุดลงกับพื้น กัดฟันพยายามทรงตัวให้อยู่
มันกำลังจะจู่โจมอีกครั้งเพื่อซ้ำให้สิ้นใจ แต่ฟ้าถือหอกพุ่งเข้ามาอีกครั้ง มันยกหางทั้งสองขึ้นฟ้า หางหนึ่งอัดพลังสายฟ้า อีกหางหนึ่งแทงไปที่ฟ้าโดยตรง มันมั่นใจว่าหากมันโจมตีด้วยสองหางพร้อมกัน มนุษย์หญิงตรงหน้าไม่มีทางป้องกันได้
ไพรขยายมือออกจนสุด กำมือทั้งสองไว้ด้วยกันเหมือนค้อน ิัสีเทาตรงกำปั้นกลายเป็สีดำเข้มสะท้อนแสง รากไม้จำนวนมากไหลขึ้นไปพันรอบ ๆ กำปั้นของไพรก่อเกิดเป็ค้อนั์แห่งพงไพร
ไพระโลั่นก่อนเหวี่ยงค้อนกำปั้นไปที่หัวของแมงป่องเมฆาม่วงโดยตรง มันััได้ถึงอันตราย มันจึงยกก้ามทั้งสองป้องกันศีรษะ หากยังคงโดนกดลงด้วยแรงมหาศาล มันหันหางทั้งสองมาทางไพรแทนฟ้า แต่มันกลับรู้สึกเหมือนมีมือจำนวนมหาศาลกำที่ข้อหางของมันไว้ ไม่อาจขยับเขยื้อนหางได้ตามใจนึก
สัญชาตญาณของมันสั่งการมันทันที หางทั้งสองเปล่งแสงสีม่วงเจิดจ้า สายอัสนีที่มากกว่าเดิมสองเท่าทะลักออกมาจากหางของแมงป่องเมฆาม่วงอย่างไม่หยุดยั้ง ะเิสายฟ้ากำลังสองเท่าะเิออก ซัดทุกสิ่งให้กระเด็นออกไป
เมื่อทุกสิ่งสงบลง ฟ้าในเวลานี้ิัเกินครึ่งไหม้แผลฉกรรจ์ แขนข้างหนึ่งห้อยตกลงข้างตัว หากยังคงยืนโดยใช้หอกค้ำร่างไว้อยู่ เสียงหอบหนัก ๆ เป็สัญญาณบ่งบอกถึงแรงกายที่ใกล้จะหมดลง
ไพรที่อยู่ใกล้ที่สุดกระเด็นออกไปหลายเมตร ร่างสีเทาแกร่งในเวลานี้กลับคืนร่างเดิมแล้ว รอยแผลปริกระจายไปทั่วร่างกาย สองมือกลายเป็สีดำเกรียมจากการโดนสายฟ้าระยะประชิด ไพรกึ่งนั่งกึ่งยืน พิงโล่ั์ของตัวเองด้วยสายตาอ่อนล้า
ราตรีที่อยู่ห่างออกไปที่สุดไม่ได้รับผลกระทบมาก แต่ร่างกายยังปรากฏรอยไหม้เล็กน้อย และอาการชาที่ทำให้ราตรีขยับตัวไม่ได้
แมงป่องเมฆาม่วงยังคงยึดถือราตรีเป็เป้าหมายหลัก หางทั้งสองเกิดประกายสายฟ้าวูบไหวอีกครั้ง แสงสีม่วงจ้าที่ปลายหางเกิดเป็สายอัสนีชี้ไปทางราตรีหมายดับลมหายใจของมนุษย์ที่อาจหาญมาท้าทายมัน
เวลานี้เองที่ร่างกายของมันชะงัก มันรู้สึกร่างกายหนักอึ้ง ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อต่าง ๆ ทั่วร่างกายได้อีกต่อไป ข้อต่อทั้งหมดราวกับถูกพันธนาการ ความเ็ปแสนสาหัสไหลซ่านไปทั่วร่างกาย อวัยวะต่าง ๆ ร้อนราวกับถูกไฟเผา หางทั้งสองของมันที่คอยชูขึ้นข่มขวัญอย่างองอาจเวลานี้กลับค่อย ๆ แผ่ลงบนหลังของมันอย่างไร้แรง
มันถูกพิษ!
เวลาไหนกัน แล้วพิษแบบไหนที่สามารถทำอันตรายมันได้ มันแน่ใจว่าในป่านี้ไม่มีพิษใดทำร้ายมันได้!
ปริมาณพิษย่อมต้องไม่มากเพราะโอกาสเดียวที่จะอัดพิษเข้าร่างมันได้คือย้อมไว้กับปลายหอกของมนุษย์ที่โจมตีมัน แล้วพิษอะไรกันจะสามารถส่งผลแก่มันได้
สายตาของมันสั่นสะท้านเมื่ออาการของพิษกำเริบหนักขึ้น เวลานี้มันเห็นมนุษย์อีก 2คนโผล่มาจากความว่างเปล่า คนหนึ่งเป็เด็กหนุ่มรูปงาม หน้าตาหล่อเหลา อีกคนเป็ชายหนุ่มหน้าตาคมคาย ั์ตาสีน้ำเงินเข้ม
“พิษจากอสรพิษกลืนรุ้งครับ ถึงจะเป็สัตว์อสูรพิษชั้นสูงกว่าแมงป่องเมฆาก็ไม่มีทางทนไหว ที่ผมพกมาเป็แบบเจือจางแล้ว ถ้าเข้าสู่ร่างกายโดยตรง เมื่อขยับร่างกายมากเข้าจนพิษไหลเวียนไปทั่วร่างเมื่อไหร่ อาจจะไม่พอให้สังหารได้โดยตรง หากทำให้เป็อัมพาตชั่วขณะก็ไม่มีปัญหาครับ” อินจันทร์ยิ้ม
รากไม้จำนวนมหาศาลผุดขึ้นมาจากดิน พันรอบตัวของมันไว้อย่างแ่า แมงป่องเมฆาม่วงพยายามเร่งพลังเพื่อใช้ะเิสายฟ้าอีกครั้ง แต่ร่างกายของมันกลับไม่ฟังคำสั่งแม้แต่น้อย
ราตรีปรากฏขึ้นมาอีกครั้งบนหัวของมันในระยะที่มันสามารถเห็นใบหน้าเ็าของราตรีได้ มือข้างหนึ่งกดาแที่ท้องเอาไว้ เืยังคงไหลอย่างน่ากลัว อีกข้างหนึ่งทาบลงกลางเกราะที่ศีรษะของมัน
มันหันไปอีกด้าน เห็นมนุษย์อีกคนกำหอกในมือแน่น ผมเผ้ายังคงรุงรัง ิัหลายส่วนยังคงมีแผลไหม้ขนาดใหญ่น่ากลัว หากสองตากลับแน่วแน่ สองมือที่กำหอกเปล่งแสงเรืองรอง พลังมหาศาลไหลเข้าไปที่หอก หอกสั่นสะท้านน้อย ๆ ราวกับกำลังพยายามเต็มที่เพื่อกักเก็บพลังไว้
ฟุ่บ
เสียงหอกฝ่าอากาศ
ภาพสุดท้ายที่มันเห็น คือปลายหอกที่ทะลวงศีรษะมัน