บทที่2.1 ปะทะสัตว์อสูรพยัคฆ์ทมิฬ
จิวเฉินเดินทางเข้ามาในส่วนลึกของป่าอย่างรวดเร็วทว่ายามนี้กลับยังมืดสลัวอยู่เป็นิด จิวเฉินเดินตามกลิ่นไปเรื่อยๆ พลันได้ยินซุ้มเสียงคำรามของสัตว์อสูรดังมาจากพุ่มไม้เบื้องหน้ามิไกลเท่าใดนัก
โฮกกกก!
สายตาคูหนึ่งสีแดงฉ่านมองผ่านพุ่มไม้มาจิวเฉินจ้องมองสายตาคู่นั้นอย่างปิติ เพราะเขาได้เจอสัตว์อสูรแล้ว
"เจอแล้ว! ช่างน่ายินดีว่าแต่มันเป็ตัวอะไรกัน?"
จิวเฉินมิรอช้ารีบสืบเท้าเข้าไปใกล้ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นในทันทีพลันเงาร่างสีดำทมิฬใหญ่โตพุ่งออกจากพุ่มไม้เข้าหาจิวเฉินอย่างรวดเร็ว กรงเล็บของมันคลี่ออกหวังตะปปคอหอยของจิวเฉินให้ตายตกในคราเดียว
"พยัคฆ์ทมิฬ!!"
เมื่อเห็นร่างของมันชัดตาจิวเฉินก็ต้องอุทานออกมาอย่างตื่นตระหนกดวงตาสีแดงฉาน ตัวอันใหญ่โตมหึมาราวสองเมตรของพยัคฆ์ทมิฬ
"ระดับสามเขตแดนมนุษย์หรือ? อืม..นับว่ามิเลวร้ายเท่าใดนัก"
จิวเฉินรีบหลบอย่างรวดเร็วจากกรงเล็บมรณะของพยัคฆ์ทมิฬเขาอ้อมไปด้านหลังของมันอย่างว่องไว้ พรางยกเท้าขึ้นกวาดเตะไปที่ข้างลำตัวของมันอย่างแรง
โฮกกกก!!
พยัคฆ์ทมิฬพลันกรีดร้องลั่นป่าอย่างโกรธแค้นเมื่อมันถูกเตะจิวเฉินยืนนิ่งอ้าปากค้างเมื่อลูกเตะของตนไม่สามารถทำอันใดพยัคฆ์ทมิฬได้
"บัดซบ! ข้าดันลืมไปว่าตัวข้ามิได้ทรงพลังเช่นเดิมแล้ว"
พยัคฆ์ทมิฬเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วมันกลางกรงเล็บอันแหมคมออกอีกคราตะปปเข้าหาหน้าอกของจิวเฉินอย่างว่องไว
โฮกกกก!
ด้วยทักษะทะยานผ่านท้องฟ้าของจิวเฉินเขาใช้ออกอย่างรวดเร็วปรากฏคลื่นสายหนึ่งสีฟ้าครามขึ้นใต้ฝ่าเท้าทั้งสองของเขา ราวเส้นแสงอันงดงามวิจิตรา
ฟิ้วว์!!
ชั่วพริบตาเดียวจิวเฉินก็หายไปจากตรงนั้นทิ้งไว้แค่เพียงภาพติดตาของเขาเท่านั้น เพราะเนื่องด้วยความเร็วของทักษะระดับสูงของเขาแม้ตอนนี้เขาจะใช้มันออกได้เพียงหนึ่งส่วนในสิบส่วนนั้นก็ยังนับว่ารวดเร็วอย่างยิ่ง
แม้จิวเฉินตอนนี้จะอยู่ในระดับหนึ่งของเขตแดนมนุษย์แต่เนื่องด้วยประสบการณ์กว่าพันปีบวกกับทักษะระดับสูงมากมายทำให้จิวเฉินตอนนี้มิต่างจากจ้าวแห่งทักษะผู้เป็คลังทักษะเคลื่อนที่เท่าใดนัก
พยัคฆ์ทมิฬโจมตีร่างภาพติดตาจนหายไปจิวเฉินปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของมันอย่างรวดเร็ว เขาใช้ทักษะระดับสูงอีกหนึ่งทักษะมันเป็ทักษะโจมตีที่ถูกเรียกว่า'ทักษะกรงเล็บพยัคฆ์์' ด้วยความที่เขาคิดว่าหากเป็พยัคฆ์ก็ต้องเจอพยัคฆ์เช่นกัน
ปรากฏกรงเล็บสีครามสามคลื่นขึ้นบนฝ่ามือขวาของเขาแม้ด้วยพลังของจิวเฉินในตอนนี้จะมิสามารถเทียบพยัคฆ์ทมิฬซึ่งอยู่ระดับสามเขตแดนมนุษย์ได้แต่เมื่อมีทักษะระดับสูงล้วนกลบตัวส่วนนี้ได้อย่างมิมีข้อโต้แย้ง จิวเฉินฟาดกรงเล็บเขาใส่กลางหลังของพยัคฆ์อย่างดุดันและทรงพลังยิ่ง
โฮกกกก!
พยัคฆ์ทมิฬร้องลั่นด้วยความเ็ปโลหิตสีดำทมิฬของมันได้พุ่งกระจายออกจากแผ่นหลังของมันดุจน้ำพุอันรุนแรง รอยาแลึกตัดผ่านเส้นประสาทของมันจนทั่วร่างสั่นสะท้านล้มตัวลงพื้นสายตาสีแดงฉานจ้องมองมนุษย์หนุ่มผู้กำลังยืนยิ้มอย่างเหี้ยมตรงหน้ามันอย่างโกรธแค้นแต่ว่าความแค้นนี้มิสามารถชำระได้อีกตลอดกาล ก่อนสายตามันจะเป็พร่ามัวและลมหายใจของมันขาดห้วงไป
ด้านจิวเฉินพอเห็นพยัคฆ์ทมิฬสิ้นใจสีหน้าของเขาพลันดูซีดขาวอย่างยิ่ง ปรากฏเม็ดเหงื่อทั่วใบหน้าและแผ่นหลัง เขาหอบหายใจอย่างติดขัดด้วยระดับพลังที่อยู่เพียงระดับหนึ่งเขตแดนมนุษย์ไม่เพียงพอต่อการใช้งานทักษะทั้งสองอย่างทักษะระดับสูงยิ่งกว่านั้นเขายังได้ฝืนใช้ทักษะระดับสูงถึงสองอันติดต่อกันซึ่งหลังจากใช้ออกไปแล้วมันล้วนมีผลโต้กลับของทักษะ จนทำให้อวัยวะภายในร่างของเขาปั่นป่วน
จิวเฉินนั่งลงเดินลมปราณตรงหน้าพยัคฆ์ทมิฬเพื่อรักษาอากาศาเ็ภายในซึ่งเป็เวลาเดียวกันกับที่แสงอาทิตย์สาดส่องลงมา ผ่านไปสองชั่วยามจิวเฉินก็เปิดเปลือกตาขึ้นเมื่อเขามองไปยังร่างของพยัคฆ์ทมิฬแล้วมุมปากของเขาอดยกขึ้นยิ้มอย่างปิติยินดีมิได้
เพราะร่างของพยัคฆ์ทมิฬนั้นมีประโยชน์อย่างมากต่อเขาในตอนนี้หากเป็เมื่อสมัยาที่เขายังมีชีวิตอยู่ พยัคฆ์ทมิฬระดับสามเขตแดนมนุษย์มิได้ต่างจากการผายลมอันใดเลยไม่สิ! ควรจะบอกว่ามันมิได้ต่างจากผายลมของมดปลวกด้วยซ้ำ แต่ในยามนี้ซากของพยัคฆ์ทมิฬล้วนมีประโยชน์อย่างยิ่ง
มิเพียงดวงจิตของมันที่สามารถดูดกลืนพลังปราณจากมันเพื่อเพิ่มระดับเขตแดนของตนเองเนื้อของมันยังอร่อยเป็อย่างมากซึ่งในตอนนี้ครอบครัวของจิวเฉินในปัจจุบันซึ่งก็คือจิวเฉียนกับจิวฮวามิได้เป็ผู้ฝึกฝนพลังปราณพวกเขาเป็เพียงคนธรรมาดาเท่านั้นหลังจากธุรกิจการค้าถูกกดดันก็มิได้มีอาหารจำพวกเนื้อมากนักส่วนมากจะเป็ผักที่จิวฮวาปลูกไว้เพื่อรับประทานมากกว่า แต่ถ้าจิวเฉินนำร่างของสัตว์อสูรพยัคฆ์ทมิฬกลับไปสองสามีภรรยาคงดีใจมิน้อยเป็แน่
____________________________________________________________________
บทที่2.2 ระดับสองเขตแดนมนุษย์
"ดวงจิตอสูรระดับสามเขตแดนมนุษย์หวังว่าคงทำให้ข้าพอที่จะทะลวงสู่ระดับสองเขตแดนมนุษย์ได้"
จิวเฉินจ้องมองซากของพยัคฆ์ทมิฬก่อนจะสืบเท้าเดินเข้าไปใกล้โลหิตสีดำทมิฬของมันล้วนไหลทะลักออกมาเกลื่อนกานเต็มตามพื้นดินส่งกลิ่นคาวคุ้งเล็กน้อย จิวเฉินนำมีดเล็กที่ติดตัวออกมาแล้วเขาก็ลงมือตัดผ่าร่างของมันเพื่อควักเอาดวงจิตออกมาเพียงครู่เดียวเท่านั้นหลังจากผ่าหน้าท้องของมันออกเป็ทางยาว เขาก็เห็นลูกกลมแสงสีขาวส่องแสงเจือจางออกมาจากผนังหุ้มหัวใจของมัน
"ดวงจิตอสูรระดับสามเขตแดนมนุษย์!!"
จิวเฉินปิติยิ่งเขาลงมือกรีดแทงผนังหุ้มนั้นออกและใช้มือควักเอาลูกกลมแสงสีขาวนั้นออกมานี้คือดวงจิตอสูรระดับสามเขตแดนมนุษย์ จิวเฉินนำมันมาเช็ดกับเสื้อตัวเก่าของเขาเพื่อให้คราบโลหิตสีดำหายไป
ไม่นานจิวเฉินก็เริ่มนั่งลงเพื่อดูดกลืนดวงจิตอสูรเขากำมันไว้ในมือแน่นพลังออร่าสีขาวบริสุทธิ์พวยพุ่งออกมาจากดวงจิตอสูรอย่างบ้าคลั่งมันหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของจิวเฉินอย่างต่อเนื่อง คลื่นมวลอากาศรอบตัวเขาสั่นไหวเล็กน้อยห้าชั่วยามผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ระดับพลังของจิวเฉินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเวลาห้าชั่วยามผ่านพ้นไปมันได้ขึ้นไปสู่ขั้นสูงสุดของระดับหนึ่งเขตแดนมนุษย์
ปั้งง!
เสียงะเิดังขึ้นในห้วงิญญาของจิวเฉินเป็การบ่งบอกว่าเขาได้ทะลวงผ่านระดับหนึ่งสู่ระดับสองเขตแดนมนุษย์แล้วหากเื่ที่เขาสามารถเข้าสู่เขตแดนมนุษย์ระดับหนึ่งจากคนธรรมดาและเข้าสู่ระดับสองเขตแดนมนุษย์ได้ในสองวันผู้คนทั่วโลกคงตกตะลึงมิน้อยเป็แน่
"ฮ่าฮ่า! ข้าเข้าสู่ระดับที่สองของเขตแดนมนุษย์ได้แล้ว"
จิวเฉินปิติยินดียิ่งด้วยความเร็วระดับนี้หากเข้าสามารถทะลวงไปเข้าสู่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆอย่างรวดเร็วแล้วล่ะก็เขาก็ยิ่งสามารถแก้แค้นให้จิวเฉินคนเก่าได้เร็วขึ้นเท่านั้น จิวเฉินยกมุมปากยิ้มเวลานี้ล้วนเป็ยามค่ำแล้วดวงอาทิตย์ได้ลับขอบฟ้าไปความมืดได้ปรากฏขึ้นแก่สายตาจิวเฉินเขาไม่รอช้ารีบยกร่างพยัคฆ์ทมิฬขึ้นสู่หลังด้วยพละกำลังของระดับสองเขตแดนมนุษย์นั้นน้ำหนักตัวราวร้อยกิโลกรัมของพยัคฆ์ทมิฬล้วนมิเป็ปัญหามากนักจิวเฉินจึงสืบเท้าก้าวเท้าออกจากป่าไปมุ่งหน้าสู่บ้านพักของตนอย่างรวดเร็ว
อีกด้านหนึ่งในบ้านไม้เก่านั้นสองสามีภรรยาจิวเฉียนและจิวฮวากระวนกระวายเป็อย่างมาก หลังจากพวกเขาตื่นขึ้นมาก็มิเห็นจิวเฉินแล้วพวกเขากลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับจิวเฉิน
"ท่านพี่ข้าเป็ห่วงเฉินน้อย...ข้ากลัวว่า...กลัวว่าจะมีอันตรายเกิดขึ้นกับเขา"
จิวฮวาภายในจิตใจตอนนี้ล้วนปั่นป่วนด้วยความคำนึงหาเป็ห่วงต่อจิวเฉินจิวเฉียนผู้เป็สามีก็มิแตกต่างกันเท่าใดนัก เขาได้ออกไปตามหารอบบ้านของเขาและในป่าลึกด้านในแต่ก็มิพบแม้แต่เงาของจิวเฉิน
"เฮ้อ..ข้าเองก็เป็ห่วงเฉินน้อยเช่นกัน แต่พวกเราตอนนี้ทำได้เพียงภาวนาขออย่าให้มีอะไรเกิดขึ้นกับเฉินน้อยเพียงเท่านั้นข้าออกตามหาเขาั้แ่ยามเช้าจนถึงยามค่ำมืดล้วนมิพบตัวเฉินน้อยเลย เฮ้อ...."
จิวเฉียนถอนหายใจยาวเหยียดสีหน้าชายวัยกลางคนเป็กังวลอย่างมากถึงแม้จิวเฉินจะมิใช่เืเนื้อเชื้อไขของพวกเขาทั้งสองทว่าพวกเขาก็รักและดูแลจิวเฉินมิต่างจากลูกของตนแม้แต่น้อย
ขณะที่สองสามีภรรยากำลังพูดคุยกันอย่างกังวลอยู่นั้นประตูไม้บ้านของพวกเขาก็เปิดออก มีเงาร่างหนึ่งแบกสัตว์สีดำทมิฬใหญ่ั์เขามา ภาพเบื้องหน้านั้นทำให้สองสามีภรรยาตาอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงเพราะคนที่แบกสัตว์สีดำเข้ามานั้นมิใช่ใครอื่นเขาคือจิวเฉิน! พลันในท่วงทีสองสามีภรรยาได้สติกลับมา
"เฉินน้อย!"
ทั้งสองคนต่างพูดออกมาอย่างพร้อมเพียงจิวเฉินวางร่างของพยัคฆ์ทมิฬลงพื้นไม้ เขายิ้มให้แก่สองสามีภรรยาอย่างไรเดียงสา
"ท่านลุงท่านป้าข้ามีของมาฝาก"
จิวเฉินพูดพร้อมกับชี้นิ้วไปยังร่างของสัตว์อสูรพยัคฆ์ทมิฬสองสามีภรรยาหันตามเขาและเพิ่งจะเห็นร่างสัตว์สีดำั์ชัดตาทั้งสองต่างตกตะลึงหันควับไปมองจิวเฉินในทันควัน
"พะ...ยัคฆ์ทิมิฬ!! ...เฉินน้อยเ้าไปได้มันมาได้เช่นไรกัน?"
จิวเฉียนพูดออกมาอย่างตกตลึงแม้เขาจะมิได้เป็ผู้ฝึกฝนพลังปราณแต่เขาเองทำอาชีพการค้ามาเนิ่นนานล้วนเคยพบเห็นสัตว์อสูรพยัคฆ์ทมิฬผ่านตามาบ้างว่ากันว่าพวกสัตว์อสูรพยัคฆ์ทมิฬนั้นดุร้ายและน่ากลัวเป็อย่างมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าเขาทั้งสองนั้นจะมิให้พวกเขาตกตะลึงได้เช่นไรเมื่อคนที่นำมันมาคือหลานชายผู้ที่ต้นตระกูลด่าว่าเป็ขยะไร้ประโยชน์ของตระกูล จิวฮวาเก็บความตื่นตระหนกและตกตะลึงไว้จ้องมองจิวเฉินเพื่อรอคำตอบเช่นกันจิวเฉินเลิกคิ้วขึ้นสูงยกมุมปากยิ้ม
"ข้าพบเห็นมันมาด้อมๆมองๆแถวบ้านไม้ของพวกเราข้ากลัวว่ามันจะเข้ามาทำร้ายพวกท่านข้าเลยจัดการมัน"
"หา! เ้าว่ากระไรนะ"
สองสามีภรรยาต่างพูดออกมาอย่างพร้อมเพียงด้วยความตื่นตระหนกจิวเฉินเลือกที่จะปิดบังว่าตนนั้นเข้าไปในป่าลึกและจัดการกับสัตว์อสูรพยัคฆ์ทมิฬตนนี้พอจิวเฉินพูดจบสองสามารถภรรยาต่างนิ่งค้างราวิญญาหลุดออกจากร่าง
"เฉินน้อยเ้าพูดเป็ความจริงรึ? เช่นนั้นระดับพลังของเ้าสมควรเข้าสู่เขตแดนมนุษย์ได้แล้วใช่หรือไม่"
ทันทีที่ได้สติจิวเฉียนพลันถามออกมาอย่างตื่นเต้นราวกับความฝันอันยาวนานของมันเป็จริงที่จะได้เห็นหลานชายของตนเป็ผู้ฝึกตนที่ยิ่งใหญ่ภายภาคหน้า
"จริงรึ?เฉินน้อยใช่เป็ความจริงหรือไม่"
จิวฮวาหลังจากฟังสิ่งที่สามีตนถามจิวเฉินหัวใจนางพลันบีบรัดหญิงสาววัยวัยคนรีบถามออกมาอย่างปิติยินดียิ่งในทันที จิวเฉินยิ้มกว้างจนเห็นฟันสีขาวบริสุทธิ์
"ถูกต้องแล้ว! ท่านลุงท่านป้าข้าเข้าสู่เขตแดนมนุษย์ได้แล้วทั้งยังอยู่ระดับที่สองเขตแดนมนุษย์อีกแล้วด้วย"
"์!"
คำพูดของจิวเฉินราวสายฟ้าอันเกรี้ยวกราดสายหนึ่งฟาดลงสู่กลางใจคนทั้งสองจิวฮวาและจิวเฉียนต่างวิ่งเข้าหาและสวมกอดจิวเฉินอย่างพร้อมเพียงด้วยหยาดน้ำตาแห่งความปิติบนใบหน้าหลังจากหลายปีผ่านมาครอบครัวจิวเฉียนมิได้มีความสุขมานานนี้จึงนับเป็ความสุขครั้งยิ่งใหญ่อย่างมากล้นในรอบหลายปีของสองสามีภรรยาเลยก็ว่าได้
หลังจากนั้นจิวเฉียนกับจิวฮวาก็นำเนื้อสัตว์อสูรพยัคฆ์ทมิฬไปทำอาหารมื้อใหญ่มาเลี้ยงฉลองครั้งใหญ่กันอย่างมีความสุข
____________________________________________________________________
บทที่2.3 วิหารศักดิ์สิทธิ์โบราณ
รุ้งเช้าวันที่สามได้มาเยือนจิวเฉินนั้นก็ออกจากบ้านตอนเช้ามืดเช่นเดิมเขามุ่งหน้าสู่ป่าลึกอีกครั้งวันนี้เขาคิดว่าจะเข้าไปหาสมุนไพรมาเพื่อหลอมโอสถเพื่อนำไปขายเพราะการเงินของครอบครัวท่านลุงและท่านป้าของเขามิสู้ดีนักเงินเก็บที่ได้มาจากการค้าขายหลายปีใกล้หมดลงแล้ว หลังจากที่พวกเขารู้ว่าจิวเฉินนั้นสามารถเป็ผู้ฝึกฝนพลังปราณได้แล้วนั้นสองสามีภรรยาก็มีความสุขเป็อย่างมากนอนหลับเต็มอิ่มหลังจากที่ผ่านวันคืนที่โหดร้ายมาเนิ่นนาน
การหลอมโอสถนั้นในโลกนี้นั้นนับว่ายากเย็นแสนเข็ญทั้งการหาตัวสมุนไพรการหลอมละลายตัวสมุนไพร ซ้ำยังต้องก่อตัวยาขึ้นหลอมกระบวนการเช่นนี้นับว่ายากเย็นในทวีปตะวันออกตอนนี้มีเหล่านักหลอมโอสถระดับสูงอยู่เพียงพันกว่าคนเท่านั้นแต่เนื่องด้วยความรู้และประสบการณ์จากยุคาของจิวเฉินนั้นมันก็มิได้ยากเกินความสามารถของเขาในยามนี้นัก
จิวเฉินด้วยระดับสองเขตแดนมนุษย์ทำให้ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นเป็อย่างมากแม้เขามิได้ใช้ทักษะทะยานผ่านท้องฟ้าความเร็วของเขาก็สามารถเข้าไปในป่าส่วนลึกได้อย่างรวดเร็วป่าลึกแห่งนี้มีชื่อเรียกว่า 'ป่ามรณะทมิฬ'น้อยคนนักที่จะเข้าไปได้และก็มิค่อยมีผู้คนอยากเข้าไปมากนักเนื่องด้วยมีสัตว์อสูรที่ดุร้ายอยู่มากมายเห็นผลที่ครอบครัวจิวเฉียนมาตั้งบ้านอยู่แถวป่ามรณะทมิฬนั้นเพราะมันอยู่นอกอาณาเขตของตระกูลจิว เพื่อที่จะให้จิวเฉินปลอดภัยพวกเขาจึงเลือกสถานที่แห่งนี้
"หวังว่าด้านในป่ามรณะทมิฬแห่งนี้คงมีสมุนไพรดีๆบ้างนะ"
จิวเฉินพุ่งทะยานเข้าไปด้านในอย่างต่อเนื่องภายในป่าเขาพบสัตว์อสูรระดับสูงหลายตัว เช่น วานรขนทมิฬระดับสี่เขตแดนมนุษย์แรดหนังเหล็กระดับสามเขตแดนมนุษย์ และสุดท้ายตัวนี้อันตรายที่สุดสิงโตลายครามระดับหนึ่งเขตแดนิญญา! จิวเฉินมิได้เข้าต่อสู้กับพวกมันด้วยเพราะรู้ระดับความสามารถของตนในยามนี้ดี
ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไหร่เสียงสัตว์อสูรยิ่งเยอะมากขึ้นเท่านั้นจิวเฉินยังคงมุ่งเข้าไปอย่างไม่ลดละ จุดหมายของเขามีเพียงสมุนไพรระดับสูงเวลาผ่านไปราวสองชั่วยามจิวเฉินค้นหาจนทั่วบริเวณในป่ามรณะแต่ก็ยังมิพบสมุนไพรสักต้น
"บัดซบ! สมุนไพรมันไปไหนหมดกัน เหตุใดข้าถึงมิเจอเลยั้แ่เข้ามาในป่าแห่งนี้หรือว่าป่ามรณะจะมิใช่ที่สมุนไพรจะเกิดได้"
จิวเฉินสบถลั่นเมื่อเขามิสามารถหาสมุนไพรมาได้หลังจากใช้เวลาอยู่ในป่ามานาน พลันในเวลานั้นก็มีเสียงดังออกมาจากพุ่มไม้ด้านข้างเสียงฝีเท้าหลายเสียงดังขึ้นจิวเฉินรีบทะยานขึ้นต้นไม้ที่อยู่มิไกลในทันทีพร้อมรอดูสถานการณ์
ร่างสามร่างสูงราวสามเมตรดวงตาสีโลหิตแดงฉ่านทั่วตัวมันปกคลุมไปด้วยขนสีดำทมิฬ พวกมันคือวานรขนทมิฬ!! จิวเฉินลบตัวตนจนหมดสิ้นเพราะเขาในตอนนี้มิอาจต่อกรกับระดับสี่เขตแดนมนุษย์ได้จิวเฉินจ้องมองพวกมันอย่างไม่วางตา
พวกมันกำลังแบกถุงสีดำบางอย่างซึ่งมันเป็ถุงที่ใหญ่ระดับปานกลางพวกมันเดินผ่านไปอย่างไม่ตอบสนองต่อจิวเฉินที่อยู่บนต้นไม้ จิวเฉินครุ่นคิดสักพักเมื่อเขาไม่อาจหาสมุนไพรได้ด้วยความอยากรู้ว่าพวกวานรขนทมิฬแบกอะไรไปนั้นทำให้จิวเฉินตัดสินใจแอบตามไปทันที
เหล่าวานรขนทมิฬทั้งสามตัวเดินไปได้สิบกว่ากิโลเมตรพวกมันก็ได้มาถึงถ้ำแห่งหนึ่ง ถ้ำสีดำทมิฬขนาดใหญ่ปรากฏตรงหน้าพวกมัน ด้านในมิมีเสียงใดส่งผ่านออกมาบรรยายกาศรอบด้านต่างเงียบงัน แม้จะเป็ตอนกลางวันทว่าภายในป่ามรณะทมิฬทำให้มันมืดครึ้มเป็อย่างมาก
หลังจากเหล่าวานรทมิฬทั้งสามตัวเขาไปในถ้ำแล้วจิวเฉินที่แอบอยู่บริเวณนั้นก็ปรากฏตัวออกมา เขาจ้องมองสำรวจด้านหน้าถ้ำอยู่นานรอบด้านนั้นเป็ป่าอันไร้ที่สิ้นสุดหากจิวเฉินมิทำสัญลักษณ์ไว้ตามทางที่มาเขาคงหลงอยู่ในป่ามรณะทมิฬแห่งนี้จนตายแน่นอน
"พวกวานรนั้นมันเข้าไปในถ้ำแห่งนี้ทำไมกัน? หรือว่าพวกมันจะซ่อนสมบัติเอาไว้อืม..มีความเป็ไปได้"
จิวเฉินไม่รอช้าเขารีบทะยานร่างเข้าสู่ด้านในอย่างระมัดระวังทันทีด้วยความไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ด้านในมันทำให้เขาไม่กล้าประมาณเลินเล่อแม้แต่น้อย เข้ามาไม่นานเขาก็เห็นแผ่นหลังของพวกวานรทมิฬสามตัวนั้น
จิวเฉินก็แอบสะกดรอยตามพวกมันต่อเหล่าวานรขนทมิฬนั้นก็เดินเข้าไปในความมืดมิดเรื่อยๆ ไม่นานพวกมันก็มาถึงวิหารศักดิ์สิทธิ์สีทองแห่งหนึ่งแม้วิหารนี้จะอยู่ในความมืดมิด ทว่ามันกับส่องแสงสว่างแวววาระรานตาประตูขนาดใหญ่ราวห้าเมตรสีทองตั้งตระง่านอยู่
"วิหารศักดิ์สิทธิ์!!"
จิวเฉินอุทานออกมาอย่างตื่นเต้นวิหารศักดิ์สิทธิ์สีทองนี้นั้นสูงเป็อย่างมากแม้จิวเฉินจะมองขึ้นไป้าเขากับมิสามารถเห็นยอดของมันได้แม้แต่น้อยพอเหล่าวานรขนทมิฬเข้าประตูวิหารไปแล้ว จิวเฉินก็มาปรากฏตัวด้านหน้าวิหาร สีหน้าของเขาตอนนี้ล้วนปิติยินดียิ่ง
"ข้ามิคิดมาก่อนเลยว่าในที่เช่นนี้จะมีวิหารศักดิ์สิทธิ์อยู่ด้วยด้านในต้องมีสมบัติเยอะเป็แน่แท้"
จิวเฉินอดตื่นเต้นมิได้แม้เขาไม่ได้สมุนไพรกับไปหลอมโอสถทว่าหากได้สมบัติโบราญมาแล้วเอามันไปขายคงได้เงินมิน้อยเช่นกันจิวเฉินรีบสืบเท้าตามเหล่าวานรขนทมิฬเข้าวิหารศักดิ์สิทธิ์สีทองไปทันที
จบบทที่2