ข้าแค่อยากเป็นปลาเค็มทำไมมันยากจัง ทะลุมิติมาป่วนไทย

    บทที่ 128 ก่อกบฏ

    บทที่ 128 ก่อกบฏ

     

    ท่ามกลางแสงไฟสรวลเสเฮฮาและเสียงจอกสุราที่กระทบกันอย่างรื่นเริงในค่ายพักหลวงลานกว้าง... ลึกลงไปในผืนป่าทึบอันมืดมิดและเงียบสงัด ห่างไกลจากเสียงหัวเราะของฝูงชน ชะตากรรมของแผ่นดินสยามกำลังถูกลากเข้าสู่จุดเปลี่ยนอย่างไม่มีวันหวนกลับ

    ‘พระยาพิเชษฐ์’ แยกตัวออกจากงานเลี้ยงมาตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครสังเกต เขายืนนิ่งอยู่ใต้เงาไม้อันมืดสลัวมองภาพงานเลี้ยงนี้อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจได้ในที่สุดแล้วหายลึกเข้าไปในป่าพร้อมลูกชาย

    เมื่อมาถึงจุดหนึ่งเขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้ออย่างเชื่องช้า ก่อนจะหยิบวัตถุโบราณลึกลับชิ้นหนึ่งออกมา มันมีลักษณะคล้ายแผ่นศิลาสีดำสลักอักขระมนตร์ดำ คุกรุ่นด้วยไอทมิฬอันน่าสะอิดสะเอียน พระยาพิเชษฐ์ยกยิ้มเหี้ยมเกรียม พลันใช้อุ้งมือบีบวัตถุชิ้นนั้นจนแตกละเอียดในพริบตา!

    ครืนนนนนนนนน!

    พลันเกิดเสียงครางครืนกึกก้องจากใต้ผืนดิน ลมราตรีที่เคยพัดเอื่อยกลับกรรโชกแรงอย่างบ้าคลั่ง มวลอากาศตรงหน้าบิดเบี้ยวหมุนวนก่อนจะฉีกขาดออก กลายเป็นวงแหวนมิติวังวนสีดำสนิทสองวงขนาดยักษ์ แผ่พุ่งไออัปมงคลและกลิ่นอายสาบเลือดโชยคลุ้ง

    ไม่กี่อึดใจต่อมา เสียงย่ำเท้าหนัก ๆ ก็ดังสะท้อนมาจากภายในเงามืดของมิติลี้ลับ ร่างของคนสองกลุ่มค่อย ๆ ก้าวเดินเรียงรายออกมาจากวังวนทั้งสองนั้นอย่างเป็นระเบียบและเงียบเชียบดั่งภูตผี

    กลุ่มแรก นำโดย ‘ลีเคน่า’ : เวลานี้พลังเวทของนางเข้มข้นขึ้นอย่างมหาศาล ออร่ามนตราสีเข้มหนาแน่นจนทำให้ใบหน้าของนางดูอ่อนเยาว์และสาวขึ้นมาอีกเล็กน้อย แววตาฉายความมั่นใจเด็ดเดี่ยว ราวกับบ่งบอกว่าแผนการบุกเบิกป่าหิมพานต์ของนางในครั้งนี้จะต้องราบรื่นแน่นอน ด้านหลังมีเหล่านักเวทและนักรบนับร้อยชีวิตเดินตามออกมาด้วยท่าทีดุดัน

    อีกกลุ่มหนึ่ง นำโดยชายหนุ่มชุดหรูหรา: ท่าทางสง่างามทว่าเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายทรราช ใบหน้าของเขาคล้ายคลึงกับหมื่นแผนถึงหกส่วน! ใช่แล้ว... เขาคือ ‘ขุนเกื้อ’ ลูกชายคนโตของพระยาพิเชษฐ์ที่ทุกคนในพระนครคิดว่าตายไปนานแล้วในศึกอดีตพร้อมกับหลวงไกรผู้เป็นพี่ชายของท่านเจ้าคุณเรือง ทว่ายามนี้ เขากลับมาปรากฏตัวต่อหน้าพ่อและน้องชายในสภาพที่เปี่ยมด้วยบารมี

    “ลูกพ่อ...!”

    น้ำตาของพระยาพิเชษฐ์เอ่อล้นออกมาด้วยความตื้นตัน หัวใจของคนเป็นพ่อสั่นระรัวเมื่อรู้ว่าลูกชายคนโตที่เฝ้าคิดถึงยังไม่ตาย และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขายอมหักหลังแผ่นดิน ทำตามแผนการร้ายของพ่อตาตัวเองอย่างไม่ลังเล เพราะเนื้อความในจดหมายลับฉบับนั้นได้แจ้งข่าวดีว่าขุนเกื้อยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง

    ขุนเกื้อคลี่ยิ้มออกมาพรางคุกเข่าลง “ท่านพ่อ... ลูกกลับมาแล้ว และต้องขออภัยที่ลูกอกตัญญู ปิดบังความจริงจนทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องเสียใจมานานปี”

    พระยาพิเชษฐ์รีบประคองลูกชายขึ้นมา ส่ายหน้าทั้งน้ำตา “เจ้าไม่ตาย... เจ้าไม่ตายก็ดีที่สุดแล้วลูกพ่อ”

    ทว่าในขณะที่พ่อลูกตื้นตัน ‘หมื่นแผน’ กลับยืนกำหมัดแน่น แววตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและขุ่นเคืองพี่ชายคนนี้อย่างรุนแรง เพราะการที่ขุนเกื้อแกล้งตายและทอดทิ้งตระกูลไป มีส่วนทำให้เส้นทางชีวิตของเขากับแม่พิมต้องพังทลายลง จนต้องเดินคนละทางและไม่อาจหวนคืนมาร่วมทางกันได้อีกเลย ยิ่งไปกว่านั้น ในเวลานี้พี่ชายของเขาไม่ได้เป็นขุนเกื้อขุนนางสยามอีกต่อไปแล้ว แต่ฐานะปัจจุบันของเขาคือ ‘พระชามาดา (ลูกเขย) แห่งอาณาจักรขอม’ ผู้ทรงอิทธิพล

    ขุนเกื้อหันมามองน้องชายแล้วยิ้มเยือกเย็น “เจ้าโกรธพี่อย่างนั้นหรือ... น้องพี่?”

    หมื่นแผนไม่ตอบคำถาม ใบหน้าบึ้งตึงจนน่ากลัว ขุนเกื้อจึงหัวเราะเบา ๆ พลันกล่าวต่อ “อย่าห่วงไปเลยแผน... พี่กลับมาครั้งนี้ ย่อมจะนำตัวแม่พิมมาประเคนให้เจ้าให้จงได้!”

    หมื่นแผนยังคงนิ่งเงียบ ไม่เอ่ยปากรับคำหรือปฏิเสธ เพราะสติสัมปชัญญะลึก ๆ กำลังย้ำเตือนว่า สิ่งที่พวกเขากำลังร่วมมือกันทำต่อจากนี้... คือการ ‘กบฏต่อแผ่นดินเกิด’ ของตัวเอง

    ในจังหวะนั้นเอง จอมเวทระดับสูงของฝั่งขอมอีกหลายคนก็ปรากฏตัวขึ้นจากเงามืด ก่อนที่หัวหน้าจอมเวทจะเอ่ยเตือนเสียงต่ำ “ท่านเขย... พวกเราควรเริ่มลงมือได้แล้วขอรับ ประเดี๋ยวไก่จะโห่เสียก่อน”

    ขุนเกื้อพยักหน้ารับ แววตาพลันแปรเปลี่ยนเป็นอำมหิต “กระจายกำลังออกไปปิดล้อมค่ายพักแห่งนี้ไว้ให้หนาแน่น... จับตัวคนทุกคนมาให้หมด ใครกล้าขัดขืน... ฆ่ามันเสียไม่ต้องละเว้น!”

    สิ้นคำสั่ง ขุมกำลังกบฏนับร้อยชีวิตก็แยกย้ายกระจายตัวโอบล้อมเรือนพักหลวงทันทีอย่างเงียบเชียบดั่งเงาผี ทว่า... เมื่อพวกมันบุกทะลวงเข้าสู่เขตที่พักหลวง ยอดฝีมือและจอมเวททุกคนกลับต้องหยุดชะงักและเบิกตาโพลงด้วยความตื่นตระหนก!

    เพราะภาพงานเลี้ยงฉลองอันครึกครื้นเมื่อตอนหัวค่ำ บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบสงัดราวกับสุสาน... ผู้คน ขุนนาง ทหาร และคณะทูตหายวับไปทั้งหมด เหลือเพียงโต๊ะอาหารที่วางรายเรียงและร่องรอยการดื่มกินเมื่อครู่ทิ้งไว้ดูต่างหน้า

    แผนแตกแล้ว!

    ยังไม่ทันที่พวกกบฏจะตั้งสติได้ บานประตูใหญ่ของเรือนพักประธานก็ถูกผลักออกอย่างช้า ๆ ร่างสูงสง่าของขุนหลวงก้าวสืบเท้าออกมาด้านนอกอย่างองอาจและทรงพลังอำนาจถึงขีดสุด กลิ่นอายจิตวิญญาณแห่งมหากษัตริย์ผู้เจนศึกแผ่พุ่งกดทับลงไปยังร่างของพวกกบฏทุกคนอย่างรุนแรงจนบางคนถึงกับเข่าอ่อน

    “พวกเอ็งจะก่อกบฏอย่างนั้นหรือ... ไอ้เชษฐ์” สุรเสียงเรียบต่ำทว่าทรงกังวานดั่งอสนีบาตฟาดลงกลางใจ

    พระยาพิเชษฐ์หน้าซีดเผือด ยิ้มขมขื่นออกมา “ฝ่าบาท... ตัวกระหม่อมเองก็ยากจะตัดสินใจ ทว่าเพื่อลูกชายคนโตของกระหม่อมแล้ว... กระหม่อมไม่อาจหักใจทอดทิ้งเขาได้จริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ”

    ขุนหลวงยิ้มเย็นชา แววตาคมกริบดั่งใบมีด “แม้แต่การที่ต้องทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ราษฎรต้องล้มตายอีกไม่รู้เท่าไหร่อย่างนั้นรึ เอ็งก็ยังจะทำ?”

    พระยาพิเชษฐ์ก้มหน้า ยิ้มขมอีกครั้งด้วยความดื้อแพ่ง “กระหม่อม... ไม่มีทางเลือกแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

    “เอ็งลืมสิ้นแล้วรึ... ความยากลำบากในยามที่เราเคยร่วมแรงร่วมใจกันกอบกู้และรวมแผ่นดินสยามให้เป็นปึกแผ่นมาด้วยกัน?” ขุนหลวงตรัสถาม นัยน์ตาฉายแววผิดหวังในตัวสหายเก่า

    พระยาพิเชษฐ์ส่ายหน้า “เรื่องนั้นกระหม่อมไม่มีวันลืม... แต่กระหม่อมสัญญาว่า ภายใต้การปกครองของลูกชายกระหม่อมในวันข้างหน้า บ้านเมืองของเราย่อมจะเจริญรุ่งเรืองไปได้ไกลกว่าที่ฝ่าบาททรงทำอยู่อย่างแน่นอน!”

    ขุนหลวงแค่นสรวลลั่น ทรงพยักพระพักตร์ “เช่นนั้น... เอ็งก็เข้ามาฆ่าข้าเลยเถอะ จะได้จบเรื่องไป!”

    ขุนเกื้อ หรือพระชามาดาแห่งขอม ได้ยินดังนั้นก็สาวเท้าเดินก้าวออกมาด้านหน้าพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม “นั่นเป็นสิ่งที่ข้าต้องทำอยู่แล้ว... ฝ่าบาท!”

    ขุนเกื้อกำลังจะตวัดมือสั่งให้สมุนพุ่งเข้าชาร์จจับกุมตัวขุนหลวง ทว่าในวินาทีวิกฤตนั้นเอง พลันมีเสียงตวาดกร้าวทรงพลังดังแทรกขึ้นมาจากเงามืดด้านหลังเรือนพักอย่างดุดัน!

    “ที่แท้เอ็งก็ยังไม่ตาย... วันนี้ฟ้ามีตาดีนัก... ข้าจะสังหารเอ็งด้วยมือข้าเอง เพื่อแก้แค้นให้พี่ชายของข้า!”

    สิ้นเสียง ร่างสูงใหญ่กำยำของ ‘ท่านเจ้าคุณเรือง’ ก็สืบเท้าก้าวออกมาจากเงามืดอย่างทรงพลัง ในมือกระชับดาบเหล็กอาคมเล่มโตที่ทอประกายกล้า พร้อมด้วยกองกำลังทหารเสือคู่ใจร้อยกว่านายที่ตั้งค่ายกลอาวุธครบมือ ล้อมโอบตลบหลังพวกกบฏเอาไว้ในทันที! บัดนี้ วงล้อมซ้อนวงล้อม แผนการกบฏตลบหลังถูกซ้อนแผนไว้เรียบร้อยแล้ว!

    ทว่าสถานการณ์ตลบหลังนี้ กลับไม่ได้สร้างความตระหนกตกใจให้กับขุนเกื้อเลยแม้แต่น้อย ยอดขุนพลทรราชผู้เป็นถึงพระชามาดาแห่งขอมเหยียดยิ้มมุมปากอย่างผู้เหนือกว่า เขาชูมือขึ้นเหนือก่อนจะโบกมือส่งสัญญาณเพียงเล็กน้อย ทันใดนั้น รอบนอกชายป่าที่มืดมิดก็พลันบังเกิดเสียงโห่ร้องคำรามลั่นสะท้อนก้อง จนแผ่นดินไหวสะเทือน!

    “คิดหรือว่าคนอย่างข้า... จะก้าวเข้ามาในถิ่นพวกเอ็งโดยไม่มีแผนสำรอง!” ขุนเกื้อแผดเสียงหัวเราะลั่น

    สิ้นคำของเขา ห่าธนูมนต์ดำนับพันดอกที่อาบด้วยเปลวไฟสีม่วงอัปมงคลก็พุ่งทะยานออกจากพุ่มไม้รกชัฏในแนวป่าวงนอก บินแหวกอากาศเป็นเส้นโค้งตกลงมาใส่ฝั่งขุนหลวงราวกับฝนดาวตกทมิฬ ทว่าทหารเสือสยามผู้เจนศึกไม่ได้ตื่นตูม บรรดานายกองตะโกนสั่งการฉับพลัน ทหารองครักษ์นับสิบพุ่งตัวเข้ามาด้านหน้า กระแทกโล่เหล็กกล้าลงพื้น แล้วเปิดใช้งานกลไกอาคม ‘โล่กระดองเต่ายักษ์’ ขยายปราการแสงเวทมนตร์ขึ้นมาปกคลุมทันที!

    ตึง! ตึง! ตึง! ตึง!

    เสียงลูกศรเวทมนตร์พุ่งปักระเบิดเข้ากับกำแพงโล่แสงดังสนั่นหวั่นไหว ประกายไฟสาดกระจายวูบวาบ ขุนหลวงประทับยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังปราการเหล็ก ทรงแย้มพระสรวลอย่างเย็นชา พลันกวาดสายตาคมกริบมองออกไปตามช่องว่างระหว่างโล่ที่คุกรุ่นด้วยเขม่าควัน

    “พวกเอ็งมันได้ใจกันเกินไปแล้ว... แผ่นดินสยามของข้า ไม่ใช่สิ่งที่พวกสุนัขลักเพศอย่างพวกเอ็งจะมาอาจเอื้อมได้!”

    ขุนหลวงสะบัดพระหัตถ์ส่งสัญญาณ ทันใดนั้น ทหารองครักษ์หลวงฝีมือฉกาจยี่สิบนายที่ซ่อนตัวอยู่ด้านใน ก็พากันสอดลำกล้องอาวุธชนิดใหม่เอี่ยมออกมาตามช่องว่างของโล่ มันคือจักรกลสังหารที่นินเป็นผู้คิดค้นขึ้นมา! ขุนหลวงเน้นสุรเสียงเฉียบขาดสั่งการคำเดียวลั่นลานกว้าง

    “ยิง!!!”

    ปัง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !!!

    เสียงกัมปนาทของอาวุธปืนดังสนิทต่อเนื่องไม่ขาดสายราวกับเสียงฟ้าผ่า แสงไฟพ่นออกจากปากกระบอกปืนสว่างวาบในความมืด อานุภาพของกระสุนมนตรานี้ร้ายกาจนัก ปืนแต่ละกระบอกสามารถลั่นไกต่อเนื่องได้ถึงห้านัดรวดโดยไม่ต้องรีโหลดกระสุน ห่ากระสุนพุ่งทะลวงฉีกกระชากร่างของพวกทหารกบฏว่อนนอกจนเนื้อตัวระเบิด ดับดิ้นไปหลายสิบศพในพริบตา ทำเอาฝ่ายกบฏถึงกับหน้าถอดสีด้วยความสยดสยอง

    ลีเคน่ายืนมองภาพนั้นด้วยนัยน์ตาสีเข้มที่ส่องประกายเย็นชา นางเค่นยิ้มแค่นึกออกในทันที “ของแบบนี้... ต้องเป็นฝีมือของไอ้นินแน่ ๆ!”

    นางยังจำเรื่องเล่าจากสายสืบได้ดีว่า มีมนุษย์ประหลาดคนหนึ่งครอบครองอาวุธที่สามารถยิงสังหารได้อย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น ตัวนางเองก็เคยลิ้มรสชาติของลูกตะกั่วจากปืนพกของนินมาแล้วกับตัว คนที่สร้างของพรรค์นี้ขึ้นมาบนโลกนี้ได้ มีแค่ไอ้หมอนั่นคนเดียวแน่ ๆ!

    ขุนเกื้อหันขวับมาถามเสียงเข้ม “มันคือใครกัน? ไอ้คนชื่อนินที่เจ้าว่า”

    ลีเคน่าจึงรีบเอ่ยเล่าสรุปถึงความป่วนและวิชาประหลาดของนินให้ฟังอย่างรวดเร็ว เมื่อขุนเกื้อได้รับฟัง แววตาดุดันของเขาก็วาบขึ้นด้วยจิตสังหาร “ที่แท้ก็มีเสี้ยนหนามหนามยอกอกอยู่อีกตัวงั้นรึ... ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องออมมือกันแล้ว!”

    ขุนเกื้อตวัดดาบสั่งการ จอมเวทมนตร์ดำระดับสูงของฝั่งขอมพุ่งทะยานออกมาร่ายอาคม ทันใดนั้น สตรีลึกลับในชุดพื้นเมืองสีแดงฉานราวกับย้อมด้วยโลหิตก้าวสืบเท้าออกมาอย่างน่าขนลุก นางมีนามว่า ‘เมียว’ ใบหน้าของนางชวนสยองพองขน เพราะทั้งดวงตาและริมฝีปากถูกเย็บปิดสนิทด้วยเส้นด้ายลงอาคมสีดำสนิท นางเป็นผู้เชี่ยวชาญวิชาสายควบคุมเข็มและเส้นด้ายอาถรรพ์ที่เคลื่อนไหวได้ราวกับมีชีวิตวิญญาณ

    เมียวสะบัดมือวูบหนึ่ง เข็มบินนับร้อยเล่มพุ่งฉีกอากาศเกิดเป็นรอยแยกมิติทมิฬสีม่วงคล้ำ เสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณดังระงม พร้อมกับการปรากฏตัวของกองทัพ ‘ผีดิบแดนใต้’ หลายร้อยตัวที่ผิวหนังแห้งกรัง ดวงตาเรืองแสงสีเขียวซีด พวกมันพุ่งพรวดออกจากรอยแยกมิติแล้วโถมเข้าใส่กำแพงโล่ของทหารสยามราวกับคลื่นมนุษย์บ้าคลั่ง!

    สถานการณ์อันเหนือธรรมชาติและน่าสะพรึงกลัวนี้ ทำให้ทหารทุกคนรวมถึงท่านเจ้าคุณเรืองตระหนักได้ทันทีว่า ศัตรูกลุ่มนี้วางแผนเตรียมการมาอย่างรัดกุมและโหดเหี้ยมที่สุด หากไม่จัดการทุกอย่างให้สิ้นซากภายในคืนนี้ แผ่นดินสยามคงต้องลุกเป็นไฟแน่!

    ท่านเจ้าคุณเรืองเบิกตากว้าง เส้นเลือดปูดโปนด้วยความโกรธ ชักดาบเหล็กชูขึ้นฟ้า พลันคำรามสั่งการเสียงดังกึกก้องปานราชสีห์

    “เข้ามา... ฆ่าพวกมันให้หมด อย่าให้เหลือรอดไปได้แม้แต่ตัวเดียว!!!”

     

    คล้ายกับเรื่องข้าแค่อยากเป็นปลาเค็มทำไมมันยากจัง ทะลุมิติมาป่วนไทย ที่คุณอ่าน