ตอนที่ 10 — อ้อมกอดใต้เงาล้างแค้น
รถลีมูซีนหุ้มเกราะแล่นผ่านแสงไฟสองข้างทางโดยไม่เปิดสัญญาณขบวน กระจกนิรภัยสีเข้มตัดกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนให้เหลือเพียงเงาสะท้อนวูบผ่าน ภายในรถเงียบจนณิชารินทร์ได้ยินเสียงกำไลกระทบขอบแท็บเล็ตทุกครั้งที่มือสั่น
คนข้างกายเหลือบมองข้อมือซึ่งเธอพยายามกดไว้บนตัก “ตอนอยู่หน้าจอ เธอยังมองเห็นทางที่คนทั้งคลับไม่เห็น พอเจอปืนจริง มือกลับไม่ยอมฟัง”
น้ำเสียงเรียบเย็นไม่ได้ดังไปกว่าเครื่องปรับอากาศ แต่คมพอจะกรีดผ่านความเงียบ
“ถ้าศัตรูเห็นก่อนฉัน มันคงไม่รอให้เธอตั้งสติหรอก”
ปลายนิ้วกดแท็บเล็ตแน่นขึ้น “ฉันไม่ได้กลัวตายค่ะ คุณคิรินทร์ ฉันโกรธที่พวกมันรู้เส้นทางของเรา โกรธที่ตัวเองเห็นทางหนี แต่ถ้าไม่มีรถของคุณ ไม่มีกำลังคนของคุณ ฉันก็พาตัวเองออกมาไม่ได้”
“เธอเห็นจุดบอดก่อนพายุ” เขากล่าว คล้ายยอมรับผลงานเพียงครึ่งเดียว “แต่ความคิดอย่างเดียวหยุดะุไม่ได้ จำไว้ ฉันจ่ายแพงสำหรับดีลแต่งงานครั้งนี้ และไม่ชอบเห็นสิ่งที่อยู่ในความรับผิดชอบของฉันกลายเป็เป้านิ่ง”
เมื่อรถผ่านประตูชั้นใต้ดินของอาคารอัศวภาคินทร์ เสียงพายุดังผ่านช่องสื่อสารเข้ารหัสจากห้องควบคุมของคลับ “รองหัวหน้าการ์ดรับขบวนต่อแล้วครับบอส ผมอยู่กับฝ่ายกฎหมายและหลักฐาน ผู้ต้องสงสัยยังอยู่ในห้องนิรภัย ล็อบบี้กับลิฟต์วีไอพีปลอดภัยครับ”
ประตูลิฟต์สแกนลายนิ้วมือแล้วพาทั้งคู่ขึ้นสู่ชั้นพักอาศัยโดยตรง เมื่อบานโลหะเลื่อนเปิด กลิ่นไม้ซีดาร์อ่อน ๆ จากภายในห้องชุดเข้ามาแทนกลิ่นหนังและเหล็กในรถ ความปลอดภัยกลับคืนสู่ระยะเอื้อมถึง กระนั้นมือข้างซ้ายของเธอยังสั่นเหมือนร่างกายไม่ยอมเชื่อว่าเหตุการณ์จบแล้ว
ณิชารินทร์หยุดกลางโถงหินอ่อน คิรินทร์ถอดเสื้อนอกโยนลงบนพนักโซฟาแล้วเดินไปยังเคาน์เตอร์เครื่องดื่ม เสียงน้ำแข็งกระทบแก้ว `คลิก—` เบาและชัดในห้องกว้าง เขารินวิสกี้เพียงเล็กน้อย ก่อนหมุนตัวกลับมามองมือซึ่งเธอซ่อนไว้ข้างลำตัว
“ยังสั่นอยู่”
เธอกำมือแน่นกว่าเดิม
“การซ่อนไม่ได้ทำให้มันหยุด” เขายกแก้วขึ้นจิบ “ถ้าครั้งหน้าฉันไปไม่ถึงตัวเธอทัน แผนบนหน้าจอจะช่วยอะไรได้”
คำถามนั้นอาจเป็เพียงการประเมินความเสี่ยงในแบบของคนซึ่งไม่เคยอนุญาตให้ความกลัวมีที่ยืน แต่ถ้อยคำกลับลงตรงจุดที่เธอตำหนิตัวเองมาตลอดทาง
ภาพเงาดำหลังแนวรถตู้ย้อนกลับมา ปากกระบอกปืนซึ่งเห็นเพียงชั่วขณะผ่านกล้องริมแม่น้ำยังชัดกว่าถนนที่เพิ่งแล่นผ่านมา สมองของเธอคิดทางหนีได้ มือชี้เส้นทางได้ และน้ำเสียงไม่เคยสั่นต่อหน้าคนของเขา แต่เมื่อประตูลิฟต์ปิดลง ความกลัวซึ่งถูกเลื่อนเวลาไว้กลับทวงพื้นที่ทั้งหมดคืน
ขอบตาร้อนขึ้นด้วยความโกรธมากกว่าความอับอาย เธอเคยรับมือกับหนี้ เอกสารปลอม และคนซึ่งจ้องฉกทรัพย์ของครอบครัว แต่ไม่เคยยืนห่างจากคนที่พร้อมเหนี่ยวไกเพียงไม่กี่ผนัง ไม่เคยรู้ว่าร่างกายสามารถทรยศความตั้งใจได้ถึงเพียงนี้
หยดแรกหลุดลงบนแก้มก่อนเธอจะห้ามทัน ณิชารินทร์ยกมือเช็ดแรง ๆ แต่ยิ่งพยายามหยุด ลมหายใจยิ่งขาดเป็่
“เห็นไหม” คิรินทร์วางแก้วลง “เธอยังไม่พร้อม”
คำตัดสินสั้น ๆ ทำให้กำแพงชิ้นสุดท้ายพังลง
“ณิชารู้ค่ะ”
ชื่อของตัวเองหลุดออกมาแทนคำว่า “ฉัน” ซึ่งใช้บนโต๊ะเจรจา และเมื่อเอ่ยคำถัดไป ระยะห่างทางธุรกิจก็ไม่เหลืออยู่ในน้ำเสียงอีก
“ณิชากลัวค่ะ... พี่คีย์”
คำเรียกซึ่งเธอสงวนไว้หลังประตูปิดทำให้มือของเขาหยุดข้างแก้วคริสตัล ดวงตาคมยังไม่อ่อนลง แต่ไม่มีคำเสียดสีตามมา
“ไม่ได้กลัวว่าพวกมันจะยิงอย่างเดียว” เธอพยายามประคองเสียง “ณิชากลัวว่าจะไปไม่ถึงความจริง กลัวว่าพ่อกับแม่จะตายไปโดยไม่มีใครต้องชดใช้ แล้ววันนี้... ณิชามองเห็นทางออก แต่ยังต้องให้คนของพี่คีย์พาออกมาอยู่ดี”
ความเงียบจากอีกฝ่ายทำให้น้ำตาไหลหนักกว่าเดิม
“ณิชาเกลียดที่ตัวเองอ่อนแอขนาดนี้”
ความจริงอีกข้อหนึ่งติดอยู่ในลำคอ หากคืนนี้เธอยังเป็เพียงคุณหนูศิริกุลวานิช คนติดอาวุธคงไม่มาปิดทางสามด้าน ไม่ต้องมีขบวนรถลวงหรือเรือเปล่าแล่นออกไปรับสายตาแทน การแต่งงานทำให้เธอได้เกราะของอัศวภาคินทร์ ขณะเดียวกันก็วางชื่อของเธอลงกลางสนามซึ่งศัตรูของเขาพร้อมใช้ะุตัดสินปัญหา
เธอเป็คนเลือกก้าวเข้ามาเอง จึงไม่มีสิทธิ์แสร้งเชื่อว่าเหตุการณ์คืนนี้จะเกิดเพียงครั้งเดียว
คิรินทร์ขยับเข้ามาหยุดตรงหน้า “การกลัวปืนไม่ได้ทำให้เธออ่อนแอ การยืนให้มันยิงซ้ำต่างหากที่เรียกว่าโง่”
แม้แต่คำปลอบของเขายังมีคม เธอหลุดหัวเราะทั้งน้ำตาเพียงครั้งเดียว ก่อนหน้าผากจะชนอกเสื้อเชิ้ตโดยไม่ตั้งใจ มือทั้งสองกำชายผ้าไว้ราวกับ้าหลักยึดมากกว่าการโอบกอด
ร่างตรงหน้าตึงขึ้นชั่วขณะ มือข้างหนึ่งยกเหมือนจะดึงเธอออก แต่สุดท้ายกลับวางลงกลางแผ่นหลัง ฝ่ามือหนักและนิ่ง ไม่ได้ลูบปลอบ เพียงกดเธอไว้ในอ้อมแขนให้รู้ว่าเขายังอยู่ตรงนี้
“พอแล้ว ไม่ต้องร้อง” น้ำเสียงเหนือศีรษะยังแข็ง “ตราบใดที่เธอยังเป็ภรรยาฉัน จะไม่มีใครแตะต้องเธอได้”
เขาเรียกเธอว่าภรรยาด้วยน้ำเสียงเหมือนย้ำสิทธิ์มากกว่าปลอบใจ แต่เมื่อเสียงสะอื้นเบาลง วงแขนที่รัดไว้ก็ค่อย ๆ ผ่อนตาม
ณิชารินทร์ถอยออกมาก่อน ใช้หลังมือเช็ดแก้มแล้วเงยหน้าสบตาเขา “สอนณิชาได้ไหมคะ”
“สอนอะไร”
“ปืน การป้องกันตัว วิธีเอาตัวรอดถ้ามีคนเข้าถึงตัว” เสียงยังพร่า แต่แต่ละคำกลับชัดขึ้น “การแต่งงานกับพี่คีย์คงไม่ทำให้ชีวิตสงบกว่านี้ ณิชาไม่อยากเป็คนที่ทุกคนต้องหันกลับมาช่วยทุกครั้ง”
แววตาคมไล่มองั้แ่คราบน้ำตาจนถึงมือซึ่งยังสั่น “เธอยังถอนตัวจากดีลได้”
“ณิชาไม่ได้ขอถอนตัวค่ะ”
“เมื่อครู่ยังร้องไห้”
“ร้องไห้แล้วเรียนไม่ได้เหรอคะ”
“การอยากเรียนหลังกลัวตายกับการพร้อมเรียนเป็คนละเื่” เขาตอบ “คนถือปืนเพราะเกลียดความอ่อนแอ มักลั่นไกเพื่อพิสูจน์ตัวเองก่อนเห็นเป้าหมายชัด”
ประโยคนั้นทำให้เธอนิ่งลง ความ้าเมื่อครู่มีทั้งความโกรธ ความอับอาย และความอยากเอาชนะมือของตัวเองจริง ๆ หากเขายื่นอาวุธให้ในวินาทีนั้น เธออาจกำมันแน่นเกินไป เพียงเพื่อให้คนตรงหน้าเห็นว่าไม่ได้หวาดกลัว
“งั้นพี่คีย์ก็สอนให้ณิชาแยกมันออกจากกันสิคะ”
คราวนี้สายตาซึ่งมองกลับมาไม่ได้หยุดอยู่ที่คราบน้ำตา หากประเมินบางอย่างลึกลงไปกว่านั้น
ความเงียบทอดอยู่ระหว่างคนทั้งคู่หลายวินาที มุมปากของเขาขยับน้อยจนแทบมองไม่เห็น ก่อนจะกุมมือเธอพาไปยังโฮมบาร์ด้านใน
แสงสีส้มเหนือมุมบาร์สะท้อนขอบแก้วคริสตัล คิรินทร์กดปุ่มเรียกแม่บ้าน ก่อนเปลี่ยนใจหยิบกาต้มน้ำด้วยตนเอง กลิ่นเปปเปอร์มินต์กับโรสแมรี่ลอยขึ้นจากถ้วยเมื่อเขาเลื่อนมันมาตรงหน้า
“ดื่มก่อน มือเย็นหมดแล้ว”
ความร้อนจากถ้วยซึมเข้าสู่ฝ่ามือทีละน้อย เธอจิบเพียงคำเดียว รสเย็นของสะระแหน่ตัดความฝืดในลำคอ แต่ไม่ได้ลบภาพรถตู้หรือปากกระบอกปืนออกไป
คิรินทร์เปิดตู้ด้านหลังบาร์ หยิบกล่องไม้สีดำกับคีย์การ์ดขลิบทองออกมาวางบนโต๊ะ สิ่งแรกที่เขาดันมาหาเธอไม่ใช่กล่อง แต่เป็บัตร
“สิทธิ์เข้าสนามฝึกชั้นใต้ดิน ห้องพยาบาล และลิฟต์เส้นทางฉุกเฉิน” เขาแตะบัตรสามครั้งตามพื้นที่ซึ่งเอ่ย “ใช้ได้เมื่อฉัน พายุ หรือครูฝึกอยู่ด้วย ห้องทำงานกับห้องสมุดยังเหมือนเดิม อย่าคิดว่าร้องไห้ครั้งเดียวแล้วฉันจะยกกุญแจทั้งตึกให้”
ปลายนิ้วของเธอแตะมุมบัตร “ณิชาไม่ได้ขอค่ะ”
“ดี เพราะฉันก็ยังไม่ให้”
คำตอบตรงเกินกว่าจะเรียกว่าอ่อนโยน แต่สิทธิ์ใช้ลิฟต์ฉุกเฉินกลับมีความหมายมากกว่าสิทธิ์เดินเข้าห้องหรูตามใจชอบ
เมื่อฝากล่องเปิด ปืนพกกึ่งอัตโนมัติขนาดกะทัดรัดนอนอยู่ในช่องกำมะหยี่ แม็กกาซีนถูกแยกเก็บอีกช่อง ปากลำกล้องหันออกจากคนทั้งคู่ และแผ่นพลาสติกสีแดงเสียบคารังเพลิงแสดงว่าไม่มีเครื่องะุอยู่ภายใน
ความเย็นจากโลหะยังไม่ทันแตะผิว ภาพอาวุธยาวนอกคลับก็ย้อนกลับมา นิ้วของเธอจึงหยุดเหนือกล่อง
“ยังไม่ต้องจับ” คิรินทร์ปิดฝาลงครึ่งหนึ่ง “พรุ่งนี้หกโมงเช้า ครูฝึกจะเริ่มจากกฎความปลอดภัย การหลบออกจากแนวปะทะ และการแก้เมื่อถูกจับตัว ปืนเป็อย่างสุดท้าย ไม่ใช่อย่างแรก”
“แล้วถ้าเกิดเื่ก่อนณิชาฝึกเสร็จล่ะคะ”
“เธอจำสามอย่าง” นิ้วของเขาแตะคีย์การ์ดแทนกล่องปืน “ออกจากแนวตรง หาที่กำบัง แล้วกดปุ่มฉุกเฉินด้านหลังบัตร อย่าพยายามชนะคนมีอาวุธด้วยศักดิ์ศรี”
“ถ้าพี่คีย์อยู่ในแนวยิงล่ะคะ”
ดวงตาคมหรี่ลง คล้ายไม่พอใจที่เธอวางเขาไว้ในสถานการณ์ซึ่งต้องได้รับความช่วยเหลือ “ทำตามสามอย่างเดิม แล้วปล่อยให้ฉันจัดการตัวเอง”
คำตอบสมกับคนซึ่งเชื่อว่าตนไม่จำเป็ต้องพึ่งใคร กระนั้นรายละเอียดของเส้นทางฉุกเฉินกับปุ่มด้านหลังบัตรกลับบอกว่าเขาคิดเผื่อ่เวลาที่อำนาจของตัวเองอาจไปไม่ถึงเธอไว้แล้ว
“แล้วปืนกระบอกนี้...”
“เป็กระบอกฝึกที่พายุคัดไว้ ยังอยู่ในทะเบียนและห้องนิรภัยของฉัน” เขาปิดฝากล่องสนิท “ถ้าเธอผ่านการฝึก ฉันจะให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินเื่ขออนุญาตและรับโอนให้ถูกต้อง หลังจากนั้นค่อยเลือกอาวุธซึ่งเข้ากับมือเธอจริง ๆ”
“ถ้าณิชาไม่ผ่านล่ะคะ”
“ก็ฝึกจนกว่าจะผ่าน”
ณิชารินทร์มองกล่องปิดสนิทอีกครั้ง สิ่งที่ได้รับคืนนี้ยังไม่ใช่อาวุธ ไม่ใช่อิสระ และไม่ใช่ความไว้วางใจทั้งหมด เป็เพียงสิทธิ์เข้าพื้นที่สามแห่ง ตารางฝึกหนึ่งเวลา และคำสัญญาแข็งกระด้างว่าจะไม่ปล่อยให้ความกลัวครั้งแรกกลายเป็ความพ่ายแพ้ครั้งต่อไป
“หกโมงเช้าใช่ไหมคะ”
“ถ้ามาสายแม้แต่นาทีเดียว ฉันจะถือว่าเธอพูดเพราะใ”
เธอยกถ้วยชาขึ้นอีกครั้ง มือยังสั่นอยู่บ้าง แต่ขอบถ้วยไม่กระทบจานรองแล้ว “ณิชาจะไปก่อนพี่คีย์ค่ะ”
แววตาคมหยุดอยู่ที่มือข้างนั้น ก่อนเ้าของห้องจะยกแก้ววิสกี้ขึ้นปิดรอยบางอย่างตรงมุมปาก
นอกกระจก เมืองทั้งเมืองยังเต็มไปด้วยเงาซึ่งมองไม่เห็น คืนนี้ณิชายังต้องยืมกำแพงของคิรินทร์หลบะุ แต่เมื่อรุ่งเช้ามาถึง เธอจะเริ่มเรียนรู้วิธีไม่ยืนเป็เป้าอยู่หลังใครอีก