กริ๊งงงง
เสียงเล็กๆดังขึ้นข้างหูในยามเช้า แสงอรุณสีทองสาดเข้ามาผ่านทางผ้าม่านสีขาวบางๆที่กำลังปลิวไสวเพราะสายลมภายในห้อง
ทำให้เปลือกตาที่หนักอึ้งคู่นั้นค่อยๆเปิดออกจากกันเล็กน้อย ก่อนจะได้สติแล้วปลุกร่างของตนลุกนั่งบนเตียงขนาด6ฟุต
แขนเล็กถูกควบคุมให้ยกขึ้นมา ก่อนนิ้วเรียวจะขยี้ตาเบาๆ พร้อมกับมือบางอีกข้างที่เอื้อมไปหยิบต้นตอของเสียงดังกล่าวที่ดังก้องไปทั้งห้องของเขา
"ฮาโหล๋ว..?" เสียงทุ้มต่ำทว่าฟังแล้วสบายหูกล่าวขึ้นอย่างงุนงง คนอย่างเขาจะมีใครที่ไหนต้องติดต่อมาตอนเช้าตรู่ขนาดนี้กันนะ
"พอร์ซีเลน แกถึงไหนแล้วเนี่ย?" ปลายสายไม่เสียเวลา ตัดเข้าประเด็นทันทีทำเอาร่างบางๆบนเตียงที่พึ่งตื่นนั้นนิ่งไปซักพัก
"อย่าบอกนะว่าแกลืมอ่ะ" ปลายสายเห็นว่าเ้าของชื่อไม่ได้ตอบกลับแต่อย่างใดจึงถามจี้สติคนตัวเล็กไป
"..." ใช่แล้วสิ่งที่ได้กลับมาช่างน่าผิดหวังเสียจริง เขาเหมือนจะนึกไม่ออกเลยซักนิดว่าวันนี้มีภารกิจอันใหญ่หลวงกำลังรอคอยเขาอยู่
"วันนี้แกต้องมาเสนอโปรเจคใหม่ให้หัวหน้าแผนกไงโว้ย~" ปลายสายเฉลยภารกิจนั้นทันทีเมื่อฉุกคิดได้ว่ามันจะไม่ทันเวลาเสียแล้ว หวังให้ร่างบางนั้นกระตือรือร้นมากขึ้น
"อื้อ.." ผิดคาด.. เสียงทุ้มนุ่มนั้นเพียงแต่ส่งเสียงเล็กๆออกมาจากลำคอแค่นั้นก่อนจะตัดบทสนทนานั้นทันที
"โอเคจะรีบไปนะๆ"
ฟุ่บ
โทรศัพท์ที่ไม่กี่วินาทีที่แล้วถูกแนบหูไว้ตอนนี้ถูกโยนลงไปบนผ้าปูที่นอนข้างๆเขาทันทีอย่างไม่ไยดี
เขาหลับตาลงเพื่อรวบรวมความรู้สึกทุกอย่างที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ก่อนจะรวบทุกความรู้สึกนั้นและกดมันลงไปที่ก้นบึ้งของหัวใจ
ลืมเสียทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้น
ลืมความรู้สึกพวกนั้นออกไปให้หมด
กดทุกอารมณ์ทางลบไม่ว่าจะเป็ความรู้สึกที่มีสีออกแดงๆส้มๆ แต่ส่วนใหญ่นั้นคือความรู้สึกที่ออกไปทางสีฟ้า สีน้ำเงินหม่น และสีเทาเสียมากกว่า
ก่อนเขาจะบังคับให้ขาทั้ง2ข้างของตนลงเหยียบพื้นรองเท้าสลิปเปอร์นุ่มสีขาวบริสุทธิ์บนพรม และลุกขึ้นพร้อมกับขาเรียวที่ก้าวไปยังจุดหมายของเขา
เวลาผ่านไปไม่นาน ร่างเล็กๆของเขาก็อยู่ในสภาพพนักงานธรรมดาเรียบร้อยแล้ว รองเท้าหนังสีน้ำตาลแดง กางเกงสีช๊อกโกแลต เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเบญ นาฬิกาที่มีสายหนังสีเดียวกับรองเท้า แมสขาว ผมที่ถูกเซ็ตขึ้นมาอย่างลวกๆทว่าดูเป็ธรรมชาติถึงขั้นดูดีเลยทีเดียว
เขารีบคว้าแฟรชไดร์ฟเข้ากระเป๋า โทรศัพท์มือถือบนเตียง กระเป๋าตังค์ใบหรู พร้อมทั้งแล็ปท๊อปของตนแล้ววิ่งออกจากห้องพักไปทันที
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง การทำงานในวันนี้ของเขาผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ถึงจะมีการตำหนิเื่เวลาอยู่บ้าง แต่ร่างบางคนนี้ดันเป็คนที่ทำงานได้เยี่ยมและไร้จุดบกพร่อง จึงทำให้เขารอดตัวไปจากการคาดโทษของที่ออฟฟิศ
"เลน แกจะไปไหนป่ะเลิกงาน ไปคาเฟ่เปิดใหม่กันมั้ย แกชอบขนมหวานหนิ สนป่ะ" คำเชิญชวนที่ดูสนิทสนมขนาดนี้จะเป็ใครไปไม่ได้เลยนอกจากคนที่เป็เ้าของชื่อ ลาเต้ หรือเพื่อนสนิทของร่างเล็กนั่นเอง
"อื้อ ก็ได้ อยากหาอะไรกินพอดีเลย ลาเต้พาเลนไปหน่อยได้ใช่มั้ย?" ในที่สุดก็มีประโยคที่ยาวที่สุดที่คนตัวเล็กพ้นออกมา คนข้างๆเขาอย่างลาเต้ก็พลอยโล่งอกหลังจากที่เพื่อนของเขาไม่ยอมพูดอะไรเลยทั้งวันนอกจากการพรีเซ้นท์งานในวันนี้
ไม่ใช่เขาไม่รู้ปัญหาของคนตัวเล็ก เขาทราบมาตลอดเพราะพวกเขาต่างเป็เพื่อนกันั้แ่มหาลัย และสาเหตุที่ทำให้คนตัวเล็กๆตรงหน้าเขาเป็แบบนี้ได้ก็มีเพียงแค่สาเหตุเดียวเท่านั้น...
กริ้ง กริ้ง
กระดิ่งหน้าประตูคาเฟ่ถูกสั่นเมื่อกลไกง่ายๆถูกทำงาน พร้อมกับร่างเล็กๆ2ร่าง ที่ย่างก้าวเข้ามา ณ สถานที่แปลกตาแห่งนี้
คนตัวเล็กไม่รอช้ารีบสาวขาเรียวตรงไปที่ตู้เบเกอรี่ข้างแคชเชียร์ในทันที ก่อนจะเอ่ยปากสั่งทั้งของหวานและเครื่องดื่มอย่างตื่นเต้น ลาเต้เองก็อดเอ็นดูเพื่อนตัวเล็กของเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ถึงพอร์ซีเลนจะซึมแค่ไหน เขาก็รู้วิธีเยียวยาเ้าตัวเล็กคนนี้เสมอ ถึงแม้จะแค่ชั่วคราวเท่านั้น
"สั่งเหมือนพรุ่งนี้จะไม่ได้กินข้าว" ลาเต้ที่อดแซวไม่ได้ก็พูดออกไปเมื่อพนักงานมาเสิร์ฟขนมตามออเดอร์ที่ได้รับมา
"ฮืออ ลาเต้อย่าแซว ลาเต้พาเลนมาเองนะ" พูดพร้อมกับทำหน้ายู่ ขู่เป็ลูกแมวกลับไปหาเพื่อนของเขา ในขณะที่สายตาไม่ละออกจากสตรอว์เบอร์รี่ลูกโตบนเค้กนั่นแม้แต่น้อย มือเรียวค่อยๆบรรจงหยิบส้อมขึ้นมาก่อนจะตักชิมลิ้มรสความอร่อยของหวานชิ้นตรงหน้า
"วันนี้เลนโชคดีจังไม่โดนว่าเื่มาสาย.." พอร์ซีเลนเปิดบทสนทนาบทใหม่ขึ้นมาในขณะที่เ้าตัวกำลังฝังส้อมเข้าไปในเนื้อครีมเพื่อทะลุไปถึงเนื้อสปอจ์นเค้ก และลาเต้ที่กำลังดื่มดอปปิโอเพื่อปลุกตนเองอยู่
"ก็ถือว่าโชคดีที่แกไม่โดนหัวหน้าแผนกคาดโทษ" ลาเต้กล่าวจบก็วางแก้วดอปปิโอของตนลงเมื่อรู้สึกตื่นตัวขึ้นเล็กน้อย ก่อนสายตาของเขาที่กวาดไปทั่วร้านจะมาสะดุดตาร่างอันคุ้นเคย
เขารีบกลับมามองคนตัวเล็กที่กำลังมีความสุขกับการกินขนมตรงหน้าโดยนั่งหันหลังให้ร่างเป้าหมายนั่นอยู่
"ลาเต้ มันไม่อร่อยหรอ ทำไมแกกินไปนิดเดัยวเองอ่ะ?" พอร์ซีเลนถามด้วยสีหน้างุนงงเมื่อเห็นเพื่อนรักขอบตนวางแก้วไว้บนโต๊ะแต่ยังกำไม่ปล่อย แถมยังสติหลุดล่องเหมือนกำลังใช้ความคิดอยู่
"ปล่าวๆ อร่อยๆแค่วันนี้กูกลัวตาค้างพรุ่งนี้ตื่นไม่ไหวเฉยๆ" ลาเต้ตอบปัดๆไป
"แล้วนี่...เสร็จจากนี่เลนต้องไปทำอะไรมั้ย?" เขาเริ่มเข้าประเด็นทันทีเพราะร่างเป้าหมายตรงหน้าดูเหมือนจะเกิดเหตุการณ์เหนือการคาดหมายได้
"อืมมม ม่าย ไม่มีแล้วนะ เดี๋ยวเลนจะกลับห้องเลยอ่ะ" ' ขอบคุณพระเ้า ' ลาเต้คิดในใจหลังได้คำตอบที่้า
"งั้นรีบกินแล้วไปกันเถอะ เลนต้องไปทำงานต่อด้วยหนิใช่มั้ยนะ" ลาเต้ในท่าทีรีบร้อนแปลกๆเริ่มทะยอยเก็บของตนไปเรื่อยๆ คนตัวเล็กที่เห็นเช่นนั้นจึงออเออตามน้ำไปด้วย
"อื้อ 2คำสุดท้ายแล้ว เดี๋ยวมอคค่าอันนี้เลนถือไปกินไปดีกว่า" ว่าจบก็รีบตักเค้ก2คำสุดท้ายเข้าปากทันที ก่อนจะคว้าแก้วมอคค่าตรง
หน้าที่เหลือมากกว่าครึ่งแก้วไว้ในมือเรียว และลุกขึ้นตามลาเต้ที่ดูรีบร้อนเดินออกจากโต๊ะไป
ทว่าน่าเสียดาย...
ความหวังของลาเต้ไม่เป็จริง
จะออกจากร้านอยู่แล้วเชียว
สายตาของร่างเล็กดันสอดส่องไปทั่วจนเจอภาพคู่รักคู่นึงกำลังสวีตกันอยู่ใจกลางร้าน
"กินเยอะๆสิคะ จะได้อ้วนๆ"
"ฮืออ ถ้าอ้วนแล้ว พี่ชนา ไม่รักจะตีให้ตายเลย"
"ฮ่าฮ่า ไม่มีวันนั้นหรอกค่ะ"
เสียงสนทนาของคู่รักชายหญิงคู่หนึ่งดังขึ้นก้องให้หูตนตัวเล็กไปหมด ยิ่งพยายามหลอกตัวเองว่านั่นแค่คนหน้าเหมือน แฟนของเขา ที่ชื่อเหมือนกัน แต่ทั้งน้ำเสียง ใบหน้าที่ได้สัดส่วน การกระทำและพฤติกรรมที่บ่งบอกความเป็ตัวเองของชายร่างสูงคนนั้น ยิ่งทำให้คนตัวเล็กได้ยินเสียงบนสนทนาเมื่อครู่ห้องในใจวนนับ10รอบได้ อีกทั้งรอยยิ้มของทั้งคู่ที่มีให้ต่อกันดูแล้วช่างเป็รอบยิ้มที่แสนจริงใจนั่น
ร่างเล็กไม่เห็นมันตรงหน้ามานานแค่ไหนแล้วนะ..? ยิ่งมองยิ่งเหมือนถูกเข็มเล็กๆพุ่งตรงไปปักที่ดวงใจน้อยๆของเขา เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนตอนนี้บอบช้ำไม่เหลือซาก ขอบดวงตาเริ่มร้อนแ่ก่อนอาการมองไม่ชัดจะเริ่มทวีคูณขึ้น มือเล็กสั่นไปหมดเพราะพยายามห้ามความรู้สึกของตนในที่สาธารณะแบบนี้
ตุบ!
กลั้นไม่ไหวแล้ว..
แก้วมอคค่าในมือบางตกลงไปกระจายทั่วพื้นคาเฟ่ก่อนลาเต้จะวิ่งเข้ามาหวังปลอบใจเ้าของร่างเล็กแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว...
ร่างเล็กได้วิ่งหนีออกไปจากร้านเรียบร้อยแล้ว ทำเอาลาเต้หันไปมองชายร่างสูงที่ยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวอย่างไม่พอใจ แต่ก็เลือกที่จะรับผิดชอบเหตุการณ์ในร้าน ก่อนจะวิ่งตามร่างเล็กไปที่ห้องพักของเขาทันที