องค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】

    เล่มที่ 6 บทที่ 152 เจ้าเต็มใจหรือไม่?

            หลังจากส่งครอบครัวกลับไปแล้วอันซิ่วเอ๋อร์ก็อารมณ์ดีเป็นพิเศษ นางหยิบสะดึงออกมาปักผ้าต่อแต่ละวันนางจะแบ่งเวลามาปักครู่หนึ่งเสมอ ฝีมือจึงยังไม่ตกไป

            ยามนี้นางกำลังบรรจงปักอาภรณ์ตัวใหม่ที่ตั้งใจตัดเย็บให้จางเจิ้นอันคิดว่าเมื่อถึงคราวเปลี่ยนฤดูกาล เขาจะได้มีชุดใหม่สวมใส่

            เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปแสงตะวันเริ่มเลือนหาย บ่าวไพร่เข้ามาจุดโคมไฟในห้องเมื่อเห็นนางกำลังตั้งอกตั้งใจปักผ้า ก็มิกล้ารบกวนเพียงแต่ถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ

            "เหตุใดยังปักผ้าอยู่อีก"จางเจิ้นอันไม่รู้ว่ามาถึงตั้งแต่เมื่อใด เขาปรากฏตัวขึ้นเงียบๆด้านหลังนาง

            อันซิ่วเอ๋อร์รีบวางงานปักในมือลงหันมายิ้มให้เขา "วันนี้ท่านกลับมาเร็วจังนะเจ้าคะ"

            "เร็วหรือข้าว่าเจ้าต่างหากที่มัวแต่ตั้งอกตั้งใจกับงานปักจนลืมเวลา ยามนี้ยามไฮ่ [1]แล้วนะ" จางเจิ้นอันนั่งลงข้างๆ นาง

            "ยามไฮ่แล้วหรือเจ้าคะ?เป็นไปไม่ได้ ท่านหลอกข้าเล่นกระมัง?" อันซิ่วเอ๋อร์ไม่อยากจะเชื่อนางเพิ่งปักดอกไม้ไปได้ดอกเดียว กลับดึกถึงเพียงนี้แล้ว

            "ข้าจะหลอกเจ้าไปทำไม"จางเจิ้นอันโอบนางเข้ามากอด กล่าวว่า "เมื่อครู่เสียงกลองยามก็ดังแล้วเจ้าไม่ได้ยินหรือ? จริงสิ แล้วเจ้าทานอาหารเย็นหรือยัง?"

            "ยังไม่ได้ทานเจ้าค่ะ"อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้า จางเจิ้นอันขมวดคิ้วทันทีรีบหันไปสั่งบ่าวไพร่ให้ยกอาหารมา พอหันกลับมาก็ทำเสียงดุใส่ภรรยา "กำลังจะเป็นแม่คนอยู่แล้ว เหตุใดถึงลืมแม้กระทั่งเรื่องกินข้าวเจ้าคิดจะปล่อยให้ลูกเราอดไปด้วยหรือไร"

            "ข้าไม่ได้ลืมเสียหน่อยข้าเพิ่งดื่มซุปไปชามหนึ่ง ตอนนี้ยังไม่หิวเลยเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์แก้ตัว

            แต่จางเจิ้นอันไม่ฟังคำนางเขาหยิกปลายจมูกมนของนางเบาๆ เป็นเชิงลงโทษ รอจนอาหารยกมาถึงเขาก็นั่งเฝ้านางทานอยู่ข้างๆ บังคับให้นางทานข้าวให้หมดชามจนได้

            อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกเหมือนกำลังได้รับทั้งความสุขและความทุกข์ระคนกันไป

            หลังทานอาหารเสร็จนางก็นั่งปักผ้าต่อใต้แสงโคม พลางกระซิบกระซาบพูดคุยกับจางเจิ้นอันไปด้วยถามเขาว่าเหตุใดช่วงนี้ถึงกลับมาเร็วจางเจิ้นอันเพียงตอบว่าอยากกลับมาอยู่เป็นเพื่อนอันซิ่วเอ๋อร์ก็เงยหน้าส่งยิ้มหวานให้ จางเจิ้นอันเหลือบมองนางทั้งสองสบตากันเนิ่นนาน ความรักความผูกพันอบอวลไปทั่ว

            ขณะเดียวกันนั้นจางเจิ้นผิงกลับมาจากข้างนอกด้วยสภาพเมามายเมื่อเย่จิ้งซูเห็นจางเจิ้นผิงมีแต่กลิ่นเหล้าคละคลุ้ง คิ้วของนางก็ขมวดมุ่นทันทีสตรีสูงศักดิ์เช่นนาง ไม่ได้เห็นจางเจิ้นผิงผู้นี้อยู่ในสายตาอยู่แล้วการแต่งงานครั้งนั้นล้วนเป็นไปอย่างไม่เต็มใจนัก พอเห็นสภาพเมามายไร้สติของเขาเช่นนี้ความไม่พอใจก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที

            "ท่านไปเถลไถลที่ไหนมาอีก!"นางไม่อาจรักษาท่าทีสงบเสงี่ยมไว้ได้อีกต่อไปอดไม่ได้ที่จะตวาดถามออกไป

            "ข้าจะไปไหนมันเรื่องอะไรของเจ้า" จางเจิ้นผิงสวนกลับทั้งสองแต่งงานกันได้เพียงไม่กี่เดือน ความสัมพันธ์ก็เริ่มระหองระแหงเสียแล้ว

            เย่จิ้งซูถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะก่อนจะกล่าวว่า "ที่ข้าทำไปก็เพื่อท่านทั้งนั้นแล้วนี่ยังมาตวาดข้าอีกหรือ ท่านรู้หรือไม่ว่าแต่ละวันพี่ใหญ่ของท่านทำอะไรบ้างแล้วตัวท่านเองเล่าทำอะไรอยู่ ท่านจะเอาอะไรไปสู้เขาได้"

            "ข้าไม่อยากสู้กับเขา!ถ้าเจ้าเห็นว่าเขาดีนัก ก็ไปแต่งกับเขาสิ! น่าเสียดาย ที่เขาคงไม่ชายตาแลเจ้าหรอก!"สิ่งที่จางเจิ้นผิงเกลียดที่สุดคือการถูกนำไปเปรียบเทียบกับจางเจิ้นอันเขาจึงโพล่งวาจาแทงใจดำของเย่จิ้งซูออกมาทันทีคำพูดนั้นช่างแหลมคมราวกับมีดกรีดกลางใจนาง

            เย่จิ้งซูโกรธจัดนางอุตส่าห์หวังดี แต่คนผู้นี้กลับไม่สำนึก หากเป็นปกติด้วยนิสัยของนางคงไม่คิดจะใส่ใจเขาอีก แต่เมื่อคิดว่าตนยังต้องพึ่งพาเขาอยู่นางจำต้องปรับท่าทีให้อ่อนลง

            นางกลอกตาคราหนึ่งน้ำตาก็พลันเอ่อคลอ นั่งลงริมหน้าต่างแล้วเริ่มสะอื้นไห้

            แม้จางเจิ้นผิงผู้นี้จะไม่ได้เรื่องแต่สิ่งหนึ่งที่เขาทนเห็นไม่ได้คือสตรีร้องไห้ยิ่งเป็นคนแข็งกระด้างอย่างเย่จิ้งซูด้วยแล้ว พอเห็นนางร่ำไห้เช่นนี้ใจเขาก็อ่อนยวบลง ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง เดินเข้าไปนั่งข้างๆ นาง กล่าวว่า"โธ่ เจ้าอย่าร้องไห้เลย"

            เย่จิ้งซูไม่สนใจยังคงร้องไห้ต่อไป จางเจิ้นผิงจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าส่งให้ นางไม่รับเขาจึงถือผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาให้นางเองใบหน้าหล่อเหลาแต่ไร้ความสามารถฉายแววสงสารอยู่หลายส่วน"โธ่ อย่าร้องไห้เลยน่า พอเจ้าสะอื้น ข้าก็พลอยปวดใจไปด้วย"

            อย่างไรเสียทั้งสองก็เติบโตมาด้วยกัน แม้ความสัมพันธ์จะมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องแต่ก็ใช่ว่าจะไร้ความรู้สึกต่อกันเสียทีเดียว

            "ข้าทำดีต่อท่านแต่ท่านกลับคิดว่าข้าจะทำร้ายท่านเสมอ ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าว่าพวกเราก็อย่าอยู่ด้วยกันอีกเลย ข้าเก็บของกลับบ้านเดิมดีกว่าตระกูลจางของพวกท่าน ข้าเอือมระอาเต็มทนแล้ว!" เย่จิ้งซูพลันระเบิดอารมณ์ออกมา

            ท่าทีเช่นนี้ทำให้จางเจิ้นผิงตกใจไม่น้อยเขาไม่เคยเห็นนางเกรี้ยวกราดถึงเพียงนี้มาก่อน รีบถามว่า"เกิดอะไรขึ้น? ใครทำให้เจ้าโกรธ?"

            "ท่านว่าใครล่ะ?"เย่จิ้งซูสะอึกสะอื้นพลางปรับทุกข์ "ปกติข้าต้องทนรับอารมณ์ของท่านแม่สามีในเรือนก็หนักหนาพอแล้วนี่ยังต้องมาถูกนังหญิงบ้านนอกนั่นเยาะเย้ยอีก เรื่องนั้นข้าพอทนได้แต่นี่แม้แต่ท่านก็ยังไม่เห็นหัวข้า ที่ข้ายังทนอยู่ที่นี่ไม่ใช่เพราะเพื่อท่านหรอกหรือ?"

            "เพื่อข้า?"จางเจิ้นผิงได้ยินดังนั้นก็พลันห่อเหี่ยวลง เขาทิ้งผ้าเช็ดหน้าในมือกล่าวว่า "เพื่อข้า คงไม่ใช่กระมังข้าจำได้ว่าตอนนั้นเป็นเจ้าเองที่อยากแต่งกับข้าไม่ใช่หรือทั้งยังบอกว่าจะช่วยข้าแก้แค้นพี่ใหญ่"

            "ตอนนั้นข้าก็แค่พลั้งปากไปข้ายอมรับว่าขุ่นเคืองการกระทำของจางเจิ้นอันจริงแต่ข้าก็เลือกที่จะแต่งกับคนอื่นได้นี่นา เหตุใดข้าถึงเลือกแต่งกับท่านเล่า?"เย่จิ้งซูกล่าว น้ำเสียงอ่อนลงทันควัน "ก็เพราะข้ามีใจให้ท่านอย่างไรล่ะพวกเราเติบโตมาด้วยกัน ข้าจะทนเห็นทุกสิ่งที่เป็นของท่านถูกคนอื่นแย่งชิงไปได้อย่างไร?"

            "ท่านกำพร้าบิดาแต่เล็กเติบโตมาภายใต้ร่มเงาของพี่ชาย กว่าจะสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้กลับต้องถูกเขากลับมาแย่งชิงทุกอย่างไป ข้าถามท่านหน่อย ท่านยอมหรือ? ท่านเต็มใจสละทุกอย่างให้คนอื่นไปง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?"

            เย่จิ้งซูโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูเขาด้วยเสียงนุ่มนวล"ที่ข้าแต่งกับท่าน ไม่ใช่แค่เพราะเกลียดชังจางเจิ้นอันแต่เพราะข้าสงสารท่าน ข้าอยากช่วยท่านทวงทุกสิ่งที่เป็นของท่านคืนมามีเพียงข้าเท่านั้น ที่จะยืนหยัดอยู่ข้างท่านเสมอ"

            จางเจิ้นผิงเงยหน้าขึ้นสบตาเย่จิ้งซูตรงๆ ขนตาของนางยังเปียกชื้นจากหยาดน้ำตาดูน่าเวทนาและยั่วยวนใจในคราวเดียวกัน เขามองนางนิ่งจิตใจราวกับถูกคลื่นซัดสาดเบาๆ

            "ท่านต้องรู้ว่าตอนที่ท่านแม่ให้ข้าร่วมมือกับท่านวางแผนกำจัดเขา ข้าก็มิได้ปฏิเสธแม้แต่คำเดียวนั่นมิใช่เพียงเพื่อตระกูลของข้าหรอกหรือ? ท่านหารู้ไม่ว่าส่วนหนึ่งข้าทำไปก็เพื่อท่าน เพราะหากเขาไม่ไปก็จะไม่มีใครรู้ว่าท่านคือคุณชายรองแห่งตระกูลจาง ในสายตาคนอื่นท่านก็จะเป็นเพียงเงาที่ไร้ตัวตนตลอดไป"

            "พอเถอะอย่าพูดอีกเลย!" เมื่อนึกถึงเรื่องในอดีตหัวใจของจางเจิ้นผิงก็เจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ดวงตาทั้งสองแดงก่ำขึ้นมา

            ไม่มีใครรู้ว่าลึกๆแล้วเขาก็ต้องการเป็นที่ยอมรับเช่นกันและไม่มีใครรู้ว่าในใจเขานั้นมีความทะเยอทะยานซ่อนอยู่เขารู้สึกเสมอว่าตราบใดที่ยังมีจางเจิ้นอันอยู่ เขาก็ไม่มีวันได้ผงาดขึ้นมา

            "ท่านอย่าโกรธเลย"เย่จิ้งซูขยับเข้าไปใกล้ ใช้มือลูบแผงอกเขาเบาๆ กล่าวว่า"ที่ข้าพูดไปทั้งหมด ก็แค่อยากให้ท่านเข้าใจมากขึ้นเท่านั้นท่านจำได้หรือไม่ คราวก่อนที่ท่านอุตส่าห์สานสัมพันธ์กับทางราชสำนักได้หวังจะนำพาตระกูลให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น แต่พอเขากลับมา เรื่องนั้นก็พังทลายลงท่านยอมรับได้หรือ? ความพยายามทั้งหมดของท่าน ในสายตาคนอื่นกลับไร้ค่าสิ้นดี!"

            เย่จิ้งซูเค้นถามย้ำอีกครั้ง

            "ข้าย่อมไม่ยอมแต่พวกผู้อาวุโสเหล่านั้นล้วนเข้าข้างเขา พวกพ่อค้าก็เชื่อฟังเขาแถมในมือเขายังกุมกองกำลังคุ้มกันตระกูล นั่นต่างหากคืออำนาจที่แท้จริง!"จางเจิ้นผิงกล่าวอย่างอ่อนแรง

            เย่จิ้งซูได้ยินเขาพูดเช่นนั้นในใจก็พลันบังเกิดความรู้สึกดูแคลน 'ช่างเป็นคนไร้ประโยชน์เสียจริง!'แต่นางก็ยังคงพูดโน้มน้าวต่อไป "ใช่แล้วท่านลองคิดดูสิ นี่เพิ่งผ่านไปยังไม่ถึงปีเขาก็แย่งชิงทุกอย่างที่เป็นของท่านไปเกือบหมดแล้ว หากปล่อยให้เวลาผ่านไปอีกตระกูลจางแห่งนี้จะยังมีที่ให้ท่านยืนอยู่อีกหรือ?"

            จางเจิ้นผิงส่ายหน้าอย่างสิ้นหวังสติที่เคยพร่าเลือนเพราะฤทธิ์สุรา บัดนี้สร่างไปเกือบหมดแล้ว

            "ท่านไม่อยากทวงคืนสิ่งที่เป็นของตนเองหรือ?"เย่จิ้งซูถาม

            "ข้าย่อมอยากแต่ข้าจะทำอะไรได้เล่า?" จางเจิ้นผิงสิ้นหวังอย่างแท้จริงคำตอบนี้ แม้จะตอบเย่จิ้งซู แต่ก็เหมือนกำลังตอบตัวเอง

            "ท่านทำได้"เย่จิ้งซูกล่าว พลางยกมือทำท่าปาดคอตัวเอง "ขอเพียงแค่เขา... หายไป ทุกอย่างในตระกูลจางก็จะเป็นของท่านมิใช่หรือ?"

            "เจ้าพูดอะไร?"เมื่อเห็นสีหน้าอำมหิตของเย่จิ้งซูฤทธิ์สุราของจางเจิ้นผิงก็สร่างสนิท "เจ้าจะให้ข้าฆ่าพี่ชายตัวเองหรือ?"

            "ไม่ใช่ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น" เมื่อเห็นเขาตกใจถึงเพียงนี้นางก็ไม่กล้าผลักดันต่อ รีบเปลี่ยนแผน "พี่ชายท่านห่วงใยนังหญิงบ้านนอกคนนั้นมากมิใช่หรือ?ขอเพียงท่านจับตัวนางไปเป็นตัวประกันเขาจะไม่ยอมทำตามที่ท่านต้องการได้อย่างไร"

            "ไม่ได้!อย่างไรเสียนางก็เป็นพี่สะใภ้ข้า ทั้งยังท้องลูกของเขา ซึ่งก็คือหลานของข้า"จางเจิ้นผิงพึมพำ

            เย่จิ้งซูเห็นท่าทีปอดแหกของเขาแล้วก็ให้เดือดดาลในใจแต่ยังคงต้องเกลี้ยกล่อมต่อไป "ใช่แล้วนางกำลังท้องลูกของเขา รอจนลูกนางคลอดออกมา ครอบครัวของพวกเขาก็ยิ่งสมบูรณ์ตระกูลจางแห่งนี้ก็ยิ่งไม่มีที่ให้ท่านยืน"

            "แต่ว่า..."จางเจิ้นผิงยังคงลังเล เขาตัดสินใจไม่ได้ ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า"เรื่องนี้ เอาไว้ค่อยว่ากันเถอะ"

            กล่าวจบเขาก็เดินพรวดออกไปข้างนอกไม่กล้าอยู่ในห้องนี้อีกต่อไป เขารู้สึกว่ายามที่สตรีผู้นี้อำมหิตขึ้นมาแม้แต่เขาก็ยังหวาดหวั่น นางราวกับปีศาจที่กำลังหลอกล่อเขาเกรงว่าหากอยู่นานกว่านี้ ตนเองคงไม่อาจต้านทานการยุยงของนางได้

            "เดี๋ยวสิ!"เย่จิ้งซูหมายจะรั้งเขาไว้พูดคุยต่อ แต่เขากลับเดินจากไปเสียแล้วนางทำได้เพียงกระทืบเท้าอย่างขัดใจอยู่เบื้องหลัง พร้อมสบถออกมาเบาๆ "คนไม่ได้เรื่อง!"

            ในสายตาของนางจางเจิ้นผิงคือบุรุษที่ไร้ประโยชน์ แต่คนไร้ประโยชน์ผู้นี้กลับขี้ขลาดตาขาวนางอุตส่าห์เผยแผนการออกไปแล้ว ลดตัวลงมาถึงเพียงนี้แล้วแต่เจ้าคนไม่ได้เรื่องนี่กลับมาลังเลในนาทีสุดท้ายแล้วนางจะแต่งกับคนเช่นนี้ไปเพื่ออะไรกัน!

            นางทั้งโกรธทั้งแค้นส่วนจางเจิ้นผิงนั้นหวาดกลัวจนถึงขีดสุดเขาไม่คาดคิดว่าเย่จิ้งซูจะคิดแผนการชั่วร้ายเช่นนี้ออกมาได้ เขาไม่อยากทำหากทำลงไปจริง เขาจะต่างอะไรกับเดรัจฉาน

            แต่เหตุใดกัน...เมื่อเดินออกมาด้านนอก รับลมเย็นๆ พัดผ่านไปแล้วความคิดในหัวกลับไม่ได้แจ่มชัดขึ้น ตรงกันข้าม ภายใต้ความเงียบสงัดนี้เขากลับได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นระรัว

            ตึกตัก ตึกตัก

            ในอกราวกับมีกวางป่ากำลังวิ่งพล่านราวกับจะทะลุออกมาจากอกให้ได้ กว่าที่หัวใจของเขาจะค่อยๆ สงบลง กลับสู่จังหวะปกติ

            เชิงอรรถ

            [1] เวลา 21.00 -23.00 น.

             

    คล้ายกับเรื่ององค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】 ที่คุณอ่าน