บทที่10 เสื้อที่ขาด
หลังจากหลินเยว่อิงและผู้ติดตามได้ในสิ่งที่้าแล้วพวกนางก็เดินทางกลับไปยังเมืองหงเฟย หลังจากเดินทางออกจากสุสานผนึกศาสตราหลินเยว่อิงก็นั่งเงียบไม่พูดจาสิ่งใด ทำทุกคนเป็กังวลว่านางเป็อะไรหรือเกิดอะไรขึ้นกับนาง
“เยว่อิง เ้าเป็อะไร ั้แ่ออกจากที่นั่นเ้าก็ไม่พูดจาสิ่งใด เหมือนเ้ามีเื่อะไรในใจ”
“ท่านแม่ข้าไม่ได้เป็อะไรแต่มีเื่ที่ข้าคิดไม่ตกจริงๆ แต่ตอนนี้ข้าคิดตกแล้ว และตัดสินใจแล้ว”
“เ้ามีเื่อะไร บอกให้แม่ฟังได้ไหม ตอนนี้ก็มีแต่คนของเรามีอะไรที่เ้าลำบากใจ”
“ท่านแม่พิษนั่นที่ข้าได้รับตอนเป็ทารกท่านจำได้หรือไม่”
“จำได้ ตอนนี้แม่ก็พยายามหา ดอกเพลิงสีชาดที่เ้า้าอยู่ แต่มันเป็พืชที่หายาก จนตอนนี้ก็ยังหาไม่ได้พิษของเ้ากำเริบขึ้นมาหรือ ถึงได้พูดขึ้นมา”
“เปล่าท่านแม่ด้วยพลังปราณที่อาจาร์ยผนึกมันไว้ และตัวข้าเองก็สามารถพัฒนามาจนถึงขั้นนี้พิษนั่นข้ายังสามารถสะกดมันได้อยู่ แต่หลังจากที่เกิดเื่ครั้งนี้ขึ้นทำให้ข้าตระหนักได้ว่า การรออาจไม่ใช่ทางที่ดี ข้านั่นลืมไปสนิทว่ายุทธภพนี้ต่อให้มีพลังร้ายกาจมากแค่ไหน แต่เมื่อเจอกับเล่ห์เหลี่ยมของคนก็อาจจะไม่สามารถทำอะไรก็ได้ เมื่อเราตกลงไปในเล่ห์ของคนพวกนั่นครั้งนี้ข้าถูกวางยาสลบโดยไม่รู้ตัว หากเขาเอาชีวิตข้าข้าคงตายไปแล้วข้าจึงตัดสินใจแล้วว่าข้าจะไม่รอ ดอกเพลิงสีชาด เพื่อแก้พิษอีกแล้วแต่ข้าจะฝึกวิชากายพิษนิรันดร์ หากข้าฝึกวิชานี้สำเร็จ จะไม่มียาใดหรือพิษใดที่ใช้ได้ผลกับข้าอีกต่อให้พิษนั่นจะรุนแรงและร้ายกาจที่สุด หากมีกายพิษนิรันดร์ยิ่งได้รับพิษมากเท่าไรก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก”
“เป็วิชาที่ร้ายกาจมาก แล้วทำไมเ้าถึงไม่ฝึกมันั้แ่แรกหากมันดีแบบนี้ เ้าจะได้ไม่ต้องหายาแก้พิษให้เสียเวลา อีกอย่างเ้าเคยบอกแม่ว่าเ้ามีเวลาถึงอายุ20”
“ใช่แล้วท่านแม่ และนี้เป็เหตุที่ข้ายังไม่ยอมฝึกวิชาให้เข้าสู้ระดับที่7อย่างที่เคยบอกพวกท่านไป วิชาในใต้หล้าฝึกมาถึงที่สุด ทั้งพลังปราณ พลังกายพลังจิติญญา จะอยู่ในระดับ6 แต่การจะเข้าสู้ระดับที่7 ที่เรียกว่าขั้นเซียนมนุษย์คนๆนั่นต้องขัดเกลาวิชาของตนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อแตกฉานอย่างถึงที่สุดเพื่อเข้าถึงวิชานั่น ระดับ7 จึงเรียกอีกอย่างว่าระดับเซียนผู้ฝึกกระบี่ ก็จะเข้าถึงเซียนกระบี่ ผู้ฝึกดาบก็เข้าถึงเซียนดาบผู้ฝึกหอกจะเข้าถึงเซียนหอก ซึ่งคนที่เข้าถึงระดับ7 ชั้นเซียน จะแตกฉานในทุกสิ่งที่ตนมีรวมทั้งพลังก็จะยกระดับขึ้น ด้วยสภาวะจิตที่แตกฉาน พิษในกายข้าหากไม่กำจัดมันออกไปเมื่อเข้าสู้ชั้นเซียน พิษมันก็จะถูกยกระดับขึ้นไปด้วยและข้าไม่อาจมั่นใจได้เลยว่า เมื่อเป็แบบนั่น พิษนี้จะรุนแรงและแข็งแกร่งขึ้นมากแค่ไหนหากข้าไม่สามารถควบคุมมันได้ นั่นก็คงเป็จุดจบของชีวิตและข้าไม่อาจจะรออีกได้แล้ว ข้าจะทำให้พิษนี้ของส่วนหนึ่งในกายข้าด้วยวิชากายพิษนิรันดร์ หลักจากนั่นข้าจะขัดเกลาตนเข้าสู้ระดับที่7 และด้วยเหตุเดียวกันนี้คนทั้งหลายต่อให้เป็ผู้มีพร์แต่บ้างคนกลับไม่สามารถขึ้นไปสู้ระดับ 7 ได้ถ้าหาก่เวลาที่เขาฝึกมาตลอดนั่นทำบ้างสิ่งพลาดไป มีในสิ่งที่ไม่ควรมีหรือขาดในสิ่งที่ขาดไป สำหรับท่านแม่แล้ว จุดอ่อนของท่านคือร่างกายที่ไม่ได้ฝึกยุทธมาั้แ่เด็กท่านจึงไม่สามารถขึ้นสู้ระดับหกขั้นสูงสุดได้แต่ท่านแม่หากท่านแตกฉานในวิชาของท่านอย่างดีแล้ว โอกาสที่ท่านจะขึ้นไปสู้ระดับ7ก็อาจจะเป็ไปได้ แต่ท่านอาจจะต้องลำบากกว่าผู้อื่นมาก”
“ไม่เป็ไรจ่ะ อนาคตแม่จะก้าวไปได้ไกลแค่ไหนก็เป็เื่ของอนาคต”
“และที่ข้าไม่อยากฝึกวิชากายพิษั้แ่แรกเพราะ ผู้ที่ฝึกต้องกินสมุนไฟรและพิษมากกว่า 100 ชนิดเป็อย่างน้อย และเพื่อที่จะทำการหลอมเอาสมุนไฟรและพิษนั่นเป็กายพิษข้าจะต้องใช้พลังมากกว่า 7 ใน 10 ส่วน ตลอดระยะเวลาในการฝึกจนกว่าจะสำเร็จเมื่อฝึกวิชานี้จะทำให้ข้าใช้พลังของตนได้ไม่เกิน 3 ส่วน และยังไม่หมดเท่านั่นก่อนที่จะสำเร็จวิชานี้ ในคืนที่ดวงจันทร์มืดสนิท ในแต่ละ เดือนนั่นจะมี 1 คืนที่พิษจะกำเริบ เ็ป และใช้พลังไม่ได้ เพราะคืนที่ดวงจันทร์มืดสนิท จะเป็คืนที่พลังหยินแรงมากกว่าปรกติ การฝึกนี้ คิดว่าคงต้องใช้เวลาอย่างน้อย3ปีอย่างมากไม่เกิน4ปี ทีแรกคิดว่าจะรอให้ถึงอายุ16 ถ้าหากยังหายาแก้พิษไม่ได้ก็จะฝึกมัน แต่วันนี้ ข้าตัดสินใจจะฝึกมัน”
“เยว่อิง แม่ว่าวิชานี้มันทรมานเกินไปแม่ว่าเ้ารออีกสักหน่อย เพื่อจะหา ดอกเพลิงสีชาด เจอก็ได้นะ”
“ไม่แล้วท่านแม่ ข้าไม่รออีกแล้ว อนาคตหากมีคนคิดจะใช้เลห์เหลี่ยมกับข้าอีกข้าจะได้ไม่ต้องกลัวสิ่งใด ข้อเสียและข้อดีของกายพิษนี้ยังมีอีกข้าบอกให้ท่านแม่และทุกคนรู้เอาไว้ อนาคตหากท่านหรือคนในครอบครัวจะบังคับให้ข้าแต่งงานก่อนที่ข้าจะฝึกสำเร็จ ท่านจะต้องห้ามไม่ให้ข้าออกเรือนเด็ดขาด”
“ทำไมลูก วิชานี้มันเกี่ยวกับการแต่งงานของเ้าอย่างไร”
“หากข้าฝึกวิชานี้แล้ว ข้อดีก็คือสามารถต้านพิษและยาได้ทั้งหมด เืสามารถเป็ยาแก้พิษให้แก่พวกผู้อื่นได้ไม่ว่าจะเป็พิษอะไร แต่ก็สามารถกลายเป็พิษร้ายที่ฆ่าคนได้เช่นกันและข้อเสียอย่างสุดท้ายที่ทำให้ข้ากังวลมากที่สุด คือ คู่ครองของข้า หากชายใดได้เป็คู่ครองกับข้าแล้ว เขาก็จะได้ความสามารถการต้านพิษนั่นไปเช่นกันจะไม่มีพิษใดที่ทำอะไรเขาได้ แต่ข้ากับเขาต้องแลกดื่มเืกันและกันในทุกคืนเดือนมืด ไม่เช่นนั่นพิษจะย้อนกลับ ทำให้ข้าและเขานั่นต้องตาย ข้าเกลียดการที่ต้องฝากชีวิตไว้กับผู้อื่นมากที่สุดเมื่อข้าฝึกวิชานี้แล้ว ข้าคิดแล้วว่าจะไม่มีคู่ครองเด็ดขาดหรือถ้ามีก็มีได้เพียงผู้เดียว ข้าก็เลยบอกให้ท่านได้รู้ไว้”
“แบบนี้ไม่ดีเลยลูก เ้าอย่าฝึกวิชานี้เลยแม่ว่ามันร้ายมากกว่าดี”
“ท่านแม่ ท่านคิดว่าลูกมีทางเลือกมากหรือไม่ดอกเพลิงสีชาด เราก็หามาหลายปี ก็ไม่มีวี่แววอะไรเลย หากยังให้รอต่อไปอีกอนาคตก็ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ครอบครัวเราก็มีศัตรูที่ซ่อนอยู่ทั้งการตายของแม่แท้ๆของข้า ป้าสะใภ้ที่พยายามฆ่าข้าในตอนนั่นอีกจนตอนนี้เราก็ยังไม่รู้ว่านางเป็คนของใคร แล้วไหนจะท่านพ่อที่ทำาอีกหลายปีมานี้ท่านปกป้องบ้านเมืองจนมีชื่อเสียง ผู้คนพูดถึงแต่ท่านพ่อบอกว่ามีความสามารถมากกว่า ฮ่องเต้ เป็แบบนี้ต่อไป อย่าว่าแต่เื่ในครอบครัวเลยศึกภายนอกก็อาจจะมาถึงเราเข้าสักวัน ข้าไม่มีคู่ครองก็ไม่เป็ไรเราต้องรักษาชีวิตไว้ก่อนนะท่านแม่”
“ถึงยังไง แม่ก็ไม่เห็นด้วยแต่แม่ก็ไม่อาจโต้เถียงกับสิ่งที่เ้าพูดมา เอาเถอะ เมื่อมันเป็แบบนี้เราก็ต้องต่อสู้กันไป พวกเ้าสามคนจากนี้ ห้ามอยู่ห่างกายของเยว่อิงจนกว่านางจะฝึกสำเร็จ เ้าต้องคุ้มครองนางให้ดี”
“ครับ” “ค่ะ”
“จากนี้ข้าคงต้องฝากพวกเ้าด้วย หลักจากที่ถังเทียนทวงคืนตระกูลสำเร็จ ด้วยการค้าสมุนไพร รายใหญ่ 1ใน3 ของเมืองหลวงคงไม่ใช้เื่ยากที่จะหาสมุนไพร และพิษที่ข้า้า ใกล้จะถึงวันประลองของสำนักกระบี่สาดส่องเ้าอย่าทำให้ข้าต้องผิดหวังแล้วกัน”
“คุณหนูวางใจ ด้วยสิ่งที่ข้ามีตอนนี้ข้ายังไม่เห็นผู้ใดในสำนักกระบี่สาดส่องที่จะฆ่าข้าได้ต่อให้เป็ท่านลุงของข้าก็ตาม”
“ถ้าอย่างนั่น แม่จะขัดเกลาวิชาของตนเองกับร่มนี้ แม่จะต้องแตกฉานในร่มนี้และเข้าถึงเซียนกระบี่วันที่แม่เป็เซียนกระบี่ วันนั่นจะได้ไม่มีใครกล้าแตะต้องเ้า”
“พวกข้าเองก็เช่นกัน เพื่อที่คุณหนูจะได้อยู่อย่างสุขสงบพวกข้าจะเข้าถึงเซียนให้ได้ ไม่สิ ต้องถึงระดับเซียน์ขั้นที่ 8 ไปเลยจะได้ไม่มีใครกล้ายุ่งกับพวกเรา”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ระดับ 8 เป้าหมายสูงมากหากพวกเ้าเข้าถึงได้ ก็คงได้เป็ปรมาจาร์ยของโลกใบนี้แล้วเพราะในตอนนี้ยังไม่มีใครที่เข้าถึงในระดับนี้ได้เลย ถึงในอดีตจะมีก็เถอะ”
“ท่านรู้จักคน คนอยู่ในระดับนั่นด้วยหรือบอกพวกเราได้หรือไม่”
“ผู้ก่อตั้งสำนักเขาบรรพตคือหนึ่งในนั่น แต่ถึงรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์คนเหล่านั่นไม่อยู่แล้ว อนาคตจะเข้าถึงได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับพวกเ้าเองแล้ว”
ในขณะที่เื่ราวทางด้านหลินเยว่อิงดำเนินต่อไปทางเมืองหลวงเอง ทางด้านของ ตงฟาง ก็เริ่มลงมือตามที่หลินเยว่อิงได้บอกไว้
“หลิงเซียง วันนี้ท่านเลิกงานแล้วจะไปที่ใด”
“ทำไมไปหลี่เ้าจะชวนข้าไปดื่มเหล้าอีกหรือไง ครั้งที่แล้วคิดจะมอมเหล้าข้าแต่เ้ากลับคอพับไปสะเอง”
“ข้ายังไม่ได้ เอ่ยปากเลย ข้าแค่จะบอกว่า โอกาสของข้ามาถึงแล้ว”
“โอกาสอะไร”
“รองผู้บัญชาการตงฟาย ชวนข้าไปดื่มเหล้าคืนนี้อย่างที่รู้กันว่า เขานั่นแข็งแกร่งที่สุด หากข้าเป็พวกเขาอนาคตข้าก็จะได้เกาะเขาเจริญไปด้วยกัน”
“นี้เ้าอย่าเพิ่งเพ้อฝันไป ตอนนี้คนที่เข้าหาเขาก็มีอยู่มากการที่เขาชวนเ้าไปดื่ม ก็อาจจะแค่จะใช้งานเ้าก็เท่านั่น”หลิงเซียง คิดในใจ จากที่ดูมาตลอด ตงฟางก็ไม่เคยจะผูกมิตรกับใครมากนักและไม่เคยเห็นชวนหัวหน้าคนไหนไปกินดื่ม แต่ครั้งนี้กลับชวน ไปหลี่ไปหรือตงฟางจะเล่นพรรคเล่นพวกเพื่อ ตำแหน่ง ผู้บัญชาการสำนักต้าหลี่ แล้วจริงๆ
“เ้าจะรู้อะไร ข้านะเป็คนมีความสามารถหากเข้า้าข่าวสาร ข้าก็เป็ตัวเลือกที่ดีที่จะเอามาเป็พวกไม่ใช่หรือครั้งนี้ข้าต้องต่อรองกับเขาให้มากสักหน่อย หรือจะเป็ ตำแหน่ง รองผู้บัญชาการเ้าว่าข้าเหมาะไหม”
“ยิ่งฟัง เ้ายิ่งเพ้อเจ้อเขาชวนไปกินที่ไหนละ เพื่อข้าจะไปกวนเ้า ให้เขาไม่รับเ้าอีกดีไหม”
“อย่านะ หลิงเซียง ถึงเ้าอยากไปก็คงไม่ได้เพราะเขาชวนข้าไปล่องเรือ กลางน้ำ”
“ไปล่องเรือ นี้เขาจะเอาเ้าไปเป็พวกหรือชวนเ้าไปเกี้ยวกันแน่”
“เ้าอย่าพูดแบบนั่น ข้ามีท่านคนเดียวในหัวใจไม่อาจมีใครได้อีก การที่เขาชวนข้าไปในที่ที่คนอื่นฟังไม่ได้ แน่นอนก็ต้องเป็เื่ผลประโยชน์อยู่แล้วอีกอย่างท่านตงฟางเขาชอบผู้หญิงต่างหาก”
“เ้ารู้ได้ยังไง ก็มีคืนหนึ่งข้าเห็นหญิงงามมากผู้หนึ่งข้าเลยอยากรู้ว่านางเป็คนบ้านไหน จึงตามนางไป แต่เ้ารู้ไหมว่านางไปที่ใด”
“ไปที่ใด”
“บ้านของตงฟางยังไงละและนางก็ไม่ออกมาเลยทั้งคืน จนตอนเช้า ก็มีแต่ตงฟางที่เขาออกมาชายหญิงอยู่กันในบ้าน 2 ต่อ 2 เ้าคิดว่าเขาจะทำอะไรกัน”
“เ้าจะบ้าหรือ เ้าก็รู้ว่าตงฟางเป็อะไรแล้วเขาจะมีหญิงได้ยังไง”
“ไม่เลย ไม่เลย ข้าไปสืบมาแล้วตงฟางไม่มีญาติพี่น้องหรือน้องสาว นางไม่ใช่ญาติของเขาแน่ๆและข้ายังเคยตามดูนางอีกครั้ง ก็ยังคงไปมาหาสู้กับตงฟาง ทุกครั้งที่นางมาจะอยู่กับตงฟางทั้งคืน ข้าก็ไม่รู้ว่าเขาทำได้ยังไง แต่เขามีหญิงในดวงใจแล้วแน่ๆเฮอออ! นางช่างงดงามจริงๆ งามกว่านางคนิกาอันดับหนึ่งของเมืองหลวงเสียอีก”
“รู้สึกว่าเ้า จะรู้จักสาวงามหลายคนนะแล้วบอกมีข้าคนเดียว เ้านี้มัน เชื่อถือไม่ได้เลยจริงๆ”
“ท่านหลิงเซียง ข้าก็แค่ผู้ชายทั่วไปเห็นสาวงามก็ต้องมองเป็ธรรมดา แต่ข้าไม่คิดอะไรกับพวกนางเลยนะ มีแค่ท่านที่ข้าคิด”
“นี้เ้าอยากตายใช่ไหม”
‘ข้าไม่กล้า ข้าไม่กล้า”
“ปากบอกแค่มอง แต่ตามนางไปหลายครั้งนี้นะไม่คิดอะไร”
“ท่านก็!... ที่ข้าตามนางเพราะนางเป็คนที่งามมาก แต่กลับไม่รู้ว่ามาจากไหนและไม่มีใครรู้จักท่านคิดว่ามันเป็ไปได้ไหมละ อยู่ดีๆก็โพล่ออกมา ไม่ว่าใครหากข้าคนนี้อยากรู้ประวัติเขาภายในครึ่งวัน ข้าจะรู้ทุกสิ่งทั้งฐานะ การศึกษา หนี้สิน หรือคดีที่เกี่ยวกับเขาแต่หญิงนางนี้ เหมือนผี ที่อยู่ๆก็โพล่ขึ้นมา ข้าไม่สามารถสืบตัวตนของนางได้เลยสิ่งที่ข้ารู้อย่างเดียวคือมีความเกี่ยวข้องกับตงฟาง และที่ข้าไปวันนี้ก็เพื่อจะถามเื่ของนางด้วย หากนางเป็บุคคลที่อันตรายเราจะได้ป้องกันไว้ก่อน”
“พูดไปพูดมา ก็มีแต่เื่ของนางข้าไม่คุยกับเ้าแล้ว ขอให้เ้าสมหวังได้ตำแหน่งก็แล้วกัน ข้าไปแล้ว”
“หลิงเซียง ท่านเดินดีๆ ข้าเป็ห่วง แม้ดอกไม้จะงดงามแต่ก็มัวหมองเมื่อมีท่าน”
“หุบปาก ข้าจะฆ่าเ้าสะ” แล้วนางก็เดินหายไป
เมื่อถึงเวลาที่ตงฟางนัดไว้ ทางไปหลี่ก็เดินมาถึงท่าเรือเป็เวลามืดค่ำ ไร้ผู้คนในบริเวณนี้ ตงฟางเห็นเรือลำหนึ่งขนาดกลางจอดอยู่ข้างบนเรือตงฟางก็นั่นรออยู่ด้านใน ไปหลี่จึงเดินขึ้นเรือไปมีนายเรือคนหนึ่งเป็ผู้ควบคุมเรือ แต่ไปหลี่ไม่รู้เลยว่ามีคนแอบสะกดรอยตามมานั่นคือ หลิงเซียง นางแอบสงสัยในการกระทำของตงฟาง ที่จะผิดแปลกไป จึงได้ตามมาอีกใจก็เพราะเป็ห่วงทางไปหลี่ กลัวจะเจอเื่ไม่คาดฝันซึ่งก็แสดงว่านางเองก็แอบมีใจให้กับไปหลี่ เมื่อไปหลี่ขึ้นเรือไป ทางหลิงเซียงก็ได้แอบขึ้นเรือมาเช่นกันและแน่นอนทางตงฟางเอง ก็รู้เช่นกัน แต่ก็นิ่งสงบไม่ทำสิ่งใด
“ข้าน้อยคารวะท่านตงฟาง”
‘ท่านไปหลี่เชิญนั่ง ไม่ต้องเกรงใจ”
“ข้าน้อยยินดีเป็อย่างยิ่งที่ท่านเชิญข้าน้อยมาในคืนนี้”
“พี่ไป ท่านอย่าทำห่างเหินเลยในเมื่อข้าชวนท่านมา ท่านก็น่าจะรู้เจตนาแล้ว เรามาเป็พี่น้องกันเถอะ พี่ไปเรียกข้า น้องตงก็พอ”
“เมื่อท่านว่าแบบนั่น ข้าขอไม่เกรงใจ ได้น้องตง ข้ารินเหล้าให้เ้า วันนี้ เราเป็พี่น้องจะได้มีเื่พูดคุยกันอย่างเปิดอก’
“ท่านพี่ไป ก็อย่าเพิ่งรีบร้อน เราค่อยๆ ดื่ม ค่อยๆพูดคุยกันปล่อยให้เรือล่องไปตามแม่น้ำ คืนนี้ยังอีกยาวไกล”
“ได้ ดื่ม ค่อยๆพูดคุยกัน” เรือก็ค่อยๆลอยแล่นออกจากท่า และห่างออกไปใน ใจกลางแม่น้ำ และค่อยๆล่องไปดูตามทัศนียภาพของเมืองริมแม่น้ำ ช่างงดงามจริงๆ เมื่อเรือแล่นไปสักพักการดื่มกินก็สนุกมากขึ้น แล้วไปหลี่ก็ถามขึ้น
“น้องตงข้ามีเื่กวนใจมาสักพักมีแต่เ้าเท่านั่นที่คลายข้อสงสัยของพี่ได้ เ้าช่วยได้หรือไม่”
“พี่ไป ไม่ต้องห่วง พี่พูดมามีอะไร หากข้าช่วยได้ข้าจะช่วย”
“เออ...คือ...แบบนี้...ผู้หญิงที่ไปหาเ้ากลางคืนนางเป็ใครยังงันหรือ แต่เ้าอย่าเข้าใจผิดนะ ข้าไม่ได้แอบตามนางหรือแย่งนางกับเ้า เ้าก็รู้ว่าข้าอยู่หน่วยข่าวสารต้องสืบเื่ของคนที่น่าสงสัยก็เท่านั่น ข้าไม่ได้คิดอะไรกับนางเลยนะ เ้าอย่าเข้าใจผิดละ”
“พี่ไป ข้าจะเข้าใจผิดได้อย่างไร และถึงหากท่านจะพอใจในตัวนางข้าก็สามารถให้ท่านได้พบนางได้”
‘จริงหรือ นี้เ้าให้ข้าพบนางได้เ้าอย่าเข้าใจข้าผิดนะ ข้าแค่อยากรู้ว่านางเป็ใครมาจากไหนเท่านั่นถ้าหากเ้าให้ข้าได้พบนางจะเป็การดีมากเลย”
“ได้สิ ถ้าหากท่านพี่ไป อยากพบนางข้าให้ท่านพบนางตอนนี้เลยก็ได้”
“จริงหรือ นี้นางมาด้วยยังงันหรือ ทำไมข้าไม่เห็นนางนางอยู่ที่ใดกัน”
“นางก็อยู่ตรงหน้าท่านแล้วยังไงละพี่ไป”ทันใดนั่นตงฟาง ก็ได้หยิบพัดกางออก ปิดบังใบหน้าของตน และค่อยๆดึงพัดลงจนเผยหน้าผู้หญิงนางหนึ่งที่งดงามมาก และเป็ใบหน้าเดียวกันกับที่ไปหลี่เคยพบเห็นเมื่อไปหลี่ได้เห็นก็ตกตะลึง จอกเหล้าที่อยู่ในมือก็ล่วงลงกระทบพื้น แล้วตงฟางก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงของหญิงสาวที่ไพเราะและหน้าตาที่งดงาม
“ท่านพี่ไปหลี่ มีเื่จะคุยกับข้าหรือเ้าค่ะ”
“นี้ท่าน! “ แล้วทันใดนั่นก็มีคนเรือเดินเข้ามา พร้อมจับหลิงเซียงโยนเข้ามา ตึก! หลิงเซียงกกระแทกลงบนพื้นเรือต่อหน้าไปหลี่ ไปหลี่เห็นก็รีบเขาไปประคองนางทันที
“ท่าน!นี้หมายความว่าอย่างไร ท่านเป็ใครกันแน่”
“ข้าก็คือตงฟาง ที่ท่านรู้จักนั่นแหละข้าไม่ใช่ใครอื่น ส่วนเขา…” คนเรือที่มีหมวกและผ้าปิดใบหน้าหน้าอยู่ก็เปิดหน้าออก
“ท่านหลี่ไถ! นี้ท่านทั้งสองทำอะไรกัน้าอะไรจากพวกข้ากันแน่”
“ก็อย่างที่เชิญท่านมา ข้า้าคุยกับท่านเพราะท่านมีประโยชน์แก่นายของข้า”
“นายของท่าน! ใครกัน! ไม่ใช่ท่านลู่ถงยังงันหรือ นี้ท่านสองคนเป็คนของใครกัน”
“ใจเย็นๆ ในเมื่อท่านหลิงเซียงก็มาด้วยถึงข้าจะไม่ได้มองท่านไว้ แต่มาแล้ว มีท่านอีกคน ก็ไม่เป็ไร เชิญนั่งลงแล้วคุยกันดีๆอย่าคิดหนีเลย ลำพังแค่หลี่ไถ ก็ฆ่าพวกท่านได้อยู่แล้ว” เมื่อได้ยินดังนั่นไปหลี่และหลิงเซียง ก็มองหน้ากัน และรู้ว่าไม่อาจจะหลบหนีได้ จึงลุกและนั่งลงตรงหน้าของตงฟางตงฟางก็นำจอกเหล้า รินให้ทั้งสองคน
“เ้าออกไปเฝ้าข้างนอก”
“ครับ เ้าหอ”
“เ้าหอ นี้ท่านเป็ใครกันแน่พูดออกมาให้กระจ่าง วันนี้ยังไงข้าสองคนคงไม่รอดออกไปแล้ว แต่ขอท่านตงโปรดบอกพวกข้าให้ตายตาหลับด้วยเถอะ” ในมือก็กำแน่นพร้อมที่จะสู้ตาย
“ข้าไม่ได้จะฆ่าพวกท่านสักหน่อย เพียงแค่ข้าเห็นความสามารถของท่านเลยจะชวนพวกท่านมาเข้ากับ หอสดับพิรุณของข้า ต่อไป เราก็เป็ดังพี่น้องอย่างที่ข้าบอกท่านในตอนแรกไม่เพียงแต่ท่านจะได้เป็ส่วนหนึ่งของผู้เริ่มก่อั้แ่ท่านจะได้รับวิชาความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นด้วย ท่านว่าไม่ดีหรือ”
“ท่านควรจะบอกถึงนายของท่านก่อนมิใช่หรือจะให้พวกเราเป็พวก เราก็ต้องรู้ว่ารับใช้ผู้ใด”
แล้วตงฟางก็หยิบยาขวดหนึ่งออกมาจากเสื้อวางไว้บนบนโต๊ะ
“นี้คือยาหนอนไหมโลหิต หากท่านกินมันเข้าไปท่านจะได้รู้ในสิ่งที่อยากรู้”
“ข้าไม่เคยได้ยินชื่อยานี้มาก่อนเลยแต่ขึ้นชื่อว่าหนอน มันคงไม่ใช่ของดีสินะ”
“บอกกับท่านตามตรงยานี้ใช้สำหรับป้องกันคนทรยศ และความลับของเราไม่ให้หลุดออกไปผู้ที่กินยานี้เข้าไป จะได้รับความเ็ป หากทรยศหรือเผยความลับของเรา แต่ถ้าท่านภักดีต่อเรา มันก็ไม่มีผลอะไรกับท่าน”
“ดูแล้วชั่วร้ายดีจริงๆ แต่ถ้าพวกข้าไม่กินคาดว่าจนถึงตรงนี้ เื่ที่รู้ทั้งหมด คงมีแต่ตายเท่านั่น”ทั้งสองเตรียมสู้เพื่อแลกชีวิต
“ก็บอกแล้ว ว่าข้าไม่เชิญท่านมาฆ่าท่านอย่าเพิ่งคิดลงมืออะไรโง่ๆออกมาเลย แค่เพียงกินยานี้เราก็จะได้พูดคุยกันได้ต่อยังไงละ”ในมือตงฟางก็หยิบเข็มขึ้นมาหนึ่งเล่ม แล้วไปหลี่กับ หลิงเซียง ก็มองไปที่ขวดยา และมองหน้ากันไปมา
“ท่านทั้งสอง ไม่ต้องรีบตัดสินใจก็ได้ค่อยๆคิด เรามีเวลาทั้งคืน แต่ข้าเป็คนที่ไม่ชอบรอเท่าไรนักหากท่านตัดสินใจกันไม่ได้ ข้าก็มีสิ่งหนึ่งให้ท่านดู” ตงฟางได้หยิบแผ่นกระดาษออกมาแผ่นหนึ่งพร้อมกับส่งให้ ไปหลี่ดู
“นี้มัน เป็วิชาตัวเบาที่ล้ำลึกหนัก”
“นี้ก็แค่ส่วนหนึ่งของวิชาเท่านั่น ถ้าหากท่านกินยานี้เข้าไปท่านจะได้ฝึกวิชานี้ทันทีและยังได้ฝึกวิชาอื่นอีก ความแข็งแกร่งที่ท่านมีตอนนี้จะเป็แค่มดปลอกเมื่อท่านได้ฝึกวิชาที่ข้าให้ ท่านคิดดู ท่านจะยอมตายเพื่อสำนักต้าหลี่ไปเพื่ออะไรชีวิตท่านยังทำอะไรได้อีกมาก ขนาดหลี่ไถ ยังเข้าร่วมกับข้า ข้าขอบอกท่านทั้งสองหอสดับพิรุณ จะมีผู้นำแค่ 10 คนเท่านั่น ข้าจะเป็เ้าหอเพียงหนึ่งเดียวและอย่างน้อยอนาคตจะต้องมีคนเข้ามามากกว่านี้ สิ่งที่โน้มนาวข้าก็ทำแล้วพวกท่านตัดสินใจเทอญ”
ไปหลี่ และ หลิงเซียง มองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่งหลิงเซียงก็รีบไปคว้าขวดยา และกินยาเข้าไป
“หลิงเซียงนี้เ้า” ไปหลี่พูดไม่ทันขาดคำหลิงเซียงก็เอายาใส่ปากเข้า “แค็ก แค็ก นี้เ้า”
“ถ้าวันนี้ต้องตาย ไม่สู้อยู่ต่อรอดูวันพรุ่งนี้หากเลวร้ายค่อยตายก็ไม่สาย”
“ท่านหลิงเซียงเป็คนที่เข้าใจอะไรง่ายดีท่านพูดถูกแล้ว”
“ท่านตงฟาง มีสิ่งใดต้องพูดต่อก็พูดมาเทอญตอนนี้พวกข้าคงไม่อาจขัดขืนได้แล้ว”แล้วตงฟางก็ยกมือขึ้นที่หน้าอก เหมือนสวดคาถาอะไรบ้างอย่าง และหลังจากนั่นหลิงเซียงและไปหลี่ ก็ค่อยรู้สึกจ็บปวดที่ศีรษะ
“อา..อา..หยุด...หยุดเถอะ ข้าไม่ไหวแล้วหยุดได้โปรด” หลิงเซียงและไปหลี่ร้องด้วยความเ็ปอยู่ครู่หนึ่งตงฟางก็หยุดลง ทันทีที่ความเ็ปหายไป ไปหลี่และหลิงเซียงก็รู้ได้ทันทีว่าควรทำสิ่งใดทั้งสองคุกเข่าหมอบลงกับพื้น
“เ้าหอ ข้ายินดีเชื่อฟังท่าน”
“ไม่ต้องทำขนาดนั่น ข้าบอกแล้วเราคือพี่น้องลุกขึ้นมานั่งคุยกันดีๆ เมื่อกี้ข้าไม่ได้จะทำร้ายพวกท่าน แค่ทำให้พวกท่านได้รู้ถึงความเ็ปนี้ไว้วันข้างหน้าจะได้ไม่ลืมว่าท่านเป็ใคร”
“ข้าขอภักดีต่อ หอสดับพิรุณ จากนี้และตลอดไป”
‘ดี งันเรามาคุยกันต่อเถอะ”
“เชิญเ้าหอ”
“ท่านหัวไวไม่เปลี่ยนเลยนะเข้าใจทันทีว่าต้องเรียกข้าว่าสิ่งใด เมื่อเราเป็พวกเดียวกันแล้ว ท่านทั้งสองก็ควรรู้ทุกอย่างชั้นความลับสูงสุดของหอสดับพิรุณ จะมีแค่ข้าและพวกท่าน 10 คนเท่านั่นที่รู้ระดับต่ำกว่านี้จะไม่อาจรู้ได้”
“เชิญเ้าหอกล่าว”
“ตอนนี้จาก10คน ข้ามีแค่พวกท่าน 3 คนเท่านั่น ข้า้า อีก 7 คน คนที่ข้าคิดเอาไว้ก็คือ ผู้บัญชาการ และรองผู้บัญชาการของสำนักต้าหลี่สาขาอื่นๆ ทั้งเหนือ ใต้ ออก ตก ข้าอยากให้พวกเขาเป็พวกของเราเราทั้งสี่คนจะต้องทำให้สำเร็จ”
“นี้หมายความว่าเ้าหอ้าเปลี่ยนสำนักต้าหลี่เป็หอสดับพิรุณยันงันหรือ แต่แบบนี้จะเป็ฏนะท่าน”
“ไม่ใช่ ข้าไม่ไ้าแบบนั่น เพียงแต่นายของเรา้าให้เราเป็หน่วยข่าวกรองที่ดีที่สุดของอานาจักรนี้และตอนนี้ที่ ที่ดีที่สุดคือสำนักต้าหลี่เราจึงต้องเปลี่ยนคนที่มีความสามารถมาเป็คนของเราและแทรกซึมอยู่เป็เงาในสำนักต้าหลี่”
“ท่านเ้าหอ ท่านพูดถึงนายท่านไม่ทราบว่านายท่านผู้นั่นคือผู้ใด”
“ไม่ต้องห่วง ข้าพาพวกท่านไป พบกับนายท่านแน่แต่ก่อนนั่น ข้าจะมอบสิ่งที่จำเป็สำหรับพวกท่าน โปรดเปิดจิติญญาออกแล้วข้าจะมอบวิชาของหอสดับพิรุณให้” แล้วหลิงเซียงและไปหลี่ก็เปิดจิติญญาออกตงฟางก็ได้มอบวิชายุทธให้แก่เขาทั้งสอง”
“วิชาหนอนไหมโลหิต วิชาตัวเบา วิชาหลบซ่อน”
“วิชาพวกนี้ร้ายกาจนัก อาจมีพวกมันละก็ข้าแข็งแกร่งขึ้นมากกว่านี้หลายเท่า สามารถเข้าถึงระดับห้าขั้นปลายได้แน่ไม่สิระดับหกต่างหาก ขอบคุณท่านเ้าหอ”
“นี้คือยาหนอนไหมโลหิต รุ่นที่สามข้าให้พวกเ้าคนละ 100 เม็ด ไปหาคนที่เ้าคิดว่ามีความสามารถและเอามาเป็พวกของเ้าสะวิธีควบคุมเ้าก็รู้แล้ว”
“ข้าขอถาม พวกข้าเป็หนอนรุ่นที่สองแล้วทางท่านหลี่ไถ ก็ได้รับไปเช่นกันตอนนี้ในหน่วยเรามีคนที่เป็คนของเราแล้วเท่าไร”
“ตอนนี้ หลี่ไถ มีคนแล้วกว่า 50 คนคนที่พวกเ้าเอาเข้ามา ไม่จำเป็ต้องเป็สำนักต้าหลี่ จะเป็ใครก็ได้ที่เป็ประโยชน์แก่เ้าแต่อย่ายุ่งกับพวกขุนนาง เดี๋ยวความจะแตกสะก่อน”
“แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็พวกเดียวกัน”
“หึ! เ้าลองมองตากันสิ”แล้วไปหลี่กับหลิงเซียงก็มองตากัน แล้วตาก็เบิกกว้างพวกเขาได้ยินเสียงที่อยู่ในใจกันได้ แต่เมื่อหลบตาออก ก็ไม่ได้ยิน
“นี้คือ”
“ใช่แล้วหากเ้าจองตากับคนที่มีหนอนไหมเหมือนกัน หนอนจะสื่อถึงกันและเ้าจะสามารถคุยกันได้ผ่านทางจิต แม้หนอนจะน่ากลัว แต่มันก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน”
“แบบนี้ มันก็สะดวกมากหากพวกเราจะวางแผนหรือคุยกัน ก็ไม่มีใครแทรกแซงได้”
“ถูกต้อง จากนี้พวกเ้าคือ 1 ใน 10ผู้ก่อตั้ง อนาคต ความแข็งแกร่งพวกเ้าจะมีมากกว่าที่เ้าฝันขอเพียงทำตามที่นายท่าน้า พวกเ้าไม่ผิดหวังแน่นอน”
“ขอบคุณท่านเ้าหอ”
ตงฟางก็ได้เริ่มแผนการที่หลินเยว่อิงวางไว้โดยเป็ความลับ และไม่ผิดสังเกตต่อคนภายนอก เมื่อนางกลับมาเมืองหลวงตงฟางคงทำให้นางพอใจในสิ่งที่เขาทำเป็แน่
เมืองหงเฟยหลินเยว่อิงและพวกได้กลับมาถึงเมืองหงเฟย ในห้องพักของหลินเยว่อิง ที่โรงเตี๊ยม
“เซียงหยางเ้าเอาชุดนี้ไปหาคนซ่อมให้ข้าหน่อย สู้กับตาแก่นั่น ทำชุดข้าขาด น่าโมโหจริงๆ”
“ค่ะ คุณหนู แต่ชุดนี้เป็ชุดโปรดของท่านขาดแบบนี้ ต่อให้ปะเย็บ ก็คงไม่สวยเหมือนเดิมแล้วข้าว่าท่านให้ช่างตัดให้ท่านใหม่ดีกว่าไหมเ้าค่ะ”
“ไม่ละ ถึงจะให้ตัดใหม่แต่กว่าจะตัดให้ข้าพอใจได้ ก็ไม่ง่าย เอาไว้กลับไปค่อยว่ากันเราอยู่ที่นี้อีกไม่นาน เสียเวลาตัดชุดใหม่ สิ้นเปลื้องเปล่าๆ”
“ค่ะคุณหนู ถ้ายังงันข้าไปที่ร้านปักเสื้อสาขา ของตระกูลก่อนนะเ้าค่ะ”
“ไปเถอะ” แล้วเซียงหยางก็ออกไป
ตลาดในเมืองหงเฟย มีผู้คนเดินไปมามากมายดูวุ่นวายแต่สงบสุข ในตลาดนั่นก็มีห้องร้านอยู่มากมายเซียงหยางก็เดินมาที่ร้านเย็บเสื้อผ้า ซึ่งหน้าร้านเปิดเป็ร้านขายผ้า และรับซ่อมเสื้อผ้า
“เถ้าแก่”
“อ่อ แม่นาง ไม่ทราบว่าท่าน้าสิ่งใด”
“ข้ามีชุดของคุณหนูข้า มาให้ ซ่อมเสียหน่อย”
“ท่านวางไว้ และอีกสามวันท่านค่อยมารับ”
“คุณหนู ้าเดี๋ยวนี้ท่านหาคนที่มีฝีมือดีที่สุดในร้าน มาซ่อมให้คุณหนูของข้าก่อนแล้วบอกข้าใช้เวลาเร็วที่สุดเท่าไร”
“นี้…แม่นางร้านเรามีลำดับที่ต้องซ่อมตามลูกค้าข้าไม่สามารถทำให้ท่านก่อนได้ ท่านโปรดเข้าใจด้วยเทอญ”
“แต่ชุดนี้เป็ของคุณหนูหลินเยว่อิงนะข้าเลยว่าหาท่าน ไม่ไปที่อื่น”
“หา.... นี้ชุดของคุณหนูใหญ่หรือทำไมท่านไม่บอกข้าั้แ่แรก มาๆๆ เชิญแม่นางนั่งก่อน เดี๋ยวข้าจะตามช่างเย็บมาคุยกับท่าน”
หลินเยว่อิง จึงนั่งรอแล้วเถาแก่ก็ไปที่หลังร้านพอ ผู้หญิงนางหนึ่งมาพบกับเซียงหยาง
“แม่นางช่างมาแล้วนางคือช่างเย็บที่ฝีมือดีที่สุด เท่าที่ร้านของเรามีแล้ว ข้ารับรองได้ว่าในเมืองนี้ไม่มีใครมีฝีมือปักผ้าดีกว่านางแล้ว” แล้วเซียงหยางก็มองที่ผู้หญิงนางหนึ่งหน้าตานั่นไม่งดงามจนต้องตา แต่ก็งดงามกว่าคนทั่วไป ใส่ชุดและผ้าหยาบๆบ่งบอกถึงฐานะของนางที่ไม่ใช่คนมั่งมี
“ข้าน้อย เจียหนิงไม่ทราบว่าท่าน้าให้ข้าทำสิ่งใด”
“นี้คือชุดของคุณหนูของข้าไม่ทราบเ้าสามารถ ซ่อมให้เหมือนเดิมได้หรือไม่”
“ชุดของคุณหนูท่านนี้ เป็คนที่สูงศักดิ์มีระเบียบมาก และไม่ชอบความวุ่นวาย ชอบอยู่เหนือคน”
“นี้เ้า ว่าอะไรนะ”
“เสียมารยาทแล้ว ข้าแค่เย็บเสื้อผ้ามานานชุดที่ตัดพิเศษเป็แบบเฉพาะตัวแบบนี้ ไม่มีขายทั่วไป ต้องตัดตามความชอบของผู้ใส่ไม่ใช่ชุดที่วางขายทั่วไป จากลายผ้าที่เรียบแต่สง่างามแม้เป็แบบนั่นแต่กลับเลือกสีแดงที่เด่นชัด คุณหนูของท่านเป็ผู้ที่ไม่ชอบอะไรที่มีรวดลายมากแต่สีชุดกลับโดดเด่น ความชอบบ่งบอกถึงนิสัย ข้าพูดไปด้วยความเคยชิน ท่านโปรดอภัย”
“เอาเถอะ เ้าซ่อมชุดนี้จะเสร็จเมื่อไรชุดนี้เป็ชุดโปรดของคุณหนู หากได้วันนี้ก็จะดีมาก”
“เรียนแม่นาง ชุดนี้ไม่อาจซ่อมให้เหมือนเดิมได้แต่ข้าอาจจะต้องดัดแปลงไปจากเดิมเล็กน้อย ท่านยินดีหรือไม่”
“แล้วถ้าคุณหนูไม่ชอบ จะทำเช่นไร”
“ข้าจะทำตามความชอบเดิมของเ้าของชุดนี้ หากคุณหนูของท่านไม่ชอบข้ายินดีจะแก้ไขให้ใหม่”
“แล้วเสร็จเมื่อไร”
“สองวัน เ้าค่ะ”
“สองวัน นานเกินไปหรือไม่ ซ่อมแค่ชุดเดียวข้าว่าอย่างมากก็วันหนึ่งก็เสร็จแล้ว”
“ต้องขอโทษท่านด้วย แต่ข้ามีชุดที่ต้องซ่อมให้ลูกค้า อีก 2 ชุด เมื่อเสร็จแล้วข้าจะทำให้ท่าน”
“เถ้าแก่ ข้าให้ท่านตามคนมาซ่อมชุดให้คุณหนูแต่ทำไมคนของท่านถึงไม่เข้าใจ”
“นี้ เจียหนิง เ้าก็ทำให้คุณหนูก่อนเถอะ เ้ารู้ไหมว่านี้เป็ชุดของคุณหนูใหญ่ เ้าของร้านเรานะ ข้าว่าเ้าทำให้คุณหนูก่อนเถอะ”
“ไม่ได้ ข้าต้องขออภัย หากข้าซ่อมให้คุณหนู ชุดของลูกค้าก่อนหน้าเสร็จไม่ทันตามเวลา”
“เอาละ ในเมื่อเ้าไม่ยอมเถ้าแก่ท่านเปลี่ยนคนเถอะ”
“แม่นาง ท่านไม่รู้อะไรหากท่าน้าคนที่มีฝีมือที่ดีที่สุด นอกจากนางแล้ว ก็ไม่มีผู้อื่นเทียบได้หากให้ช่างคนอื่น ข้ากลัวว่าจะไม่มีใครทำได้ดี คุณหนูอาจไม่พอใจ”
“เช่นนั่น เ้า...ข้าให้เงินเ้าสองเท่าเ้าทำให้คุณหนูก่อน”
“ไม่ได้เ้าค่ะ”
“สี่เท่า”
“ไม่ได้เ้าค่ะ เช่นนั่นท่านหาคนอื่นเทอญข้าจะกลับไปทำงานของข้าต่อ”
“ได้ สองวัน สองวันข้าจะมาเอา เถ้าแก่นอกจากนางท่านห้ามให้ใครแตะชุดของคุณหนูเด็ดขาด”
“ครับ ครับ”
แล้วเซียงหยาง ก็กลับมาหาหลินเยว่อิงและเล่าเื่ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ให้หลินเยว่อิงฟัง
“งันหรือ แล้วนางอายุเท่าไร”
“นางอายุ 18 เ้าค่ะ”
“อืม งันอีกสองวัน ข้าจะไปรับชุดกับเ้าเอง”
สองวันต่อมา ณ ร้านเสื้อผ้าตระกูลหลินสาขาเมืองหงเฟย
“คารวะคุณหนูใหญ่ นี้คือเสื้อที่ท่านซ่อมไว้”
“เซียงหยางเอามาให้ข้าดูสิ”
หลินเยว่อิงที่มาด้วยตัวเองเพราะ หนึ่งไม่มีอะไรจะทำ ว่างนั่นแหละสองสนใจคนที่ไม่รับเงินที่ถึงแม้ให้เงินมากขึ้นแต่ก็ไม่ยอมทำตามที่เซียงหยาง้าเมื่อเซียงหยาง นำชุดที่ขาดออกมาให้ดู หลินเยว่อิงก็ดูอย่างละเอียด ในส่วนที่ผ้าขาดปรากฏว่าถูกเย็บปักด้วยลายที่ประณีตและเรียบง่าย ถึงลายผ้าที่ขาดจะไม่เหมือนเดิมแต่ที่คนซ่อมปักลายเพิ่มเข้ามาเพื่อบดบังส่วนที่ขาด กลับเข้ากันกับลายผ้าเดิมได้ดีและไม่ดีเด่น ไม่ดูด้อยเกินไป เหมือนผ้าถูกปักมาเป็ส่วนเดียวกับชุดั้แ่แรกเมื่อหลินเยว่อิงเห็นก็ยิ้มออกมา พร้อมพูดด้วยเสียงตื่นเต้น
“คนที่ซ่อมชุดให้ข้า คือใคร อยู่ที่ไหน”
“เรียนคุณหนู นางคือ เจียหนิงเป็ช่างที่ฝีมือดีที่สุดของเราแล้วครับ แต่น่าเสียดายนางคงไม่ได้มาทำกับเราแล้วครับ”
“ทำ นางไปไหน เกิดอะไรขึ้นกับนาง”
“เมื่อวานนี้ นางมาลาออกบออกว่าต้องไปแต่งงาน ไม่สามารถมาทำงานกับทางเราได้อีกนางนั่นยังเด็กข้าก็เอ็นดูนาง เพราะนางทำงานให้กับข้าดีมากและช่วยงานร้านเราไว้มาก ข้าจึงได้ไปถามหาความ ก็พอจะทราบว่า นางช่างน่าสงสาร ชีวิตช่างอาภัพแต่คุณหนูไม่ต้องสนใจคนอย่างนางก็ได้ครับ นางก็แค่เด็กจากลูกชาวนาธรรมดาเท่านั่น”
“ในเมื่อท่านพูดมาแล้ว ก็พูดออกมาให้หมดข้าอยากรู้เื่ของนาง”
“ในเมื่อคุณหนูใหญ่อยากทราบ ข้าจะเล่าให้ฟังพ่อแม่ของนางป่วยตายไปเมื่อหลายปีก่อน นางจึงถูกเลี้ยงดูมาในสกุลเจีย ที่เป็ชาวนามีที่ทางอยู่มากฐานะไม่แย่พอมีพอกิน แต่ข้าไม่เข้าใจเหมือนกันว่านางทำไมถึงไม่มีเสื้อผ้าดีๆใส่เหมือนกับลูกพี่ลูกน้องของนาง ครอบครัวของนางมี ปู่ย่า ลุงของนาง ป้าสะใภ้ลูกพี่ลูกน้องของนางอีกสองคนเป็ลูกของลุงของนาง ลุงของนางเป็ถึงเสมียนของอำเภอแม้จะตำแหน่งเล็ก แต่ก็ถือว่าเป็ขุนนาง แต่สิ่งที่ข้าได้รู้มาเมื่อเร็วๆนี้ข้าสงสารนางยิ่งนัก แต่ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้”
“เลิกพิรี้พิไร แล้วบอกมาเร็วๆ”
“คือนางอยู่บ้านนั่นเหมือนเป็คนใช้ไม่ได้ถูกเลี้ยงดูเหมือนลูกหลานเลย แม้แต่เงินที่นางหามาได้ก็โดนย่าของนางเอาไปซ้ำยังต้องทำงานในบ้านคนเดียวอีก คนๆเดียวต้องทำงานให้คนหกคน ทั้งหมดเหตุเพราะลุงของนางสอบได้เป็ราชการทำให้ ปู่ย่าของนางใส่ใจแต่ลูกคนโต ไม่ว่าใครก็จะได้กินข้าวก่อนนางเสมอ ส่วนนางได้กินข้าวหลังพวกเขานางจึงผอมบาง เพราะนางไม่ได้กินเนื้อเลย เหลือแต่ผักให้นางกิน และด้วยความที่ทางลุงของนางอยากก้าวหน้าในหน้าที่การงานบวกกับโชคดี คุณชายตระกูลลิว ที่มีหน้ามีตาในเมืองนี้ได้ขอลูกสาวของตระกูลเจียเพื่อแต่งงาน ทุกอย่างเหมือนจะไปได้ดี แต่เคราะห์ร้ายคุณชายตระกูลลิว เกิดเสียชีวิตก่อนงานแต่ง ทำให้ตอนนี้จากงานแต่งกลายเป็งานศพและด้วยที่ว่า มีการส่งสินสอดให้ตระกูลเจียไปแล้ว ทางตระกูลลิวจึง้าให้ตระกูลเจียแต่งงานกับลูกชายที่ตายไปแล้ว”
“แต่งงานกับคนตายคุณหนูแบบนี้หมายความว่ายังไงเ้าค่ะ”
“ก็แต่งกับคนตาย ก็ต้องอยู่กับคนตาย”
“จริงอย่างที่คุณหนูว่า แต่คนอย่างลุงของนางไม่มีทางให้ลูกสาวที่รักไปเฝ้าสุสานอยู่แล้ว ทางตระกูลเจีย เลยตกลงกันว่าจะส่งเจียหนิงให้ไปแต่งแทน”
“แบบนี้มันแย่มาก คุณหนูพวกเขาทำแบบนี้กับชีวิตคนได้ยังไงจะให้นางไปเฝ้าสุสานโดยที่นางไม่ได้เต็มใจครอบครัวของนางไม่เห็นว่านางเป็คนในครอบครัวเลยสักนิด”
“แม่นางเ้าไม่รู้อะไร ตามประเพณีของที่นี้ สามีตาย ภรรยาต้องไว้ทุกข์สามปีเจียหนิงนางต้องไปเฝ้าสุสานถึงสามปี ไม่รู้ว่าหลังจากนั่นสุกลลิวจะทำอะไรกับนาง หรืออาจจะฆ่านางให้อยู่เป็เพื่อนกับลูกของเขาก็ได้ ข้าเป็ห่วงนางจริงๆแต่ก็ไม่อาจช่วยนางได้”
“ไม่! ข้า้านางนางต้องเป็คนของข้า”
“คุณหนูท่านจะไปช่วยนางหรือครับ แต่เื่นี้เป็เื่ของตระกูลลิวกับตระกูลเจียเราเป็คนนอกไม่สามารถเข้าไปยุ่งได้ ข้าว่าท่านอย่าไปยุ่งกับเื่นี้เลย”
“คุณหนูของข้า ้าสิ่งใด เชื่อไหมว่าข้าสามารถทำได้มากกว่าที่ท่านคิด ขอเพียงแค่คุณหนูสั่งข้าจะไปพาตัวนางมา”
“ไม่ต้อง เถ้าแก่ นางจะแต่งงานวันไหน”
“อีกสามวัน เป็วันฝังศพในสุสานนางก็ต้องแต่งงานที่หน้าสุสานตระกูลลิว”
“เซียงหยาง กลับกันเถอะ”
แล้วหลินเยว่อิงก็ กลับมาที่พัก ภายในโรงเตี๊ยมในโต๊ะกินข้าว ทุกคนก็มานั่งกินข้าวกัน มีหลินเยว่อิง ไป๋ชิวชิว เซียงหยาง ถิงถิงถังเทียน
“พวกเ้าได้ฟังเื่ของนางแล้ว ข้าตัดสินใจต้องได้นางมาเป็ของ”
“ลูกแม่ทำไมเ้าถึงอยากได้ นางขนาดนั่น ต้องเขาไปยุ่งกับเื่ของผู้อื่น”
“ท่านแม่ท่านเห็นที่นางเย็บชุดนี้ให้ข้าหรือไม่”
“แม่เห็นแล้ว ฝีมือดีจริงๆเทียบกับที่เมืองหลวง นางต้องเป็คนที่ค่าตัวแพงมากแน่ๆ ร้านปักผ้า คงยอมจ่ายเพื่อซื้อตัวนางแต่แค่นี้แม่ว่ายังไม่พอให้เ้า้านางขนาดนี้มัง”
“ใช่แล้วท่านแม่ ฝีมือนางดีแต่ความคิดและการตัดสินของนางถือว่า เด็ดขาดและมองออกเพียงแค่มองเสื้อผ้าของผู้ที่สวมใส่ รู้ว่าคนนั่นชอบอะไร ไม่ชอบอะไรคนแบบนี้ข้า้า และท่านแม่ ด้วยไหมเงินที่เราได้มา 10 พับแน่นอนข้าต้องให้คนนำพวกมันมาตัดชุดเกาะให้พวกเราอยู่แล้วและมันมีค่ามากไม่สามารถหาได้ทั่วไป ข้าไม่อยากให้มันเสียไปเลยแม้สักเส้นไหมเดียวคนที่มีฝีมือเย็บปักตัดผ้ามากขนาดนี้ หากเราไม่เอาตัวมา แล้วจะให้ใครเอาตัวนางไป”
“ที่นี้เ้าก็มีแผนแบบนี้ ทีแรกแม่ก็คิดว่าเ้าสงสารนางสะอีกนี้ถ้านางไม่ได้มีสิ่งที่เ้า้า นางก็คงไปนอนเฝ้าสุสานแล้วใช่ไหม”
“ก็ไม่แน่หรอกท่านแม่ ข้าแค่รู้สึก ไม่ชอบลูกพี่ลูกน้องของนาง นางกินอิ่มนอนหลับมาตลอด แต่เจียหนิง ต้องกินของเหลือจากนางวันนี้มีเคราะห์มาหา กลับให้เจียหนิงรับแทน ชีวิตนางสุขสบายเกินไปแล้ว อีกอย่างข้าว่าเจียหนิงเป็คนที่มีสติปัญญาที่นางยอมแต่งครั้งนี้ เพราะคิดว่าได้หนีออกจากสกุลเจียได้แล้ว แต่สิ่งที่นางไม่รู้คือเมื่อไปอยู่ในสกุลลิว ก็ไม่รู้ว่านางจะโดนอะไรบ้าง ข้าหวั่นใจว่า นางจะได้ไปเฝ้าสุสานจริงหรือเปล่า”
“แล้วเราจะช่วยนางอย่างไร”
“บอกตามตรงนะท่านแม่ ข้าไม่รู้”
“แม่ก็คิดว่าเ้าวางแผนไว้แล้ว”
“ข้ายังคิดไม่ออก ก็เลยให้พวกท่านช่วยคิดไงใครมีวิธีดีๆ ก็ว่าออกมา”
“คุณหนู พวกเขาแค่คนอ่อนแอเราไปบุกชิงตัวมาไม่ได้หรือเ้าค่ะ ไม่เห็นต้องคิดมากเลย”
“เซียงหยาง ตอนนี้เราเป็แค่กลุ่มคนบ้านขุนนางเป็คุณหนูผู้อ่อนแอ เ้าจะให้พวกเรา ชักอาวุธแล้วไปชิงตัวคนตกลงว่าเราจะเป็โจรปล้นกันแล้วใช่ไหม”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า นั่นสิเ้าจะให้พวกข้าเป็โจรแล้วหรือ”
“ข้าก็แค่ คิดอะไรไม่ออกเหมือนกันก็เลยพูดไปยังงัน”
“ไม่เป็ไร วันนี้เราไปพักกันก่อนเถอะไปช่วยกันนอนคิด พรุ่งนี้เช้าเราก็มา เสนอความคิดช่วยนางกัน เวลาอีกสามวันเรายังพอมีเวลา แต่ถังเทียนข้ามีงานให้เ้าทำคืนนี้”
“คุณหนูโปรดสั่งมา”
“เ้าไปดูตระกูลเจียให้ข้าหน่อยว่านางเป็ยังไง และครอบครัวของนางเป็แบบที่ว่ามาหรือไม่”
“ครับ คุณหนู”
หลังจากนั่น ทุกคนก็แยกย้าย ตัวถังเทียนก็ไปแอบเฝ้าดูที่บ้านตระกูลเจียซึ่งอยู่ที่ชาญเมือง ที่แห่งนั่นก็เป็หมู่บ้าน อยู่ด้วยกันประมานร้อยครัวเรือนพื้นที่ล้อมรอบด้วยนา เป็หมู่ของชาวนา แต่สกุลเจียนั่นบ้านค่อนข้างหลังใหญ่กว่าเพื่อนเพราะมีที่นามากที่สุด และมีลูกเป็ขุนนางเมื่อถังเทียนมาถึงก็แอบเฝ้าดูทุกสิ่งที่เห็น เมื่อได้รู้ได้เห็นเื่เท่าที่้าแล้วก็กลับไปที่โรงเตี๊ยม และพักผ่อนจนถึงเช้า