กลางวันขับขานร่ำสุรา ใบไม้ผลิล่วงผ่านหวนคิดถึงบ้านเกิด
ฉินจิ่วเกอนำศิษย์น้องสี่ เดินตามทางหินเขียวอันยาวเหยียดจากยอดเขาลงสู่ทางเข้าออกของพรรค
นอกประตู ตั้งไว้ด้วยแผ่นศิลาขนาดั์ สูงราวสาม่ตัวคน
บนแผ่นศิลา สลักไว้ด้วยตัวอักษรคมกล้าแข็งแกร่งดั่งเหล็กสามตัว :พรรคหลิงเซียว!
เ้าอ้วนน่าตายยืนอยู่ด้านหลังฉินจิ่วเกอ แสงอาทิตย์สาดส่องจากด้านหลังเงาร่างของเ้าอ้วนยืดขยายออกกว้าง ดูไปน่าเกรงขามยิ่ง
ฉินจิ่วเกอเป่าปากระบายลมคำหนึ่ง มองดูโลกเปี่ยมสีสันเบื้องนอกพรรคขุนเขาสล้างวารีเขียว ช่างปลอดโปร่งเป็ธรรมชาติถึงเพียงไหน
สุดเบิกบานคือโศกนาฏกรรมขณะที่ฉินจิ่วเกอนึกว่าหลุดออกจากกรงได้แล้ว ที่ด้านล่างแผ่นศิลากลับสังเกตเห็นเงาร่างอันชดช้อยสายหนึ่ง ยืนดักรอเหยื่อและโชคลาภมาถึงอยู่
มองเห็นเหยื่อมาถึง แมวร้ายสยายกรงเล็บตระเตรียมตะปบหนูเข้าสู่อุ้งเท้า
ชัดเจน ฉินจิ่วเกอก็คือหนูโชคร้ายตัวนั้น
“ศิษย์พี่ใหญ่ ออกไปปฏิบัติภารกิจ ไฉนไม่ชวนข้า” ศิษย์น้องเล็กแยกเขี้ยวตำหนิเล็กน้อยทวงถามความเป็ธรรมจากศิษย์พี่ใหญ่อย่างสงบ
กว่าฉินจิ่วเกอจะบังเกิดปฏิกิริยาศิษย์น้องเล็กก็ล่องหนมาแขวนอยู่ข้างสะเอวของตนอย่างไม่ทันรู้ตัว
“ศิษย์น้อง มีเื่อันใดค่อยๆ ว่ากล่าว”ในฐานะบุรุษหนุ่มเที่ยงธรรม สิ่งเร้าเช่นนี้ฉินจิ่วเกอไม่อาจรับไหว แน่นอนในใจของเขาไม่กล้ามีความคิดอุบาทว์แม้เพียงนิด ตนเองยินยอมอยู่ตามลำพังกับศิษย์น้องรองที่ยังไม่เคยเห็นหน้าดีกว่าประกระบวนท่ากับศิษย์น้องเล็กคนนี้
คนแรกอย่างมากทำท่านเสื่อมเสียหน้าแต่คนหลังอาจทำให้ท่านต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาล
หญิงสาวละมือน้อยๆ ที่คว้าจับไว้สองตาดำขลับดั่งขนปักษากระพริบยิบยับ มองฉินจิ่วเกอด้วยความหวัง “ศิษย์พี่ใหญ่ข้าอยากฟังนิทาน”
ฉินจิ่วเกอค้อมเอวลง หงายมือออกแสดงท่าจนหนทาง “หมดแล้วข้าไม่มีเื่อะไรจะเล่าอีกแล้ว”
ตงฟางฉิงอวี่สายตาเฉียบแหลมมองทะลุซึ้ง เอ่ยวาจาทะลวงถึงกลางใจ“ศิษย์พี่ใหญ่วางใจ ท่านเล่านิทาน ข้าจะไม่แพร่งพรายต่อาุโสาม ท่านวางใจเถอะ”
เมื่อได้ยินว่ามีนิทานสามารถฟังได้เ้าอ้วนน่าตายที่ยืนทื่อเป็ท่อนไม้พลันเคลื่อนไหว ร้องสนับสนุน“ศิษย์พี่ใหญ่เปี่ยมพร์ศิษย์น้องยินดีฟังเื่เล่าของศิษย์พี่ใช้ฝีปากท่องทั่วทุกสารทิศ”
“เ้าหมายความว่าไง?” ฉินจิ่วเกอไม่พอใจ “ทอดตามองใต้หล้าข้าไม่อาจเป็ทรราชคลุมแปดทิศงั้นสิ?”
“ศิษย์พี่ใหญ่อายุยืนพันปีหมื่นปี” เ้าอ้วนน่าตายประสานมือป้อมอวบอ้วนขึ้น แสดงท่าทางคารวะ
“คิดอยากฟังเื่เล่า? ไม่มีปัญหา เอาเงินมาให้ข้าสิ” แววตาฉินจิ่วเกอสาดประกายเงินทองจ้องมองคนทั้งสองอย่างหมายมาด
“เหอะเหอะ” ศิษย์น้องเล็กแค่นหัวเราะเสียงเย็น สองมือยกกอดอกความหมายชัดเจนยิ่ง
เ้าอ้วนน่าตายเองก็ไม่ชักช้า รีบเลียนแบบท่าทางของศิษย์น้องเล็กแสดงเจตนารมณ์ว่าตนเอง้าฟังเื่เล่าของเซียงอวี่ตอนศิษย์น้องเล็กทำยังพอมีท่วงท่าของตงฟางปู้ป้ายอยู่บ้าง แต่พอเป็เ้าอ้วนน่าตายฉินจิ่วเกอเห็นแล้วกลับบังเกิดความคิดเชือดคนให้ตายก่อนฝังไว้เบื้องหน้าป้ายศิลาประจำพรรค
“แค่กแค่ก พวกเ้ารู้หรือไม่เพราะเหตุใดตงฟางปู้ป้ายได้รับคัมภีร์ทานตะวันแล้วจึงตอนตนเอง?” ฉินจิ่วเกอมือหนึ่งชี้ขึ้นฟ้า แสดงท่าทางแย้มยิ้มลี้ลับราวผีเสื้อมายาของจ้วงโจว
ศิษย์น้องเล็กมองออกถึงลูกไม้ของศิษย์พี่ใหญ่ ดังนั้นไม่ยอมเอ่ยปากสรุปแล้ว แปลงร่างเป็หนังวัวเสียบไม้ไร้ปฏิกิริยาใดๆ
แต่เ้าอ้วนทางด้านข้างไหวพริบไม่สูงส่งเท่าใดสามารถพลิกซ้ายพลิกขวา ยังสามารถปั้นแต่งเื่ราวได้
เ้าอ้วนน่าตายครุ่นคิดอย่างเอาจริงเอาจังก่อนลองตอบคำถามออกมา“เพื่อฝึกปรือวิชาเทพพิสดาร สะบั้นกระบี่ตอนตนเอง หากคิดสำเร็จการใหญ่มีแต่ต้องกระทำเื่ที่ผู้คนทั่วไปไม่สามารถกระทำได้”
“โนวโนวโนว นั่นไม่ใช่จุดสำคัญ” ส่ายศีรษะไปมาปฏิเสธจากนั้นใบหน้าปั้นรอยยิ้มชั่วร้ายขึ้น“เป็เพราะมันอ่านคัมภีร์แล้วไม่ยอมจ่ายตังค์ต่างหาก จำเอาไว้ฟังนิทานแล้วไม่จ่ายเงิน ช้าเร็วต้องพบจุดจบเช่นนี้!”
“ซี้ดดด” ชั้นไขมันหลายร้อยจินบนร่างเ้าอ้วนน่าตายพลันกระเพื่อมขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
วาจาไม่กี่คำของฉินจิ่วเกอ กลับทำให้มันต้องสะดุ้งไม่คลาย
ช่างเป็ฝีมืออันชั่วช้านัก คำสาปแช่งอันร้ายกาจทว่ากลับได้ผลอย่างมหาศาล
ในที่สุดมันก็ซาบซึ้งถึงทรวงใน ต้องยอมสยบต่อบารมีของศิษย์พี่ใหญ่
หากแต่ศิษย์น้องเล็กยังคงกอดอกเชิดหน้ายิ้มเหยียดชัดเจนว่าไม่ถูกข่มขู่เสียขวัญ
สามคนทะเลาะทุ่มเถียงวุ่นวายตลอดทางในที่สุดก็มาถึงเมืองซวนอู่ที่อยู่ห่างจากพรรคหนึ่งร้อยลี้
กำแพงเมืองอันใหญ่โตโอ่อ่าตั้งตระหง่านง้ำเบื้องหน้าฉินจิ่วเกอในฐานะผู้มาใหม่ที่เพิ่งมาถึงโลกนี้นี่ถือเป็ครั้งแรกของมันที่ได้พบเห็นสิ่งก่อสร้างตระการตาเช่นนี้
กำแพงสูงสิบจั้ง เมื่อทอดตามองจากด้านล่างต้องแหงนคอตั้งบ่าจนปวดเมื่อยนัก
บนกำแพงเก่าคร่ำคร่า เต็มไปด้วยร่องรอยของเวลาอันกระดำกระด่างสิ่งของที่สามารถผ่านกาลเวลายาวนาน ไม่มีผู้ใดกล้ามองข้าม
ยามใดที่เมืองซวนอู่กระตุ้นค่ายกลจะปลดปล่อยพลังิญญาที่ผู้คนต้องหวาดหวั่นออกมาค่ายกลป้องกันนครนี้สามารถกำจัดยอดยุทธ์ระดับพิสุทธิ์ได้อย่างง่ายดาย
หากลองคิดคำนวณดู เกรงว่ามีแต่ยอดยุทธ์ชั้นกลั่นดวงธาตุจึงสามารถไม่เห็นค่ายกลป้องกันเมืองซวนอู่อยู่ในสายตาได้
งานระดับนี้ สมกับเป็เมืองใหญ่ที่มีประชากรอยู่อาศัยนับล้านคนถนนหนทางกว้างใหญ่ บ้านเรือนสะอาดสะอ้านเป็ระเบียบแสดงให้เห็นถึงอำนาจและรายละเอียดของเมืองซวนอู่
“เ้าอ้วน” ฉินจิ่วเกอเรียกหาเ้าอ้วนที่ตามมาด้านหลัง
เ้าอ้วนน่าตายคล้ายไม่พอใจต่อฉินจิ่วเกอเล็กน้อย ตัดพ้อว่า“ศิษย์พี่ ยามนี้ไม่ใช่ในพรรคเรา ช่วยรักษาหน้าข้าบ้างได้หรือไม่?”
“ก็ได้” ฉินจิ่วเกอแสดงความเมตตา “ที่จริงก่อนหน้านี้ข้าพบกับศิษย์น้องสามหรงเคอเคอจึงเอ่ยถึงเ้ากับนาง ศิษย์น้องบอกข้าว่า นางชมชอบเ้าอ้วนที่สัตย์ซื่อถือมั่นนักไม่ชมชอบพวกคนใจแคบปากหวานก้นเปรี้ยว ช่างทำให้ผู้คนชิงชังนัก”
อันที่จริง ฉินจิ่วเกอถูกศิษย์น้องเล็กข่มเหงรังแกจนคับอกคับใจจึงได้แต่เอาเ้าอ้วนมาเป็ที่ระบายอารมณ์ “ในเมื่อศิษย์น้องเป็พวกไม่ยอมรับตนเองข้าก็จะเปลี่ยนเป็เรียกเ้าว่าเ้าหนุ่มรูปหล่อแล้วกัน”
“ศิษย์พี่เอาอะไรมาพูด” เ้าอ้วนบังเกิดความร้อนรนสองมือรั้งชายแขนเสื้อฉินจิ่วเกอ “อย่าได้เกรงอกเกรงใจอันใดต่อข้าเลยรูปร่างข้าเป็แบบนี้ ไม่เรียกว่าเ้าอ้วน ยังจะเรียกว่าเ้าผอมได้หรือ?”
“ดีมาก” ฉินจิ่วเกอตบบ่าเ้าอ้วนเบาๆ “หาที่พักเท้ากันเถอะพวกเราลองออกไปถามดูให้ทั่วๆ ในเมืองซวนอู่ที่ไหนขายหญ้าิญญาแสงราคาถูกบ้าง”
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญสะสางกิจการฉินจิ่วเกอนับว่าเข้าใจเื่ราวดียิ่ง คนมาถึงอย่างภาคภูมิในเมืองซวนอู่ยังคงไม่ลืมทำธุระแก่ผู้คน
เ้าอ้วนน่าตายโบกนิ้วกลมๆ อ้วนป้อมราวแครอทสองตาเล็กเท่าถั่วเขียวขยิบยก “เื่ใหญ่แล้วศิษย์พี่ ศิลาิญญาที่าุโให้มาเพียงพอซื้อหาหญ้าิญญาแสงห้าสิบจินเท่านั้น จำนวนพอดีให้พวกเราทำภารกิจส่วนเื่อื่นๆ นอกจากนี้ พวกเราั้แ่หัวจรดเท้าไม่มีเงินสักแดง”
“อะไรนะ?” ฉินจิ่วเกอบังเกิดโทสะหวาดระแวงว่าเป็เ้าอ้วนที่แอบเล่นตุกติก ต้องนับคำนวนใหม่อย่างระวังถึงสามรอบผลสรุปที่ได้ คือเ้าอ้วนไม่ได้โกหกาุโแห่งพรรคหลิงเซียวนี้นับว่างกได้ที่จริงๆ
“ศิษย์พี่” ศิษย์น้องเล็กรั้งชายเสื้อของฉินจิ่วเกออย่างกระมิดกระเมี้ยนสีหน้าท่าทางช่างชวนให้ผู้คนต้องเวทนา “ข้าอยากรับประทานขนมนั่น”
ฉินจิ่วเกองอร่างลงมาอยู่ระดับเดียวกับศิษย์น้องเล็กในดวงตาเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำ “ศิษย์น้อง ในกระเป๋าศิษย์พี่ใหญ่เองก็ไม่มีเงินสักแดงนี่ยังไม่รวมว่า ข้าแบกภาระหนี้สินของคนอีกร่วมร้อยในสำนัก ช่างน่าเวทนานัก”
“ใช่แล้ว ช่างน่าเวทนาจริงๆ” เมื่อเอ่ยถึงเื่เงิน เ้าอ้วนน่าตายพลอยมีน้ำตา ใบหน้าอวบไขมันเปื้อนเปรอะไปทั่ว
หนึ่งเล็กหนึ่งใหญ่ หนึ่งอ้วนหนึ่งผอมศิษย์ฝ่ายในทั้งสามของพรรคหลิงเซียว ต่างยืนที่หัวถนนร่ำไห้อย่างน่าสมเพชดึงดูดสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา
“ไม่มีเงิน แล้วพวกเราจะไปอยู่ที่ไหนล่ะคงมิใช่ว่าต้องนอนข้างถนนหรอกนะ?” สีหน้าเ้าอ้วนวิตกทุกข์ร้อน
“ไม่งั้นพวกเรารีบซื้อหญ้าิญญาแสงแล้วรีบกลับกันเถอะ?” ฉินจิ่วเกอกล่าว
ศิษย์น้องเล็กปิดใบหน้าแดงอมชมพูของนาง กล่าวเรียกสติทั้งสอง“เวลาไม่พอ พวกเราทั้งไม่มีเงินเช่าที่พัก ทั้งยังไม่มีเงินซื้อของรับประทานไหนจะอากาศหนาวเย็นอีก”
“ใช่แล้ว อากาศก็หนาว ยังหิวอีกด้วย” เ้าอ้วนรำพันต่อตนเอง
ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ของทั้งสองและของพรรคหลิงเซียวฉินจิ่วเกอพลันรู้สึกว่าสองบ่าแบกภาระหนักหนาสาหัสอย่างไม่ทันตั้งตัวอารมณ์ดิ่งลงเหวในทันที แท้จริงแล้วเป็ศิษย์พี่ใหญ่ล้วนไม่ง่ายเลยจริงๆ
“ข้าว่าในเมืองซวนอู่ต้องมีเศรษฐีอยู่ไม่น้อย”เกิดเป็คนต้องทรหดอดทน ฉินจิ่วเกอเริ่มสอดส่องหาเหยื่อโดยรอบ
เ้าอ้วนน่าตายพลันเอ่ยทักท้วงขึ้นด้วยความหวาดหวั่นสุดแสน“ศิษย์พี่ใหญ่ โทษวิ่งราวโจรกรรมในเมือง คือฆ่าทิ้งในทันที”
“พูดอะไรของเ้า ข้าหมายความว่าคนมีเงินมากมายในเมืองนี้พวกเราไปเรี่ยไร สมควรได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง”
ในใจของฉินจิ่วเกอนั้น ชีวิตของตนแน่นอนว่ามาลำดับหนึ่งลำดับสองคือเงิน ลำดับสามคือตำแหน่งศิษย์พี่ใหญ่ของพรรคหลิงเซียวสำหรับเื่หน้าตาอันใดนั้น แน่นอนว่าย่อมต้องรั้งท้ายสุดสรุปแล้วอันดับสุดท้ายไม่เอาก็ยังได้
“ขอทาน?” เ้าอ้วนและศิษย์น้องเล็กร้องออกมาพร้อมกัน
“อามิตตาพุทธ เรียกว่าบิณฑบาต ไม่ใช่ขอทาน!” ฉินจิ่วเกอเน้นเสียงบิณฑบาตกับขอทานมันคนละเื่กันเลย
“ไม่เอา” เ้าอ้วนน่าตายก็มีหลักการอยู่บ้าง
โอย คิดๆ ดูก็มีเหตุผล
เ้าอ้วนคนเดียวน้ำหนักเท่าคนสามคนรวมกัน ปริมาตรขนาดนี้แน่นอนว่าไม่อาจใช้งานได้
สำหรับกับหญิงสาวแรกแย้มเช่นศิษย์น้องเล็กเล่าฉินจิ่วเกอเองก็ไม่อาจหักใจอำมหิตยิ่งกว่าสัตว์ป่าได้ หากใช้แรงงานนางดีไม่ดีอาจถูกฟ้าลงทัณฑ์
“ลองดูไปก่อน ปกติเอาแต่ซุกหัวฝึกวิชาในพรรคไหนเลยจะเข้าใจเื่ราวภายนอก” ไม่มีทางเลือก ฉินจิ่วเกอใคร่ครวญสามรอบตัดสินใจงัดเอาความสามารถที่แท้จริงของตนเองออกมาแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า
“พวกเ้าคอยดูอยู่ห่างๆ ศิษย์พี่วันนี้จะสอนวิชาให้กระบวนท่าหนึ่ง!”จากนั้นคนยืดกายขึ้น รัศมีของยอดฝีมือเปล่งออกจากภายในสู่ภายนอกผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาต้องเกิดความเลื่อมใสขึ้น
ฉินจิ่วเกอมองประเมินผู้คนโดยรอบ หาเป้าหมายในการลงมือ
ที่ต้องหาคือคนจำพวกกระสอบฟางไร้สมองโดยเฉพาะกระสอบฟางที่มีอันจะกิน
ไม่นาน ฉินจิ่วเกอก็ต้องตาบุรุษหนุ่มแต่งกายฉูดฉาดผู้หนึ่ง มือไม้กระดูกราวหยกสลักท่วงท่าสำอางค์ ชัดเจนว่าเป็พวกลูกเศรษฐีไม่รู้ความ ดี เป็หมอนี่นี่ละฉินจิ่วเกอคลุมร่างด้วยเสื้อคลุมดำและหมวกหญ้าฟาง เดินเข้าไปหาอย่างปลอดโปร่ง
“พี่ท่าน สบายดี” ฉินจิ่วเกอดัดเสียงตนเองจนแหบแห้ง
คุณชายสำอางท่านนั้นหันหน้ากลับมา จมูกชี้ฟ้า ั์ตาสูงบนกระหม่อมสะบัดพัดจีบในมือ “มีอะไร?”
“คุณชายท่านนี้ หล่อเหลางามสง่าอย่างถึงที่สุดนับเป็ส่วนสัดชั้นเลิศจริงๆ” ขณะฝืนใจยกยอปอปั้นอีกฝ่ายฉินจิ่วเกอพลันรู้สึกขึ้นมาว่าที่จริงเ้าอ้วนเองก็เข้าท่าไม่น้อย
“นั่นยังต้องกล่าวหรือ” อีกฝั่งยังคงรักษาท่าทีอวดโอ่ลำพอง
“คุณชาย ท่านมีรัศมีสายหนึ่งจากฟ้า ทราบหรือไม่? ดูแล้วสมควรเป็ยอดอัจฉริยะเชิงยุทธ์ที่ร้อยปีจะปรากฏสักคนเพียงแต่น่าเสียดายที่มิได้พบพานวาสนา ดังนั้นเพียงสามารถอยู่ในเมืองซวนอู่รั้งอันดับกลางขึ้นๆ ลงๆ อย่างยากลำบาก ถูกหรือไม่?” ฉินจิ่วเกอเสี่ยงทาย
จากท่วงทีวาจาและการแต่งกาย อีกฝ่ายสมควรมาจากตระกูลสูง
น่าเสียดายที่เป็พวกเ้าสำราญไม่เอาอ่าวแม้มีสภาพแวดล้อมในการบ่มเพาะที่ไม่เลว แต่สุรานารีกลับทำลายพร์ไป
“เ้า เ้ารู้ได้อย่างไร?” บุรุษหนุ่มแตกตื่น คนคล้ายสังหรณ์ว่าตนเองใช่พบพานยอดคนแล้วหรือไม่
“เฮอะ เรานั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ภายในป่าเขาจนถึงวันนี้บรรลุถึงขั้นร่างทองะ พลังชี่ประสานกายา สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้บำเพ็ญพรตอยู่ห้าร้อยปี คาดคำนวนว่าเมืองซวนอู่ปรากฏัแท้จริงขึ้น และนั่นก็คือเ้า!”