เมื่อกลับมาถึงจวนจือฮวากับเจียอี ล้มตัวลงนอนกับพื้น ไม่สนใจกิริยาใด ๆ จนทำให้จินเยว่หัวเราะอย่างขบขัน
“คุณหนูทำได้อย่างไร เหตุใดพวกข้าเหนื่อยเหมือนจะขาดใจ” สาวใช้ทั้งสองยังกลิ้งเกลือกอยู่กับพื้น
“พวกเ้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ จะได้ไปรับสำรับจากห้องครัว วันนี้เอาอาหารส่วนของเ้ามาด้วย เราจะได้กินด้วยกัน”
พอได้ยินว่าสำรับอาหาร ทั้งสองมีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันที รีบลุกแล้ววิ่งกลับไปยังที่พักของตนเอง
จินเยว่หลังจากที่กินอาหารกับสาวใช้แล้ว จึงไล่พวกนางให้กลับไปพักที่ห้อง ไม่ต้องมารอดูแลนาง
เมื่อไม่มีใครแล้ว จินเยว่จึงเข้ามาในมิติ ห้องแรกที่นางเลือกคือห้องหลอมอาวุธ
จินเยว่ยอมรับว่าตนเองไม่มีความสามารถด้านนี้เลย คืนทั้งคืนจินเยว่จึงอ่านตำราอาวุธเทพ พร้อมกับฝึกทำไปด้วย
>>>
“คุณหนูเสร็จหรือยังเ้าคะ ให้พวกข้าเข้าไปช่วยแต่งตัวหรือไม่เ้าคะ”
หลังจากที่ทั้งสามคนต้องไปเรียนที่สำนักศึกษา จินเยว่ไม่ให้สาวใช้ทั้งสองต้องมาช่วยแต่งตัวนางอีกเลย
เพราะสาวใช้ทั้งสองนอกจากไปเรียนที่สำนักศึกษาแล้ว กลับมาต้องมาดูแลเื่ความสะอาด ซักเสื้อผ้า ดูแลสำรับอาหาร
เื่ส่วนตัวของนาง จินเยว่จึงเลือกทำด้วยตนเอง เดี่ยวนี้การแต่งชุดนางแต่งได้คล่องแล้ว ไม่ต้องมีคนช่วยนางก็ทำเองได้
“ไม่ต้อง ข้าเสร็จแล้ว” ทั้งสามรีบเดินออกไปลานหน้าจวน รู้สึกโล่งอกที่อย่างน้อยพวกนางก็มาก่อนหวังอัน
หากให้คุณหนูใหญ่ของจวนเป็ฝ่ายรอ ทั้งสามคงโดนพูดกระทบกระเทียบไม่เลิกแน่
วันนี้่เช้าเรียนเล่นหมาก ่บ่ายวาดภาพ อาจารย์ทั้งสองวิชาแจ้งให้ทุกคนรู้ว่า
การเรียนครั้งหน้าจะมีการแข่งขัน หากใครได้อันดับหนึ่งจะได้เข้าไปแสดงต่อหน้าพระพักตร์ขององค์ฮ่องเต้
ในงานชมบุปผา ที่องค์หญิงฝูโยวพระธิดาองค์เดียวของฮ่องเต้จะจัดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า
ทำให้ทุกคนต่างกระตือรือร้น ในการเรียนแต่ละวิชามากขึ้น
ที่นี่มีข้อกำหนดแตกต่างจากฝั่งผู้ชายคือ เมื่อมีเรียนแค่หกวิชา จึงเรียนแค่สองวัน หยุดสามวัน สลับกันไปและใช้เวลาเรียนแค่หนึ่งปีเท่านั้น
“ข้าดีใจมากเ้าคะ ที่พรุ่งนี้ก็วันหยุดไม่ต้องไปเรียนแล้ว” มาถึงห้องของจินเยว่ จือฮวาที่ยังนอนกับพื้นพูดออกมาอย่างดีใจ
“ใช่ข้ารู้สึกว่าการไปสำนักศึกษา ไม่ใช่สิ่งที่ข้า้าแล้วเ้าค่ะ” เจียอีเอ่ยขึ้นมาอีกคน
“พอ ๆ พวกเ้าอย่าบ่นมาก รีบไปจัดการตัวเอง จะได้ไปรับสำรับมา”
สาวใช้ทั้งสองลุกจากพื้นอย่างเกียจคร้าน แล้วเดินกลับไปที่พัก จินเยว่คิดว่าเพราะนางไม่เข้มงวดกับทั้งสองหรือไม่ พวกนางจึงเหมือนเป็คนขาดวินัยเช่นนี้
“คุณหนูเ้าคะ หากพวกข้าลาออกจากสำนักศึกษาได้หรือไม่เ้าคะ” สีหน้าจริงจังของทั้งคู่ทำให้จินเยว่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
“แค่หนึ่งปี พวกเ้าทนไม่ได้เลยหรือ” สาวใช้ทั้งสองทำหน้าสลด จินเยว่จึงบอกว่านางจะจัดการให้
จือฮวากับเจียอี จึงมีสีหน้าเปี่ยมสุข รีบเข้ามาบีบนวดไหล่ให้จินเยว่คนละข้าง อย่างเอาใจ
“แต่ข้าไม่รู้ว่าไปบอกท่านป้า แล้วนางจะอนุญาตหรือไม่นะ”
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ อย่างน้อยพวกเราก็ยังมีหวัง” เมื่อวันนี้เป็วันหยุดจินเยว่ให้ทั้งสองพักให้เต็มที่ นางจะไม่เรียกใช้อีก
สาวใช้ทั้งสองจึงแยกย้ายกันไปทำงานในส่วนของตนเองให้เสร็จ จะได้รีบกลับไปพักผ่อน
จินเยว่ที่เดินเล่นในจวน และเดินไปถึงสระบัวของจวนตระกูลหวัง
ในศาลาจินเยว่มองเห็นกู้ชิงกับหวังอันนั่งอยู่ โดยมีสาวใช้ของทั้งสองคอยดูแลอยู่ข้าง ๆ
“ท่านป้า คุณหนูหวัง” จินเยว่ทำความเคารพกู้ชิงและหวังอัน
“อ้าว…จินเยว่ เข้ามานั่งด้วยกัน” กู้ชิงเรียกจินเยว่เข้าไปนั่งในศาลา
ขณะที่หวังอันทำสีหน้าไม่ชอบใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเมื่อกู้ชิงเป็คนเชิญจินเยว่เข้ามานั่งด้วยตนเอง
“วันนี้วันหยุดทำไมเ้าไม่พักเสียล่ะ" จินเยว่จึงบอกว่านางมีเื่ที่จะปรึกษากับกู้ชิง
“มีเื่อะไร เ้าพูดมาได้เลยเดี๋ยวข้าจัดการให้” กู้ชิงมองจินเยว่ มองกี่ครั้งคุณหนูจินคนนี้ก็ช่างงามนัก
“ข้ามีเื่มากวนใจท่านป้า คือสาวใช้ของข้าพวกนางบอกว่าเรียนไม่ไหว ขออนุญาตไม่ไปเรียนแล้วเ้าค่ะ”
กู้ชิงถึงกับส่ายหน้า คิดถึงความแตกต่างระหว่างสาวใช้กับคุณหนูในจวนได้เลย ว่าความอดทนต่างกัน
“หากพวกนางไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป ดีเสียอีกให้นางอยู่ดูแลเรือนยังมีประโยชน์มากกว่า สาวใช้จะต้องไปเรียนให้ได้อะไรขึ้นมา อย่างไรก็ไม่มีโอกาสนำไปใช้”
คำพูดของกู้ชิง ดังก้องเข้าไปถึงข้างในหัวใจของสาวใช้ที่รอดูแลนายของตน อยู่รอบศาลาแห่งนี้
โดยเฉพาะชินหรง หัวใจของนางรู้สึกปวดร้าว ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
แต่ยังดีที่นางยืนก้มหน้าไม่เช่นนั้นทุกคนคงเห็นน้ำตาที่รื้นขอบตาของนางเป็แน่
สาวใช้ต่างก็คิดไปทางเดียวกัน รู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ในสายตาของฮูหยิน พวกนางก็เป็ได้แค่คนชั้นต่ำ มีหน้าที่แค่คอยรับใช้เพียงแค่นั้น
ระหว่างสาวใช้อย่างพวกนางกับจินเยว่ที่ได้ชื่อว่าคนไร้ค่า แต่ในความจริงแล้ว ไม่แน่ว่าใครต่ำต้อยมากกว่ากัน
เมื่อได้คำตอบแล้ว จึงเยว่จึงเอ่ยขอตัวเดินออกมาจากศาลา โดยมีหวังอันออกมาพร้อมด้วย
“คุณหนูจิน เ้าชอบคุณชายฉีชางหรือไม่” เมื่อได้ยินหวังอันถาม จินเยว่ทำสีหน้างุนงง
“เหตุใดคุณหนูใหญ่จึงถามข้าเช่นนี้เ้าคะ ข้าเจอหน้าคุณชายฉีแค่ไม่กี่ครั้ง ข้าจะไปชอบคุณชายฉีได้อย่างไร”
“หากเ้าไม่ได้ชอบก็ดี เพราะข้าจะบอกว่าข้ากับคุณชายฉีคุยเื่หมั้นหมายกันแล้ว รอแค่ฤกษ์เท่านั้น”
“ข้ายินดีด้วยเ้าค่ะ เื่ความชอบของข้า ข้ายังไม่ได้ขอบใคร และหากข้าจะชอบใครสักคน ต้องไม่ใช่คนที่มีคู่อยู่แล้ว คุณหนูใหญ่สบายใจได้”
“ก็ดี” หวังอันสะบัดแขนเสื้อ แล้วเดินจากไปทันที จินเยว่ส่ายหน้า คิดไม่ตกว่าเหตุใดหวังอันจึงคิดว่านางชอบคุณชายฉีไปได้
เมื่อมาถึงเรือนจินเยว่ไม่เจอสาวใช้ทั้งสองแล้ว พวกนางคงกลับไปพักผ่อน จินเยว่จึงเดินเข้าไปในห้องและเข้าไปในมิติ
หลายคืนมานี้ที่นางเข้าไปฝึกฝนการหลอมอาวุธ แต่ผลออกมาก็ยังไม่ดีพอ จินเยว่สามารถหลอมอาวุธที่งดงามออกมาได้ แต่ไม่มีจิติญญาของอาวุธเลย
แม้จะมีทางลัดคือตำราอาวุธเทพ แต่อาวุธที่จินเยว่หลอมออกมายังไม่ได้ส่วนหนึ่งของคำว่าอาวุธเทพเลย
ซึ่งจินเยว่คิดว่าคงต้องใช้เวลาฝึกฝนให้มากกว่านี้ และจะหลอมออกมาจนกว่าจะกลายเป็อาวุธระดับเทพได้
>>>
ทางด้านตระกูลฉี ตอนนี้ฉีชางกำลังเครียดกับการพูดคุยกับฉีเฟยและลู่อวี้ ซึ่งคือพ่อและแม่ของเขานั่นเอง
“เพราะเหตุใด เ้าบอกข้ามา” ฉีเฟยที่กำลังโมโหอย่างที่สุด ตะคอกถามฉีชางอย่างไม่พอใจ
เขา้าได้คำตอบจากบุตรชาย ที่เขาคาดหวังอย่างสุดใจว่า ฉีชางต้องทำตามที่เขา้าทุกอย่าง
“ข้าไม่ได้ชอบนาง ข้าก็ไม่แต่ง” ฉีชางตอบพร้อมตาแดงก่ำ
“ไม่ชอบก็ต้องแต่ง ข้ากับท่านเสนาหวังตกลงกันเรียบร้อยแล้ว” ฉีชางมองหน้าพ่อของเขาอย่างสิ้นหวัง
“เหตุใดท่านพ่อจึงไม่คิดจะถามข้าก่อน ว่าข้าชอบนางหรือไม่ ท่านไม่อยากจะให้ข้ามีความสุขหรืออย่างไร”
“ข้ากับแม่ของเ้าก็ไม่ได้ชอบพอกัน แต่พอแต่งงานไปแล้ว เป็อย่างไรล่ะ เราก็อยู่กันดีมาจนถึงตอนนี้”
คำพูดนี้ของฉีเฟย ทำให้ฮูหยินลู่อวี้ก้มหน้า เพราะนางรู้ดีว่าฉีเฟยไม่เคยรักนางเลย
เขามีนางในดวงใจก่อนที่จะแต่งนางเข้ามา จนวันนี้หัวใจของฉีเฟยยังคงเป็ของสตรีนางนั้น
พอได้ยินคำพูดนี้ของเขา ลู่อวี้จึงรู้สึกเจ็บแปลบไปถึงหัวใจ นางอยากจะเอ่ยปากช่วยฉีชาง แต่นางไม่กล้า
“ท่านพี่” ลู่อวี้ที่กำลังเอ่ยทัดทาน ถูกฉีเฟยถลึงตามองแล้วพูดในสิ่งที่นางต้องเงียบ
“เ้าไม่ต้องพูดอะไร เพราะข้าไม่อยากฟัง ในที่นี้ทุกคนต้องฟังข้า” ฉีเฟยแสดงอำนาจกับคนครอบครัว
“ท่านพ่อ ตอนแรกข้าอยากไปชายแดน ท่านก็บอกว่าอยากให้ข้าทำงาน เพื่อไต่เต้าขึ้นเป็เสนาบดีเหมือนท่าน ข้าก็ยอม แต่เื่นี้ข้าขอได้หรือไม่ ข้าขอเลือกคนที่ข้าอยากแต่งงานด้วยจริง ๆ”
สีหน้าโศกเศร้าของฉีชาง ทำให้ลู่อวี้และฉีเป่าที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย รู้สึกสงสารแต่ทำอะไรไม่ได้
“ท่านพ่อ เป็ข้าได้หรือไม่ ที่แต่งงานกับคนที่ท่านเลือกให้ แล้วปล่อยให้พี่ใหญ่ได้เลือกตามใจที่เขา้า”
ฉีเป่าเอ่ยขึ้นมา ทำให้ทุกคนเงียบ ลู่อวี้ถึงกับร้องไห้ออกมาทันทีที่บุตรชายคนเล็กเลือกที่จะเสียสละแทนพี่ชาย
“ไม่ได้ ข้าตกลงกับท่านหวังเหล่ยแล้ว พูดไปแล้ว หาฤกษ์ยามแล้ว ยกเลิกไม่ได้อย่างเด็ดขาด”
ฉีเฟยอารมณ์ของเขาคุกรุ่น พร้อมะเิเต็มที เขามองกราดไปที่ทุกคน ทั้งพ่อบ้านและบรรดาสาวใช้ต่างก้มหน้าเงียบ
ฉีเฟยจึงหันไปมองหน้าลู่อวี้และฉีชางอีกครั้ง แล้วหันไปพูดกับฉีเป่า
“ส่วนเ้า คิดว่าข้าจะให้เ้าเลือกแต่งงานด้วยตนเองได้หรือ พวกเ้าไม่ว่าใคร ข้าก็จะต้องเป็คนเลือกให้”
พูดจบฉีเฟยก็เดินออกจากจวนแล้วขึ้นรถม้า เพื่อเดินทางไปพบหวังเหล่ย
ฉีชางนอนไม่หลับ เขากำลังคิดถึงหน้าของหวังอัน คิดว่ามิน่าสีหน้าท่าทางของนางถึงเปลี่ยนไป
เพราะท่านพ่อของนางกับท่านพ่อของเขาตกลงกันเื่นี้เรียบร้อยแล้ว เขาจึงมารู้ทีหลัง
ฉีชางนอนก่ายหน้าผาก เขาคิดถึงรอยยิ้มของหญิงสาวอีกคน ที่งามทั้งหน้าตาและนิสัยใจคอ
เขาคิดว่าเขากำลังรู้สึกชอบจินเยว่ และรู้สึกชอบมากขึ้น แม้นางจะเป็คนไร้ค่า
แล้วอย่างไรผู้หญิงในยุคนี้ก็เพียงดูแลสามี บุตรและดูแลจวน ต้องมีความสามารถอะไรมากมาย ไปทำไมกัน
เมื่อนางไร้ค่าก็ให้อยู่แต่ในจวน เื่ทุกอย่างเขาจัดการเอง อย่างน้อยนางก็คือคุณหนูจวนตระกูลจินที่ยิ่งใหญ่มาก่อน
ฉีเฟยมาพบหวังเหล่ยที่จวนตระกูลหวัง ตอนนี้ทั้งสองกำลังร่ำสุรา และคุยกันอย่างถูกคอ
ฉีเฟยนั้นหากเริ่มเมา เขาจะเป็คนที่พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาทั้งหมด
“ท่านหวัง ท่านรู้ไหม เมื่อบุตรชายข้ารู้ว่าต้องหมั้นหมายกับบุตรสาวของท่าน เขาโวยวายทำท่าเหมือนจะตายให้ได้”
“เหตุใดจึงเป็เช่นนั้น” หวังเหล่ยที่ตอนนี้เริ่มเมาแล้วเช่นกัน เอ่ยถามสหายรัก
“เขาบอกว่าไม่ชอบบุตรสาวของท่าน แต่ข้าไม่ยอม อย่างไรเขาต้องหมั้นหมายกับคนที่ข้า้า”