ครอบครัวหลินจงเว่ยใช้เวลาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขไปอีกหลายวัน ยามนี้พวกเขาทุกคนต่างก็มีรายได้ สามารถใช้จ่ายได้อย่างคล่องมือ จึงพากันออกไปรับประทานอาหารที่โรงเตี๊ยม หาซื้อขนมอร่อยๆให้บุตรสาว และยังซื้อกลับมาฝาก หลินซูเม่ยกับหลินไฉ่หงอีกด้วย
เด็กทั้งสองคนนี้เดินทางมาจากหมู่บ้านจิ้งซานพร้อมกับพวกเขาเพียงลำพัง บิดามารดาของพวกเขายังคงอยู่ที่หมู่บ้านจิ้งซาน จึงได้ฝากฝังพวกเขาไว้กับหลินจงเว่ย หลินซูเม่ยเวลานี้อายุ 16 ปี เป็ศิษย์ที่กำลังเตรียมตัวเป็ผู้หลอมโอสถ ส่วนหลินไฉ่หงอายุเท่ากันกับหลินซ่งอวี้ ทั้งยังเป็สหายที่สนิทสนมกันเป็อย่างดี ระดับการฝึกฝนของหลินไฉ่หงต่ำกว่าหลินซ่งอวี้หนึ่งขั้น หลายครั้งก็ร่วมทำการ “อารักขา” น้องเล็กสกุลหลินกับหลินซ่งอวี้ด้วย
“พี่ใหญ่ ข้าไม่เห็นว่าจะมีคนจากหมู่บ้านจิ้งซานตามกลับเข้าเมืองมาเพิ่มเลย เป็เพราะเหตุใดหรือเ้าคะ”
“นั่นไม่ใช่เพราะผลผลิตที่ดีหรอกหรือ พวกเขาต่างมีรายได้เพิ่มขึ้นความเป็อยู่ก็ดี พวกผู้ใหญ่ไม่มีใครคิดจะออกจากหมู่บ้านกันอีกแล้ว มีเพียงกลุ่มเด็กๆที่กำลังเติบโตและเมื่อยกระดับการฝึกฝนได้เมื่อไหร่ พวกเขาถึงจะกลับเข้าเมือง” พี่ชายใหญ่ยังคงทำเพียงอมยิ้มมุมปากเล็กๆ กล่าวตอบน้องสาว
“ตอนนี้ผู้เฒ่าเจียงก็จัดการให้กลุ่มที่ออกไปล่าสัตว์อสูรสามารถเก็บสัตว์ที่ตัวเองล่าได้ไว้ 3 ส่วน อีก 7 ส่วนก็ส่งให้เป็กองกลางใช้เป็อาหารของหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านขยันฝึกฝนเพื่อที่จะได้ออกไปล่าสัตว์อสูรหารายได้เพิ่มให้กับครอบครัวอีกทางหนึ่ง”
“อ้อ เป็เช่นนี้เอง หากพวกเขาสามารถมีรายได้มั่นคง ป้องกันตัวเองได้ ก็ไม่จำเป็ต้องกลับเข้ามาหางานในเมืองเป่ยถังแล้ว”
“จริงสิอาหนิง พี่สาวซานซานของเ้าฝากจดหมายมาด้วย พี่เกือบลืมมอบให้เ้าแล้วเชียว”
“ขอบคุณพี่ใหญ่เ้าค่ะ เดี๋ยวข้าเก็บไว้ไปอ่านที่บ้าน” เด็กหญิงพับจดหมายอย่างเรียบร้อยและเก็บไว้ในแขนเสื้อ ตัวนางเองคิดถึงสหายที่หมู่บ้านจิ้งซานไม่น้อยเลย
หลายเดือนต่อมา น้ำยามรกตก็ได้ถูกจัดส่งไปยังหมู่บ้านทั้ง 8 แห่งจนครบหมดแล้ว ท่านปู่รองหลินโจวิ่รวบรวมคนไปทำการถากถางเปิดหน้าดินใหม่ในที่ดินทรัพย์สินของสกุลหลินขนาดเล็กแห่งหนึ่ง เป็เส้นทางเดียวกันกับทางไปหมู่บ้านจิ้งซานแต่ก็ยังใกล้เมืองเป่ยถังอยู่มากนัก ใช้เวลาเดินทางเพียง 3 วันก็ถึงที่หมายแล้ว
นอกจากถากถางป่า ตัดต้นไม้ทำแนวขอบเขต หลินโจวิ่ยังสั่งให้ขุดบ่อน้ำอีก 2 บ่อไว้อีกด้วย หลินหนิงชินรู้ว่าท่านปู่รองคงจะเริ่มทดลองรดน้ำลงบนดินแล้ว นางไม่ได้ไปวุ่นวายอะไรกับทางด้านนั้น ทุกวันก็ยังคงทำการสอนบรรดาศิษย์ที่อายุมากกว่านางต่อไปและในที่สุดก็มีข่าวดีเกิดขึ้นกับตระกูลหลินอีกครั้ง
“สำเร็จแล้ว สำเร็จแล้ว ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า” หลินเจียวหย่ง ผู้ที่บัดนี้เพิ่งเข้าสู่การเป็นักหลอมโอสถระดับปฐีขั้นต้น สำเร็จหมาดๆกำลังหัวเราะทั้งน้ำตาด้วยความดีใจ
“ยินดีด้วยพี่เจียวหย่ง” หลายเสียงร่วมแสดงความยินดีกันอย่างพร้อมเพรียง
“พี่เจียวหย่งท่านเป็คนแรกที่เข้าสู่ระดับปฐี เช่นนี้ต่อไปท่านก็เป็ศิษย์พี่ใหญ่แล้ว” เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นไปมองญาติผู้พี่อย่างยินดี
“หืมหนิงชินว่ากันตามจริงแล้วเ้าถือเป็คนแรกมิใช่หรือ เ้าต่างหากคือศิษย์พี่” หลินเจียวหย่งตอบกลับมา
“ไม่มีทาง!! ข้าไม่ยอมเด็ดขาดเ้าค่ะ ข้าเพิ่ง 9 ขวบ ท่าน 23 แล้ว ท่านต้องเป็ศิษย์พี่” หลินชินหนิงอ้าปากเถียงอย่างไม่ยินยอมจะให้บุรุษตัวโตมาเรียกนางศิษย์พี่อย่างนั้น อย่างนี้ นางไม่มีวันยอม
“และพวกท่านทั้ง 22 คน ล้วนโตกว่าข้ากันทุกคน พี่เจียวหย่งก็อายุมากที่สุดแล้วด้วย ห้ามใครเรียกข้าว่าศิษย์พี่เด็ดขาดต้องเรียกข้าว่าศิษย์น้อง” นางเป็เด็ก เด็กย่อมเอาแต่ใจ ทุกคนต้องตามใจนางใช่หรือไม่ล่ะ นางจะอาละวาดเช่นนี้แหล่ะ
“ได้ๆๆๆ ข้าเป็พี่ใหญ่เอง เ้าไม่ต้องโมโหไป ดี๋ยวเ้าซ่งอวี้กับไฉ่หงได้มาหักขาข้าแน่ ศิษย์น้อง เ้าเป็ศิษย์น้อง”
“ทุกคนด้วยนะเ้าคะ ต้องรับปากข้าด้วย ไม่เช่นนั้นข้าจะร้องไห้ให้ดู"
“ได้ ศิษย์น้องข้ารับปาก” หลายเสียงตอบพร้อมกัน บรรพบุรุษน้อยเ้ารีบเบาเสียงหน่อยเถิด ผู้อื่นจะหาว่าพวกข้ารังแกเ้าแล้วจะมาหาเื่ตีพวกข้า พวกข้าสู้ไม่ไหวหรอกนะ
หลินซ่งอวี้ที่ทุกคนหวาดกลัวอยู่นั้นบัดนี้เข้าสู่ขอบเขตผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงสุดแล้ว เขาเป็คนที่กินจุเป็อย่างยิ่งแต่ไม่อ้วน รูปร่างยังคงดูผอมสูง ตามแบบฉบับคุณชายเ้าสำอางเหมือนเช่นเดิม แต่ร่างกายกลับแข็งแรงเต็มไปด้วยพละกำลังหนำซ้ำยังชื่นชอบการต่อสู้เป็พิเศษ เจอหน้าใครก็เอาแต่พยายามล่อลวงให้มาฝึกซ้อมวิชายุทธ์อยู่ตลอด จนใครๆ ต่างพากันหลบหน้า เข็ดขยาด
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทางด้านครอบครัวหลินจงเว่ย สตรีผู้เป็ภรรยาที่รักและมารดาที่อ่อนโยน ในที่สุดก็ต้านทานการรบเร้าจากสามีและลูกทั้งสามคนไม่ได้ ยินยอมตั้งใจฝึกฝนจนเข้าสู่ขอบเขตผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลางเสียที และเช่นเดียวกันเด็กหญิงตัวน้อยในครอบครัวย่อมต้องทำตัวให้เป็ตัวอย่างที่ดีให้มารดาเห็นถึงความขยันหมั่นเพียร นางจึงเต็มใจฝึกฝน “อย่างหนัก” เข้าสู่ขอบเขตผู้หลอมโอสถระดับปฐีขั้นสูงแล้ว ด้วยวัย 10 ปี
..........
ที่จวนสกุลหลินทางด้านหน้าประตูจวน ร่างของชายชราร่างท้วม ตาเล็กหยี กำลังเดินแย้มยิ้มอย่างสบายใจเข้ามา
“คารวะท่านปู่จงเ้าค่ะ” เสียงสดใสของหลินหนิงชินเอ่ยทักทายผู้นำตระกูลจง ซึ่งบัดนี้เป็แขกประจำของตระกูลหลินไปแล้ว
“โอ....หลานสาวตัวน้อยของปู่ เ้าดูเหมือนจะผอมลงไปอีกแล้วใช่หรือไม่” จงจวินฮ่าวผู้ที่ชื่นชอบให้เด็กน้อยตรงหน้ามีแก้มป่อง ๆ ไว้ให้เขาหยิกเล่นกล่าวอย่างปวดใจ
“เช่นนั้นท่านปู่ต้องซื้อขนมมาฝากข้าเยอะๆ แล้วเ้าค่ะ ว่าแต่ท่านปู่จงวันนี้มาร่ำสุรากับท่านปู่ทั้งสี่ของข้าหรือเ้าคะ”
“แค่กๆๆๆ เ้ากล่าวอะไรเช่นนั้น ข้าเพียงมาเยี่ยมเยียนพูดคุยกับพวกเขาตามประสาคนแก่เท่านั้นล่ะ” จงจวินฮ่าวกล่าวอย่างร้อนตัว ใครใช้ให้สุราที่สกุลหลินหมักไว้หอมและรสชาติดีขนาดนั้นกันล่ะ
“อ้อ!! เข้าใจแล้วเ้าค่ะ ข้าเห็นท่านปู่สามสั่งคนเตรียมอาหารรอท่านอยู่ที่ศาลาทางด้านนั้นแล้ว ข้าจะเดินไปส่งท่านปู่เองเ้าค่ะ”
ทั้งสองคนเดินเอ้อระเหย พูดคุยกันไปเรื่อย ๆ ตามทางเดินที่ปูด้วยหินสีเขียว ต้นไม้ใหญ่ 2 ข้างทางร่มรื่น จงจวินฮ่าวชอบบรรยากาศและวิธีจัดแต่งสถานที่ของจวนสกุลหลินมาก จนถึงกับไปสั่งให้คนในสกุลจง ทำการจัดสวนภายในจวนใหม่ทั้งหมดวุ่นวายกันยกใหญ่
หลินหนิงชินและผู้าุโทั้ง 4 ของตระกูลหลินเอง ก็นิยมชมชอบผู้นำตระกูลจงผู้นี้ไม่น้อย เขามีนิสัยเปิดเผยจริงใจ ไร้เล่ห์เพทุบาย เสียดายเพียงไม่ได้มีโอกาสทำความรู้จักกันก่อน เสีย่เวลาดีๆไปเนิ่นนาน
“พี่จวินฮ่าว มาๆๆ พวกเรารอท่านอยู่พักใหญ่แล้ว” หลินตงกล่าวทักทายอย่างเป็กันเองทันทีที่เห็นร่างใหญ่ของจงจวินฮ่าวเดินเข้ามา ผู้นำตระกูลจง อายุมากกว่าผู้นำตระกูลหลิน หลินลี่หยาง 2 ปี จึงถูกนับเป็พี่ใหญ่ไปแล้ว
ด้านหลินลี่หยางประสานมือคำนับเป็การทักทายแล้ว ใบหน้ากลับหันมากล่าวกับเด็กหญิงแทน
“หนิงชินเ้าก็อยู่ร่วมโต๊ะกับพวกปู่ด้วยเลยปู่มีเื่จะคุยกับเ้าอยู่พอดี”
ผู้ชราทุกคนอิ่มกันจนพุงกาง การมีสหายรู้ใจร่วมโต๊ะอาหารช่างสำราญใจยิ่งนัก พวกเขาไม่จำเป็ต้องใส่ใจกับพิธีการใดๆ พูดกันไปกินกันไปจนอาหารบนโต๊ะหมดเกลี้ยงทุกจาน หลินลี่หยางจึงได้เริ่มเปิดบทสนทนาใหม่
“พี่ชายจวินฮ่าว หลานสาวตัวน้อยของพวกเราช่างทำให้ข้าสุขใจยิ่งนัก ท่านรู้หรือไม่นางเลื่อนระดับเป็ผู้หลอมโอสถระดับปฐีขั้นสูงแล้วนะ”