หลิวชุนฮวาคิดว่าชื่อเสียงของตัวเองในหมู่บ้านดีมาก แต่ความจริงแล้วบรรดาสะใภ้ในหมู่บ้านต่างนินทาหล่อนลับหลังไม่น้อย แถมก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หล่อนเป็นผู้หญิงขี้เกียจ กินเก่ง และชอบผลาญเงินครอบครัว
ชาวบ้านที่ไม่ได้ตาบอดต่างก็เห็นว่าหลิวชุนฮวาทารุณจิ่งเยี่ยนกุยอย่างไรบ้าง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องเมื่อวาน แม้แต่พี่สะใภ้รองหยางก็ยังรู้สึกว่าหลิวชุนฮวาหน้าด้านหน้าทนเหลือเกิน ขนาดตอนนี้ยังกล้าพูดเรื่องที่ขัดกับความรู้สึกในใจของตัวเองออกมาได้อีก
พี่สะใภ้รองหยางเป็นคนชอบใส่ใจเรื่องชาวบ้านโดยไม่สนว่าจะบานปลายหรือไม่ จึงแกล้งพูดอยู่ข้างๆ ว่า "เยี่ยนกุยก็ถือว่าเป็นคนมีบุญจริงๆ นะ ก่อนจะแต่งงานทำงานหนักสารพัดเหมือนวัวเหมือนม้า ไม่เคยได้พักสักนาทีเดียว พอแต่งงานไปแล้วคงจะได้ไปใช้ชีวิตสุขสบายที่บ้านตระกูลฟาง ไม่ต้องลำบากแบบนี้อีก"
หลิวชุนฮวาได้ยินดังนั้นก็รู้สึกปวดขมับตุบๆ พลันพูดขึ้นด้วยสีหน้าเย็นชา "นี่หล่อนหมายความว่ายังไง?"
"ไม่ได้หมายความว่าอะไรนี่" พี่สะใภ้รองหยางพูดด้วยรอยยิ้ม "คนทั้งหมู่บ้านต่างก็รู้ว่าเยี่ยนกุยเป็นลูกสาวที่ขยันขันแข็งที่สุด ทุกๆ วันแต่เช้าตรู่ก็ลุกขึ้นมาทำงานแล้ว กลางวันก็ทำงานตากแดดร้อนๆ ไม่ได้กลับไปพักผ่อนที่บ้าน ตอนเย็นก็ยังทำงานจนฟ้ามืด ตกค่ำถึงจะกลับจากไร่นา"
"ชุนฮวา เธอสอนลูกสาวได้ดีจริงๆ นะ! ถ้าเป็นฉันคงทำไม่ได้หรอก เสี่ยวชุ่ยของฉันขี้เกียจจะตาย ถ้าลูกฉันขยันได้สักครึ่งหนึ่งของเยี่ยนกุย ฉันคงดีใจจนยิ้มไม่หุบแล้ว"
คำพูดนี้แฝงไปด้วยการประชดประชัน ไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย แต่ก็ไม่มีคำด่าใดๆ หลิวชุนฮวาไม่สามารถระบายโทสะได้ ใบหน้าจึงค่อยๆ มืดครึ้มลง "แน่นอนสิ เสี่ยวชุ่ยของเธอก็ไม่ได้สวยหรือขยันเท่าเยี่ยนกุยของฉัน ไม่มีทางได้แต่งงานดีๆ เหมือนลูกสาวฉันหรอก เธอควรจะมาเรียนรู้จากฉันบ้างนะ"
"คงไม่กล้าเรียนหรอก" พี่สะใภ้รองหยางได้ยินดังนั้นก็รู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง หางตาของหล่อนเชิดขึ้น "ถ้าชุ่ยฮวาจะเอาอย่างเยี่ยนกุยที่พอได้ดีก็รีบแยกครอบครัว ฉันจะหักขาเด็กคนนั้นเสีย!"
หลิวชุนฮวาจ้องพี่สะใภ้รองหยางเขม็ง แต่หล่อนกลับพูดขึ้นพลางทำท่าทางถอนหายใจ "แต่ว่าปกติเยี่ยนกุยก็ทำงานให้ที่บ้านจนหัวหมุน พอเจี้ยนกั๋วกลับมาจากข้างนอกก็ทำร้ายเยี่ยนกุยจนหัวแตก ถ้าเป็นฉันนะ ฉันคงเสียใจแย่"
หลิวชุนฮวาสุดจะทนแล้ว จึงพูดอย่างมีน้ำโห "เธอหมายความว่ายังไงกันแน่?"
พี่สะใภ้รองหยางที่เป็นตัวแม่แห่งวงการซุบซิบนินทาและผู้นำวงการสายวีนประจำหมู่บ้าน มีหรือจะไปกลัวหลิวชุนฮวาที่มีผิวพรรณนุ่มนวล หล่อนจึงจ้องหน้าหลิวชุนฮวาด้วยสายตาดุดัน "ฉันพูดอะไรที่ไม่ใช่ความจริงเหรอ? เยี่ยนกุยไม่ได้ทำงานหรือเจี้ยนกั๋วไม่ได้ทำร้ายลูกหรือไง?"
"จะมาจ้องฉันทำไม? อะไร เธออยากจะยุให้เจี้ยนกั๋วมาทำร้ายฉันหรือไง?"
ทันทีที่หล่อนพูดจบ ลูกชายร่างบึกบึนทั้งสามคนของพี่สะใภ้รองหยางก็ตะโกนขึ้นด้วยเสียงดังลั่น "ใครจะทำร้ายแม่ฉัน!"
ในยุคนี้ กฎเกณฑ์ของหมู่บ้านเรียบง่ายและป่าเถื่อน ใครที่มีลูกชายเยอะก็มีกำลังต่อสู้มาก คนในหมู่บ้านก็มักจะยอมหลีกให้สามส่วน นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ก่อนที่จะมีการวางแผนครอบครัว หลายๆ คนจึงพยายามมีลูกชายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
หลิวชุนฮวาที่กำลังจะบันดาลโทสะ เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของพี่สะใภ้รองหยางก็ยอมอ่อนลงทันที แต่สถานการณ์แบบนี้ก็ทำให้หล่อนอับอายพอสมควร ป้าติงที่สนิทกันดึงหล่อนไปด้านข้างแล้วพูดว่า "ไม่มีใครอยากจะทำร้ายแม่แกหรอก วันสำคัญแบบนี้ ใครทำร้ายคนอื่นก็เท่ากับไม่ให้เกียรติตระกูลฟาง!"
คำพูดนี้เป็นเหมือนการให้ทางเลือกแก่หลิวชุนฮวา ถึงแม้ลูกชายทั้งสามของตระกูลหยางจะชอบทำตัวอันธพาล แต่พวกเขาก็ไม่ใช่คนที่จะล่วงเกินตระกูลฟางได้ ยามนี้จึงจ้องหลิวชุนฮวาไปหนึ่งทีแล้วถือว่าเรื่องนี้เป็นอันจบลง
แต่พี่สะใภ้รองหยางกลับรู้สึกลำพองใจ ผลงานการให้กำเนิดลูกชายสามคนและเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ ยังไม่มีใครในหมู่บ้านเทียบเทียมได้ แม่ไก่อย่างหลิวชุนฮวาที่ออกไข่หลังจากรับลูกสาวมาเลี้ยง จะมาเทียบอะไรกับหล่อนได้!
หยางหว่านซิ่วได้ยินเสียงดังทางนี้ก็อดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่หลิวชุนฮวา หล่อนนี่มันอยู่เฉยๆ ไม่ได้หรือยังไง ชอบก่อเรื่องเสียจริง! ตอนนั้นเธอไม่เห็นด้วยที่เจี้ยนกั๋วจะแต่งงานกับหลิวชุนฮวา แต่เจี้ยนกั๋วกลับชอบรูปร่างหน้าตาของหลิวชุนฮวา และยืนกรานจะแต่งงานด้วย ทำให้เธอห้ามไม่ได้ สุดท้ายก็ลากตัวปัญหาเข้าบ้านจนได้
แม้ว่าพิธีหมั้นจะไม่ได้เป็นทางการเหมือนพิธีแต่งงาน แต่ในยุคนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ตามปกติแล้วเรื่องเหล่านี้ควรจะเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ฝ่ายหญิง แต่เมื่อวานจิ่งเยี่ยนกุยได้ย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านของตระกูลจิ่งแล้ว ถือว่าได้ตัดขาดกับจิ่งเจี้ยนกั๋วและหลิวชุนฮวาอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นหน้าที่นี้จึงต้องตกเป็นของหยางหว่านซิ่วโดยปริยาย
แต่จิ่งเจี้ยนกั๋วและหลิวชุนฮวาหน้าด้านมาก นึกไม่ถึงว่าวันนี้ยังกล้ามาที่งาน แค่พวกเขาสองคนยังไม่พอ ลูกทั้งสามคนในตระกูลก็ยังมากันพร้อมหน้า
ทันทีที่จิ่งหลิวหยางมาถึงก็ร้องตะโกนเสียงดังว่า "แม่ ผมอยากกินเนื้อ!"
คราวก่อนไม่ได้กินเนื้อ เขาก็เลยรู้สึกขุ่นเคืองอยู่ภายในใจ
เมื่อเห็นของคาวสามอย่างสำหรับเซ่นไหว้ที่วางอยู่ในลานบ้าน เขาก็แทบจะพุ่งเข้าไปกัดกินสักคำเสียแล้ว
หลิวชุนฮวาพูดทั้งรอยยิ้ม "ได้เลยจ้ะลูก อีกเดี๋ยวแม่จะคีบให้"
ครั้นหยางหว่านซิ่วได้ยินคำพูดนี้พอดี ในใจก็เกิดความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
จิ่งหลิวหยางถูกหลิวชุนฮวาเลี้ยงดูมาจนเสียคน ไม่มีมารยาท ไร้การอบรมสั่งสอน หยางหว่านซิ่วเองก็ไม่มีความสามารถที่จะสั่งสอนได้ ทำได้เพียงปล่อยตามเลย
วันนี้มีคนมากมาย อีกทั้งยังเป็นวันหมั้นของจิ่งเยี่ยนกุยกับฟางเสียนจืออีกด้วย หยางหว่านซิ่วไม่อยากให้คนในหมู่บ้านเห็นเรื่องน่าขายหน้าของตระกูลจิ่ง จึงแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน
ตระกูลฟางเข้ามาส่งของหมั้นโดยไม่ได้ปรึกษาหยางหว่านซิ่ว พวกเขามาถึงก็พากันยกข้าวของเข้ามาเอง ทำเอาหยางหว่านซิ่วต้องยุ่งวุ่นวายไปทั้งเช้า แต่โชคดีที่เธอมีมนุษยสัมพันธ์ดี เหล่าพี่น้องคนเก่าคนแก่ที่สนิทกันทั้งหลายจึงมาช่วยเตรียมพิธี ทำอาหารกลางวันเลี้ยงแม่สื่อและคนจากตระกูลฟาง
ของหมั้นสามอย่างถูกวางไว้ที่ห้องโถงของบ้านเก่า ทำให้ห้องโถงที่เคยเก่าร้างดูสว่างไสวขึ้นมาไม่น้อย หลายคนในหมู่บ้านยังไม่เคยเห็นโทรทัศน์ แม้กระทั่งจักรยานและจักรเย็บผ้าก็พบเจอได้ยาก ทุกคนจึงพากันมามุงดูและสัมผัสด้วยความอยากรู้อยากเห็น
โชคดีที่วันนี้ตระกูลฟางส่งของเซ่นไหว้มาเยอะพอสมควร มีครบทั้งผักและเนื้อสัตว์ ส่วนผักสดก็ไปหาเก็บได้จากในสวน ตอนนี้ก็เป็นฤดูที่พืชผักผลไม้กำลังออกดอกออกผล จึงไม่ได้ดูเสียหน้ามากนัก
ที่บ้านเก่ามีเพียงโต๊ะเก้าอี้ชุดเดียว ถึงแม้คนจากตระกูลฟางที่มาเยือนจะมีแค่เจียงอี่โหลวกับฟางเสียนจือและแม่สื่ออีกคน แต่ทางฝั่งตระกูลจิ่งมีคนมาช่วยงานไม่น้อย จึงต้องตั้งโต๊ะเพิ่มอีกถึงห้าโต๊ะ
ชุดโต๊ะเก้าอี้ไม่พออย่างเห็นได้ชัด หยางหว่านซิ่วจึงให้คนไปขอยืมจากบ้านใกล้เรือนเคียง การไปขอยืมโต๊ะเก้าอี้จากบ้านข้างๆ เพื่อจัดงานมงคลเป็นเรื่องปกติในยุคนี้ เพราะทุกบ้านมักจะมีแค่โต๊ะเก้าอี้ชุดเดียว เวลาบ้านใครต้องจัดงานมงคลก็มักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
วันนี้หยางหว่านซิ่วใช้ของเซ่นไหว้ที่ตระกูลฟางส่งมา บนโต๊ะมีทั้งไก่ ปลา และเนื้อครบครันอย่างยิ่ง ทำให้ชาวบ้านที่ไม่ได้กินเนื้อมานานได้กินกันจนปากมันเยิ้มไปหมด ทุกคนต่างพากันชมว่าหยางหว่านซิ่วทำอาหารอร่อย และเอ่ยชมว่าจิ่งเยี่ยนกุยได้คู่แต่งงานดี
ครอบครัวของจิ่งเจี้ยนกั๋วจับจองโต๊ะไปแล้วกว่าครึ่ง บนโต๊ะตัวเดียวกันนั้นยังมีเครือญาติของตระกูลจิ่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย
พออาหารจานเนื้อขึ้นโต๊ะ จิ่งหลิวหยางก็รีบตักใส่ชามตัวเองไปแล้วครึ่งหนึ่ง โดยไม่ได้สนใจว่ายังมีคนอื่นนั่งอยู่ด้วย
ญาติๆ ที่นั่งอยู่ร่วมโต๊ะเห็นพฤติกรรมที่เอาแต่ใจของจิ่งหลิวหยาง ต่างก็พากันก่นด่าในใจว่าไม่มีการอบรมสั่งสอน แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกไป